Topic list
- สองคมคิด มิตรน้ำหมึก สมาคม-เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
- สองคมคิด มิตรน้ำหมึก สมาคม-เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย โดย ผู้จัดการรายวัน 27 พฤศจิกายน 2549 10:09 น. วรรณกรรมไทยตายแล้ว !? คำพูดนี้พูดกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้วในแวดวงนักเขียนบ้านเรา ต้องยอมรับว่าในประเทศที่มีผลสำรวจคนอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละไม่กี่บรรทัด ขณะที่ภาษีกระดาษและราคาหนังสือผกผันกับรายได้เฉลี่ยของประชากร เมื่อคนอ่านน้อย หนังสือแพง แล้วคนเขียนจะอยู่ได้อย่างไร แน่นอน บนถนนสายน้ำหมึกมิได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจที่มีชื่อว่าเงินเพียงอย่างเดียว ประโยคที่มักล้อเลียนกันว่า 'นักเขียนไส้แห้ง' จึงยังมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย หากกระนั้นกลิ่นกระดาษและมนต์น้ำหมึกก็ยังหอมหวลสำหรับผู้ที่ตกหลุมรักตัวอักษรจนเป็นอาชีพอย่าง 'นักเขียน' ที่อยู่ที่ยืนของนักเขียนไทยใน พ.ศ.นี้ หากมิ ใช่คนดังหรือดารามีชื่อเสียงแล้วล่ะก็ 'เสียง' ของพวกเขาอาจแผ่วเบาจนสำนักพิมพ์ไม่ได้ยิน 'ผู้จัดการปริทรรศน์' พาไปคุยกับสองหัวเรือใหญ่ในนาวาของตัวอักษร ท่านแรกเป็นนักเขียนผู้คร่ำหวอดบนถนนน้ำหมึกมากว่าสามทศวรรษ และยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 'ไมตรี ลิมปิชาติ' อีกคนเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงเจ้าของนามปากกานกป่า อุษาคเนย์ หรือ 'จักรกฤษณ์ สิริริน' ประธานเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ชีวิตนักเขียน "นักเขียนปัจจุบันดีกว่านักเขียนสมัยก่อน ในแง่ความเป็นอยู่ ส่วนคุณภาพของงานไม่ขอพูดถึง" ไมตรี ลิมปิชาติ เจ้าของบทประพันธ์ 'คนอยู่วัด' ที่ตีพิมพ์ซ้ำกว่า 30 ครั้ง รวมยอดพิมพ์สูงถึง 6 แสนเล่ม เอ่ยถึงสภาพความเป็นไปของอาชีพนักเขียนในปัจจุบัน ที่บอกว่า 'ดีกว่า' นั้น เขาหมายถึงนักเขียนสมัยนี้มีเวทีเปิดกว้างมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะงานเขียนประเภทนวนิยายที่มักถูกซื้อบทประพันธ์ไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ ซึ่งนักเขียนก็จะได้ผลประโยชน์จากทั้งจากหนังสือพิมพ์รายวันที่นำเรื่องย่อไปลง อีกทั้งยังมีหนังสือเฉพาะกิจออกมาอีกไม่ต่ำกว่าเรื่องละ 3-4 ฉบับ สรุปแล้วนักเขียนสมัยนี้จึงมีรายได้ดีกว่านักเขียนสมัยก่อน แต่ก็ใช่ว่านักเขียนทุกคนจะยึดงานเขียนเป็นอาชีพได้สบายอย่างนักเขียนเมืองนอก ที่ตีพิมพ์หนังสือเล่มเดียวอยู่ได้เป็นปี ขณะที่บ้านเราบางเรื่องพิมพ์ 3,000 เล่มขาย 3 ปีก็ไม่หมด เพราะอุปสรรคใหญ่ประการหนึ่ง ของนักเขียนไทยก็คือ 'ค่าเรื่อง' ที่ผ่านไปกี่ปีๆ ก็ยังคงอัตราน้อยสม่ำเสมอ "ค่าเรื่องหรือต้นฉบับเรื่องสั้นสมัยก่อนได้เรื่องละ 300-500 บาท ค่าก๋วยเตี๋ยวตอนนั้นชามละ 2 บาท เดี๋ยวนี้เรื่องสั้นได้เรื่องละ 2,000-3,000 บาทค่าก๋วยเตี๋ยวชามละ 20-30 บาท ค่าเรื่องกับค่าก๋วยเตี๋ยวยังต่างกันเท่าเดิม" ที่น่าประหลาดใจก็คือนักเขียนสารคดีนั้นกลับได้ค่าเรื่องน้อยกว่างานเขียนประเภทอื่น "ผมเองเขียนทั้งสารคดี เรื่องสั้น เรื่องยาว คนที่เขียนสารคดีมักจะได้ค่าเรื่องถูกกว่าเรื่องยาวเท่าหนึ่ง สมมติว่าบางแห่งเรื่องยาวได้ 5,000 สารคดีได้แค่ 2,500 ทั้งที่งานสารคดีมีต้นทุนค่ารูป ต้องเดินทาง ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนตั้งกฎเกณฑ์ ไม่ว่านิตยสารไหนเหมือนกันหมดทุกฉบับ" ขณะที่การขยายตัวของธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะในงานสัปดาห์หนังสือที่มีจำนวนผู้เข้าชมล้นหลามแทบทุกปีนั้น นายกสมาคมนักเขียนมองว่าเป็นตัวกระตุ้นให้วงการคึกคักขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีกระแสต่อต้านคนดังเขียนหนังสือจากคนในแวดวงวรรณกรรมกันหนาหู แต่เขากลับมองอีกมุมว่า "คนที่อ่านหนังสือดาราจะไม่ค่อยอ่านงานของนักเขียนอาชีพ ยอมรับว่าหนังสือของนักเขียนเฉพาะกิจยอดขายสูงมาก แต่การที่คนไปสนใจมุงดูดาราในงานหนังสือ โอกาสที่เขาจะเดินไปอ่านงานของนักเขียนแท้ๆ ก็จะมีมากขึ้น" อีกด้านหนึ่ง ที่สะกิดใจนักเขียนรุ่นเก่าอย่างไมตรีก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนกับบรรณาธิการที่ปัจจุบันห่างเหินกลายเป็นเรื่องของธุรกิจซื้อ-ขายงานเขียนเพียงอย่างเดียว สายสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนกับบรรณาธิการ โดยเฉพาะบรรณาธิการหนังสือรุ่นใหม่ๆ นั้นแทบไม่มี ต่างจากในอดีตที่นักเขียนจะสนิทสนมกับบรรณาธิการซึ่งส่วนมากก็เป็นนักเขียนด้วยเช่นกัน "บก.สมัยก่อนจะมีต้นกำเนิดจากนักเขียน ลลนาก็มีคุณสุวรรณี สุคนธา .....
- ดาวสะท้อน
ดาวสะท้อน กลับย้อนเยือนไปอยู่ในเยาว์ของชีวิต ฤดูหนาวอันอ่อนไหว หัวใจอันอ่อนโยน คืนกลับมาอีกครั้ง ที่ท้องทุ่งนาในค่ำคืนแรม เนื่องนานนับสิบยี่สิบปี ที่เราเคยอยู่ร่วม ถนนสายนั้นมีสิ่งใด ฉันไม่เคยคิดถึงสิ่งอื่น ณ ขณะห้วงยามนั้น ในท้องทุ่งที่มีค่ำคืนดาวไสว ของฤดูเก็บเกี่ยวพืชผลของเรา เหมือนฉันไม่เคยโต เมื่อนึกถึงยามอยู่บนหลังของเธอ ฟังเธอเล่านิทานดวงดาว ดุ่มเดินไปตามถนนสายอันมืดมัว สายหมอกโรยตัวตาม อายเย็นปะทะผิว เยือกสะท้านถึงขั้วหัวใจวัยเยาว์ กว่าจะถึงเพิงพักในไร่นา ฉันเหลือบแลเห็น ดาวสะท้อนในดวงตาของเธอ
- Orhan Pamuk นักเขียนรางวัลโนเบล 2006
-
"การกะเทาะอย่างถึงแก่นลงไปในจิตวิญญาณ อันเป็นรากเหง้าของประเทศบ้านเกิด ก่อให้เกิดการค้นพบสัญลักษณ์ใหม่ๆ ในการปะทะและการหลอมรวมกันของวัฒนธรรมอื่นๆ"
โมเรซ อิงดาห์ล (Mr. Morace Engdahl) เลขานุการคณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบลปี 2006 กล่าวสั้นๆ พร้อมประกาศว่า ออร์ฮัน ปามุก (Orhan Pamuk) นักเขียนดังชาวตุรกี คือผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมของปีนี้ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา
- ประวัติศาสตร์และพัฒนาการของนักเขียนใต้
-
หนังสือเล่มนี้รวบรวม 12 เรื่องสั้นของนักเขียนชาวใต้ที่มีเนื้อหาสะท้อนภาพลักษณ์และโลกทัศน์ของชาวภาคใต้ เรื่องสั้นทั้ง 12 เรื่องไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องสั้นที่มีคุณภาพที่สุดเท่านั้น แต่ยังมีฐานะเป็น "หลักไมล์" ของพัฒนาการวรรณกรรมของนักเขียนชาวใต้ และวรรณกรรมไทยโดยรวมอีกด้วย เพราะการยอมรับโดยสถาบันทางวรรณกรรมที่น่าเชื่อถือผ่านการมอบรางวัลต่างๆ นั้นได้สะท้อนถึงการรับรองอย่างเป็นทางการที่อาจปฏิเสธได้ยากเต็มที
- นิทานบนฝาผนัง
-
เสียงเด็ก ๆ กำลังไล่จับลูกไก่.
"ใครอยากฟังนิทานบ้าง.มาทางนี้" ผมตะโกนออกไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีนิทานอะไรจะเล่า
"เฮย.ไอ้ลุงคนนั้นจะเล่านิทานให้เราฟัง เราไปฟังนิทานก่อนเดี๋ยวค่อยมาจับกันใหม่"
เสียงวิ่งอ้อมไปทางหน้าบ้าน แล้วผมก็เห็นหน้าพวกเขาเกือบทั้งหมดยืนสลอนอยู่ที่ปลายเตียง
พวกเขามีหลายคนเสียจนแยกแยะไม่ออกว่าเป็นลูกหลานใคร บางคนขาดคนสอนให้รู้จักใช้คำพูดคำจาที่เหมาะสม แต่ดูเหมือนการรับราชการมานานทำให้เราห่างเหินจากเด็ก ๆ ไป แต่ก็นั่นแหละพวกเขาเป็นเด็กรุ่นนี้ ใช่.นี่คือเด็กรุ่นนี้
- แด่ ม.ร.ว.กีรติ เหยื่อของฝรั่งคนสุดท้าย ในวรรณกรรมไทย
- แด่ ม.ร.ว.กีรติ เหยื่อของฝรั่งคนสุดท้ายในวรรณกรรมไทย นิธิ เอียวศรีวงศ์ สุชาดา จักรพิสุทธิ์ นักวิชาการอาวุโส นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ประกอบด้วยผลงานเขียน ๒ ชิ้น ๑. แด่ ม.ร.ว.กีรติ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (เคยตีพิมพ์แล้ว) ๒. รักโรแมนติคคืออะไร ? โดย สุชาดา จักรพิสุทธิ์ (ยังไม่เคยตีพิมพ์) บทความฟรี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 642 เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๘ (บทความทั้งหมดยาวประมาณ 6 หน้ากระดาษ A4) ๑. แด่ ม.ร.ว.กีรติ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ความรักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ ชายหนุ่มคนหนึ่งสบตาสาวเสิร์ฟ ส่งกระแสชื่นชมฝากรักให้เห็น ด้วยความเขินเขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาเสียบที่ริมฝีปาก แต่เสียบผิดข้าง สาวเสิร์ฟเดินเข้ามาหาพร้อมทั้งรอยยิ้มอ่อนหวาน ในมือของเธอถือเหยือกน้ำเหมือนจะมารินน้ำในแก้วน้ำเพิ่มให้เขา แต่เธอกลับรินน้ำรดลงไปบนบุหรี่ที่ริมฝีปากของเขาแทน แล้วก็มีเสียงเตือนให้รู้ว่า เพราะความรักความห่วงไยต่างหากที่เธอทำเช่นนั้น เป็นการตอบไมตรีที่เฉอะแฉะที่สุดฉากหนึ่ง หนังโฆษณาต่อต้านบุหรี่ทำนองนี้ยังมีอีกหลายตอน ทุกตอนล้วนแสดงความรักความห่วงไยให้แก่คนติดบุหรี่ทั้งสิ้น และทุกตอนคนติดบุหรี่ล้วนตกเป็น "เหยื่อ" ของความรัก ที่กลายเป็นอำนาจในการล่วงละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนที่เรารัก ด้วยวิธีเด็ดขาดรุนแรงเสมอ เช่น เอาน้ำราด, เอาบุหรี่ไปทิ้ง หรือยึดไฟเสีย ผมไม่คับข้องใจกับหนังโฆษณาเหล่านี้หรอกครับ แต่เห็นใจคนทำโฆษณาว่า เขาต้องเลือกเอาประเด็นที่ศิลปะการแสดงของไทยอ่อนแอที่สุดมาใช้ นั่นคือการแสดงความรัก คงจำได้นะครับว่า ถ้าถึงตอนจบเมื่อพระเอกนางเอกแสดงความรักต่อกันได้โดยไม่มีฝ่ายใดแคลงใจฝ่ายใดอีกแล้วนั้น หนังไทย (และละครทีวีด้วย) จะมีสูตรตายตัวที่คนดูคุ้นเคย นั่นก็คือพระเอกนางเอกต้องวิ่งไล่กันในวิวสวยๆ ทำไมการวิ่งไล่กันจึงเป็นสัญลักษณ์ถึงความรักอันลึกซึ้งระหว่างหญิงกับชาย ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจไม่แฟร์เท่าไรที่ผมใช้คำว่าหนังไทย เพราะผมไม่ใช่แฟนหนังสักประเภทเดียว ฉะนั้น หนังไทยที่ผมได้ดูจึงเป็นหนังเก่าที่เขาเอามาฉายทางทีวี หนังไทยตามโรงอาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้นะครับ เพราะผมตามไม่ทัน ในชีวิตจริงคนไทยแสดงความรักกันอย่างไร ผมก็ไม่ได้ไปเที่ยวเสาะหาข้อมูลพอจะรู้ได้ แต่การแสดงมักรวบยอดเอาความคิดหรือแบบแผนของพฤติกรรมสังคมมาใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับการแสดง แล้วก็ไม่ง่ายนะครับ ที่จะให้พระเอกนางเอกโผเข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยง ร้องซี้ดซ้าดไปพร้อมกันในตอนหนังจบ เพราะมันดูไม่มีศิลปะเลย ซ้ำยังทำให้คนดูไม่เชื่อด้วยว่าพระเอกจะรักนางเอกไปชั่วกัลปาวสาน โดยเฉพาะเมื่อน้ำหนักของเธอแตะเลข 60 ในอนาคต จะใช้อาการอย่างไรที่จะแสดงความรักของคนสองคน ที่ดูบริสุทธิ์ (จากกามารมณ์), มั่นคง, เต็มไปด้วยความเสียสละอันยิ่งใหญ่ และงดงามสำหรับเป็นแบบอย่างแห่งนักรักทั่วโลก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือความรักโรแมนติคขนานแท้และดั้งเดิม-อันหมายถึง ความรักของปัจเจก ที่ไร้เหตุผลอธิบาย ดูดดื่ม ทุ่มเท และเป็นชีวิตทั้งชีวิตของเขาหรือเธอ ดังบทสวดมนต์ว่า "ฉันเกิดมาเพื่อรักเธอคนเดียว" การแสดงความรักอย่างนี้แหละครับที่ศิลปะการแสดงของไทยทำไม่เป็น และผมพาลคิดว่าคนไทยโดยทั่วไปก็ทำไม่เป็นด้วย จึงไม่ปรากฏในศิลปะการแสดงและวรรณคดีไทยหรือประเพณีไทย อันที่จริงข้อนี้ก็ไม่ประหลาดอันใดนักนะครับ เพราะรากเหง้าของความรักแบบนี้มาจากสังคมยุโรป นับตั้งแต่สมัยอัศวินเสี่ยงชีวิตไปรบราฆ่าฟันกับใครต่อใครเพื่อมอบกุหลาบแสนสวยให้แก่หญิงที่รอคอยอยู่บนระเบียงประสาท มาจนถึงรักหวานจ๋อยใน "นว" นิยายรุ่นหลัง. ผมไม่ได้หมายความว่าหญิง-ชายไทยในวัฒนธรรมโบราณนั้นรักกันไม่เป็นนะครับ แต่แสดงความรักต่อกันอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่ความรักแบบโรแมนติค เช่น เกือบจะแยกไม่ออกจากกามารมณ์ เณรพลายแก้วได้ปะหน้านางพิมวัยสาวเป็นครั้งแรก ตกดึกก็คร่ำครวญถึงนางพิมว่า "ทำไฉนจึงจะได้นางพิมชม" รักกับได้ชมแยกออกจากกันไม่ได้. เรื่องนี้ทำให้ผมอดคิดถึงละครทีวีและหนังไทยหลายเรื่องไม่ได้ พระเอกรักนางเอก แต่ด้วยความแค้นซังกะบ๊วยอะไรก็ตาม เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการปล้ำ ทำจนน .....
- ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา
- ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา ประจักษ์ ก้องกีรติ : เขียน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หมายเหตุ : บทความนี้ได้มาจากกระดานข่าวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ (บทความทั้งหมดยาวประมาณ 10 หน้ากระดาษ A4) เกริ่นนำ ราวปี 2513 ท่ามกลางบรรยากาศของสังคมไทยยุค "แห่งการพัฒนา", "อเมริกันในไทย" และ "เผด็จการคณาธิปไตย" แม้จะไม่ใช่ปีที่สลักสำคัญจนถูกบันทึกหรือได้รับการจดจำเป็นพิเศษ ในหน้าปฏิทินประวัติศาสตร์ไทย แต่เป็นปีที่มีความหมายพิเศษบางอย่างในทางภูมิปัญญาและการเมืองวัฒนธรรม เมื่อพบว่ามีการปรากฏตัวของหนังสือ 2 เล่มเผยโฉมสู่ท้องตลาดในเวลาไม่ห่างกันนัก รูปเล่มหนังสือได้รับการออกแบบอย่างประณีตสวยงามแสดงถึงความเอาใจใส่ของผู้พิมพ์ จัดทำเป็นปกแข็งและพิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์อย่างดี - เล่มหนึ่งปกสีเหลืองอ่อนรูปหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินคล้องแขนกันมีฉากหลังเป็นหอไอเฟล - อีกเล่มหนึ่งปกสีแดงเป็นรูปภูติผีกำลังแหวกว่ายดูน่ากลัว ทั้งสองเล่มปลาสนาการจากสายตาสาธารณชนหลังจากตีพิมพ์ครั้งแรกแล้วเกินกว่า 1 ทศวรรษ การปรากฏตัวครั้งใหม่นี้ทำให้คนหนุ่มสาวยุคนั้นได้รู้จักวรรณกรรมเนื้อหาแปลกๆ 2 เรื่อง กับชื่อผู้เขียนไม่คุ้นหู 1 นาม หนังสือสองเล่มนั้นชื่อ "ความรักของวัลยา" และ "ปีศาจ" ส่วนนามของผู้เขียนคือ "เสนีย์ เสาวพงศ์" ฉากหลัง : รัฐเผด็จการกับการทำลายความทรงจำ พลันที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพล.ท.ถนอม กิตติขจร (ยศขณะนั้น) ที่ตนเองมีอำนาจควบคุมอยู่เบื้องหลัง สังคมไทยก็ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นยุคที่น้ำไหลและไฟสว่าง ทว่าสติปัญญาหยุดนิ่งและอับเฉาลง เป็นที่ทราบกันดีว่าจอมพลสฤษดิ์ปกครองสังคมด้วยอำนาจเผด็จการรวมศูนย์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปฏิเสธการดำรงอยู่ของสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั้งหลาย (แม้แต่เปลือกนอก) ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบเลิกรัฐสภาและพรรคการเมืองทั้งหมด และเรียกการปกครองของตนว่า "ประชาธิปไตยแบบไทย" หรือที่นักวิชาการท่านหนึ่งเรียกว่าระบบ "พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" นอกจากนั้นคณะปฏิวัติยังได้สั่งปิดหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ พร้อมทั้งกวาดล้างจับกุมนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักการเมือง และบุคคลอีกหลายอาชีพที่เคยมีบทบาทแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองในทศวรรษก่อนหน้า อาทิ อุทธรณ์ พลกุล, ทองใบ ทองเปาด์, ทนง ศรัทธาทิพย์, อิศรา อมันตกุล, สนิท เอกชัย, กรุณา กุศลาศัย, อุดม สีสุวรรณ, เจริญ สืบแสง, เทพ โชตินุชิต, ประวุฒิ ศรีมันตะ, จิตร ภูมิศักดิ์ ฯลฯ คนที่รอดพ้นจากการถูกจับกุมบ้างหลบลงใต้ดิน บ้างก็ลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศ (เช่นกุหลาบ สายประดิษฐ์) บางคนหันไปประกอบอาชีพอื่น (เช่น คำสิงห์ ศรีนอก หรือลาว คำหอม และ สุภา ศิริมานนท์) เปลี่ยนแนวการเขียนจากเดิม หรือไม่ก็ยุติบทบาทการขีดเขียนลงชั่วคราว ในบรรดาคนเหล่านี้มี ศักดิชัย บำรุงพงศ์ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ เจ้าของนามปากกา"เสนีย์ เสาวพงศ์" ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติราชการอยู่ที่สถานทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินารวมอยู่ด้วย พฤติกรรมที่ทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพลเมืองดังที่คณะปฏิวัติทำ เป็นเผด็จการอย่างมิต้องสงสัย ไม่มีความชอบธรรมที่ใครจะมาแก้ต่างให้ อย่างไรก็ตาม หากมองพ้นออกไปจากประสบการณ์ของไทย เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับพฤติกรรมของเผด็จการในลาตินอเมริกาหรืออินโดนีเซีย เมื่อขึ้นครองอำนาจที่กวาดล้างสังหารพลเมืองของตนอย่างโหดเหี้ยมแล้ว ต้องนับว่าเสนีย์ เสาวพงศ์ และปัญญาชนไทยท่านอื่นๆ มีชะตากรรมที่ดีกว่า แม้จะทุกข์ทรมานจากการถูกคุมขังในคุก ต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ หรือยุติการเขียนหนังสือ แต่ก็ยังสามารถรอดชีวิตจากอำนาจเผด็จการ จะเข้าใจชะตากรรมของปัญญาชนไทยภายใต้อำนาจเผด็จการทหารอย่างไรดี เมื่อศึกษาพฤติกรรมของรัฐเผด็จการไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ที่ปฏิบัติต่อปัญญาชน พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ซึ่งผู้เขียนอยากจะอธิบายว่ารัฐเผด็จการมิได้มุ่งที่การกำจัดชีวิตของพวกเขาเป็นสำคัญ (มิได้หมายความว่าไม่มีปัญญาชนฝ่ายค้านถูกสังหารเลยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ดังที่เราทราบกั .....
- สัมภาษณ์ Ngugi Wa Thiong'o ในฐานะนักเขียนกบฎ
- เกี่ยวกับวรรณกรรมหลังอาณานิคม สัมภาษณ์ Ngugi Wa Thiong'o ในฐานะนักเขียนกบฎ สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง สาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ประกอบด้วยบทสัมภาษณ์ Ngugi Wa Thiong'o โดย Michael Alexander Pozo ภาคผนวก ชีวประวัติของนักเขียน และ ภาคผนวกการทำความเข้าใจแนวคิดหลังอาณานิคม เผยแพร่บนเว็ปไซต์มหาลัยเที่ยงคืนครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ (บทความทั้งหมดยาวประมาณ 16 หน้ากระดาษ A4) ผู้กบฎต่อภาษาอังกฤษ ผู้กบฎต่อลัทธิอาณานิคมอังกฤษ และ ผู้กบฎต่อความไม่เป็นธรรมทั้งปวงของเคนย่า ประวัติโดยย่อเกี่ยวกับ Ngugi Wa Thiong'o Ngugi Wa Thiong'o เป็นศาสตราจารย์ที่โดดเด่นทางด้านภาษาอังกฤษและวรรณคดีเปรียบเทียบ และยังเป็นผู้อำนวยการ"ศูนย์กลางการประพันธ์และการแปลนานาชาติ"(the International Center for Writing and Translation)ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย Irvine ด้วย เขาเป็นนักเขียนชาวเคนย่าซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่า Gikiyu อันเป็นผู้คนที่อาศัยอยู่ทางภาคกลางและภาคใต้ของประเทศเคนย่า Ngugi เป็นนักประพันธ์นวนิยายหลายต่อหลายเรื่อง อย่างเช่น Weep Not Child (เด็กน้อยอย่าร้องไห้-1964), The River Between (ระหว่างสายน้ำ - 1965), A Grain of Wheat (เมล็ดพันธ์ข้าวสาลี - 1967) and Petals of Blood (กลีบดอกไม้สีเลือด - 1977) เป็นต้น ในปี ค.ศ.1980 Ngugi ได้ตีพิมพ์นวนิยายสมัยใหม่ที่ได้รับการเขียนขึ้นด้วยภาษา Gikuyu ชื่อว่า Devil on the Cross (ปีศาลบนไม้กางเขน). นอกจากนี้ Ngugi ยังมีผลงานเชิงวิพากษ์อยู่อีกหลายชิ้นด้วยกัน เช่น Homecoming (การกลับบ้าน - 1972), Detained: A Writer's Prison Diary (ถูกกักขัง : บันทึกประจำวันนักโทษของนักเขียนคนหนึ่ง - 1981), Decolonizing the Mind (การปลดปล่อยจิตใจจากการเป็นอาณานิคม - 1986) และ Moving the Center (การเคลื่อนย้ายของศูนย์กลาง -1993) ในฐานะนักประพันธ์, นักเขียนบทละคร, และนักคิดเชิงวิพากษ์ Ngugi ได้ไปเกี่ยวข้องกับความห่วงใยและการให้ความเอาใจใส่กับความเป็นชนพื้นเมืองของเคนย่า และรวมถึงประเด็นปัญหาต่างๆเกี่ยวกับลัทธิอาณานิคม, ลัทธิชาตินิยม, และลัทธิหลังอาณานิคมที่เร้าอารมณ์มากที่สุดคนหนึ่ง ในช่วงระหว่างปลายทศวรรษที่ 70s ความผูกพันของเขาที่มีต่อศิลปะและชุมชนทำให้เขาได้ก่อตั้งกลุ่มละครชุมชนขึ้นมาในหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งได้แสดงให้เห็นความโดดเด่นของละครที่มีลักษณะฟ้องร้องส่วนใหญ่ของเขาอย่างเด่นชัด ผลงานเหล่านี้ได้ให้ภาพวิถีชีวิตหลังอาณานิคมในเคนย่าที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น และการต่อสู้ของผู้คนทั้งหลาย เพื่อนิยามอัตลักษณ์ของตนเองในช่วงปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเมืองที่รุนแรง ในปี 1977 Ngugi ถูกจับกุมเนื่องมาจากความเกี่ยวพันของเขากับละครชุมชน และขณะที่เป็นนักโทษอยู่นั้น Ngugi ได้สะท้อนถึงความเร่าร้อนในการก่อตัวของวรรณกรรมแอฟริกันที่แท้จริง และในเวลาเดียวกันนั้นก็ได้เขียนเรื่อง Devil on the Cross (ปีศาลบนไม้กางเขน)ลงบนกระดาษชำระของนักโทษในคุก. ต่อมา เขาได้ละทิ้งภาษาอังกฤษเพื่อไปใช้ภาษาพื้นเมืองของชาว Gikuyu สำหรับงานนวนิยายของเขาทั้งหมดในอนาคต. หลังจากที่ได้รับการปลดปล่อยจากที่คุมขัง Ngugi ได้สูญเสียตำแหน่งในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งไป และครอบครัวของเขาต้องทนทุกข์อยู่กับการตามรังควานอย่างต่อเนื่อง. ในปี ค.ศ.1982 Ngugi ได้ออกจากเคนย่าและได้ถูกเนรเทศนับแต่นั้นเป็นต้นมา Ngugi Wa Thiong'o ได้รับรางวัลต่างๆอย่างมากมาย รวมทั้ง the Paul Robeson Award สำหรับความดีเลิศทางศิลปะ และความสำนึกทางการเมืองและความมีคุณธรรม (1992). ในปี ค.ศ.1994 เขาได้รับรางวัล Gwendolyn Brooks Center Contributors Award สำหรับการเป็นนักเขียนที่มีความสำคัญต่อศิลปวรรณกรรมของคนผิวดำ. ในปี 1996 เขาได้รับรางวัล Fonlon-Nichols Prize และในปีเดียวกันยังได้รับรางวัล the Distinguished Africanist Award จาก the New York African Studies Association (สมาคมแอฟริกันคดีของนิวยอร์ค) An Interview with Ngugi Wa Thiong'o การสัมภาษณ์ Ngugi Wa Thiong'o โดย Michael Alexander Pozo MP : เมื่อพิจารณาเนื้อหางานเขียนของคุณ จำนวนมากของงานเขียนเหล่านั้นไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศิลปะเท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นถึงความเจริญงอกงามทางวัฒนธรรม และความก้าวหน้าโดยผ่านสื่อกลางทางวรรณกรรมด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในฐานะศิลปินและพลเมืองที่มีความห่วงใยต่อสังคม นวนิยายแต่ละเรื่องดูเหมือนว่าได้พัฒนานิยามความหมายอันเด่นชัดเกี่ยวกับธรรมชาติที่ไม่อาจแบ่งแยกได้เหล่านั้นขึ้นมา คุณสามารถที่จะพูดอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไหม? Ngugi : ก็เหมือนกับศิลปินคนอื่นๆทั้งหลาย ผมสนใจในความสัมพันธ์ของมนุษย์และคุณภาพชีวิตของพวกเขา นี่คือสิ่งที่ผ .....
- การวิจารณ์ศิลปะ - วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม
- การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม นพพร ประชากุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Post Colonial Criticism วันที่ ๖ ต.ค. ๒๕๔๖ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: โดย อ.นพพร ประชากุล (ถอดคำบรรยายโดย วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ นักศึกษา ป.โท พัฒนาสังคม ม.เชียงใหม่) (บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ 27 หน้ากระดาษ A4) อ.ไชยันต์ รัชชกูล ดำเนินรายการ: การวิจารณ์แนว Post Colonial Criticism เมื่อหลายเดือนก่อน ที่จุฬาฯ จัดประชุมเรื่องทำนองนี้ แต่คนละเรื่องกับที่ อ.นพพร จะพูด ก็หวังว่าจะเป็นคุณูปการ เป็นข้อคิด หรืออย่างน้อยเป็นข้อทักท้วงถกเถียงกับความคิดที่เราเชื่ออยู่ เชิญ อ. นพพร อ.นพพร ประชากุล : การวิจารณ์แนวหลังอาณานิคม Post Colonial Criticism วลีที่ใช้เป็นชื่ออันนี้ประกอบด้วยสองคำ คำว่า Criticism อาจไม่มีปัญหามาก แต่คำว่า Post Colonial เป็นคำที่ผมต้องสร้างความกระจ่างไว้แต่เนิ่นๆ ก็คือคำว่า หลังอาณานิคม แล้วค่อยไปทำความเข้าใจกับกิจกรรมการวิจารณ์ที่ยึดแนวนี้เป็นหลัก หัวข้อของผมวันนี้ประกอบด้วย ๔ ส่วน ส่วนแรก จะพูดถึง Post Colonialism หรือแนวคิดหลังอาณานิคม ส่วนที่สอง ถัดมาจะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างงานวิจารณ์แนวหลังอาณานิคมกับงานประพันธ์หลังอาณานิคม บ่อยครั้งมาปนกันแล้วพูดคุยกันลำบาก ผมคิดว่าต้องแยกให้ชัด ว่าจะพูดถึงการวิจารณ์ในแนวนี้หรือการประพันธ์ในแนวนี้ ส่วนที่สาม จะพูดถึงเนื้อหาสาระที่พบได้ในการวิจารณ์แนวนี้ สุดท้าย จะปิดด้วย methodology หรือวิธีวิทยาที่ใช้ในการวิจารณ์แนวนี้ 1. หัวข้อแรก ขอเริ่มด้วยการให้คำนิยามแนวคิดหลังสกุลอาณานิคมว่า ในสาขาวิชาการและความเคลื่อนไหวทางความคิดที่ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตก ที่มีเหนือภูมิภาคอื่นๆ ของโลก Object หรือวัตถุที่ศึกษาคือ อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดกว่านี้คือ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตะวันตกกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เพราะว่ามันไม่ได้เป็นในทิศเดียวเสมอไป เมื่อสักครู่ผมพูดว่าอำนาจของตะวันตกต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก แต่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกก็ตอบโต้ได้เช่นเดียวกัน มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอื่นๆ ที่ตอบโต้สวนทางกลับมาได้ด้วย ตรงนี้คงต้องพยายามมองให้เป็นสองทิศทาง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ๘๐% ของการใช้อำนาจนั้น เป็นจากตะวันตกสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก มากกว่าที่จะเป็นในทิศกลับกัน การที่ผมใช้คำว่าศึกษาวิเคราะห์ก็ทำให้เป็นวิชาการบริสุทธิ์ได้ง่าย ซึ่งที่จริงก็ไม่มีอยู่แล้ว วิชาการบริสุทธิ์ แต่ว่ากรณีของวิชาการแนว Post Colonial เขาประกาศออกมาแต่ต้นว่า เขามีลักษณะวิพากษ์ (critique) อยู่ในตัวเรียบร้อย ก็เป็นชุดวิชาการเดียว กระบวนทัศน์เดียวกันกับ Feminism, Marxism ในแง่ที่ว่า เอาล่ะ จะเป็นการวิเคราะห์ แต่เป็นการวิเคราะห์ที่แฝงลักษณะวิพากษ์ ไปสู่การปฏิบัติด้วย นิยามที่พูดมานี้ฟังดูครอบคลุมดี แต่มันยังกว้างเกินไป เพราะมันยังมีแนวคิดอีกแนวหนึ่งซึ่งมันใกล้เคียงกันแล้วเอามาปนกันได้ง่าย นักวิชาการบางคนเอามาปนกันเลย เช่น อ่าน โรเบิร์ต ยัง Post Colonialism and historical introduction ปรากฏว่าอ่านไปได้ชั่วโมงหนึ่งก็จับได้แล้ว นี่มันไม่ใช่ Post Colonial อย่างที่เราเข้าใจ มันคือ Anti Colonial แต่ว่าโรเบิร์ต ยัง อาจไม่สนใจ เอามาปนกันได้ แต่ผมคิดว่าต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อน แนววิชาการอีกแนวหนึ่งที่ใกล้เคียงกันกับ Post Colonial มากๆ คือ anti Colonialism หรือ แนวคิดต่อต้านอาณานิคม ซึ่งแนวคิดต่อต้านอาณานิคม สามารถจะไปร่วมแชร์คำจำกัดความข้างหน้าที่ผมใช้เมื่อกี้ได้ เพราะมันก็ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นของโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องมาจำกัดความเฉพาะลงไปอีก โดยมาจ้องที่คำว่า Post ซึ่งใช้ใน Post Colonial คำว่า post อันนี้ หากสื่อความหมายว่า แนวคิด Post Colonial มันเกิดขึ้นภายหลังที่ปรากฏการณ์อาณานิคมจบสิ้นไปแล้ว พูดง่ายๆ ว่าแนวคิดนี้เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถ้าจะพูดให้เจาะจงลงไปก็คือมาเริ่มขึ้นเอาในตอนปลายทศวรรษ ๑๙๗๐ ค่อนข้างจะช้าทีเดียว มันเกิดขึ้นหลังจากที่อาณานิคมจบสิ้นไปนานแล้วด้วย อย่างน้อยก็ ๒ ทศวรรษ แต่ว่านักวิชาการในกลุ่มดังกล่าว เขาตระหนักว่า แม้ว่าปรากฏการณ์อาณานิคมจะผ่านพ้นจบไปแล้วก็ตาม แต่ว่าอำนาจของตะวันตกที่อยู่เหนือภูมิภาคอื่นของโลกยังคงดำรงอยู่ จนถึงปัจจุบันนี้ แล้วอำนาจที่ว่านี้มันไม่ได้เล็กน้อยไปกว่าสมัยอาณานิคมเลย เพีย .....
- กลวิธีของการเล่าเรื่องใน "เจ้าหงิญ"
- กลวิธีของการเล่าเรื่องใน "เจ้าหงิญ" รศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ เจ้าหงิญ : วรรณกรรมซีไรต์ ปี ๒๕๔๘ เจ้าหงิญ เป็นชื่อของหนังสือรวมเรื่องสั้นซึ่งได้รับรางวัล วรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียนหรือ รางวัลซีไรต์ ประจำปี ๒๕๔๘ คณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ได้มีคำประกาศยกย่องไว้ว่า คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม แห่งอาเซียน มีมติให้หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรีได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม แห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ รวมเรื่องสั้น เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี นำโลกของจินตนาการมาผสานกับโลกของความจริงโดยใช้รูปแบบ นิทานเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ประสบการณ์ทางอารมณ์ การเผชิญปัญหาและอุปสรรค การแสวงหาความหมายและความ สุขของชีวิต แต่ด้วยความเขลา มนุษย์จึงดิ้นรน และหลงอยู่ในมายา ในที่สุด ผู้อ่านจะรับรู้ได้ว่าในโลกของความ เป็นจริงนั้น โลกมีหลากหลายทางเลือกที่จะไปสู่วิถีชีวิตที่ เรียบง่ายและพอดี รวมเรื่องสั้นทั้ง ๘ เรื่อง อาจอ่านแยกกันเป็นเรื่องๆ แต่ด้วยก ารเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ทำให้เรื่องสั้นแต่ละเรื่องกลายเป็นเรื่องสั้น ในเรื่องยาว เป็นนิทานซ้อนนิทานที่เรื่องต้นและเรื่องท้ายมา บรรจบกันอย่างแนบเนียน ผู้ประพันธ์สร้างตัวละครหลากหลาย ทั้งคน สัตว์ สิ่งของแบบนิทานเปรียบเทียบที่อุดมด้วยสีสันรวม ทั้งการเล่นคำ โดยเฉพาะชื่อ เจ้าหงิญ ที่สื่อความหลายนัยและ อารมณ์ขันมีลีลาภาษาที่รุ่มรวยด้วยโวหารเร้าจินตนาการและความคิด เจ้าหงิญ เล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและอ่อนโยน ให้เรา รู้ว่าในโลกความเป็นจริง ชีวิตมิได้เป็นไปดังหวัง หากดำรงอยู่ได้ อย่างสันติก็ด้วยพลังของความดีงามที่กระตุ้นจิตใต้สำนึกของผู้อ่าน ให้มองโลกในแง่ดี เข้าใจและรักเพื่อนมนุษย์ รวมเรื่องสั้นเรื่อง เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี จึงสมควรได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ บินหลา สันกาลาคีรี : ชื่อเป็นนก นามสกุลเป็นภูเขา บินหลา สันกาลาคีรี เป็นนามปากกาของ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท เกิดที่จังหวัดชุมพร แต่ไปโตที่สงขลา ปัจจุบันพำนักเป็นการ ถาวรอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา สอบติดคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เรียนไม่จบ ได้ทำงานเกี่ยวกับ งานหนังสือมาโดยตลอดตั้งแต่เรียนชั้นปีหนึ่ง ได้แก่ ทำหนังสือ ไปยาลใหญ่กับศุ บุญเลี้ยง เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด จนเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ และเป็นนักเขียนไปพร้อมกัน ปัจจุบันยึดอาชีพนักเขียนเพียงอย่างเดียว ผู้เขียนอธิบายที่ มาของนามปากกาไว้ว่า "คือตอนที่ผมเรียนนิเทศฯที่จุฬาฯ เราจะเรียกตัวเองว่า นกน้อยในไร่ส้ม ผมก็อยากเป็นนกกับเขาเหมือนกัน เลยคิดว่าผมน่าจะใช้นามปากกาที่บอกที่มาของผมว่า เป็นนกที่บินมาจากแถวภูเขาสันกาลาคีรีจากแดนใต้ แล้วนกที่มาจากตรงนั้นก็ควรจะเป็นนกบินหลาซึ่งเป็น ชื่อท้องถิ่น ก็เลยใช้ชื่อ บินหลา สันกาลาคีรี คนกรุงเทพฯเรียกนกตัวนี้ว่า นกกางเขนดง แต่คนใต้เรียกว่า นกบินหลา" วุฒิชาติ ชุ่มสนิท เริ่มเขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่สมัย เรียนมัธยม มีงานเขียนหลากหลายประเภททั้งเรื่องสั้น นวนิยาย วรรณกรรมเยาวชน และสารคดีท่องเที่ยว วรรณกรรมเยาวชน เช่น ปลาฉลามฟันหลอ รวมเรื่องสั้น เช่น บินทีละหลา คนรักกับจักรยาน คิดถึงทุกปี ฉันดื่มดวงอาทิตย์ สารคดีท่องเที่ยว เช่น หลังอาน, ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย, นวนิยาย ได้แก่ ฉันรักดวงจันทร์ เพลงพญาเหยี่ยว (เขียนไม่จบ) และ ปุชิตา แผ่นดินรัก แผ่นดินเลือด ซึ่งกำลังตีพิมพ์ ในนิตยสารขวัญเรือน รวมเรื่องสั้น เจ้าหงิญ เป็นงานเขียนรวมเล่มล่าสุด ผู้เขียนให้สัมภาษณ์ว่า ใช้เวลา ๒ ปี คิดวางโครงสร้างทั้งหมด จำนวนเรื่อง การลำดับเรื่อง และเนื้อหาในแต่ละเรื่อง และใช้เวลาเขียนอีก ๔ ปี นับแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องสุดท้าย ผู้เขียนให้สัมภาษณ์ว่าเลือกถ่ายทอดเรื่องสั้นชุดนี้ในรูปแบบของนิทานเพราะ "สิ่งที่ผมต้องการจะพูดมันไม่ใช่แค่ตัวอักษร มันเป็นสิ่งที่ซ่อ .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว