Topic list
- เรื่องสั้น : คือคน(แรก)...ที่คิดถึง
- เรื่องสั้น คือคน(แรก)ยที่คิดถึง ปิติ ระวังวงศ์ - ๑ - ฉันฮัมเพลงเบา ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำย ทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวยังพราวพรายด้วยหยดน้ำ กระโจมอกด้วยผ้าเช็ดตัวผืนสั้น ๆ สีชมพูอ่อน เดินไปหยุดยืนหน้ากระจกบานใหญ่ ปลดผ้าเช็ดตัวผืนสั้น ๆ นั้นออก แล้ววางพาดลงบนเก้าอี้ตัวเตี้ย ๆ หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จนเหลือเพียงแต่ร่างที่เปลือยเปล่า ฝ่ามือทั้งสองลูบไล้เล่นบนเนินอกอวบขาว ยิ้มให้ตัวเองด้วยความพึงพอใจ หลังจากหันซ้ายหันขวา ส่องมองเรือนร่างที่ฉาบฉายอยู่บนบานกระจกเงา เศษ ๐ นูนโหนกเป็นโคกเค้า เหมือนน้ำเต้าผ่าแลงแถลงไข โลมารายริมรอบเป็นขอบไป ที่ลานใหญ่มีบ้างตาบ่งเบา น่าสงวนควรสนองประคองคู่ เป็นคนรู้จักเจียมเสงี่ยมเหงา มักชังชิงสิ่งที่ชั่วไม่มัวเมา ประกอบด้วยเชาวน์ปรีชาปัญญายง ใจประมาณบอกอาการที่เพ่งพิศ เจือนักเลงอยู่สักนิดน่าพิศวง มีกลเม็ดเด็ดแท้แม่อนงค์ ชายใดลิ้มรสต้องหลงเสน่ห์นางย ฉันคิดถึงกลอนบทนี้ขึ้นมา ในขณะที่เพ่งพิศไปยังส่วนหนึ่งบนเรือนร่างของตัวเอง แม่เฒ่าช่วย เคยกล่าวทักทายเอ่ยอ้างตามตำราโหราศาสตร์ฉบับโบราณ แกเป็นย่าของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉัน จำได้ว่าคราวนั้นแกออกปากถามถึงวัน-เดือน-ปีเกิดของฉัน ก่อนก้มหน้าขีดเขียนบางอย่างลงบนกระดานชนวนแผ่นสีดำเก่าครึ ยมีวาจาและรูปเป็นทรัพย์ มีเสน่ห์เป็นที่พึงใจของเพศตรงข้าม ต้องตาต้องใจผู้คนทั่วไป การเงินมักไม่ค่อยขาดแคลน แต่เก็บไว้ไม่อยู่ มีเงินอวดเงิน มีทองอวดทอง คนที่มาขอหยิบยืมมักไม่ได้คืน ร้างพ่อห่างแม่ แต่มีเพื่อนและหญิงสูงวัยคอยอุปถัมภ์ย แม่เฒ่าช่วยบอกพลางเอื้อมมาจับฝ่ามือข้างขวาของฉันพลิกไปมา-ย ใกล้ๆ กันนั้นย ชายหนุ่มยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง เอียงหน้ามองมาด้วยแววตาเคลิบเคลิ้ม ฉันหลับตานึกถึงเรือนกายใต้ผืนผ้าห่ม รูปร่างที่กำยำ แขนขาทั้งคู่ขนานกัน สมส่วนไม่เทอะทะ กล้ามท้องเป็นมัด ๆ พละกำลังอันมหาศาลเมื่อครั้งที่ถาโถมเข้าหา อานุภาพของมันเพียงพอที่จะบดขยี้ร่างของฉันให้แหลกออกเป็นชิ้น ๆ ฉันคลายมัดผมที่มุ่นมวยออก หยิบหวีบนโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นมาสางผม ชายหนุ่มส่งเสียงกระแอมไอเบา ๆ ฉันหันหน้ามองแล้วยิ้ม เดินมาล้มตัวนอนลงบนเตียง ชายหนุ่มขยับร่างเบียดเข้าหา แนบหน้าลงตรงหว่างอก สูดกลิ่นกาย ฝ่ามือลูบไล้อยู่บนอกที่ขาวอวบเต่งตึง ชูช่อเหมือนบัวกำลังบาน งามน่าช้อนขึ้นมาชม ชายหนุ่มขยับตัวเข้าชิด ฝ่ามือข้างขวาค่อย ๆ ลูบต่ำลงไปเรื่อย ๆ ในลักษณะใช้เรียวนิ้วกรีดลากผ่านกลางลำตัว จากช่วงอกจนลงมาถึงท้องน้อย นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ข้างซ้ายกำลังบี้คลึงอยู่กับเม็ดขนาดปลายนิ้วบนเนินอก ฉันนอนครางเสียงสั่น บิดกายพลิกพลิ้วไปมา ชายหนุ่มโถมทับร่างเข้าหา ปากก็พร่ำรำพันออกมาเป็นเสียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ฉันไม่พูดอะไรได้แต่ร้องครางเบา ๆ และแล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปตามธรรมชาติของการเสพสมย - ๒ - ยกี่คนนั้นพอจะนับได้ แต่ถ้าจะให้นับว่ากี่ครั้งเห็นทีว่าคงจะเกินกำลังยย ฉันนอนนิ่งคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่างในใจ พลางมองไปยังร่างของชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้าง ๆ หลังจากถอนตัวที่โถมทับออกจากกัน ชายหนุ่มพลิกร่างมาเกยก่าย ฉันกระมิดกระเมี้ยน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกาย แล้วพลิกตัวหันหลังให้ ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงนอน เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ เสียงครวญเพลงเบา ๆ ประสานกับเสียงน้ำที่หล่นกระทบผิวกายดังแว่วลอดออกมาจากห้องน้ำ ฉันนอนเหม่อมองเพดานห้องอยู่เงียบ ๆ ในใจยังคงคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ยังคั่งค้างไปเรื่อย ๆ เพียงครู่หนึ่งย ชายหนุ่มก็เดินกลับออกมาจากห้องน้ำ ร่างนั้นเปลือยเปล่า มีผ้าเช็ดตัวพาดคล้องคอ หยุดและยืนเช็ดตัวหน้ากระจกบานใหญ่ หันหน้ามายิ้มให้ เมื่อเห็นว่าฉันกำลังแอบมอง ชายหนุ่มเดินมาล้มตัวนอนลงข้าง ๆ ก้มลงจูบที่ตรงเปลือกตา ฉันหลับตาพริ้มโอบกอดตอบ ขยับร่างนอนก่ายเกยเบียดกันใต้ผ้าห่มผืนนั้น ผ่านไปสักพักหนึ่งย เสียงครวญครางของฉันที่บ่งบอกถึงความสั่นเสียวก็เริ่มต้นดังขึ้นมาเบา ๆ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสอดแทรกเป็นจังหวะ ชายหนุ่มบ่นงึมงำเบา ๆ ตั้งคำถามถึงความพึงพอใจบางอย่าง แล้วในที่สุดเราทั้งสองคนก็เสร็จกิจ เสียงครวญครางประสานกันอย่างสุขสมอารมณ์หมาย-ย ยความรักของแก .....
- ชีวิตงดงามด้วย 38 มงคล ตอนที่ 2
- 2ย.. ยวันนี้เราจะเริ่มต้นพูดถึงมงคลชีวิตที่ 1 การไม่คบคนพาล และมงคลชีวิตที่ 2 การคบบัณฑิต ไปพร้อมกันเลยนะ เพราะเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันย มิ้นท์บอกน้องชายทันทีที่นั่งพร้อมหน้าบนเก้าอี้โซฟารับแขกไม้ลายชุดหลุยส์ 2 ตัวเดี่ยว โดยมีบิดานั่งอยู่ที่เก้าอี้โซฟาตัวยาว แม้วน้องชายตัวอ้วนกลมพยักหน้ายิ้ม ยโอเคได้เลย...ย ยความหมายของคนพาลตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน นิยามไว้ว่า พาลคือคนชั่วร้าย, คนเกเร, เกะกะ และบัณฑิต คือผู้ทรงความรู้, ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์, ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญา, ผู้มีความสามารถพิเศษโดยกำเนิด ดังนั้นเมื่อประเมินคุณสมบัติทั้งของคนพาลและบัณฑิตแล้วพอจะกล่าวได้ว่า คือมนุษย์สองจำพวกที่มีคุณลักษณะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงย มิ้นท์เริ่มต้นโดยการกางสมุดที่โน้ตไว้อ่าน ยโอ้โฮ...ถ้าอย่างนี้เพื่อนแม้วที่เป็นคนพาลก็เยอะแยะเลยน่ะสิย ยเดี๋ยวนะ อีกสักครู่ค่อยมาวิเคราะห์กัน เพราะมิ้นท์อยากพูดถึงลักษณะพิเศษของบัณฑิต 3 ประการที่มีกล่าวไว้ในพจนานุกรมด้วยคือ ทำดี พูดดี และคิดดี ดังนั้นคนพาลก็จะมีลักษณะซึ่งตรงกันข้ามกันคือ ทำชั่ว พูดชั่ว และคิดชั่วย ยแหมค่อยดีขึ้นหน่อย เพราะเพื่อนที่เกเรของแม้วจะได้หลุดจากข้อกล่าวหาการเป็นคนพาลได้ย แม้วทำท่าถอนใจเอามือลูบอก ยแต่แม้วก็ต้องดูด้วยนะว่า เพื่อนแม้วน่ะมีการผิดศีล 5 ข้อใดข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ เพราะหากแม้ผิดเพียงข้อเดียวก็เข้าข่ายคนพาลได้แล้วนะย ยถึงขนาดนั้นเชียวหรือย แม้วถามอย่างไม่แน่ใจ มิ้นท์พยักหน้าบอกต่อ ยแน่นอน เพราะการฆ่าสัตว์, การลักทรัพย์ และการผิดกาเม ก็เข้าข่ายการทำชั่วหนึ่งในลักษณะพิเศษของคนพาลแล้ว ส่วนการพูดโกหกหรือพูดคำหยาบก็จัดอยู่ในการพูดชั่ว และสุดท้ายการคิดชั่วนั้นคือการคิดร้ายพยาบาทต่อคนอื่นรวมทั้งมิจฉาทิฐิทั้งมวล ซึ่งการติดสุรายาเมานั้นจัดเป็นทั้งการคิดชั่วและทำชั่วย ยถ้าเป็นอย่างนี้เพื่อนแม้วถ้าจะไม่รอดเป็นคนพาลมากเชียวล่ะย เด็กชายบ่นอุบ ยยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก เพราะการกระทำของเด็กนั้นโดยมากจะเกิดจากความไม่ตั้งใจโดยการเยาว์สติยั้งคิดรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเกิดจากการที่ยังไม่ได้รับการสั่งสอนที่พึงให้อภัยได้ ดังนั้นในทางที่ดีที่สุดแล้วหากแม้วมีเพื่อนที่เข้าข่ายลักษณะคนพาลแล้วแม้วควรจะทำอย่างไรย พี่สาวอมยิ้มนั่งเท้าคางมองหน้าน้องชายซึ่งทำท่าขบคิด ยมงคลข้อที่ 1 คือการไม่คบคนพาลใช่ไหมครับย ยใช่...แต่ไม่ใช่คำตอบย มิ้นท์ยิ้ม รู้ทันความคิดน้องชาย ยแล้วคืออะไรล่ะย แม้วคิดไม่ออกจริง ๆ ยแม้วเล่นไม่คบเลยแล้วแม้วจะมีเพื่อนเหลือหรือ? แม้วก็ทำให้เพื่อนกลายเป็นบัณฑิตสิย พี่สาวเฉลยคำตอบ แต่น้องชายก็ยังงง ๆ ยแล้วจะทำอย่างไรให้เขาเป็นบัณฑิตได้ล่ะย ยลักษณะบัณฑิต 3 ประการคืออะไรย มิ้นท์ถามเป็นปริศนา ยทำดี พูดดี และคิดดีครับย แม้วตอบอย่างมั่นใจ ยถูกต้องแล้ว ทีนี้เราก็ค่อยมาดูทีละข้อย พี่สาวยกนิ้วชี้ขึ้น ยยังไงครับย แม้วถามเร่งพี่สาว ยในข้อการทำดี แม้วก็ชวนเพื่อนทำตัวให้เป็นประโยชน์ มีระเบียบวินัย ไม่ก้าวก่ายงานคนอื่น ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ เช่นขโมยของคนอื่นแม้แต่ยางลบสักก้อน เสพสิ่งเสพติด การที่ชอบดื่มแต่น้ำอัดลมซึ่งไม่มีประโยชน์ก็ถือเป็นการเสพสิ่งเสพติดได้นะย มิ้นท์หยุดเล็กน้อยยิ้มมองหน้าน้องชายเพราะรู้ว่าชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นชีวิตจิตใจ ยแม้วก็ต้องเลิกดื่มด้วยสิย น้องชายทำเสียงอ่อย ยถูกต้องนะคะย พี่สาวยกมือชี้หน้าล้อแบบพิธีกรดังในโทรทัศน์หัวร่อคิกก่อนพูดต่อ ยหรือการเล่นการพนันที่แม้จะเป็นการเล่นหลอก ๆ ไม่กินเงินในปัจจุบันก็ตาม เพราะอาจทำให้กลายเป็นคนติดการพนันงอมแงมเกิดความโลภอยากได้เงินทองของเขาทุ่มเทจนเสียหมดเนื้อหมดตัวในอนาคตได้ย น้องแม้วพยักหน้าเห็นด้วย ฟังพี่สาวพูดต่อโดยไม่สอดแทรก ยส่วนในข้อการพูดดี คือการพูดจาไพเราะ ไม่นินทาว่าร้าย .....
- หนังสั้นจากหนังสือ From Books to Celluloid
- หนังสั้นจากหนังสือ From Books to Celluloid พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com ต้องยอมรับว่า 'ภาพยนตร์' ถือเป็นสื่ออีกแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญในการสื่อสารข้อมูลไปสู่ประชาชน และเป็นสื่อที่อยู่ในกระแสความสนใจของคนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ในกระแสจากต่างประเทศและในประเทศ รวมไปถึงภาพยนตร์นอกกระแสหรือหนังอินดี้ที่มีฐานผู้ชมขยายขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันจะเห็นว่า ภาพยนตร์สั้น หรือ หนังสั้น (Short Film) กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ล่าสุดใน งานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 (World Film Festival of Bangkok 2007) ซึ่งมีการจัดฉายภาพยนตร์จากทั่วโลกขึ้นเป็นประจำทุกปี ยังได้จัดประกวดหนังสั้นเพื่อเพิ่มสีสันและบรรยากาศในช่วงเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2550 อีกด้วย ทั้งนี้ การจัดประกวดสำหรับประเภทนักเรียนนักศึกษานั้น ได้กำหนดหัวข้อ จากหนังสือสู่ภาพยนตร์ (From Books to Celluloid) โดยเป็นการนำรวมบทกวีร่วมสมัยเรื่อง โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของกวีหมี่เป็ด มนตรี ศรียงค์ เจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2550 มาเป็นโจทย์ในการตีความหรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นต้นแบบของเนื้อหาสำหรับภาพยนตร์สั้นที่ส่งเข้าประกวดนั่นเอง เป้าหมายเพื่อเป็นการเชื่อมโลกวรรณกรรมเข้ากับโลกภาพยนตร์ ที่ต่างเป็นแขนงสำคัญของศิลปะอันโน้มนำมนุษย์ไปสู่ความละเอียดอ่อนของจิตใจและปัญญาอันลึกซึ้ง ตลอดจนเพื่อช่วยกระตุ้นคนไทยให้หันมาอ่านหนังสือกันมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่จะได้อ่านและเข้าถึงงานเขียนประเภทกวีนิพนธ์มากขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการนำวรรณกรรมหรือนิยายขายดีหลายต่อหลายเรื่อง มาสร้างเป็นภาพยนตร์จนโด่งดังประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย แต่การนำเอาบทกวีมาสร้างเป็นหนังอาจยังเป็นเรื่องใหม่ จากคำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ว่า... "โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของ มนตรี ศรียงค์ เป็นบันทึกภาพความเคลื่อนไหวในชุมชนเล็กๆ ผ่านดวงตาพิเศษของกวีด้วยมุมมองเฉพาะตัวที่โดดเด่น ผสมผสานกับการย้อนรำลึกเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สามารถทำให้เรื่องที่เป็นรูปธรรมเหล่านั้นโยงไปสู่ภาพสังคมโดยรวมได้ มนตรี ศรียงค์ ได้ประจักษ์ในสาระของชีวิตจากการงานที่เป็นจริงและผู้คนรายล้อม แล้วนำมาถ่ายทอดไว้ในบทกวีได้อย่างกลมกลืน มีชีวิตชีวา ศิลปะในการนำเสนออยู่ที่การสรรคำและการเรียบเรียงลำดับภาพความคิดด้วยชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ ก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์และชวนคิด" แต่การตีโจทย์ของผู้สร้างหนังเมื่อต้องนำบทกวีในหนังสือเล่มนี้มาเป็นต้นเเบบของหนังสั้นนั้น มนตรี ศรียงค์ เจ้าของบทกวีร่วมสมัยมองว่า "เข้าใจว่าเป็นครั้งเเรกที่มีการนำบทกวีมาถ่ายทอดเป็นหนังสั้น และเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการเปิดให้พื้นที่กวีขยายวงกว้างออกไป เพื่อให้ผู้เสพสามารถเข้าถึงบทกวีได้หลายมิติ และผู้เสพหนังสั้นก็จะสามารถเข้าถึงบทกวีของผมได้ด้วย ผมว่างานนี้เป็นการเชื่อมโลกวรรณกรรมเข้ากับโลกภาพยนตร์ เพราะทั้งสองสิ่งนี้ล้วนถือว่าเป็นศิลปะอีกเเขนงที่จะโน้มนำมนุษย์ไปสู่ความละเอียดอ่อนของจิตใจ ส่วนการตีความบทกวีของผมนั้น เป็นสิทธิตามประสบการณ์ตามวิธีคิดของแต่ละคน ว่าจะตีความออกมาอย่างไร ผมไม่ได้ไปจำกัดตรงนั้น" ส่วนตัวเขาเองคิดว่ากวีทุกบทในหนังสือ 'โลกในดวงตาข้าพเจ้า' สามารถนำไปทำเป็นหนังสั้นได้ทั้งหมด "ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิของแต่ละคน บางคนเขาอ่านบทกวีชิ้นนี้แล้วเขาเห็นภาพ แต่คนอื่นอาจจะเห็นเป็นชิ้นอื่นไป มันขึ้นอยู่ที่การตีความ เพราะสำหรับคนเขียนมองว่าบทกวีทุกชิ้นสามารถนำไปทำเป็นหนังสั้นได้หมด อย่างที่ผมพูดเสมอว่าการเขียนบทกวีของผม จะสร้างเป็นหนังขึ้นในหัวก่อน เห็นภาพเคลื่อนไหว ค่อยเขียนออกมาเป็นบทกวี บางทีเขียนไปคิดไป ฉะนั้นด้วยวิธีการเขียนแบบนี้จึงน่าจะง่ายขึ้นหน่อยสำหรับการเอาไปทำเป็นหนังสั้น เพราะมันตีโจทย์ได้ง่าย" นอกจากนี้รวมบทกวีนิพนธ์เล่มนี้ยังมีหลายชิ้นที่ร่วมสมัยมากๆ เพราะเป็นเสมือนบันทึกภาพความเคลื่อนไหวในชุมชนเล็กๆ ผ่านดวงตาพิเศษของกวี ฉากต่อฉากจนกลายเป็นภาพรวมของสังคมใหญ่ และที่น่าจะโดนใจวัยรุ่นมากที่สุดคือบทกวีชื่อว่า 'มนต์รัก MSN' 'ขบวนการคลิปเ .....
- ปราชัยยุทธ ฉบับ ซุนปู่ ......ว่าถึงขุนศึกแห่งสยามประเทศ ปี ๒๕๕๐

แลสิช้าเกินกาลหากผ่านพรุ่งกว่าแสงรุ่งจักเหลือใดในถิ่นที่
อย่าได้หาแม้นเศษกากซากอัปรีย์
มันคงลี้ไปลับยากจับใคร
รอมันสิซ่องสุมกุมอาวุธแล้วไปห้ามไปหยุดคงมิไหว
ยามมันอ่อนต้องเร่งตีจักมีชัย
ยามมันแข็งอย่าโหมใส่ในแรงตี
ตำรายุทธพิชัยใช้ด้วยเล่ห์ใช่เอาแต่กำลังเทไปข่มขี่
คนเหนือคนด้วยกลในศึกไพรี
ใช่เหนือโดยถือมีอำนาจยศ
เพียงเศษเสี้ยวไม้ซีกนั่นก็เชื้อลามไฟเพื่อเผาซุงใหญ่มอดไหม้หมด
แค่เพียงหนึ่งพลไพร่หากใจคด
ยากกำหนดเภทภัยแห่งใจนั้น
อย่าหลงกาลตามคิดลิขิตคาดที่ลุ่มลาดดอนดงจงรู้สรรค์
แลฤดูลมฝนกลสำคัญ
แล้งร้อนกันทรัพย์เสบียงให้เพียงพอ
ผิจะฆ่าต้องฆ่าอย่าให้เหลือหากทิ้งเชื้อเอาไว้เป็นภัยก่อ
หอกข้างแคร่แลไปใช่น่าคลอ
ยามเป็นต่อควรเร่งตีเพื่อมีชัย
อย่ายืดเยื้อเชื้อศึกให้ลึกช่วงอย่าปล่อยล่วงให้เชื้อคืนฟื้นแรงใหม่
ศึกหนนี้ปีหนึ่งผ่านมันนานไป
หรือว่าใจขุนศึกนั้นมันอ่อนแล้ว
ลานเทวา

- แสน เสียดาย
ฉันมองเห็นทุกอย่างนั้นว่างเปล่า มีเพียงเงาวูบวับแล้วดับหาย ฉันเห็นตนอ่อนเพลียแสนเสียดาย หลงงมงายในตัวตนจนพ้นวัน ทะนงตนในระหว่างความว่างเปล่า มึนและเมาเห็นงามในความฝัน เพลินไขว่คว้าสายลมพร่างพรมพัน มิรู้ทันทัณฑ์โทษพิโรธร้าย เห็นสรรพสิ่งโสโครกโชคประสิทธิ์ เห็นภัยพิษชวนชื่นหื่นกระหาย เห็นสายทางพุทธธรรมเพียงน้ำลาย เห็นความหมายนิพพานปานไส้เดือน ฉันเพลินในใจโลกอันโศกสุด มิรู้หยุดย่างในเปลวไฟเฉือน ไร้สติไร้เหตุผลไร้คนเตือน หรือฟั่นเฟือนเกินจะใฝ่ในทางดี จนที่สุดเท้าที่ย่างก็ร้างลีบ ใจถูกบีบให้ทรุดหยุดกับที่ เนื้อหนังอิ่มเริ่มแล้งแห้งทุกที วัน-เดือน-ปี...ย่อยยับนอนนับวัน คนเคยรักเริ่มลาไม่มาสู่ คนเป็นคู่เอือมระอาไม่กล้าหัน คนเป็นญาติกลับกลายหดหายพลัน แม้แต่ฉันก็รำคาญการเป็นตน ฉันมองเห็นทุกอย่างว่างเปล่าแล้ว ไม่มีแก้วไม่มีอะไรในทุกหน สิ่งสำคัญเวลาไม่มีให้คน ไร้เหตุผลไร้มรรคหลักพุทธธรรม ฉันเห็นเท่าที่กล้าของตาเนื้อ แต่จิตเพื่อตาในกลับไม่ฉ่ำ เข็มนาทีก็เคลื่อนเหมือนใจดำ ฉันเจ็บช้ำ...แสนเสียดายในเวลา ฯ
- นั่นหล่ะ...ยุคสมัย
นั่นหล่ะ...ยุคสมัย ข้าฯมิอาจยืนยันได้ทั้งหมด ว่าโลกล้วนงามงดมิผุกร่อน ไร้ฝุ่นผง-พงรก-ตกตะกอน หรือแสงอ่อนอาบอุ่นคงกรุ่นฟ้า หากเช่นนั้นแล้ว............. ยุคสมัยพรายแพรวจักไร้ค่า มิมีใดแตกต่างในดวงตา เลอค่า-ตำค่าแตกต่างใด นกพเนจรตัวใดไม่ไหวหวาด ไม่ถอยขลาดเสียงกรูกราวของเช้าใหม่ โลกเปิดฉากทุกวันยังหวั่นใจ นำค้างใส-เป็น-ตาย-มารายล้อม นั่นหล่ะ......ยุคสมัย ลุกราวเปลวไฟไหม้หลอม ท่ากลัว-กล้า ยอมมิยอม เวลามิคู้ค้อมหรือยินฟัง อย่างไรก็ตาม...... หากท่านจะข้ามไปโพ้นฝั่ง คลื่นคงครวญเพลงเพราะเสนาะฟัง ข้าฯ..ท่าน..อาจได้นั่งเรือฝันเดียว เมษา
- ช่วยคิดชื่องานเลี้ยงครับ
ช่วยคิดชื่องานเลี้ยงปีใหม่ ที่คอนเซ็ปแนวไทยๆหน่อยนะครับ- มันคืออะไร
คน ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้ .............................................................................ผีเสื้อ ผีเสื้อ บิน บิน บิน....................................................................................................................................................................
- แต่ละอย่าง....

แต่ละย่างแต่ละย่ำนำชีวิต แต่ละทิศแต่ละทางสว่างแจ้ง แต่ละเดือนแต่ละปีที่แสดง แต่ละหนแต่ละแห่งย้ำดำเนิน
แต่ละคนแต่ละใจในยะถา แต่ละคืบแต่ละวาอันนานเนิ่น แต่ละทุกข์แต่ละสุขปลุกใจเพลิน แต่ดลแต่ละเดินอยู่เช่นนั้น
แต่ละวาดแต่ละหวังประทังจิต แต่ละคิดแต่ละค้นกังวลฝัน แต่ละเป็นแต่ละไปสู่ใดกัน แต่ละคืนแต่ละวันยังล่องลอย
แต่ละบทแต่ละบาทยามวาดแจ้ง แต่ละเหี่ยวแต่ละแห้งจนเหงาหงอย แต่ละโศกแต่ละเศร้าการเฝ้าคอย แต่ละสิบแต่ละร้อยยังจนนัก
แต่ละเรื่องแต่ละราวในหนาวร้อน แต่ละสะทกแต่ละท้อนยามเหนื่อยหนัก แต่ละฝันแต่ละใฝ่อันไหวทัก แต่ละห้ามแต่ละหักกล้ำใจกลืน
แต่ละชื่นแต่ละช้ำน้ำตาร่วง แต่ละห้วงแต่ละหนทนใจขื่น แต่สร้างแต่ละก่อพอได้ยืน แต่ละฝืนแต่และข่มระทมนัก ---------------------- ลานเทวา- ประวัตินักเขียนอมตะคนล่าสุด โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ)
- ประวัตินักเขียนอมตะคนล่าสุด โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ) โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2550 20:26 น. ชื่อ นายโกวิท เอนกชัย MR. KOVIT ANAKECHAI นามปากกา ยเขมานันทะย , ยรุ่งอรุณ ณ.สนธยาย, ยฉับโผงย, ยสหัสนัยน์ย, ยกาลวิงย (แปลว่านกกระจอก : สำหรับงานวิเคราะห์และวิจารณ์) และ ยมุนีนันทะย (หนังสือ ยสุดปลายแผ่นดินโลกย) ๑. ประวัติชีวิตส่วนตัว วันเดือนปีเกิด เกิดวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑ สถานที่เกิด อ.สทิงพระ จ.สงขลา ที่อยู่และที่ทำงาน บ้านเลขที่ ๗/๓๒๕ หมู่บ้านบัวขาว ถ.รามคำแหง เขตมีนบุรี จ. กรุงเทพ โทร. ๐๒ย๕๑๗๓๒๗๑ ๒. ประวัติการศึกษา - ป.๔ ร.ร.วัดชะแม อ.สทิงพระ จ.สงขลา - ม.๖ ร.ร. มหาวชิราวุธ อ.เมือง จ.สงขลา - ม.๘ อำนวยศิลป์ จ.พระนคร - ปริญญาตรี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๐๗ ๓. ประวัติการทำงาน -พ.ศ. ๒๕๐๘ย๒๕๑๐ รับราชการประจำวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สอนวิชาความซาบซึ้งในศิลปะ -พ.ศ. ๒๕๑๐ย๒๕๑๔ บวชและศึกษาปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพุทธทาส สวนโมกขพลาราม ขณะอยู่ในสมณเพศ ได้รับผิดชอบบุกเบิกค้นคว้าผลิตงานด้านศิลปะไทยจำนวนมาก สืบต่อทั้งบทกวีและจิตรกรรมโบราณของไทย เพื่อประดับตกแต่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ในสวนโมกขพลาราม ซึ่งยังปรากฏหลักฐานสามารถ ใช้งานสอนธรรมะสืบต่อมาได้ถึงปัจจุบัน และได้จาริกแสวงบุญ พร้อมกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ เรื่องราวของแง่มุมต่างๆของชีวิต ศิลปะวรรณกรรม และกวีนิพนธ์จำนวนมาก -พ.ศ.๒๕๑๔ย๒๕๑๕ ปฏิบัติธรรมเพียงลำพังในถ้ำเขาหินดำ จ.สงขลา และลงมาเป็นอาจารย์บรรยายธรรมะ อยู่ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี เป็นวิทยากรบรรยายงานวิชาการหัวข้อ ยวรรณกรรมในมุมมองทางจิตวิญญาณย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ -พ.ศ.๒๕๑๖ ก่อตั้งสำนักสงฆ์ ยหาดแก้วย ที่ จ.สงขลา เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และทำภาวนาทางด้านจิตวิญญาณ -พ.ศ.๒๕๑๘ รับผิดชอบวางแผนและร่วมจัดงานสัมมนาระดับชาติ ในประเด็นทางด้าน ยพุทธศาสนากับสังคมย ที่สำนักสงฆ์หาดแก้ว จ.สงขลา เป็นวิทยากร เสนองานวิชาการหัวข้อ ยเอกภาพของสรรพสิ่ง-The Unity of All Subjectsย ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพ -พ.ศ.๒๕๑๙ ก่อตั้งมูลนิธิ ยอริยาภาย เพื่อเผยแพร่พุทธธรรม ส่งเสริมศิลปะ การศึกษา วัฒนธรรมอันดีงาม และสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประพฤติธรรมและเยาวชน เพื่อทดลองการใช้ชีวิตและฝึกปฏิบัติธรรมร่วมกันในรูปแบบที่เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน -พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐ จาริกแสวงบุญ และศึกษาทางด้านธรรมะ ศิลปะ วัฒนธรรม ในประเทศอินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า -พ.ศ. ๒๕๒๐ย๒๕๒๒ ปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์หาดแก้ว จ.สงขลา เป็นอาจารย์สอนการปฏิบัติสมาธิ ที่วัดผาลาด เชียงใหม่ จาริกแสวงบุญ และบรรยายธรรมะ ศิลป วัฒนธรรมไทย ที่ประเทศอังกฤษ เยอรมันตะวันตก อิตาลี สวีเดน จัดงานนิทรรศการทางด้านศิลปะ ในกรุงเทพฯ เพื่อหาทุนช่วยเหลือเด็กพิการ -พ.ศ.๒๕๒๒ย๒๕๒๕ ดำเนินการก่อตั้งและดูแล ยอาศรมนวชีวันย ที่ จ.สงขลา เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของเยาวชนคนหนุ่มสาวในการปฏิบัติธรรม การเรียนรู้ทางด้านจิตวิญญาณ ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย แนะนำฝึกฝนการปฏิบัติธรรม ให้กับชาวบ้านในพื้นที่รอบอาศรมนวชีวัน จัดโครงการคลินิกดูแลสุขภาพชาวบ้านภาคใต้รอบอาศรมนวชีวัน โดยการสนับสนุนจากคณะนักศึกษาแพทย์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เข้าร่วมการปฏิบัติธรรมในอาศรมนวชีวัน จัดโครงการพานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เป็นเด็กชาวเมือง ที่มาปฏิบัติธรรมที่อาศรมนวชีวัน ให้ได้เข้าไปในหมู่บ้านของชาวบ้านภาคใต้รอบอาศรมนวชีวัน เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักและแลกเปลี่ยนความรู้กับชาวบ้าน ได้เรียนรู้ชีวิตชาวนาภาคใต้ การทำเกษตรกรรม การทำประมง และวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ ทั้งหนังตะลุง มโนห์รา และมหรสพดนตรีพื้นเมืองของชาวบ้าน จัดโครงการปฏิบัติธรรม ฝึกฝนให้กับนักศึกษา พระภิกษุ และผู้สนใจทั่วไป -พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ให้ไปเป็นอาจารย์บรรยายความรู้ในประเด็น .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว