ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

402 items|« First « Prev 9 10 (11/41) 12 13 Next » Last »|
เรื่องสั้น : คือคน(แรก)...ที่คิดถึง
Submitted by bag2515 on October,14 2007 01.05
เรื่องสั้น คือคน(แรก)ยที่คิดถึง ปิติ  ระวังวงศ์ - ๑ - ฉันฮัมเพลงเบา ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำย ทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวยังพราวพรายด้วยหยดน้ำ กระโจมอกด้วยผ้าเช็ดตัวผืนสั้น ๆ สีชมพูอ่อน  เดินไปหยุดยืนหน้ากระจกบานใหญ่ ปลดผ้าเช็ดตัวผืนสั้น ๆ นั้นออก แล้ววางพาดลงบนเก้าอี้ตัวเตี้ย ๆ หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง  จนเหลือเพียงแต่ร่างที่เปลือยเปล่า ฝ่ามือทั้งสองลูบไล้เล่นบนเนินอกอวบขาว ยิ้มให้ตัวเองด้วยความพึงพอใจ หลังจากหันซ้ายหันขวา ส่องมองเรือนร่างที่ฉาบฉายอยู่บนบานกระจกเงา เศษ ๐  นูนโหนกเป็นโคกเค้า เหมือนน้ำเต้าผ่าแลงแถลงไข โลมารายริมรอบเป็นขอบไป ที่ลานใหญ่มีบ้างตาบ่งเบา น่าสงวนควรสนองประคองคู่ เป็นคนรู้จักเจียมเสงี่ยมเหงา มักชังชิงสิ่งที่ชั่วไม่มัวเมา ประกอบด้วยเชาวน์ปรีชาปัญญายง ใจประมาณบอกอาการที่เพ่งพิศ เจือนักเลงอยู่สักนิดน่าพิศวง มีกลเม็ดเด็ดแท้แม่อนงค์ ชายใดลิ้มรสต้องหลงเสน่ห์นางย ฉันคิดถึงกลอนบทนี้ขึ้นมา ในขณะที่เพ่งพิศไปยังส่วนหนึ่งบนเรือนร่างของตัวเอง แม่เฒ่าช่วย เคยกล่าวทักทายเอ่ยอ้างตามตำราโหราศาสตร์ฉบับโบราณ แกเป็นย่าของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉัน จำได้ว่าคราวนั้นแกออกปากถามถึงวัน-เดือน-ปีเกิดของฉัน ก่อนก้มหน้าขีดเขียนบางอย่างลงบนกระดานชนวนแผ่นสีดำเก่าครึ ยมีวาจาและรูปเป็นทรัพย์ มีเสน่ห์เป็นที่พึงใจของเพศตรงข้าม ต้องตาต้องใจผู้คนทั่วไป การเงินมักไม่ค่อยขาดแคลน แต่เก็บไว้ไม่อยู่ มีเงินอวดเงิน มีทองอวดทอง คนที่มาขอหยิบยืมมักไม่ได้คืน ร้างพ่อห่างแม่ แต่มีเพื่อนและหญิงสูงวัยคอยอุปถัมภ์ย แม่เฒ่าช่วยบอกพลางเอื้อมมาจับฝ่ามือข้างขวาของฉันพลิกไปมา-ย ใกล้ๆ กันนั้นย ชายหนุ่มยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง เอียงหน้ามองมาด้วยแววตาเคลิบเคลิ้ม ฉันหลับตานึกถึงเรือนกายใต้ผืนผ้าห่ม รูปร่างที่กำยำ แขนขาทั้งคู่ขนานกัน สมส่วนไม่เทอะทะ กล้ามท้องเป็นมัด ๆ พละกำลังอันมหาศาลเมื่อครั้งที่ถาโถมเข้าหา อานุภาพของมันเพียงพอที่จะบดขยี้ร่างของฉันให้แหลกออกเป็นชิ้น ๆ ฉันคลายมัดผมที่มุ่นมวยออก หยิบหวีบนโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นมาสางผม  ชายหนุ่มส่งเสียงกระแอมไอเบา ๆ ฉันหันหน้ามองแล้วยิ้ม เดินมาล้มตัวนอนลงบนเตียง ชายหนุ่มขยับร่างเบียดเข้าหา แนบหน้าลงตรงหว่างอก สูดกลิ่นกาย ฝ่ามือลูบไล้อยู่บนอกที่ขาวอวบเต่งตึง ชูช่อเหมือนบัวกำลังบาน งามน่าช้อนขึ้นมาชม ชายหนุ่มขยับตัวเข้าชิด ฝ่ามือข้างขวาค่อย ๆ ลูบต่ำลงไปเรื่อย ๆ ในลักษณะใช้เรียวนิ้วกรีดลากผ่านกลางลำตัว จากช่วงอกจนลงมาถึงท้องน้อย นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ข้างซ้ายกำลังบี้คลึงอยู่กับเม็ดขนาดปลายนิ้วบนเนินอก ฉันนอนครางเสียงสั่น บิดกายพลิกพลิ้วไปมา ชายหนุ่มโถมทับร่างเข้าหา ปากก็พร่ำรำพันออกมาเป็นเสียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ฉันไม่พูดอะไรได้แต่ร้องครางเบา ๆ และแล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปตามธรรมชาติของการเสพสมย - ๒ - ยกี่คนนั้นพอจะนับได้ แต่ถ้าจะให้นับว่ากี่ครั้งเห็นทีว่าคงจะเกินกำลังยย ฉันนอนนิ่งคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่างในใจ พลางมองไปยังร่างของชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้าง ๆ หลังจากถอนตัวที่โถมทับออกจากกัน ชายหนุ่มพลิกร่างมาเกยก่าย ฉันกระมิดกระเมี้ยน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกาย แล้วพลิกตัวหันหลังให้ ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงนอน เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ เสียงครวญเพลงเบา ๆ ประสานกับเสียงน้ำที่หล่นกระทบผิวกายดังแว่วลอดออกมาจากห้องน้ำ ฉันนอนเหม่อมองเพดานห้องอยู่เงียบ ๆ ในใจยังคงคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ยังคั่งค้างไปเรื่อย ๆ เพียงครู่หนึ่งย ชายหนุ่มก็เดินกลับออกมาจากห้องน้ำ ร่างนั้นเปลือยเปล่า มีผ้าเช็ดตัวพาดคล้องคอ หยุดและยืนเช็ดตัวหน้ากระจกบานใหญ่ หันหน้ามายิ้มให้ เมื่อเห็นว่าฉันกำลังแอบมอง ชายหนุ่มเดินมาล้มตัวนอนลงข้าง ๆ  ก้มลงจูบที่ตรงเปลือกตา ฉันหลับตาพริ้มโอบกอดตอบ ขยับร่างนอนก่ายเกยเบียดกันใต้ผ้าห่มผืนนั้น ผ่านไปสักพักหนึ่งย เสียงครวญครางของฉันที่บ่งบอกถึงความสั่นเสียวก็เริ่มต้นดังขึ้นมาเบา ๆ  เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสอดแทรกเป็นจังหวะ ชายหนุ่มบ่นงึมงำเบา ๆ ตั้งคำถามถึงความพึงพอใจบางอย่าง แล้วในที่สุดเราทั้งสองคนก็เสร็จกิจ เสียงครวญครางประสานกันอย่างสุขสมอารมณ์หมาย-ย ยความรักของแก .....
ชีวิตงดงามด้วย 38 มงคล ตอนที่ 2
Submitted by สิรารมย์ on October,09 2007 17.30
2ย..           ยวันนี้เราจะเริ่มต้นพูดถึงมงคลชีวิตที่ 1 การไม่คบคนพาล และมงคลชีวิตที่ 2 การคบบัณฑิต ไปพร้อมกันเลยนะ เพราะเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันย มิ้นท์บอกน้องชายทันทีที่นั่งพร้อมหน้าบนเก้าอี้โซฟารับแขกไม้ลายชุดหลุยส์ 2 ตัวเดี่ยว โดยมีบิดานั่งอยู่ที่เก้าอี้โซฟาตัวยาว           แม้วน้องชายตัวอ้วนกลมพยักหน้ายิ้ม           ยโอเคได้เลย...ย           ยความหมายของคนพาลตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน นิยามไว้ว่า พาลคือคนชั่วร้าย, คนเกเร, เกะกะ และบัณฑิต คือผู้ทรงความรู้, ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์, ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญา, ผู้มีความสามารถพิเศษโดยกำเนิด ดังนั้นเมื่อประเมินคุณสมบัติทั้งของคนพาลและบัณฑิตแล้วพอจะกล่าวได้ว่า คือมนุษย์สองจำพวกที่มีคุณลักษณะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงย มิ้นท์เริ่มต้นโดยการกางสมุดที่โน้ตไว้อ่าน           ยโอ้โฮ...ถ้าอย่างนี้เพื่อนแม้วที่เป็นคนพาลก็เยอะแยะเลยน่ะสิย           ยเดี๋ยวนะ อีกสักครู่ค่อยมาวิเคราะห์กัน เพราะมิ้นท์อยากพูดถึงลักษณะพิเศษของบัณฑิต 3 ประการที่มีกล่าวไว้ในพจนานุกรมด้วยคือ ทำดี พูดดี และคิดดี ดังนั้นคนพาลก็จะมีลักษณะซึ่งตรงกันข้ามกันคือ ทำชั่ว พูดชั่ว และคิดชั่วย           ยแหมค่อยดีขึ้นหน่อย เพราะเพื่อนที่เกเรของแม้วจะได้หลุดจากข้อกล่าวหาการเป็นคนพาลได้ย แม้วทำท่าถอนใจเอามือลูบอก           ยแต่แม้วก็ต้องดูด้วยนะว่า เพื่อนแม้วน่ะมีการผิดศีล 5 ข้อใดข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ เพราะหากแม้ผิดเพียงข้อเดียวก็เข้าข่ายคนพาลได้แล้วนะย           ยถึงขนาดนั้นเชียวหรือย แม้วถามอย่างไม่แน่ใจ           มิ้นท์พยักหน้าบอกต่อ           ยแน่นอน เพราะการฆ่าสัตว์, การลักทรัพย์ และการผิดกาเม ก็เข้าข่ายการทำชั่วหนึ่งในลักษณะพิเศษของคนพาลแล้ว ส่วนการพูดโกหกหรือพูดคำหยาบก็จัดอยู่ในการพูดชั่ว และสุดท้ายการคิดชั่วนั้นคือการคิดร้ายพยาบาทต่อคนอื่นรวมทั้งมิจฉาทิฐิทั้งมวล ซึ่งการติดสุรายาเมานั้นจัดเป็นทั้งการคิดชั่วและทำชั่วย           ยถ้าเป็นอย่างนี้เพื่อนแม้วถ้าจะไม่รอดเป็นคนพาลมากเชียวล่ะย เด็กชายบ่นอุบ           ยยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก เพราะการกระทำของเด็กนั้นโดยมากจะเกิดจากความไม่ตั้งใจโดยการเยาว์สติยั้งคิดรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเกิดจากการที่ยังไม่ได้รับการสั่งสอนที่พึงให้อภัยได้ ดังนั้นในทางที่ดีที่สุดแล้วหากแม้วมีเพื่อนที่เข้าข่ายลักษณะคนพาลแล้วแม้วควรจะทำอย่างไรย พี่สาวอมยิ้มนั่งเท้าคางมองหน้าน้องชายซึ่งทำท่าขบคิด           ยมงคลข้อที่ 1 คือการไม่คบคนพาลใช่ไหมครับย           ยใช่...แต่ไม่ใช่คำตอบย มิ้นท์ยิ้ม รู้ทันความคิดน้องชาย           ยแล้วคืออะไรล่ะย แม้วคิดไม่ออกจริง ๆ           ยแม้วเล่นไม่คบเลยแล้วแม้วจะมีเพื่อนเหลือหรือ? แม้วก็ทำให้เพื่อนกลายเป็นบัณฑิตสิย พี่สาวเฉลยคำตอบ แต่น้องชายก็ยังงง ๆ           ยแล้วจะทำอย่างไรให้เขาเป็นบัณฑิตได้ล่ะย           ยลักษณะบัณฑิต 3 ประการคืออะไรย มิ้นท์ถามเป็นปริศนา           ยทำดี พูดดี และคิดดีครับย แม้วตอบอย่างมั่นใจ           ยถูกต้องแล้ว ทีนี้เราก็ค่อยมาดูทีละข้อย พี่สาวยกนิ้วชี้ขึ้น           ยยังไงครับย แม้วถามเร่งพี่สาว           ยในข้อการทำดี แม้วก็ชวนเพื่อนทำตัวให้เป็นประโยชน์ มีระเบียบวินัย ไม่ก้าวก่ายงานคนอื่น ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ เช่นขโมยของคนอื่นแม้แต่ยางลบสักก้อน เสพสิ่งเสพติด การที่ชอบดื่มแต่น้ำอัดลมซึ่งไม่มีประโยชน์ก็ถือเป็นการเสพสิ่งเสพติดได้นะย มิ้นท์หยุดเล็กน้อยยิ้มมองหน้าน้องชายเพราะรู้ว่าชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นชีวิตจิตใจ           ยแม้วก็ต้องเลิกดื่มด้วยสิย น้องชายทำเสียงอ่อย           ยถูกต้องนะคะย พี่สาวยกมือชี้หน้าล้อแบบพิธีกรดังในโทรทัศน์หัวร่อคิกก่อนพูดต่อ           ยหรือการเล่นการพนันที่แม้จะเป็นการเล่นหลอก ๆ ไม่กินเงินในปัจจุบันก็ตาม เพราะอาจทำให้กลายเป็นคนติดการพนันงอมแงมเกิดความโลภอยากได้เงินทองของเขาทุ่มเทจนเสียหมดเนื้อหมดตัวในอนาคตได้ย           น้องแม้วพยักหน้าเห็นด้วย ฟังพี่สาวพูดต่อโดยไม่สอดแทรก           ยส่วนในข้อการพูดดี คือการพูดจาไพเราะ ไม่นินทาว่าร้าย .....
หนังสั้นจากหนังสือ From Books to Celluloid
Submitted by Pookun on October,07 2007 22.04
หนังสั้นจากหนังสือ From Books to Celluloid พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com ต้องยอมรับว่า 'ภาพยนตร์' ถือเป็นสื่ออีกแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญในการสื่อสารข้อมูลไปสู่ประชาชน และเป็นสื่อที่อยู่ในกระแสความสนใจของคนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ในกระแสจากต่างประเทศและในประเทศ รวมไปถึงภาพยนตร์นอกกระแสหรือหนังอินดี้ที่มีฐานผู้ชมขยายขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันจะเห็นว่า ภาพยนตร์สั้น หรือ หนังสั้น (Short Film) กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ล่าสุดใน งานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 (World Film Festival of Bangkok 2007) ซึ่งมีการจัดฉายภาพยนตร์จากทั่วโลกขึ้นเป็นประจำทุกปี ยังได้จัดประกวดหนังสั้นเพื่อเพิ่มสีสันและบรรยากาศในช่วงเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2550 อีกด้วย ทั้งนี้ การจัดประกวดสำหรับประเภทนักเรียนนักศึกษานั้น ได้กำหนดหัวข้อ จากหนังสือสู่ภาพยนตร์ (From Books to Celluloid) โดยเป็นการนำรวมบทกวีร่วมสมัยเรื่อง โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของกวีหมี่เป็ด มนตรี ศรียงค์ เจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2550 มาเป็นโจทย์ในการตีความหรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นต้นแบบของเนื้อหาสำหรับภาพยนตร์สั้นที่ส่งเข้าประกวดนั่นเอง เป้าหมายเพื่อเป็นการเชื่อมโลกวรรณกรรมเข้ากับโลกภาพยนตร์ ที่ต่างเป็นแขนงสำคัญของศิลปะอันโน้มนำมนุษย์ไปสู่ความละเอียดอ่อนของจิตใจและปัญญาอันลึกซึ้ง ตลอดจนเพื่อช่วยกระตุ้นคนไทยให้หันมาอ่านหนังสือกันมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่จะได้อ่านและเข้าถึงงานเขียนประเภทกวีนิพนธ์มากขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการนำวรรณกรรมหรือนิยายขายดีหลายต่อหลายเรื่อง มาสร้างเป็นภาพยนตร์จนโด่งดังประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย แต่การนำเอาบทกวีมาสร้างเป็นหนังอาจยังเป็นเรื่องใหม่ จากคำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ว่า... "โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของ มนตรี ศรียงค์ เป็นบันทึกภาพความเคลื่อนไหวในชุมชนเล็กๆ ผ่านดวงตาพิเศษของกวีด้วยมุมมองเฉพาะตัวที่โดดเด่น ผสมผสานกับการย้อนรำลึกเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สามารถทำให้เรื่องที่เป็นรูปธรรมเหล่านั้นโยงไปสู่ภาพสังคมโดยรวมได้ มนตรี ศรียงค์ ได้ประจักษ์ในสาระของชีวิตจากการงานที่เป็นจริงและผู้คนรายล้อม แล้วนำมาถ่ายทอดไว้ในบทกวีได้อย่างกลมกลืน มีชีวิตชีวา ศิลปะในการนำเสนออยู่ที่การสรรคำและการเรียบเรียงลำดับภาพความคิดด้วยชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ ก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์และชวนคิด" แต่การตีโจทย์ของผู้สร้างหนังเมื่อต้องนำบทกวีในหนังสือเล่มนี้มาเป็นต้นเเบบของหนังสั้นนั้น มนตรี ศรียงค์ เจ้าของบทกวีร่วมสมัยมองว่า "เข้าใจว่าเป็นครั้งเเรกที่มีการนำบทกวีมาถ่ายทอดเป็นหนังสั้น และเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการเปิดให้พื้นที่กวีขยายวงกว้างออกไป เพื่อให้ผู้เสพสามารถเข้าถึงบทกวีได้หลายมิติ และผู้เสพหนังสั้นก็จะสามารถเข้าถึงบทกวีของผมได้ด้วย ผมว่างานนี้เป็นการเชื่อมโลกวรรณกรรมเข้ากับโลกภาพยนตร์ เพราะทั้งสองสิ่งนี้ล้วนถือว่าเป็นศิลปะอีกเเขนงที่จะโน้มนำมนุษย์ไปสู่ความละเอียดอ่อนของจิตใจ ส่วนการตีความบทกวีของผมนั้น เป็นสิทธิตามประสบการณ์ตามวิธีคิดของแต่ละคน ว่าจะตีความออกมาอย่างไร ผมไม่ได้ไปจำกัดตรงนั้น" ส่วนตัวเขาเองคิดว่ากวีทุกบทในหนังสือ 'โลกในดวงตาข้าพเจ้า' สามารถนำไปทำเป็นหนังสั้นได้ทั้งหมด "ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิของแต่ละคน บางคนเขาอ่านบทกวีชิ้นนี้แล้วเขาเห็นภาพ แต่คนอื่นอาจจะเห็นเป็นชิ้นอื่นไป มันขึ้นอยู่ที่การตีความ เพราะสำหรับคนเขียนมองว่าบทกวีทุกชิ้นสามารถนำไปทำเป็นหนังสั้นได้หมด อย่างที่ผมพูดเสมอว่าการเขียนบทกวีของผม จะสร้างเป็นหนังขึ้นในหัวก่อน เห็นภาพเคลื่อนไหว ค่อยเขียนออกมาเป็นบทกวี บางทีเขียนไปคิดไป ฉะนั้นด้วยวิธีการเขียนแบบนี้จึงน่าจะง่ายขึ้นหน่อยสำหรับการเอาไปทำเป็นหนังสั้น เพราะมันตีโจทย์ได้ง่าย" นอกจากนี้รวมบทกวีนิพนธ์เล่มนี้ยังมีหลายชิ้นที่ร่วมสมัยมากๆ เพราะเป็นเสมือนบันทึกภาพความเคลื่อนไหวในชุมชนเล็กๆ ผ่านดวงตาพิเศษของกวี ฉากต่อฉากจนกลายเป็นภาพรวมของสังคมใหญ่ และที่น่าจะโดนใจวัยรุ่นมากที่สุดคือบทกวีชื่อว่า 'มนต์รัก MSN' 'ขบวนการคลิปเ .....
ปราชัยยุทธ ฉบับ ซุนปู่ ......ว่าถึงขุนศึกแห่งสยามประเทศ ปี ๒๕๕๐
Submitted by ...โดยคำ... on September,29 2007 14.32



















แลสิช้าเกินกาลหากผ่านพรุ่ง

กว่าแสงรุ่งจักเหลือใดในถิ่นที่

อย่าได้หาแม้นเศษกากซากอัปรีย์

มันคงลี้ไปลับยากจับใคร


รอมันสิซ่องสุมกุมอาวุธ

แล้วไปห้ามไปหยุดคงมิไหว

ยามมันอ่อนต้องเร่งตีจักมีชัย

ยามมันแข็งอย่าโหมใส่ในแรงตี


ตำรายุทธพิชัยใช้ด้วยเล่ห์

ใช่เอาแต่กำลังเทไปข่มขี่

คนเหนือคนด้วยกลในศึกไพรี

ใช่เหนือโดยถือมีอำนาจยศ


เพียงเศษเสี้ยวไม้ซีกนั่นก็เชื้อ

ลามไฟเพื่อเผาซุงใหญ่มอดไหม้หมด

แค่เพียงหนึ่งพลไพร่หากใจคด

ยากกำหนดเภทภัยแห่งใจนั้น


อย่าหลงกาลตามคิดลิขิตคาด

ที่ลุ่มลาดดอนดงจงรู้สรรค์

แลฤดูลมฝนกลสำคัญ

แล้งร้อนกันทรัพย์เสบียงให้เพียงพอ


ผิจะฆ่าต้องฆ่าอย่าให้เหลือ

หากทิ้งเชื้อเอาไว้เป็นภัยก่อ

หอกข้างแคร่แลไปใช่น่าคลอ

ยามเป็นต่อควรเร่งตีเพื่อมีชัย


อย่ายืดเยื้อเชื้อศึกให้ลึกช่วง

อย่าปล่อยล่วงให้เชื้อคืนฟื้นแรงใหม่

ศึกหนนี้ปีหนึ่งผ่านมันนานไป

หรือว่าใจขุนศึกนั้นมันอ่อนแล้ว


ลานเทวา




แสน เสียดาย
Submitted by ปรัชญ์ วลีพร on September,24 2007 17.42

ฉันมองเห็นทุกอย่างนั้นว่างเปล่า มีเพียงเงาวูบวับแล้วดับหาย ฉันเห็นตนอ่อนเพลียแสนเสียดาย หลงงมงายในตัวตนจนพ้นวัน ทะนงตนในระหว่างความว่างเปล่า มึนและเมาเห็นงามในความฝัน เพลินไขว่คว้าสายลมพร่างพรมพัน มิรู้ทันทัณฑ์โทษพิโรธร้าย เห็นสรรพสิ่งโสโครกโชคประสิทธิ์ เห็นภัยพิษชวนชื่นหื่นกระหาย เห็นสายทางพุทธธรรมเพียงน้ำลาย เห็นความหมายนิพพานปานไส้เดือน ฉันเพลินในใจโลกอันโศกสุด มิรู้หยุดย่างในเปลวไฟเฉือน ไร้สติไร้เหตุผลไร้คนเตือน หรือฟั่นเฟือนเกินจะใฝ่ในทางดี จนที่สุดเท้าที่ย่างก็ร้างลีบ ใจถูกบีบให้ทรุดหยุดกับที่ เนื้อหนังอิ่มเริ่มแล้งแห้งทุกที วัน-เดือน-ปี...ย่อยยับนอนนับวัน คนเคยรักเริ่มลาไม่มาสู่ คนเป็นคู่เอือมระอาไม่กล้าหัน คนเป็นญาติกลับกลายหดหายพลัน แม้แต่ฉันก็รำคาญการเป็นตน ฉันมองเห็นทุกอย่างว่างเปล่าแล้ว ไม่มีแก้วไม่มีอะไรในทุกหน สิ่งสำคัญเวลาไม่มีให้คน ไร้เหตุผลไร้มรรคหลักพุทธธรรม ฉันเห็นเท่าที่กล้าของตาเนื้อ แต่จิตเพื่อตาในกลับไม่ฉ่ำ เข็มนาทีก็เคลื่อนเหมือนใจดำ ฉันเจ็บช้ำ...แสนเสียดายในเวลา  ฯ

นั่นหล่ะ...ยุคสมัย
Submitted by เมษา on September,21 2007 23.05

นั่นหล่ะ...ยุคสมัย                                               ข้าฯมิอาจยืนยันได้ทั้งหมด                                         ว่าโลกล้วนงามงดมิผุกร่อน                                         ไร้ฝุ่นผง-พงรก-ตกตะกอน                                           หรือแสงอ่อนอาบอุ่นคงกรุ่นฟ้า                                               หากเช่นนั้นแล้ว.............                                           ยุคสมัยพรายแพรวจักไร้ค่า                                           มิมีใดแตกต่างในดวงตา                                           เลอค่า-ตำค่าแตกต่างใด                                                 นกพเนจรตัวใดไม่ไหวหวาด                                           ไม่ถอยขลาดเสียงกรูกราวของเช้าใหม่                                             โลกเปิดฉากทุกวันยังหวั่นใจ                                             นำค้างใส-เป็น-ตาย-มารายล้อม                                                 นั่นหล่ะ......ยุคสมัย                                             ลุกราวเปลวไฟไหม้หลอม                                             ท่ากลัว-กล้า    ยอมมิยอม                                             เวลามิคู้ค้อมหรือยินฟัง                                                 อย่างไรก็ตาม......                                             หากท่านจะข้ามไปโพ้นฝั่ง                                             คลื่นคงครวญเพลงเพราะเสนาะฟัง                                             ข้าฯ..ท่าน..อาจได้นั่งเรือฝันเดียว                                                                           เมษา

ช่วยคิดชื่องานเลี้ยงครับ
Submitted by ชิต on September,21 2007 16.46

ช่วยคิดชื่องานเลี้ยงปีใหม่ ที่คอนเซ็ปแนวไทยๆหน่อยนะครับ

มันคืออะไร
Submitted by แปลให้หน่อย on September,21 2007 15.19

คน ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้ .............................................................................ผีเสื้อ ผีเสื้อ บิน บิน บิน....................................................................................................................................................................

แต่ละอย่าง....
Submitted by ...โดยคำ... on September,20 2007 16.19

แต่ละย่างแต่ละย่ำนำชีวิต แต่ละทิศแต่ละทางสว่างแจ้ง แต่ละเดือนแต่ละปีที่แสดง แต่ละหนแต่ละแห่งย้ำดำเนิน


แต่ละคนแต่ละใจในยะถา แต่ละคืบแต่ละวาอันนานเนิ่น แต่ละทุกข์แต่ละสุขปลุกใจเพลิน แต่ดลแต่ละเดินอยู่เช่นนั้น


แต่ละวาดแต่ละหวังประทังจิต แต่ละคิดแต่ละค้นกังวลฝัน แต่ละเป็นแต่ละไปสู่ใดกัน แต่ละคืนแต่ละวันยังล่องลอย


แต่ละบทแต่ละบาทยามวาดแจ้ง แต่ละเหี่ยวแต่ละแห้งจนเหงาหงอย แต่ละโศกแต่ละเศร้าการเฝ้าคอย แต่ละสิบแต่ละร้อยยังจนนัก


แต่ละเรื่องแต่ละราวในหนาวร้อน แต่ละสะทกแต่ละท้อนยามเหนื่อยหนัก แต่ละฝันแต่ละใฝ่อันไหวทัก แต่ละห้ามแต่ละหักกล้ำใจกลืน


แต่ละชื่นแต่ละช้ำน้ำตาร่วง แต่ละห้วงแต่ละหนทนใจขื่น แต่สร้างแต่ละก่อพอได้ยืน แต่ละฝืนแต่และข่มระทมนัก ---------------------- ลานเทวา

ประวัตินักเขียนอมตะคนล่าสุด โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ)
Submitted by Pookun on September,19 2007 00.34
ประวัตินักเขียนอมตะคนล่าสุด โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ) โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2550 20:26 น.       ชื่อ นายโกวิท เอนกชัย       MR. KOVIT ANAKECHAI       นามปากกา ยเขมานันทะย , ยรุ่งอรุณ ณ.สนธยาย, ยฉับโผงย, ยสหัสนัยน์ย, ยกาลวิงย (แปลว่านกกระจอก : สำหรับงานวิเคราะห์และวิจารณ์) และ ยมุนีนันทะย (หนังสือ ยสุดปลายแผ่นดินโลกย)       ๑. ประวัติชีวิตส่วนตัว       วันเดือนปีเกิด เกิดวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑       สถานที่เกิด อ.สทิงพระ จ.สงขลา       ที่อยู่และที่ทำงาน บ้านเลขที่ ๗/๓๒๕ หมู่บ้านบัวขาว ถ.รามคำแหง เขตมีนบุรี       จ. กรุงเทพ โทร. ๐๒ย๕๑๗๓๒๗๑       ๒. ประวัติการศึกษา       - ป.๔ ร.ร.วัดชะแม อ.สทิงพระ จ.สงขลา       - ม.๖ ร.ร. มหาวชิราวุธ อ.เมือง จ.สงขลา       - ม.๘ อำนวยศิลป์ จ.พระนคร       - ปริญญาตรี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๐๗       ๓. ประวัติการทำงาน       -พ.ศ. ๒๕๐๘ย๒๕๑๐       รับราชการประจำวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สอนวิชาความซาบซึ้งในศิลปะ       -พ.ศ. ๒๕๑๐ย๒๕๑๔       บวชและศึกษาปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพุทธทาส สวนโมกขพลาราม ขณะอยู่ในสมณเพศ ได้รับผิดชอบบุกเบิกค้นคว้าผลิตงานด้านศิลปะไทยจำนวนมาก สืบต่อทั้งบทกวีและจิตรกรรมโบราณของไทย เพื่อประดับตกแต่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ในสวนโมกขพลาราม ซึ่งยังปรากฏหลักฐานสามารถ ใช้งานสอนธรรมะสืบต่อมาได้ถึงปัจจุบัน และได้จาริกแสวงบุญ พร้อมกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ เรื่องราวของแง่มุมต่างๆของชีวิต ศิลปะวรรณกรรม และกวีนิพนธ์จำนวนมาก       -พ.ศ.๒๕๑๔ย๒๕๑๕       ปฏิบัติธรรมเพียงลำพังในถ้ำเขาหินดำ จ.สงขลา และลงมาเป็นอาจารย์บรรยายธรรมะ อยู่ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี       เป็นวิทยากรบรรยายงานวิชาการหัวข้อ ยวรรณกรรมในมุมมองทางจิตวิญญาณย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ       -พ.ศ.๒๕๑๖       ก่อตั้งสำนักสงฆ์ ยหาดแก้วย ที่ จ.สงขลา เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และทำภาวนาทางด้านจิตวิญญาณ       -พ.ศ.๒๕๑๘       รับผิดชอบวางแผนและร่วมจัดงานสัมมนาระดับชาติ ในประเด็นทางด้าน ยพุทธศาสนากับสังคมย ที่สำนักสงฆ์หาดแก้ว จ.สงขลา       เป็นวิทยากร เสนองานวิชาการหัวข้อ ยเอกภาพของสรรพสิ่ง-The Unity of All Subjectsย ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพ       -พ.ศ.๒๕๑๙       ก่อตั้งมูลนิธิ ยอริยาภาย เพื่อเผยแพร่พุทธธรรม ส่งเสริมศิลปะ การศึกษา วัฒนธรรมอันดีงาม และสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประพฤติธรรมและเยาวชน เพื่อทดลองการใช้ชีวิตและฝึกปฏิบัติธรรมร่วมกันในรูปแบบที่เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน       -พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐       จาริกแสวงบุญ และศึกษาทางด้านธรรมะ ศิลปะ วัฒนธรรม ในประเทศอินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า       -พ.ศ. ๒๕๒๐ย๒๕๒๒       ปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์หาดแก้ว จ.สงขลา       เป็นอาจารย์สอนการปฏิบัติสมาธิ ที่วัดผาลาด เชียงใหม่       จาริกแสวงบุญ และบรรยายธรรมะ ศิลป วัฒนธรรมไทย ที่ประเทศอังกฤษ เยอรมันตะวันตก อิตาลี สวีเดน       จัดงานนิทรรศการทางด้านศิลปะ ในกรุงเทพฯ เพื่อหาทุนช่วยเหลือเด็กพิการ       -พ.ศ.๒๕๒๒ย๒๕๒๕       ดำเนินการก่อตั้งและดูแล ยอาศรมนวชีวันย ที่ จ.สงขลา เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของเยาวชนคนหนุ่มสาวในการปฏิบัติธรรม การเรียนรู้ทางด้านจิตวิญญาณ ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย       แนะนำฝึกฝนการปฏิบัติธรรม ให้กับชาวบ้านในพื้นที่รอบอาศรมนวชีวัน       จัดโครงการคลินิกดูแลสุขภาพชาวบ้านภาคใต้รอบอาศรมนวชีวัน โดยการสนับสนุนจากคณะนักศึกษาแพทย์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เข้าร่วมการปฏิบัติธรรมในอาศรมนวชีวัน       จัดโครงการพานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เป็นเด็กชาวเมือง ที่มาปฏิบัติธรรมที่อาศรมนวชีวัน ให้ได้เข้าไปในหมู่บ้านของชาวบ้านภาคใต้รอบอาศรมนวชีวัน เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักและแลกเปลี่ยนความรู้กับชาวบ้าน ได้เรียนรู้ชีวิตชาวนาภาคใต้ การทำเกษตรกรรม การทำประมง และวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ ทั้งหนังตะลุง มโนห์รา และมหรสพดนตรีพื้นเมืองของชาวบ้าน       จัดโครงการปฏิบัติธรรม ฝึกฝนให้กับนักศึกษา พระภิกษุ และผู้สนใจทั่วไป       -พ.ศ. ๒๕๒๕       ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ให้ไปเป็นอาจารย์บรรยายความรู้ในประเด็น .....
402 items|« First « Prev 9 10 (11/41) 12 13 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว