ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

402 items|« First « Prev 8 9 (10/41) 11 12 Next » Last »|
สิ่งที่เลื่อนลอย...กลางแสงไฟ
Submitted by สิงห์ลา on November,15 2007 10.40
สิ่งที่เลื่อนลอย...กลางแสงไฟ แสงไฟหลากสีส่องประกายระยับให้สว่างราวกลางวัน ถนนเส้นรัชดามุ่งหน้าตัดไปพระรามเก้ายามราตรีไม่เคยหลับใหล สองข้างทางเต็มไปด้วยสถานบันเทิง รถบนท้องถนนยังคงคับคั่งแม้เวลาจะล่วงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ริมถนนหน้าตึกแฝดเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์ ผมกับกอฟนั่งดื่มเบียร์ช้างขวดที่สี่อยู่ตรงหน้าเซเว่นอีเลฟเว่นริมถนน ที่ป้ายไฟร้านแมลงเม่ากำลังบินตอมเล่นแสงไฟ กำลังเมาได้ที่ ยมึงว่าคนเราเกิดมาได้ยังไงวะย กอฟโพรงถาม ยวิวัฒนาการมาจากสัตว์เซลเดียว ขึ้นมาจากน้ำทะเลย ยกูว่าไม่ใช่ มนุษย์เราถูกสร้างขึ้นมาย ยถูกต้อง! ใช่นะสิก็พ่อแม่ไงย ยกูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น กูมีความรู้สึกว่ามนุษย์คนแรกไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาจากลิงหรือเป็นแพลงตอนว่ายขึ้นมาจากทะเลย ยเมาแล้วมึงย ผมกระดกเบียร์ ยถ้ามนุษย์คนแรกไม่ได้เกิดจากวิวัฒนาการ มึงก็หมายความว่า มนุษย์ถูกส่งมาจากนอกโลกหรือไง แบบมนุษย์ต่างดาวอย่างนั้นหรอย ยกูไม่รู้ แต่กูสงสัยว่าทำไมเราถึงต้องเกิดมา ต้องมีจิตวิญญาณเพียงหนึ่งเดียว ตัวตนเพียงหนึ่งเดียว ทำไมมึงต้องเป็นมึง กูต้องเป็นกู ทำไมมนุษย์ทุกคนไม่เหมือนกันย ยมันจะไปเหมือนกันทุกคนได้ยังไงล่ะ ลักษณะทางพันธุ์กรรม การศึกษา ครอบครัว สังคม สภาพความเป็นอยู่แค่นี้คนทุกคนก็ไม่เหมือนกันแล้วย ยแต่ความรักทำให้คนที่ไม่เหมือนกัน ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ย กอฟนิ่งไปชั่วครู่ทอดตาออกไปไกล ยมนุษย์แตกต่างโดยธรรมชาติหรือด้วยจิตใจตัวเองวะ บางเรื่องเราไม่แตกต่างจากคนอื่นได้หรือเปล่า กูอยากมีคนที่เหมือนกันสักคนย ยมึงไม่อยากแตกต่างจากคนอื่นหรือไงวะ เขามีแต่คนอยากแตกต่าง อยากเดินนอกกรอบกันทั้งนั้นย ยกูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น กูอยากมีใครสักคนที่มีใจตรงกันย ยอีกหน่อยมีก็มีเองแหละย ยคนเรามันจะเกิดมาทำไมวะ ถ้าไม่มีความรัก แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรย ผมกับกอฟเป็นพนักงานบริษัททำงานอยู่ในตึกนี้ หลังเลิกงานประจำอันแสนน่าเบื่อหน่ายที่ทำให้สูญเสียความเป็นคนไปตลอดเก้าชั่วโมง ตอนเย็น ๆ ถึงค่ำมืด ผมมักจะมานั่งกินเบียร์อยู่ตรงหน้าเซเว่นบาร์เป็นประจำเพื่อเรียกสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา แต่ผมเชื่อว่าผู้คนที่เดินผ่านคงพากันมองผมสองคนว่าเป็นขี้เมาประจำบาร์แห่งนี้   ช่วงนี้กอฟกำลังตกหลุมรัก เพราะเผลอใจไปชอบพนักงานสาวคนหนึ่งในบริษัท เธอเป็นนักศึกษาจบใหม่มาทำงานที่บริษัทนี้เป็นแห่งแรก ด้วยความถูกชะตาจากความรู้สึกข้างใน ทำให้กอฟพร่ำเพ้อและพยายามหาหนทางจีบเธอ แต่ทุกอย่างก็คว้าน้ำเหลว ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ส่งตอบกลับมาจากเธอเลย ความหมดหวังทำให้กอฟหมดกำลังใจ และมานั่งระบายอยู่ตรงนี้ได้ทุกวี่วัน ยผิดหรือเปล่าวะที่กูจะรักใครสักคนย กอฟหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ยไม่ผิดย ยแล้วทำไมทุกคนทำเหมือนกับกูมีความผิดวะ กูไม่ดีตรงไหนที่ไปชอบน้องเขาย ยมึงคิดมากไปหรือเปล่า บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรอย่างนั้นก็ได้ ไปฟังคนอื่นเขามากไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอกย ยกูก็อยากให้เป็นอย่างนั้นแหละ แต่คนที่ทำงานแม่งมองกูแปลก ๆ ว่ะ ตั้งแต่ที่รู้ว่ากูจีบน้องเขาย ยมึงแคร์สายตาคนอื่นมากเกินไปย ยบางทีเขาอาจจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาคู่กับกูก็เป็นได้ย ถ้าหากการกินเหล้าเป็นวิธีปลดปล่อยจิตวิญญาณได้ดีที่สุดสำหรับคน ๆ หนึ่งพึงจะหาทางออกจากความเหนื่อยหน่ายในการใช้ชีวิตได้ ผมกับกอฟคงกำลังเลือกวิธีนี้ในการหาทางหลุดพ้น จากสิ่งที่ทับถมอยู่ในจิตใจ จากจุดที่ผมนั่งหากจะไปรัชดาซอยสี่นั่งแท็กซี่ไปไม่เกินสี่สิบบาท ตรงข้ามเป็นโพโซดอน ผมไม่เคยเข้าไปแต่เป็นที่รู้กันดีว่าข้างในเป็นอาบอบนวด มีหญิงสาวมากมายคอยให้บริการอยู่ ถนนทั้งเส้นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ มองขึ้นไปบนไฟป้ายตัวอักษรบนยอดตึก ไม่รู้ว่าตอนนี้คนที่อยู่ข้างในนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ เขากำลังมีความสุขกันอยู่หรือเปล่า กับความรักที่สามารถใช้เงินซื้อได้เพียงชั่วข้ามคืน ทุกครั้งที่ผมมานั่งกินเบียร์ตรงนี้ ผมมักจะสังเกตเห็นภาพวิถีชีวิตผู้คนที่แตกต่างกันไป บางสิ่งบางอย่างถูกซ่อนเอาไว้ภายในชุดสูทและแววตา พนักงานบริษัทเดินกลับออกมาขึ้นรถเมล์ตรงป้ายหลังเลิกงาน มนุษย์บางชนชั้นขับรถออกไปจากตึกเพื่อไปติดบนถนนอี .....
ละกง
Submitted by จู พเนจร on November,14 2007 22.29
เรื่องสั้น จู พเนจร ละกง ครูเจี๊ยบบอกว่าครูนะห์มาเล่าให้ฟัง ตอนที่เด็กๆเค้าคุยเค้าเถียงกันนั้นครูนะห์ได้ยิน เด็กๆพูดว่า ยครูนะห์เป็นผีย ยไม่ใช่ ครูนะห์เป็นพระย ยเป็นพระยังไง ถ้าเป็นพระต้องใส่ชุดสีเหลืองย เด็กผู้หญิงในกลุ่มถาม ยก็...ครูนะห์เคยบอกเราว่าครูนะห์น่ะสวดมนต์ไงลูก พระสวดมนต์ย เด็กผู้ชายทำปากเบ้หรี่ตาข้างหนึ่งใส่ ย.......ย ยไม่ใช่ ครูนะห์เป็นผีหรอก เราเคยเห็นในหนัง ผีใส่ชุดสีขาวย ยใช่ๆย ยไม่ใช่ๆย ชุดสีขาวที่ห่มคลุมจากหัวจรดข้อเท้า ไหวพะเยิบพะยาบขึ้นลงอยู่ไปมา ย่อตัวโค้งก้มลง น้อมคำนับ นอบตัวอยู่ที่พื้น ไหวเคลื่อนลุกขึ้นมา พลิ้วสะบัดเบาๆตามมือที่รวบไว้ ยืนนิ่งอยู่สักครู่ก็ก้มตัวลงอีกครั้ง ในลักษณะท่าทางเดิม เด็กๆเหลือบตาไปมองพลาง ตอนนั้นครูนะห์กำลังละหมาดอยู่ จึงไม่ได้พูดอะไรและก็ไม่ได้คิดอะไรด้วย แล้วก็มาเล่าให้ครูเจี๊ยบฟังแล้วก็หัวเราะด้วยนึกขันในความสงสัยประสาซื่อของเด็กๆ ในศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์บ้านยารียะห์ซึ่งครูเจี๊ยบแวะไปเยี่ยมนั้นจะมีทั้งเด็กไทยพุทธและมุสลิม ปกติก็คือครูนะห์จะทำการละหมาดเวลาที่เด็กๆนอนพักกลางวัน เพียงแต่บังเอิญว่าวันนั้นเด็กสามสี่คนซึ่งเป็นเด็กพุทธตื่นขึ้นมา แล้วไม่รู้นึกอย่างไรจึงได้ชักชวนกันเดินออกมาเห็นครูนะห์กำลังละหมาดอยู่ที่มุมห้อง จึงหยุดดูและพูดคุยกัน ผมในฐานะที่ได้ฟังเรื่องนี้มาก็มองว่าครูนะห์อาจจะเห็นว่านั่นคือความใสซื่อประสาเด็ก ไม่ได้คิดอะไร เป็นเรื่องที่ชวนขัน เท่านั้นเอง ในฐานะของคนเป็นครูอย่างครูเจี๊ยบก็เห็นไม่ต่างกันเพียงแต่กลับมามองต่อในอีกมุมหนึ่งว่าแล้วใครจะเป็นคนอธิบายให้เด็กเขาได้เข้าใจ น่าสนใจทีเดียวว่าป่านฉะนี้เด็กสามสี่คนนั้นเค้ายังคิดเชื่อว่าครูนะห์เป็นผี ขณะอีกคนว่าครูนะห์เป็นพระอยู่อย่างนั้น เด็กเหล่านั้นอาจจะสงสัยในสิ่งที่เพื่อนเขาพูด เกิดไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองคิด และเขาก็อาจทะเลาะกัน ถึงวันนั้นบางทีการที่ใครจะไปอธิบายอะไรให้แกฟังว่าใครถูกใครผิดอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลยก็ได้ ความเชื่อมักอยู่เหนือเหตุผลเสมอ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง ในฐานะของครูพี่เลี้ยงในศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดบางดาน แม้จะไม่ได้เรียนเอกจิตวิทยาสังคมมาอย่างครูเจี๊ยบ แต่ก็เป็นเรื่องที่ชวนคิดเหมือนกันกับคำถามที่ว่า แล้วใครจะมาคอยบอกอธิบายให้เด็กๆได้รู้ได้เข้าใจในสิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้ได้ และจะอธิบายอย่างไร นั่นก็คือการเอาใจใส่ในเรื่องราวของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่จะจำอะไรก็จะจำฝังจิตฝังใจ อยู่ในจิตใต้สำนึก เด็กที่ด้วยวัยและประสบการณ์ย่อมมีความคิดฝันอยู่ในโลกของจินตนาการมากกว่าการจะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากกันได้ นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเด็กย่อมใสซื่อบริสุทธิ์ เขาว่าเด็กมักพูดความจริง จริงละหรือที่ครูนะห์เป็นผี จริงละหรือที่ครูนะห์เป็นพระ ครูนะห์ไม่ได้เป็นพระ เพราะพระต้องห่มจีวรสีเหลือง หรือใส่ชุดสีเหลืองเหมือนที่เด็กว่า และโกนหัว เด็กๆซึ่งยังไม่รู้จักแม่ชี แต่ครูนะห์ก็ไม่ใช่แม่ชีเช่นกัน ครูนะห์เป็นผี เพราะท่าก้มๆเงยๆขณะทำการละหมาด ในชุดละกง ซึ่งเป็นชุดห่มคลุมสีขาวสำหรับละหมาดของผู้หญิงมุสลิมแถวปักษ์ใต้บ้านเรานั้นเหมือนกับผีในหนังที่เด็กๆเคยดู แต่จริงๆแล้วเด็กคนหนึ่งก็จำได้ว่าครูนะห์เคยบอกว่าครูนะห์สวดมนต์ ครูนะห์ก็ต้องเป็นพระหรืออะไรสักอย่างแต่ไม่ใช่ผี ภายใต้ชุดห่มคลุมไม่ว่าจะสีขาวหรืออะไร โดยเฉพาะชุดสีดำที่รัดกุมปกปิดสรรพางค์กายไว้ทั้งหมดยกเว้นดวงตาที่คนแถวบ้านเราเรียกกันว่าชุดดาวะฮ์ ขณะเดินสวนหรือเราผ่านไปพบเห็นนั้น เราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไม่ว่าไทยพุทธหรือมุสลิมด้วยซ้ำไป นั่นคือพระหรือผี นั่นคือนักบุญหรือคนบาปละหรือ เป็นคำถามที่ล่อแหลมและน่ากลัว ขณะเดียวกันเป็นคำถามที่เราควรจะต้องตอบไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ตอบให้แต่เฉพาะกับเด็กๆ ที่ไม่รู้ประสีประสา แต่ตอบกับคนที่เป็นผู้ใหญ่และเป็นมนุษย์มนาเราทุกคนด้วย ๒) เพื่อนซี้ผมคนหนึ่งซึ่งเป็นมุสลิมเคยเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้วตอนอยู่บางกอก เด็กรุ่นน้องคนหนึ่งที่มาทำงานใหม่มันถามในทำนองว่าศาสนาอิสลามนี่เป็นศาสนาที่แตะต้องไม่ได้เลยนะ ต .....
เรื่องสั้น : ผู้รับช่วงต่อ
Submitted by bag2515 on November,12 2007 22.50
เรื่องสั้น ผู้รับช่วงต่อ ปิติ  ระวังวงศ์ ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสารหญิงไทย ฉบับที่ 751 ปีที่ 32 ปักษ์หลัง มกราคม 2550 ในชื่อ : ผู้สืบทอด ( ๑ ) วันนี้ลานกว้างบนโคกสูงกลางทุ่ง คราคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งคนในหมู่บ้านและย่านใกล้เคียง ต้นหว้าใหญ่บนโคกสูงถูกตกแต่งและผูกคาดด้วยผ้าหลากสีรอบต้น เครื่องเซ่นไหว้ ย บวงสรวงบูชา วางเรียงรายพร้อมเพรียงอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมเตี้ย ๆ ซึ่งปูด้วยผ้าขาว ลานกว้างมีสายสิญจน์เดินโยง ฉัตรเจ็ดชั้นสีขาว  หน่อกล้วยและอ้อยขนาดพองามไม่ได้ตัดราก ถูกนำมาปักและผูกไว้ตรงมุมทั้งสี่, มุมละสามต้น โคกเทวดา เป็นชื่อที่ชาวบ้านพากันเรียกขานโคกสูงกลางทุ่ง ชาวบ้านย่านนี้มีความเชื่อสืบทอดกันมาว่า เทพยาดา ผู้ปกปักษ์รักษาหมู่บ้านสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ สมภารเฒ่า, สงฆ์ผู้มีชื่อเสียงด้านวิทยาคม พร้อมด้วยคณะซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเกจิชื่อดัง เดินทางมาจากวัดชายป่าท้ายหมู่บ้าน เข้าประจำที่อยู่ในโรงพิธีซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับศาลเพียงตา, เชื่อมโยงถึงกันด้วยด้ายสายสิญจน์  เริ่มต้นที่พระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาเดินโยงไปยังลานพิธีที่จัดวางราชวัติและเครื่องบวง สรวง แล้วโยงต่อไปยังตู้เทียนชัยและตุ่มน้ำพุทธมนต์, ก่อนโยงเข้าสู่โรงพิธีสงฆ์ ด้ายสายสิญจน์ทั้งหมดที่เดินโยงบนลานพิธีนั้น ถือกันว่าเป็นด้ายมงคล เมื่อเสร็จพิธีแล้ว, ผู้ร่วมพิธีจะนำไปบูชา ใช้ผูกข้อมือ ผูกพวงมาลัยรถและเรือ ด้วยมีความเชื่อกันว่าเป็นด้ายศักดิ์สิทธิ์ ยเทพยาดาจะบันดาลความสุขความสำเร็จมาสู่ผู้คนที่กราบไหว้บูชาย ความศักดิ์สิทธิ์-อิทธิฤทธิ์และปาฏิหารย์ของเทพยาดา, บอกเล่ากันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนเกิดคำพูดติดปากกันว่า ยขอได้ ไหว้รับย ผมและเด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน, นั่งรวมกลุ่มกันด้านหลังโรงพิธี ตรงที่ซึ่งกลุ่มแม่บ้านใช้เตรียมสำรับอาหารเพื่อถวายพระ พวกเด็ก ๆ ต่างพากันเกรงกลัวในอิทธิฤทธิ์ของเทพยาดาตามคำกล่าวขาน ทุกคนต่างอยู่ในอาการสำรวมไม่ค่อยซุกซนเหมือนอย่างทุก ๆ วัน ยบ่าวเอียดช่วยยกน้ำไปไว้ที่หน้าพระให้แม่ทีย เสียงแม่ร้องเรียกผม ยคนเดียวแลท่าว่าจะไม่หมด บ่าวเกลี้ยงมาช่วยสักคนก็ได้ย แม่พูดไม่ทันจบคำ, บ่าวเกลี้ยงญาติผู้พี่ของผม ก็ลุกวิ่งมายืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ ย **************************** ( ๒ ) เสียงฟ้าร้องครืน ๆ ดังมาเป็นระยะ บรรยากาศอึมครึมอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อคืน เมฆหนาย มืดครึ้มปกคลุมท้องฟ้าเบื้องบน เหมือนกับว่ามันได้บรรจุมวลน้ำจำนวนมหาศาล, และหนักอึ้งเอาไว้ ฤกษ์อันเป็น มงคลแห่งการประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ใกล้เข้ามาทุกขณะ ปรากฏการณ์ของธรรมชาติในยามนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับยชายคนนั้นเป็นยิ่งนัก ชายคนนั้นนุ่งขาว ย ห่มขาว, มองดูคล้ายนักบวชพราหมณ์  ชุดขาวของเขาซีดจนเก่า แต่แลดูแล้วสะอาดตา เขาเดินช้า ๆ อยู่บนลานกว้าง ก้าวย่างเป็นเส้นตรงด้วยอาการสงบนิ่ง เหมือนกับว่าเขากำลังปล่อยจิตใจให้แน่วแน่อยู่กับการเดิน เมื่อเดินไปได้สักระยะหนึ่ง, เขาก็หันหลังเดินกลับ ทำอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านานนับชั่วโมง แต่ทว่าย มันก็หาได้ช่วยลดหรือปลดเปลื้องความกังวลใจของเขาลงได้ เขาเดินไปย เดินมา, สลับด้วยการหยุด, แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ทำซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้, ผ่านไปสักพักก็ยกมือขึ้นพนม ย ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ ฟังชัดเจน ยขออำนาจแห่งองค์เทพยาดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดได้ประทานฤกษ์อันเป็นมงคล เปิดฟ้าให้ได้มาซึ่งไฟมหาฤกษ์จากองค์สุริยเทพ เพื่อจักได้ประกอบพิธีแห่งความเป็นสิริมงคลที่จะเกิดแก่หมู่ลูกหลานด้วยเถิดย เป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยพลังหนักแน่น และมีชีวิตชีวา สีหน้าและแววตาของเขา เต็มไปด้วยประ กายแห่งความเชื่อมั่น ทุก ๆ คนบนลานพิธีต่างตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ที่ปรากฏให้เห็น ท้องฟ้าที่ปิดสนิทก่อนหน้านั้นย บัดนี้ได้เปิดช่องส่งแสงแห่งองค์สุริยะเทพ มาสู่ลานประกอบพิธี หลังจากชายนุ่งขาว-ห่มขาว,กล่าวประกาศคำบวงสรวงเสร็จเรียบร้อยแล้ว, สมภารเฒ่าก็ทำพิธีจุดเทียนชัย  กลิ่นธูปและควันเทียนกระจายฟุ้งทั่วทั้งบริเวณ พระสงฆ์เริ่มสวดเจริญพระพุทธมนต์ ยนั่งกันให้เป็นที่เป็นทาง อย่าซนกันนัก รอให้พระสวดเสร็จแล้วค่อยไปช่วยข้างหลังเขายกสำรับย ยบ่าวเกลี้ยง .....
'สนพ. มติชน' ทำแฮตทริคคว้า 3 รางวัล 'เซเว่นบุ๊ค อวอร์ด'
Submitted by Pookun on November,08 2007 22.32

'สนพ. มติชน' ทำแฮตทริคคว้า 3 รางวัล 'เซเว่นบุ๊ค อวอร์ด'

หนังสือ 3 เล่มจากสำนักพิมพ์มติชน เขียนฝันด้วยชีวิต - นาฏกรรมเมืองหรรษา - พญาอินทรี คว้ารางวัลเซเว่น บุ๊ค อวอร์ด ครั้งที่ 4 ประจำปี 2550


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 พฤศจิกายน ที่โรงแรมตวันนา บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ประกาศผลรางวัลเซเว่น บุ๊ค อวอร์ด ครั้งที่ 4 ประจำปี 2550  หนังสือจากสำนักพิมพ์มติชน คว้ารางวัลถึง 3 รางวัลรวด  ผลรางวัลทั้งหมดมีดังนี้

ประเภทนวนิยาย

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เรื่อง 'เขียนฝันด้วยชีวิต' ของประชาคม ลุนาชัย จากสำนักพิมพ์มติชน
รองชนะเลิศอันดับ 1 'ในวารวัน' ผลงานของ ปิยพร ศักดิ์เกษม สำนักพิมพ์อรุณ
รองชนะเลิศอันดับ 2 'นาครเขษม' ของ 'คอยนุช' แพรวสำนักพิมพ์


รวมเรื่องสั้น

รางวัลชนะเลิศ  'นาฎกรรมเมืองหรรษา' ของชาติวุฒิ บุณยรักษ์ จากสำนักพิมพ์มติชน
รองชนะเลิศอันดับ 1 'พญาอินทรี' โดย จรัล ยั่งยืน สำนักพิมพ์มติชน
รองชนะเลิศอันดับ 2  'กล้วยหอมในร้านเคเอฟซี' กร ศิริวัฒโน สำนักพิมพ์นาคร


สารคดี

รางวัลชนะเลิศ 'เดินสู่อิสรภาพ' ของประมวล เพ็งจันทร์ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ
รองชนะเลิศอันดับ 1 'ที่เกิดเหตุ' วรพจน์ พันธุ์พงศ์ สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์
รองชนะเลิศอันดับ 2 'ยาย' ประชาคม ลุนาชัย สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา


วรรณกรรมเยาวชน

รางวัลชนะเลิศ 'ผมมีความลับครับแม่' ของ 'พิชิตะ' สำนักพิมพ์พิชา
รองชนะเลิศอันดับ 1 'เมดูซา ของขวัญจากสายน้ำ' ภาณุมาศ ภูมิถาวร สำนักพิมพ์มิ่งมิตร
รองชนะเลิศอันดับ 2 'พ่อนายกฯ สายไหม บ้านหนองฮี' สมคิด สิงสง สำนักพิมพ์มิ่งมิตร


สำหรับประเภท กวีนิพนธ์ ไม่มีรางวัลชนะเลิศ
ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 รางวัลคือ 'การลุกไหม้ของความมืด' ศิริวร แก้วกาญจน์ สำนักพิมพ์ Contrail Book House และ 'ปลายทางของเขาทั้งหลาย' กฤช เหลือลมัย แพรวสำนักพิมพ์


นิยายภาพ รางวัลชนะเลิศ 'พระจันทร์ที่ไม่เคยโดนเหยียบ' เรืองศักดิ์ ดวงพลา สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก
รองชนะเลิศอันดับ 1 'ที่นี่...มีชีวิต' ทรงวิทย์ สี่กิติกุล สำนักพิมพ์โลกของเรา
รองชนะเลิศอันดับ 2 'ลิ้นชักแห่งความทรงจำ' อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลอีก 1 แสนบาท

ประกวด หนังสั้น-หนังสือทำมือ
Submitted by Pookun on November,04 2007 22.19
ประกวด หนังสั้น-หนังสือทำมือ "THAILAND INDY AWARDS 2008" รางวัลสำหรับคนรุ่นใหม่หัวใจสร้างสรรค์ ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 100,000 บาท อีกหนึ่งกิจกรรมในโครงการ มหกรรมหนังสือและสื่อทางเลือกแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5 Indy book festival V ผู้รับผิดชอบโครงการ : เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กรุงเทพมหานคร สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) SCG PAPER รูปแบบการประกวด เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการ มหกรรมหนังสือและสื่อทางเลือกแห่งประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้ หนังสือทำมือ 2. หนังสั้น หนังสือทำมือ แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้ เรื่องสั้น 2. บทกวี กติกาการส่งผลงานหนังสือทำมือเพื่อเข้าประกวด 1. ต้องจัดทำเป็นหนังสือทำมือ โดยระบุประเภทผลงานที่ส่งให้ชัดเจน และส่งผลงานชื่อเรื่องละ 4 เล่ม 2. ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เคยส่งเข้าประกวด Thailand Indy Book Awards และจะต้อง ไม่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดที่ใดตลอดจนไม่เคยตีพิมพ์จัดจำหน่ายมาก่อน 3. ผู้ส่งผลงานสามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัดประเภทและจำนวนผลงาน แต่มีสิทธิ์ได้รับรางวัลสูงสุด เพียงรางวัลเดียว 4. ผลงานหนังสือทำมือทุกชิ้นงานที่ส่งเข้าประกวดและผ่านการคัดเลือกรวมทั้งได้รับรางวัลทางผู้จัดสามารถนำ ผลงานไปประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนโดยลิขสิทธิ์ผลงานเป็นของผู้เขียน 5. คณะกรรมการสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ส่งคืนหนังสือเข้าประกวดทุกเล่ม 6. ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องเป็นเจ้าของผลงานที่แท้จริงและจะต้องรับผิดชอบในการละเมิดแนวความคิด รวมทั้งลิขสิทธิ์บทประพันธ์และ/หรือรูปวาดของผู้อื่น 7. ผู้ส่งผลงานจะต้องกรอกรายละเอียดต่างๆ ในใบสมัครประกวดให้ชัดเจนรวมทั้งส่งเอกสารประกอบการส่ง ประกวดให้ครบถ้วนพร้อมลงลายมือชื่อและชื่อ-นามสกุลจริง(ตัวบรรจง)ของผู้ส่งผลงานกำกับไว้ในผลงานที่ ส่งเข้าประกวดทุกเล่ม หลักฐานที่ใช้ในการสมัคร 1. ใบสมัครการประกวด 2. สำเนาบัตรประชาชนพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง 3. หนังสือทำมือที่ส่งเข้าประกวดชื่อเรื่องละ 4 เล่ม หลักเกณฑ์พิจารณาและตัดสิน ประเภทรวมเรื่องสั้นและบทกวี 1.เป็นผลงานเขียนที่ประพันธ์ขึ้นเอง 2.จัดทำในลักษณะหนังสือทำมือ ขนาดไม่เกินครึ่งหนึ่งของกระดาษ A4 3.ประเภทเรื่องสั้นต้องมีเรื่องสั้นรวมอยู่ในเล่มไม่ต่ำกว่า 10 เรื่องและไม่เกิน 15 เรื่อง 4. ประเภทบทกวีต้องมีบทกวีรวมอยู่ในเล่มไม่ต่ำกว่า 20 เรื่องและไม่เกิน 40 เรื่อง(บทกวีที่เป็นกลอนเรื่องถ้าเป็น ฉันทลักษณ์ต้องมีความยาวไม่เกิน 50 บท) 5. ไม่จำกัดจำนวนหน้า 6.การตัดสินจะพิจารณาจากความคิดริเริ่ม ความสร้างสรรค์ ความมีวรรณศิลป์ ความเป็นเอกภาพ เนื้อหา และรูปแบบ 7.ต้องเขียนด้วยภาษาไทย หนังสั้นจากเรื่องสั้น กติกาการส่งผลงานหนังสั้นเพื่อเข้าประกวด 1. ต้องเป็นหนังสั้นที่สร้างสรรค์จากผลงานเรื่องสั้นของนักเขียนไทยที่ผ่านการเผยแพร่สู่สาธารณชน 2. ต้องได้รับอนุญาตจากนักเขียนเจ้าของผลงานเรื่องสั้น 3. ความยาวของหนังสั้นไม่เกิน 20 นาที ส่งในรูปแบบ วีซีดี/ดีวีดี ส่งผลงานละ 4 แผ่น 4. ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เคยได้รับรางวัลการประกวดหนังสั้นจากที่ใดมาก่อน 5. ผู้ส่งผลงานสามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัดจำนวนผลงาน แต่มีสิทธิ์ได้รับรางวัลสูงสุดเพียงรางวัลเดียว 6. ผลงานทุกชิ้นงานที่ส่งเข้าประกวดและผ่านการคัดเลือกรวมทั้งได้รับรางวัล ทางผู้จัดสามารถนำผลงาน ไปประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนโดยลิขสิทธิ์ผลงานเป็นของผู้สร้าง 7. คณะกรรมการสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ส่งคืนผลงานที่ส่งเข้าประกวด 8. ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องเป็นเจ้าของผลงานที่แท้จริงและจะต้องรับผิดชอบในการละเมิดแนวความคิด รวมทั้งลิขสิทธิ์บทประพันธ์ 9. ผู้ส่งผลงานจะต้องกรอกรายละเอียดต่างๆ ในใบสมัครประกวดให้ชัดเจนรวมทั้งส่งเอกสารประกอบการส่ง ประกวดให้ครบถ้วน พร้อมลายมือชื่อเจ้าของบทประพันธ์เรื่องสั้นในการอนุญาตให้นำเรื่องมาสร้างเป็นหนังสั้น การส่งผลงาน 1. ส่งผลงานเข้าประกวดภายในวันที่ 15 มกราคม 2551 กรณีที่ส่งผลงานทางไปรษณีย์ให้ถือเอาวันที่ประทับตรา ไปรษณีย์เป็นสำคัญ 2. หากตรวจสอบได้ว่าผลงานที่ได้รับรางวัลละเมิดกติกาข้อใดแม้เพียงหนึ่งข้อจะต้องถูกเพิกถอนรางวัลและ เงินรางวัล 3. เงินรางวัลทั้งหมดที่ผู้ชนะการประกวดได้รับ จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่า .....
เขา ใครๆ และคุณ
Submitted by ปรัชญ์ วลีพร on October,31 2007 16.10

ความหวังเขายิ่งใหญ่กระไรนั่น

การกระทำที่สำคัญจึงหวั่นไหว

ตนกระเทือนเพื่อนระทึกศึกอะไร

ความเป็นไปบอกบ่งส่งสัญญาณ<br />



สัญญาณว่าแท้จริงแล้วเขาก็มั่ว

ไม่รู้ตัวไม่มีหลักอัครฐาน

แม้รู้ว่าจะไปในกันดาร

แต่ไม่เคยกล่าวขานเหตุแห่งไป<br />



เขาไม่รู้ที่มาไม่น่าทึ่ง

แต่ไม่รู้ที่จะบึ่งไปถึงไหน

ร่ำบทเพลงเคว้งคว้างอยู่กลางไพร

นี่สิน่าตกใจ...มันเปล่ากลวง<br />



เขาปล่อยให้ชีวิตประดิษฐ์ฝัน

แล้วปล่อยมันเหมือนผ่าเผยผ่านเลยล่วง

ครบกำหนดยมบาลท่านเริ่มทวง

แอ่นอกรับดาบจ้วงทะลวงลับ<br />



นี่น่ะหรือคือทางท่องของมนุษย์

จากต้นจนสิ้นสุดชีวิตดับ

คล้ายจำนนทนและพร้อมจะยอมรับ

ไม่คิดขับขึ้นตามความมนุษย์<br />



ความมนุษย์นั้นสูงในมรรคผล

ล้ำเลิศกว่าคนเป็นที่สุด

ใครใครไม่ฝึกปรือไม่ยื้อยุด

คุณเล่าก็กุด...โลกก็เกรียม&nbsp; ฯ
โลกมีอยู่
Submitted by ปรัชญ์ วลีพร on October,31 2007 15.58

ในลับแท้ลึก                 กรำศึกกึกซร้อง จันทร์เพ็ญนวลผ่อง ราตรีตรมตรา

วันพรุ่งพลุ่งพล่าน  ทะยานยิ้มร่า
เอื้อนคลื่นธารา ลึกขุ่นตื้นใส

ในร่างลึกลับ    เคลื่อนขับเลศนัย
กับความเป็นไป   ยากร่วมทิศทาง

ความจริงความเท็จ    เบ็ดเสร็จทุกอย่าง
มีอยู่กลางกลาง  วางรอพอทุน

ความชั่วความดี  มีบาปมีบุญ
เป็นตอรอลุ้น    เท้าเฟะเตะหลง

ทุกสิ่งทุกอย่าง วางอยู่ตรงตรง
พิจดูรู้คง  &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดำเนินเพลินพิณ

ในตื่นแท้หลับ   คับแคบเหลือสิ้น
ไม่เห็นไม่ยิน   ไม่ธรรมดา

ธรรมชาติเป็น    เช่นผู้เยียวยา
ลางเนื้อลางครา  ค้นหาคว้าเห็น&nbsp; ฯ
บ้านเกิด
Submitted by ศิลปินหลังจอ on October,24 2007 01.03
เขาพับผ้า1ยังทอดแนวตระหง่านดำทะมึน เป็นฉากหลัง  แนวเขาทอดยาวขนานกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4    ผมไม่เคยรู้ว่าเขาพับผ้าเริ่มขึ้นที่ไหนและไปจบลงที่ไหน  ผมรู้เพียงแต่ว่าน้ำในคลองทุกสายไหลลงมาจากเขาพับผ้า  หล่อเลี้ยงเรือกสวนนาไร่  และชีวิตของคนเมืองลุงมานาน สายน้ำยังไหลลงสู่ทะเลลำปำ  ดวงอาทิตย์ยังตกบนยอดเขาพับผ้าทุกวัน  ยางยังผลัดใบทุกๆปี  ท้องทุ่งเมืองลุงยังเหลืองอร่ามทุกปีเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว  พอเดือนห้าก็จะเหลือเพียงตอซัง  รอเวลาที่จะหว่านกล้าใหม่ในเดือนแปด  เป็นวัฏจักรเช่นนี้มาชั่วนาตาปี ย่าทรุดนั่งลงบนหัวนา2มองดูผืนนาที่แห้งแล้ง ผมนั่งลงใกล้ๆย่า  แล้วช่วงเวลาที่แตกต่างของคนสองวัยก็แลกเปลี่ยนกัน  ย่าของผมเกิดในยุคที่ไม่มี เซเว่นอีเลฟเว่น  ท่านรู้เพียงว่าหากเย็นนี้ข้าวสารในกระบุงหมดพรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด เพื่อซ้อมข้าว3ใส่กระบุง  ท่านไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต  มีผักสดแพ็คพลาสติกขาย  รู้เพียงแต่ว่าที่ชายดม4หลังบ้านผักหมึง5กำลังทอดยอดงาม น่าจะมาทำแกงเลียงให้หลานกินเย็นนี้ ส่วนผมก็ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า  ต้นข้าวที่ย่าผูกเป็นช่อขมวดที่มุม บิ้งนา6 เมื่อข้าวตั้งท้องเรียกว่าการทำขวัญข้าว  ไม่เคยรู้เลยว่ารวงข้าวในตะกร้าที่แขวนอยู่บนเตาไฟเป็นการถือเคล็ดเพื่อไม่ให้  หนูมากัดกินข้าวในท้องนา ย่าทอดถอนหายใจยาวดูท่าท่านโรยแรง และเหนื่อยล้า  ท่านงุนงงกับฟ้าดิน  ฟ้าเปลี่ยน  ดินเปลี่ยน  ฤดูราดนา  กลับต้องหว่านข้าวปลูกบนดินแห้งๆ  ฤดูเก็บข้าว กลับต้องลุยน้ำพร้อมโคม ลอยน้ำเพื่อเก็บข้าวใส่โคมล่องน้ำนำข้าวกลับมาตาก  แกะ7เก็บข้าวอันเก่าของย่ายังเหน็บอยู่ที่ชายฝา  รถเก็บข้าวเริ่มมีบทบาทในหมู่บ้าน    ฟ้าเปลี่ยน    ดินเปลี่ยน ความเป็นเมืองเริ่มคืบคลานเข้าครอบคลุมบ้านเกิด เราไม่ได้ยินเสียงกลองโนรามานานเท่าไหร่แล้ว เราไม่ได้ยินเสียงย่าไล่ให้นอนกลางวัน  เพื่อคืนนี้จะได้ไปดูหนังฉาย ในวัดมานานเท่าไหร่แล้ว โทรทัศน์เริ่มเข้ามาเป็นสมาชิกของบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ วีซีดีเข้ามาแทนเสียงโหม่งหนังตะลุง  ย่าได้แต่งุนงงเขาเอาหนังตะลุงใส่แผ่นกลมเรืองแสงกันได้อย่างไร ผมคิดถึงปี่ซังข้าว8คิดถึงกลิ่นตอซังกลางทุ่งที่เพิ่งเผาไปเมื่อวันวาน ลมว่าวหอมพามันมาแตะจมูก  ลมว่าวเอยยยบัดนี้เจ้าพัด พากลิ่นตอซังไปไหน เมื่อก่อนหมู่บ้านผมมีรถโดยสารเข้าไปในตลาดสี่กั๊ก9แค่คันเดียว แต่เดี๋ยวนี้รถโดยสารมีมากจนผมนับไม่ถูก รถโดยสารออกลูกตั้งแต่เมื่อไหร่ จ.พัทลุง ตั้งแต่ผมจำความได้เป็นจังหวัดเล็ก ๆ มีถนนไม่กี่สายตัดกันในตัวตลาดสี่กั๊ก ร้านค้าก็ไม่มากมาย ผู้คนอยู่กันอย่างเรียบง่าย ทุกเช้า สวนยางจะเต็มไปด้วย ตะเกียงดวงเล็ก ๆ วับ ๆ แวม ๆ กลิ่นถ่านหินระคนกันเสียงเท้าย่ำ กรอบ แกรบ บนใบยางแห้ง ๆ เป็นความรู้สึกที่ติดตาตั้งแต่เด็ก ๆ ทุกเช้าผมสนุกกับการทำยางของพวกผู้ใหญ่ผมจดจ่อรอ ยางที่เข้าราง10ให้แข็งตัว ผมมักแอบเอานิ้วจิ้มรางยางทดสอบว่ายางแข็งตัวรึยัง ผมจิ้มทุกๆ 1 นาทีจนยางรางนั้น เต็มไปด้วยรูเล็ก ๆ ที่เกิดจากนิ้วของผม    พอยางแข็งตัว ความสนุกของเด็ก ๆ อย่างพวกเราเริ่มขึ้น พวกผู้ใหญ่เทยางออกจากรางยางลงบนเสื่อน้ำมัน  เราเหยียบยางกันอย่างสนุกสนาน  แล้วยางผืนนั้นก็ต้องเหยียบใหม่  ก่อนเข้าจักร เมื่อเหนื่อยจากการเหยียบยางเราก็มาสนุกการผัดจักร11 ต่อ  ที่จริงเป็นหน้าที่ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย แต่เรามักจะรบเร้า  ขอทำบ้างจนได้ทำ ส่วนเขาก็ผละไปนั่งมวนใบจากสูบควันขโมง เสื้อของผมมักจะดำและสกปรกด้วยน้ำมันจักร แม้เดี่ยวนี้เสื้อตัวนั้นจะกลายเป็นผ้าร้าย12 แต่มันก็ทำให้ผมนึกถึงความสนุกวัยเด็ก ทุกครั้งที่เห็นมัน พอถึงวัยเข้าโรงเรียน ผมต้องไปเข้าเรียนในตัวเมือง ผมยังเสียดายที่ไม่ได้เหยียบยางตอนเช้า แต่แม่บอกว่าที่โรงเรียนที่อะไรสนุก ๆให้เล่นเยอะกว่าการเหยียบยาง ทุกเช้าผมนั่งรถโดยสารไปโรงเรียนในตัวเมืองพวกเด็กเล็ก จะถูกบังคับให้นั่งข้างใน ส่วนเด็กโตจะได้โหนท้ายรถ ผมนึกอิจฉาและชื่นชมพวกเด็กโตที่โหนท้ายรถ    สักวันผมต้องได้โหนท้ายรถอย่างนั้นบ้าง โรงเรียนมีอะไร ๆ ให้เล่นเยอะมาก ผมสนุกและเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ อ .....
บนเส้นทางแสวงหากับ อ.เขมานันทะ
Submitted by Pookun on October,21 2007 09.23
บนเส้นทางแสวงหากับ อ.เขมานันทะ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ในปีนี้อาจารย์เขมานันทะได้รับรางวัลนักเขียนอมตะคนที่ 3 ท่านมีผลงานทั้งบทกวี ธรรมบรรยาย บทความอันเกี่ยวเนื่องกับ มหากาพย์และพุทธศาสนากว่า 60 เล่ม ไม่ว่างานศิลปะรูปแบบใดก็ตาม ท่านทำเพื่อการภาวนาและรับใช้พุทธศาสนา และนี่คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวท่าน ในช่วงเวลาที่ทะเลสาบสงขลายังชุกสาหร่าย อุดมด้วยกุ้งงามและปลาดี กลางแวดล้อมของทุ่งข้าวและดงตาลบนแผ่นดินสทิงพระ จังหวัดสงขลา จิตรกร กวี และวิปัสสนิก ผู้มีนามจริงว่า อาจารย์โกวิท เอนกชัย หรือท่านโกวิท เขมานันทะ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2481 อาจารย์เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนชะแม โรงเรียนมหาวชิราวุธสงขลา โรงเรียนอำนวยศิลป์ และจบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยขึ้นเป็นประธานนักศึกษาในสมัยชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมกับบทบาทโดดเด่น ในฐานะผู้นำการประท้วง เกี่ยวกับความอยุติธรรมของงบประมาณ ในมหาวิทยาลัย หลังจบการศึกษาเพียง 2 ปี ความสนใจลึกซึ้งทางพุทธศาสนา ผลักดันให้อาจารย์เขมานันทะ เข้าสู่ชีวิตนักบวชอย่างยาวนานถึง 16 ปี ได้สร้างสรรค์งานพุทธศิลป์ อันทรงคุณค่าจำนวนมาก ไว้ที่โรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกขพลาราม กับได้ศึกษาพุทธธรรม และการปฏิบัติภาวนา ทั้งจากท่านพุทธทาสและหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ หลังจากยุติวิถีนักบวชในเครื่องแบบพระภิกษุเถรวาทเมื่อปี พ.ศ.2526 อาจารย์เขมานันทะได้กลับมาใช้ชีวิตฆราวาส สร้างสรรค์งานจิตรกรรม เขียนบทความ บทกวี ด้วยจุดหมายสูงสุดเพื่อรับใช้พุทธศาสนา พร้อมกับบรรยายธรรมะ อบรมการภาวนา และยังคงปฏิบัติธรรมอยู่ในทุกมิติของการใช้ชีวิต - ผมรับราชการของพระพุทธเจ้า - อาจารย์เคยกล่าวไว้เช่นนั้น การปฏิบัติธรรม งานเขียน งานสร้างสรรค์ทางศิลปะ ทุกแขนงทั้งหมดของอาจารย์เขมานันทะ จึงเป็นวิถีแห่งการปฏิบัติภาวนาอย่างชัดแจ้ง ดังที่อาจารย์กล่าวไว้เสมอว่า จิตรกรรม บทกวี และธรรมบรรยายของตนนั้นเป็นไปเพื่อการภาวนา และสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อรับใช้พุทธศาสนา ผลงานทางด้านบทกวี ธรรมบรรยาย และบทความอันเกี่ยวเนื่องกับมหากาพย์ และประเด็นลึกซึ้งทางศาสนาของอาจารย์นั้น ปรากฏเป็นหนังสือจำนวนมาก ที่ตีพิมพ์เผยแพร่มายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 จนถึงปัจจุบันประมาณ 60 เล่ม เริ่มตั้งแต่เพลงปราโมทย์ของเซน (พ.ศ.2513, พ.ศ.2544) อันนับได้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนานิกายเซนในรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย หากผลงานโดดเด่นที่มีคุณค่ายิ่งของท่านคือ "เค้าขวัญวรรณกรรม" (พ.ศ.2529, พ.ศ.2543) และ 'ลิงจอมโจก' (พ.ศ.2517, พ.ศ.2540) ซึ่งได้ไขความสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในมหากาพย์ วรรณคดี วรรณกรรมไซอิ๋ว ชาดก และนิทานพื้นบ้านไทยหลายเรื่อง โดยเทียบเคียงสัญลักษณ์ที่ปรากฏ กับแนวคิดทางพุทธศาสนาอย่างมีหลักเกณฑ์ ด้วยมุมมองที่ผ่านการปฏิบัติภาวนาผ่านภูมิต่างๆ ของชีวิตมาอย่างยาวนาน ส่วน "อันเนื่องกับทางไท" (พ.ศ.2538) นั้นถือเป็นงานคลาสสิก ที่อธิบายแนวคิดทางสุนทรียภาพ ของศิลปะตะวันออก เปรียบเทียบกับศิลปะตะวันตกไว้อย่างลุ่มลึก สำหรับ "ไตร่ตรองมองหลัก" (พ.ศ.2533, พ.ศ.2543) นั้น นับได้ว่าเป็นหนังสือที่นำเสนอมติทางพุทธศาสนา นิกายวัชรยานไว้อย่างชัดเจนลึกซึ้งที่สุดเล่มหนึ่ง ที่ปรากฏในภาคภาษาไทย พบครู ข้อความข้างต้นนี้ ดิฉันเขียนสรุปความไว้เมื่อนานมาแล้ว ครั้งที่ได้ทำงานหนังสือกับอาจารย์เขมานันทะ ต่อเนื่องกันอยู่หลายปี ดิฉันจำได้ว่าไปพบอาจารย์และสนทนากันอย่างยืดยาวเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นช่วงที่ดิฉันอ่านผลงาน "อันเนื่องกับทางไท" ของอาจารย์เขมานันทะจบไปหลายเที่ยว ได้พบการตีความ "พุทธศิลป์" ของท่าน อธิบายหลายสิ่งในจิตรกรรมไทย ต่างไปจากที่ดิฉันรับรู้มาจากห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ดังเช่น ภาพน้ำของช่างไทยนั้นอาจารย์กล่าวว่า แม้น้ำในขันช่างก็ยังเขียนเป็นคลื่นล้อกันไป เพราะช่างไทยไม่ได้เขียน "น้ำ" ดังที่ตาเห็น แต่เขียนอาการของ "อาโปธาตุ" ที่มีลักษณะเอิบอาบ เซิบซาบ หรือภาพราหูอมจันทร์ในจิตรกรรม และลายปูนปั้นที่ไปโผล่อยู่ตามวัดต่างๆ อย่างมากมายนั้น เท่าที่ดิฉันเคยรู้มาก็เกี่ยวเนื่องเพียงแค่ตำนานของพระราหู แต่สิ่งที่อาจารย์เขมานันทะ ไขความไว้อย่างแม่นยำกลับกลายเป็นว่า ภาพราหูอมจันทร์ในพุทธศิลป์ของไทยนั้น คืออุปม .....
วรรณกรรมชีวิตแห่ง'ดอริส เลสซิ่ง' เจ้าของรางวัลโนเบล2007
Submitted by Pookun on October,19 2007 23.29
วรรณกรรมชีวิตแห่ง'ดอริส เลสซิ่ง' เจ้าของรางวัลโนเบล2007 นสพ.มติชน วันที่ 20 ตุลาคม 2550 - เวลา 08:50:29 น. โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ จอยซ์ แครอล โอตส์ นักเขียนอเมริกัน กัลยาณมิตรในแวดวงวรรณกรรม แสดงปฏิกิริยาเมื่อรับทราบว่า ดอริส เลสซิ่ง นักเขียนวัย 87 ปี ชาวอังกฤษคือผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมประจำปีนี้ไว้ว่า ดอริสควรได้รับรางวัลนี้เมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อนด้วยซ้ำไป ความเห็นดังกล่าวสะท้อนฉันทามติในแวดวงวรรณกรรมทั่วโลกที่ไม่มีข้อครหาใดๆ กับความเหมาะสมของ ดอริส เลสซิ่ง กับรางวัลที่ทรงเกียรติภูมิที่สุดของโลกรางวัลนี้ คำประกาศเชิดชูเกียรติของคณะกรรมการบ่งบอกไว้ครบถ้วนว่า ทำไม นักเขียนสูงวัยผู้นี้ถึงเหมาะสมกับรางวัลนี้ ตอนหนึ่งคณะกรรมการบอกว่า ทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวตนของ ดอริส เลสซิ่ง คือมหากาพย์ เป็นวรรณกรรมแห่งชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยประสบการณ์ของเพศหญิง ที่ถูกนำมาใช้เป็นพลังในการตั้งคำถาม เป็นไฟที่เร่าร้อนและเป็นวิสัยทัศน์ล้ำกาลเวลาในการรังสรรค์ผลงานที่ใช้ 'ตรวจสอบอย่างพินิจพิเคราะห์' ต่อสภาวะแปลกแยกของอารยธรรมต่างขั้ว ดอริส เลสซิ่ง ถือได้ว่าเป็นนักเขียนมหัศจรรย์ผู้หนึ่ง ตลอดช่วงระยะเวลาร่วม 60 ปี งานเขียนหลั่งไหลออกมาจากตัวเธอไม่หยุดหย่อน ที่สำคัญก็คือ ไม่เพียงแต่ดูเหมือนวัตถุดิบของเธอจะมีไม่สิ้นสุดเท่านั้น ยังเปี่ยมพลังและชี้นำไม่สิ้นสุดอีกด้วย งานเขียนเล่มแรกของ ดอริส เลสซิ่ง คือ 'เดอะ กราสส์ อิส ซิงกิ้ง' (1950) ที่เป็นงานพรรณนาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 'นายหญิง' ชาวไร่ผิวขาวกับทาสรับใช้ผิวสีนั้นได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลว่าเป็นทั้ง 'งานโศกนาฏกรรมบนพื้นฐานของความรักกับความชิงชัง และเป็นผลงานการศึกษาความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ที่ดูเหมือนไม่มีวันผสานกันได้' แต่ผลงานชิ้นสำคัญที่สร้างชื่อทั้งในฐานะนักเขียน และทำให้ ดอริส เลสซิ่ง กลายเป็น 'คบส่องทาง' สำหรับประดาเฟมินิสต์ทั้งหลาย ก็คือ 'เดอะ โกลเด้น โน้ตบุ๊ก' ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1962 เนื้อหา 'โกลเด้น โน้ตบุ๊ก' บอกเล่าเรื่องราวของนักเขียนชื่อ แอนนา วูลฟ์ ที่เผชิญกับภาวะ 'ตีบตัน' ทางความคิด และพยายามหาทางแก้ปมดังกล่าวด้วยการระบายความคิด ความรู้สึกทั้งหลายลงไว้ในไดอารี่ 5 เล่ม งานเขียนที่ไม่ปะติดปะต่อ ไม่ต่อเนื่องกันตลอดเล่มเล่มนี้ กลายเป็นงานสะท้อนความคิดความรู้สึกของ ดอริส เลสซิ่ง เกี่ยวกับ แอฟริกา, การเมือง, เซ็กซ์, การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาตามแนวทาง คาร์ล จุง (นักทฤษฎีจิตวิทยาชาวสวิส) และความฝันของเธอได้อย่างเอกอุ คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลวรรณกรรม ยกย่องหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ โดยถือว่าเป็นงานเขียนยุคบุกเบิกในศตวรรษที่ 20 ซึ่งสื่อสารถึงทรรศนะที่เกี่ยวเนื่องกับสัมพันธภาพระหว่างเพศหญิงและเพศชาย ในห้วงเวลาที่มีหนังสือเพียงแค่หยิบมือเขียนถึงเรื่องราวเหล่านี้เท่านั้น ดอริส เลสซิ่ง เกิดในเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) เมื่อปี 1919 จากครอบครัวชาวอังกฤษที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ชื่อสกุลเดิมคือ ดอริส เมย์ เทย์เลอร์ แต่กลับต้องระหกระเหินตามครอบครัวไปเติบใหญ่ใน โรดีเซีย ประเทศในกาฬทวีป (ปัจจุบันคือ ซิมบับเว) ต้องเรียนรู้หนังสือด้วยตัวเองมาตั้งแต่อายุ 14 ในสภาวะที่เธอให้คำจำกัดความไว้เองว่า 'เหงาเหมือนตกนรก' พ่อของเธอเป็นทหารผ่านศึกที่ต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ผู้เป็นแม่เป็นเหมือนคน 'หัวใจสลาย' เพราะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับดินแดนแปลกหน้าได้ ดอริสเคยพูดถึงผู้เป็นมารดาไว้ว่าเป็นคนที่ 'ไม่ควรเลยที่จะอพยพออกมาอยู่นอกประเทศอังกฤษ' น่าสนใจที่ความเป็นตัวตนของดอริส เกิดขึ้นจากการบ่มเพาะของผู้เป็นแม่ที่มักสั่งซื้อหนังสือจำนวนมากจากอังกฤษไปให้ดอริสเป็นผู้อ่านให้ฟัง ซัลส์บิวรี่ เมืองที่เธอและครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในวัยเด็ก กลายเป็นสิ่งที่ดอริส ชิงชังฝังใจ 'ฉันเอาแค่ครุ่นคิดหาทางหนีออกมาอยู่ตลอดเวลา' เธอบอก นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ดอริสแต่งงานตั้งแต่อายุแค่ 19 ปี การแต่งงานที่สั้นอย่างยิ่งและเป็นหายนะอย่างยิ่งสำหรับเธอ ไม่นานเธอก็เดินออกมาจากชีวิตคู่ พร้อมกับลูก 2 คน เพื่อแต่งงานใหม่อีกครั้งกับ กอตต์ฟรีด เลสซิ่ง นักการเมืองเยอรมัน เป็นการแต่งงานที่เธอให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็น 'สมรส .....
402 items|« First « Prev 8 9 (10/41) 11 12 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว