ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

402 items|« First « Prev 32 33 (34/41) 35 36 Next » Last »|
กระแสเสียงของความขบถ จากวรรณกรรมไทยร่วมสมัย
Submitted by 2 on November,19 2006 20.46
กระแสเสียงของความขบถ จากวรรณกรรมไทยร่วมสมัย คัดลอกจากคอลัมน์ ยรอบโลกวรรณกรรมย โดย อัญชลี วิวัธนชัย นิตยสาร WRITER MAGAZINE ปีที่๖ ฉบับที่๘ สิงหาคม ๒๕๔๐     เกริ่นนำ     เมื่อปลายเดือนเมษาที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมสัมมนาทางวรรณกรรมที่กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งจัดขึ้นโดย The Washington Time Foundation และ The International Culture Foundation ภายใต้หัวข้อ The Search for a New World Culture for The 21 Century : Asian Literary Perspectives นับว่าเป็นการสัมมนาทางวรรณกรรมของเอเชียเป็นครั้งแรกที่มีนักเขียน นักวิชาการ และนักวรรณกรรมจากประเทศทางเอเชียเดินทางมาชุมนุม กันมากถึง ๓๐ ประเทศ กว่า ๒๐๐ ฅน ไม่เว้นแม้แต่นักเขียนจากดินแดนที่ไกลที่สุดที่พึ่งแยกเป็นเอกราชจากจีนและรัสเซียเป็นต้นว่าเตอร์กเมนิสสถาน อาร์เมเนีย และมองโกเลีย โดยมีดิเร็ค วอลคอตต์ นักเขียนรางวัลโนเบลปี ค.ศ.๑๙๙๒ จากทรินิแดด หมู่เกาะแคริบเบียน เป็นผู้กล่าวเปิดสัมมนา     กลุ่มนักเขียนและนักวิชาการของไทยเข้าร่วมกว่า ๑๐ ฅน รวมทั้ง ศ.ซูซาน เคปเนอร์ อาจารย์ชาวอเมริกันผู้สอนวิชาวรรณกรรมไทยจากมหาวิทยาลัยเบอร์คลี รัฐแคลิฟอน์เนีย ซึ่งได้ขึ้นเป็นผู้บรรยายในงานสัมนา     ผู้เขียนในฐานนะตัวแทนกลุ่มได้มีโอกาสนำหัวข้อบรรยายนี้ขึ้นกล่าวเสนอต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาในประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับวรรณกรรมไทยในปัจจุบัน ภายใต้ หัวข้อ Asian Literature in Modern World : the Response to Modernity จึงใคร่ถอดคำบรรยายดังกล่าวเป็นภาษาไทยสู่ผู้อ่านและผู้สนใจข่าวคราว ความเคลื่อนไหวด้านวรรณกรรมจากนอกประเทศ ผู้เขียนหวังว่ารายละเอียดของการบรรยายจะนำประโยชน์ไปสู่ผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย ในช่วงที่เรียกกันว่า ยยุคใหม่ย (Modernism Period) ต่อเนื่องมาจะถึงช่วง ยหลังยุคใหม่ย (Post-Modernism Period) อย่างเช่นปัจจุบันนี้ ความรุนหน้าโดยฉับพลันทางเทคโนโลยีได้ผลักดันให้ซีกโลกตะวันออก และตะวันตกได้เคลื่อนเข้ามาผนึกรวมกัน หากมองจากมุมภายนอก หรืออีกนัยหนึ่งโลกได้ถูกย่อ ส่วนให้มีขนาดเล็กและแคบจนกลายเป็น ยหมู่บ้านโลกย (Global Village) ไปโดยปริยาย หากแต่เมื่อพิเคราะห์โดยถ่องแท้แล้ว ย่อมกล่าวได้ว่าอารยธรรม วัฒนธรรม และความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ยังผิดแผกกันในระหว่างชาติพันธุ์ก็ยังคงแบ่งแยกเราไว้จากกันอยู่นั้นเอง และด้วยเหตุนี้ ยโลกใหม่ย (The New World) ของมวลเรา ที่กำเนิดขึ้นจากปรากฏการณ์ครั้งนี้ จึงยังปรากฏแต่สภาวะอันสับสนและไร้ทิศทาง การแก้ปัญหาดูเหมือนจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ยังก้าวไปไม่ถึง เราทั้งมวล ทั้งชน ชาติตะวันออกและชนชาติตะวันตก ล้วนแล้วแต่ยังคงหลงทิศทางอย่างสะเปะสะปะ ภายใต้กระแสเชียวกราดแห่งโลกาภิวัตน์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ดี ทุกยุค สมัยที่ผ่านมา และโดยเฉพาะปัจจุบันที่กำลังเป็นอยู่ เราทุกชาติภาษาต่างก็มีวรรณกรรมประจำชาติคอยทำหน้าที่สะท้อนธรรมชาติมนุษย์ โดยมีนักเขียนแต่ละภาษา รวม ไปถึงนักเขียนจากชาติไทยไปด้วยอีกชาติหนึ่ง เป็นผู้ทำหน้าที่เสมือนมือที่คอยชูกระจกเงายกออกส่องสะท้อนถึงเหตุการณ์แห่งยุคสมัยของตน     ภายใต้ภาวะดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะมีนักเขียนไทยจำนวนหนึ่งสามารถประคับประคองตัวให้เลื่อนไหลไปตามกระแสนี้ได้ด้วยความประนีประนอมโดยแทบมิได้มีการ ต่อต้านแต่ก็มีกระแสเสียงในวงวรรณกรรมไทยอีกจำนวนไม่น้อยมีส่วนแสดงความรับผิดชอบออกมา ด้วยการเผชิญหน้ากับกระแสโลกาภิวัตน์ดังกล่าวพยายามหาจุด แก้ปัญหาให้ลุล่วง ผ่านวิจารณญาณที่เปี่ยมด้วยความหวังด้านบวก     ทว่าการบรรยายครั้งนี้ ขอมุ่งประเด็นไปเฉพาะกลุ่มนักเขียนไทยอีกกลุ่มหนึ่งผู้แสดงการตอบโต้ด้วยปฏิกิริยาซึ่งผิดแผกไปจากกลุ่มข้างต้น กลุ่มนักเขียนไทยที่กำลัง จะกล่าวนี้ได้ใช้งานวรรณกรรมของตนเป็นเครื่องมือที่สะท้อนให้เห็นอย่างรุนแรงว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์กำลังเสื่อมสลายลงไปทุกที ด้วยผลจากกระแสอันรุนแรงของการ พัฒนาการทางเศรษฐกิจ และการปฏิรูปทางส่งคมเมืองที่กำลังครอบงำวิถีดั้งเดิมของชนชาวไทยอยู่ในปัจจุบันนี้     เป็นเวลาหลายทศวรรษ นับจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ที่วรรณกรรมไทยมุ่งความสำคัญไปที่แนวสัจจสังคมนิยม (Social Realism) อันเป็น ผลสืบเนื่องมาจาก บรรยากาศทางการเมืองที่มีอิทธิพลครอบคลุมอยู่ในระยะนั้น ได้มีรัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยรัฐบาลเผด็จการทหาร ติดตามมาด้วยการลุกขึ้นต่อ ต้านและโค่น .....
รายงานการสัมมนา เรื่อง “25 ปี การวิจารณ์ ‘คำพิพากษา' ”
Submitted by 2 on November,19 2006 20.42
รายงานการสัมมนา เรื่อง "25 ปี การวิจารณ์ 'คำพิพากษา' " โครงการวิจัย "การวิจารณ์ในฐานะปรากฏการณ์ร่วมสมัยเพื่อพัฒนาความรู้ด้านสังคมศาสตร์การวิจารณ์" ณ ห้อง 407 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ถนนบรมราชชนนี ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2549 เวลา 10.00  16.15 น. หัวหน้าโครงการกล่าวเปิดการสัมมนา           ผศ. ดร. ธีระ นุชเปี่ยม หัวหน้าโครงการ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า โครงการวิจัย "การวิจารณ์ในฐานะปรากฏการณ์ร่วมสมัย เพื่อพัฒนาความรู้ด้านสังคมศาสตร์การวิจารณ์" มีวัตถุประสงค์คือความเข้าใจการวิจารณ์ในฐานะปรากฏการณ์ของสังคมร่วมสมัย ความเข้าใจดังกล่าวจะเป็นรากฐานของการพัฒนาความรู้ด้าน "สังคมศาสตร์การวิจารณ์" นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆของโครงการ เช่น การสัมมนาในครั้งนี้ ยังมุ่งสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน นักวิจารณ์ ตลอดจนมหาชนผู้สนใจทั่วไป เพื่อกระตุ้นให้เกิดทวิวัจน์ (dialogue) ซึ่งดำเนินไปในกรอบของ "มนุษย์สัมผัสมนุษย์" อันจะเป็นแรงหนุนให้เกิดองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์การวิจารณ์ได้ด้วย หัวหน้าโครงการขอเรียนเชิญ ผศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ วิทยากรหลักของการสัมมนาครั้งนี้กล่าวนำในประเด็นที่ได้รับมอบหมายไว้ ผศ. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ กล่าวนำ "25 ปี คำพิพากษา.มุมมอง 'ร่วมสมัย'" ผศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ วิทยากรหลักของการสัมมนาครั้งนี้ ได้เสนอประเด็นหลักๆ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือวัฒนธรรมการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ ประเด็นที่สองคือเรื่อง 25 ปีการวิจารณ์คำพิพากษา ซึ่งเป็นหัวข้อของการสัมมนาในวันนี้ ในประเด็นที่แรก อาจารย์ชูศักดิ์ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับชื่องานสัมมนาครั้งนี้ คือ "25 ปี การวิจารณ์ 'คำพิพากษา' " ซึ่งเป็นชื่อหัวข้อการสัมมนาทางวรรณกรรมในวาระพิเศษที่แปลกออกไปจากเดิม โดยทั่วไปแล้วการสัมมนาวาระพิเศษทางวรรณกรรม มักเป็นการครบรอบวันเกิดหรือวันตายของนักเขียนหรือของหนังสือ เช่น "100 ปี ชาตกาลของศรีบูรพา"  "40 ปี 'ฟ้าบ่กั้น'"  น่าแปลกที่ว่าในโอกาสครบรอบ 25 ปี  นวนิยาย คำพิพากษา หัวข้อการสัมมนากลับไม่ใช่ "25 ปี คำพิพากษา" แต่เป็น " 25 ปี การวิจารณ์ 'คำพิพากษา'" ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ในวงวรรณกรรมหรือที่เริ่มมีการให้ความสำคัญ กับตัวบทการวิจารณ์หรือข้อเขียนที่เป็นงานวิจารณ์วรรณกรรม โดยยกระดับการวิจารณ์ให้มีฐานะเทียบเท่าผู้ประพันธ์และตัววรรณกรรม เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ในปัจจุบันงานวิจารณ์วรรณกรรมมิได้เป็นกาฝากของวรรณกรรม หรือไม่ได้เป็นกิจของผู้ที่ล้มเหลวในการเขียน ข้อครหาเช่นนี้หายไปนานแล้วจากวงการศึกษาวรรณกรรมของไทย อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีการนำการวิจารณ์ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ ถึงขั้นที่จะมาศึกษาถึงผลกระทบของการวิจารณ์ในรอบ 25 ปีต่อวรรณกรรมชิ้นหนึ่ง การสัมมนาครั้งนี้น่าจะเป็นมิติที่ก้าวล่วงจากที่ผ่านๆมาได้อย่างน่าสนใจ จากข้อสังเกตนี้นำไปสู่ประเด็นเรื่อง การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์หรือวิจารณ์แห่งวิจารณ์ หรือ "วิวาทจารณ์" คำเหล่านี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเราจะใช้คำใด แต่ปรากฏการณ์ที่เมื่อมีงานวรรณกรรมขึ้นมาชิ้นหนึ่งหรือสองชิ้น แล้วก็มีผู้ที่สานต่อหรือมาสนทนาวิวาทะ สังสรรค์ โต้แย้งหรือนำเสนอ เราเรียกกันกว้างๆว่า "วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งและเป็นวัฒนธรรมที่ควรพิจารณา เพื่อเปิดประเด็นนี้ อาจารย์ชูศักดิ์อ่านข้อความของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากคำนำในหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่เขียนไว้ในวันเข้าพรรษา ปี 2535 ดังนี้ "หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีที่ประสบความล้มเหลว เมื่อพิมพ์ครั้งแรกเมื่อต้นปี 2529 นั้น จำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องพิมพ์เพิ่มอีกในเวลาอันสั้น แต่ความสำเร็จของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ตลาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะหนังสือทางวิชาการเช่นหนังสือเล่มนี้ ยังควรต้องมีผลกระทบต่องานศึกษาเดียวกันที่ติดตามมาบ้าง ไม่ในทางลบก็ในบางบวก หากทว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีผลกระทบอะไรแก่ใครเลย มีผู้เขียนบทความหรือหนังสือที่เกี่ยวพันไปถึงเรื่องสมัยพระเจ้าตากสินมากหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ออกมาแล้ว แต่ไม่มีงานของผู้ใดที่อ้างถึงหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าจะเพื่อปฏิเสธ หรือเพื่อยืนยันข้อมูล หรือการตีความของหนังสือเล่มนี้เลย อะไรที่เคยพูดก .....
วรรณกรรมล้อแนวหลังสมัยใหม่ของไทย
Submitted by Pookun on November,19 2006 20.40
วรรณกรรมล้อแนวหลังสมัยใหม่ของไทย เสาวณิต  จุลวงศ์ * วรรณกรรมที่เกิดร่วมยุคสมัยเดียวกัน มักมีทั้งลักษณะร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับวรรณกรรมอื่นๆ ในยุคสมัยนั้น  แต่ในขณะเดียวกันก็มีความต่าง เป็นลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมแต่ละเรื่องด้วย  ลักษณะร่วมนั้นเกิดจากความรู้ความคิดและค่านิยมแห่งยุคสมัย ที่ได้หล่อหลอมผู้แต่งให้สร้างสรรค์ผลงานจากแนวนิยม และความคิดที่ไหลเวียนอยู่ในช่วงเวลานั้นกล่าวได้ว่า วรรณกรรมแต่ละเรื่องอาศัยแนวนิยมและความคิดร่วมกันในการแต่ง ส่วนลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมแต่ละเรื่อง เกิดจากความเป็นปัจเจกของผู้แต่งผู้แต่งแต่ละคน ย่อมได้รับประสบการณ์ความรู้ความคิดและค่านิยมในยุคสมัยของตน แล้วเกิดมีความคิดเฉพาะตนขึ้นเมื่อผนวกกับความรู้ความสามารถ อันเป็นสิ่งเฉพาะตนอยู่แล้ว จึงก่อให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเฉพาะ  ต่างกับวรรณกรรมที่ร่วมยุคสมัยเดียวกันได้ วรรณกรรมประเภทหนึ่งที่แสดงถึงการมีลักษณะร่วม และลักษณะเฉพาะในแต่ละยุคสมัยได้คือวรรณกรรมล้อ  หรือ parody "วรรณกรรมล้อ" เป็นศัพท์ที่ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติขึ้นใช้แทนคำภาษาอังกฤษว่า "parody"  หมายถึงงานเขียนที่เลียนคำพูดลีลาทัศนคติน้ำเสียง และความคิดของนักเขียนคนใดคนหนึ่ง โดยทำให้กลายเป็นเรื่องตลกขบขันน่าหัวเราะ  ด้วยการนำลักษณะบางประการมาเน้นทำให้เกินความเป็นจริง  ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่นักเขียนการ์ตูนเขียนภาพล้อ  จัดว่าเป็นการล้อเชิงเสียดสีประเภทหนึ่ง  และจุดประสงค์ก็อาจจะเป็นได้ทั้งเพื่อท้วงติง หรือเพื่อเยาะเย้ยถากถาง คำอธิบายข้างต้นเน้นลักษณะของวรรณกรรมล้อที่ความขบขัน และการเลียนแบบลักษณะบางประการของนักเขียนอื่น ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจปรากฏสอดแทรก เป็นบางส่วนบางตอนของวรรณกรรมเรื่องหนึ่งๆ หรือเป็นลักษณะทั้งหมดของวรรณกรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่งทั้งเรื่องก็ได้  ส่วนคำอธิบายของแอบรัมส์(M.H.Abrams)กล่าวถึงparodyว่าเป็นการ "เลียนงานวรรณกรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหา และวิธีเขียนเคร่งขรึมจริงจังหรือเอาท่วงทำนองเขียน อันมีลักษณะพิเศษของนักประพันธ์คนใดคนหนึ่งมาล้อเลียน โดยใช้กับเรื่องที่ชั้นต่ำกว่า" และใน The Concise Oxford Companion to English Literature  อธิบายถึง parody ว่า The term parody first referred to a narrative poem in epic metre, but is not generally restricted in later use. The parodist must both imitiate and create incongruity in relation to the pretext, and parody has, contrary to pastiche, traditionally had a comic dimension.  Unlike satire, parody targets a pre-existing text, rather than persons or events in real world. คำอธิบายทั้งสองนี้เน้นถึงลักษณะของ parody ที่เป็นวรรณกรรมซึ่งแต่งขึ้นเลียนแบบและล้อวรรณกรรมเรื่องอื่น โดยมีลักษณะเฉพาะประการสำคัญคือการสร้างความตลกขบขัน น่าหัวเราะ นอกจากนี้ คำว่า parody ยังมีความหมายที่แบ่งออกได้เป็น 2 ประการ  ประการแรกคือ กลวิธี (technique) การเลียนแบบและล้อลักษณะบางประการของนักเขียน หรือวรรณกรรมเรื่องอื่นซึ่งผู้แต่งนำมาสอดแทรกไว้ ในวรรณกรรมที่แต่งขึ้นแต่การเลียนแบบและล้อนั้น มิได้เป็นโครงสร้างทั้งหมดของวรรณกรรม และความหมายประการที่สองคือเป็นวรรณกรรม ซึ่งองค์รวมทั้งหมดสร้างสรรค์ขึ้นโดยเลียนแบบ และล้อวรรณกรรมเรื่องอื่น(general  parody)ซึ่งอาจเป็นเพียงเรื่องเดียวหรือหลายเรื่องก็ได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงวรรณกรรมล้อในความหมายหลัง แม้ว่าวรรณกรรมล้อจะมีลักษณะที่เฉพาะเจาะจง ดังที่กล่าวถึงความหมายข้างต้นแล้ว  แต่ก็มิได้หมายความว่าวรรณกรรมล้อจะมีลักษณะตายตัว หรือมีลักษณะการเลียนแบบและล้อด้วยวิธีการแบบเดิมๆ ตลอดมา  แท้ที่จริงแล้ว    วรรณกรรมล้อมีการเปลี่ยนแปลงความหมาย และลักษณะไปตามยุคสมัยและกระแสวรรณกรรม  มาร์กาเร็ต เอ. โรส  (Margaret A. Rose)  ได้ศึกษาถึงการให้ความหมาย และอธิบายลักษณะของวรรณกรรมล้อในแต่ละยุคสมัย โดยพิจารณาจากข้อเขียน บทวิเคราะห์วิจารณ์ของนักทฤษฎีและนักวรรณกรรมศึกษา  รวมถึงวรรณกรรมล้อในยุคต่างๆ  พบว่าความหมายและลักษณะของวรรณกรรมล้อ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยซึ่งโรสได้แบ่งออกเป็น 4 ยุค  คือ  ยุคโบราณ หมายถึงยุคกรีกเป็นต้นมา (ancient)  ยุคสมัยใหม่ (modern) เริ่มตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการเป็นต้นมา  ช่วงปลายของยุคสมัยใหม่ (late-modern) คือช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา และยุคหลังสมัยใหม่ (post-modern)  คือหลังทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา แม้ว่านักทฤษฎีและนักวรรณกรรมศึกษา รวมถึงนักเขียนหลายคนยอมรับว่าการเลียน และล้ .....
เรื่องสั้นคตินิยมสมัยใหมของไทย พ.ศ.2507-2516: ความสัมพันธกับศิลปะ
Submitted by 2 on November,19 2006 20.32

 

วรรณกรรมเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 3
Submitted by 2 on November,19 2006 11.59
วรรณกรรมเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 3 พรชัย จันทโสก jantasok@yahoo.com ประกาศผลและมอบรางวัลไปเรียบร้อยแล้วสำหรับรางวัลหนังสือดีเด่น เซเว่นบุ๊คอวอร์ด (7 Book Awards) ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2549 ณ ห้องคริสตัลบอลรูม โรงแรมตวันนา โดยมี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานในพิธีและบรรยายพิเศษหัวข้อ 'วรรณกรรม...ปฏิรูปสังคม' พร้อมฟังเสวนา 'มีอะไรในวรรณกรรมไทย' จากวิทยากรทรงคุณวุฒิ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, อดุล จันทรศักดิ์, นิเวศน์ กันไทยราษฎร์ และวัฒน์ วรรลยางกูร ดำเนินรายการโดย นารากร ติยายน ในบรรยากาศสนุกสนานและเป็นกันเอง ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประกวดในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักเขียนและผู้อยู่ในวงวรรณกรรมอย่างมาก โดยได้ดำเนินการเปิดรับสมัครตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2549 สำหรับปีนี้มีหนังสือเข้าร่วมโครงการทั้งหมด จำนวน 184 เล่ม แบ่งออกเป็น 7 ประเภท คือ วรรณกรรมสำหรับเยาวชน, นวนิยาย, กวีนิพนธ์, รวมเรื่องสั้น, สารคดี, นิยายภาพ (การ์ตูน) และนักเขียนรุ่นเยาว์ แบ่งเป็น 4 หมวด "การจัดประกวดหนังสือดีเด่น 'เซเว่นบุ๊คอวอร์ด' ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ปี 2546-2548 ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากเยาวชนและสังคมไทยเป็นอย่างดี และทำให้ได้รับทราบถึงปัญหาของสังคมไทยว่าเยาวชนยังมีนิสัยรักการอ่านที่น้อยมาก ทำให้สังคมไทยขาดวัฒนธรรมในการอ่าน ซ้ำยังขาดปัจจัยสนับสนุน เพื่อเป็นการส่งเสริมการอ่านและสนับสนุนหนังสือดีที่มีคุณภาพ ทางบริษัทจึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเขียนของเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น กิจกรรมค่ายกล้าวรรณกรรม และโครงการโรงเรียนรักการอ่าน เป็นต้น และใช้เครือข่ายร้านหนังสือ Book Smile กว่า 400 สาขา ช่วยสนับสนุนการจัดจำหน่ายตามครรลองของธุรกิจ เพื่อวัฒนธรรมที่ดีในการอ่านและสนับสนุนคนไทยให้รักการอ่านเทียบเท่าต่างประเทศ" รางวัลของแต่ละประเภท 6 ประเภท (ยกเว้นนักเขียนรุ่นเยาว์) รางวัลชนะเลิศได้รับโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 100,000 บาท ส่วนรางวัลเฉพาะนักเขียนรุ่นเยาว์ 4 หมวด ได้แก่ นวนิยายขนาดสั้น, รวมเรื่องสั้น, กวีนิพนธ์ และนิยายภาพ (การ์ตูน) หมวดละ 3 รางวัล รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 15,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร นอกจากนี้หนังสือที่ได้รับรางวัลจะมีสิทธิการวางจำหน่ายในร้านบุ๊คสไมล์ (Book Smile) ตามเงื่อนไขของทางบริษัทเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน โครงการประกวดหนังสือดีเด่น เซเว่นบุ๊คอวอร์ด (7 Book Awards) ครั้งที่ 3 หนังสือประเภท นวนิยาย คณะกรรมการตัดสินประกอบด้วย รศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์, อดุล จันทรศักดิ์, มณฑา ศิริปุณย์, เพ็ญแข คุณาเจริญ และนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศเป็นนวนิยายเรื่อง ลับแลลายเมฆ บทประพันธ์โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม จากสำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์ ประเภท สารคดี (สารคดีท่องเที่ยว) คณะกรรมการตัดสินมี ศ.ดร.กีรติ บุญเจือ, ศ.ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา, สมหมาย ปาริจฉัตต์, วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ และธีรภาพ โลหิตกุล ผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ให้ความรักนำทาง ของ วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง จากพิมพ์คำสำนักพิมพ์ ประเภท รวมเรื่องสั้น คณะกรรมการตัดสินมี ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี, ศ.ยุพร แสงทักษิณ, นิเวศน์ กันไทยราษฎร์, ฐนธัช กองทอง และวัฒน์ วรรลยางกูร ผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ มัทรานี ของ ภูฉาน พันฉาย จากสำนักพิมพ์ใบไม้ผลิ และรางวัลชมเชยรับเงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ ยิ้มอัปสรในรัตติกาล ของ แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า จัดพิมพ์โดยบริษัท นกฮูก พับลิชชิ่ง จำกัด ประเภท วรรณกรรมสำหรับเยาวชน คณะกรรมการตัดสินมี วิริยะ สิริสิงห, ผศ.อำนาจ เย็นสบาย, รศ.กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์, รศ.สุพรรณี วราทร, ม.ร.ว.สายสิงห์ ศิริบุตร, สำเริง พันธุ์สนิท, พจมาน พงษ์ไพบูลย์, เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป และเกษร บัวทอง ผลการตัดสินปรากฏว่าไม่มีหนังสือเล่มใดสมควรได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่คณะกรรมการมีมติให้เป็น รางวัลพิเศษ จำนวน 2 รางวัล ได้รับโล่รางวัลและเงินรางวัล 50,000 บาท ได้แก่ ตันโย้งในสายลม ของ วันเสาร์ เชิงศรี และ 2589: เราเพียงผู้มาเยือน ของ เชตวัน เตือประโคน ประเภท กวีนิพนธ์ คณะกรรมการ .....
[ สวดศพ ... ]
Submitted by จ่าโจ on November,17 2006 11.49
... [ กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพพะยากะตา ธัมมา ฯ กะตะเม ธัมมา กุสะลา ฯ ...... ] เสียงสวดอันเคร่งขรึมสำรวมของพระภิกษุทั้ง 4 รูป ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งศาลา ทำให้ผมเร่งก้าวเดินไปยังแถวเก้าอี้หลังสุดที่มีเพียงคุณป้าท่านหนึ่งนั่งอยู่ ถัดจากแนวเก้าอี้ที่เรียงรายไปทางด้านหลังบนโต๊ะยาวมีถาดของว่างที่กำลังถูกจัดเตรียมสำหรับแขกที่มาร่วมงานสวดอภิธรรมศพของนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ท่านหนึ่งที่ต้องเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร จากการถูกลอบสังหารบนถนนย่านชานเมือง แม้เงื่อนปมของการเสียชีวิตยังคงมืดดำในสำนวนคดีที่ตำรวจกำลังทำการสืบสวนอยู่ทั้งในแง่ความขัดแย้งทางธุรกิจ ปัญหาเรื่องชู้สาว หรือความร้าวฉานภายในครอบครัว แต่งานบำเพ็ญกุศลให้ผู้วายชมน์และการฌาปนกิจศพก็ยังดำเนินต่อไปตามแบบธรรมเนียมที่พึงกระทำ ย ขอผมนั่งด้วยคนนะครับป้า ย ย เชิญเลยค่ะ .. ย คุณป้าหันมายิ้มให้กับผมก่อนจะมองสำรวจไปรอบข้าง วันที่ 2 ของงานสวดพระอภิธรรมมีคนมาร่วมงานบางตา เป็นธรรมดาของงานแบบนี้ที่คนจะแห่มาร่วมงานในวันแรก และจะเป็นอย่างนั้นอีกครั้งในวันที่ทำการฌาปนกิจ สำหรับผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุไม่คาดหมายการตั้งศพบำเพ็ญกุศลมักจะมีเพียง 3 วัน การจากไปอย่างกระทันหันและผิดธรรมชาติสร้างความเสียใจให้กับผู้ที่เป็นที่รักและผูกพันจนไม่อาจปรับใจให้ยอมรับกับการสูญเสีย จึงไม่นิยมที่จะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศลเป็นเวลานาน เพราะมันจะเป็นการตอกย้ำการจำพรากให้ลึกลงไปในใจของคนที่ยังอยู่ข้างหลัง ย รู้จักกับคนตายด้วยเหรอคะ ? ย คุณป้าหันมาถามผมหลังจากที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้ ผมจรดมือพนมนมัสการพระภิกษุที่บนศาลา ก่อนจะลดมือลงมาพนมที่กลางอก ย ผมรู้จักเขาช่วงสั้น ๆ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตน่ะครับ ย ย โรจน์ .. เขาเป็นคนดีนะ ไม่น่าอายุสั้นเลย ย คุณป้าพูดพลางเปิดฝายาดมส้มโอมือ ก่อนจะจรดกลิ่นหอมบาง ๆ เข้าที่ปลายจมูก เท่าที่ผมรู้จักเขาผมก็ว่าเขาเป็นคนดีเหมือนกันแหละ แต่ออกจะดูโผงผางไปหน่อย ลักษณะความเป็นผู้นำฉายกร้าวในแววตาคู่นั้นแม้ยามที่ถูกถ่ายออกมาเป็นรูปที่วางอยู่ข้างโลงศพสีขาวที่มีลายกนกสีทองประดับอยู่ศาลา ย คุณป้า เป็นญาติกับผู้ตายเหรอครับ ? ย ย โอ๊ย .. ป้าไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาตินั่นแหละ ตอนที่เขาย้ายเข้ามาอยู่แถวนี้กันสองคนผัวเมียหมู่บ้านปิ่นทองเพิ่งสร้างเสร็จ ป้าอยู่ทาวน์เฮ้าส์หลังตรงกันข้ามกับโรจน์นั่นแหละ ตอนนั้นยังมีคนเข้ามาอยู่ไม่กี่คนเองนะ รู้จักกันหมดแหละ .. โน่น ลูกชายกับลูกสาวเขาตอนเล็ก ๆ เขาก็เอามาฝากให้ป้าช่วยเลี้ยงให้ ย คุณป้าพยักเพยิดให้ผมดูเด็กสองคนที่กำลังนั่งกินขนมอยู่บนก้าอี้ไม้เต็งตัวใหญ่สำหรับเจ้าภาพของงาน หญิงสาวในชุดสีดำกำลังดูแลเด็ก ๆ ทั้งสองให้ทานของว่างอย่างเอร็ดอร่อย เค้าหน้าหวานละไมแม้จะมีคราบความเศร้าฉาบอยู่บาง ๆ .. กลับจางด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ย แล้วบ้านหลังใหญ่ที่เขาเพิ่งซื้อล่ะครับ .. ที่หมู่บ้านริมสวน ย ย นั่นมันหลังจากโรจน์เขาไปทำรับเหมาแล้ว .. เขาจับทางถูกนะ ทำแป๊บเดียวเองรุ่งเลย เพื่อนฝูงเขาเยอะด้วยมั้ง ตอนแรกก็รับทำงานต่อเติม ทำครัว ทำโรงจอดรถอะไรอย่างเงี๊ยะ เห็นว่าไปได้ช่างฝีมือดีมา ป้าก็เคยให้โรจน์เขาไปปูกระเบื้องบนบ้าน เพราะไอ้หมู่บ้านมันปูปาร์เก้มาให้ ใช้ไปแป๊บ ๆ ปลวกกินหมดเลย อาบน้ำใหม่ ๆ ขึ้นบ้านนะเดินไปนี่ปาร์เก้ติดฝ่าตีนตามขึ้นมาเลยทีเดียว โรจน์เขาไปจัดการให้ รื้อออกหมดแล้วปูกระเบื้องแผ่นใหญ่ .. แหม ช่างเขาเดินแนวซะเนี๊ยบถูกใจป้าจริง ๆ พอเสร็จงานป้าจะแถมให้ช่างปูกระเบื้องไปกินเหล้ากัน 500 แต่โรจน์มันบอกไม่ต้อง เดี๋ยวมันแถมให้คนของมันเอง ป้าล่ะเกรงใจโรจน์มันจริง ๆ คิดแต่ค่าของกับค่าแรงคนงานตัวเองไม่เอาสักบาท บอกว่าทำให้ป้าที่ช่วยดูสองตัวเล็ก .. ย คุณป้ายกยาดมส้มโอมือขึ้นดมอีกซื๊ด .. ก่อนจะหันมองไปยังทางเข้าศาลา ชายรูปร่างสูงโปร่งใส่สูทสีดำ กางเกงสแล็คและรองเท้าหนังเงาวับดูภูมิฐานก้าวเดินเข้าไปทางหน้าศาลาบำเพ็ญกุศล หญิงสาวเจ้าภาพของงานลุกจากเก้าอี้ไม้เต็งตัวใหญ่เดินเข้าไปทักทายอย่างสนิทสนม ก่อนจะเชิญกันไปนั่งที่เก้าอี้เจ้าภาพด้วยกัน ย ไอ้หมอนี่แหละ .. ต้นเหตุของปัญหา ย คุณป้าลดเสียงลงต่ำจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ ... [ ปัญจักขันธา รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ ส .....
เวลาเป็นของเรา
Submitted by sanit on November,17 2006 10.56

เลือนตะวัน จันทร์ลับคืนหลับฝัน เช้าอีกวัน ฝันอีกวารนับวันใหม่ เป็นปีเดือนขับเคลื่อนฝัน มาฝานใจ สร้าง “สิ่งรัก” จำหลักไว้ในโลกจริง

เขาผ่านพ้นแต่ละวันของชีวิต ด้วยอุทิศ ให้กับวิถีที่รักยิ่ง “เป็นนักเขียน” ฝันตลอด – ไม่ทอดทิ้ง เหนือทุกสิ่ง จริงทุกส่วนกระบวนคิด แลกด้วยความเจ็บปวดและรวดร้าว คืนเหน็บหนาว เศร้ากระหน่ำ – อำมหิต! เหมือนเดียวดายแต่ดื่มด่ำอำมฤต ให้ความเงียบในชีวิต ประดิษฐ์คำ ความขื่นขมเพาะบ่มรักอย่างหนักหน่วง ทุกข์ทั้งปวงถั่งโถมโหมกระหน่ำ ทดสอบรักด้วยรวดร้าว เขาเจ็บจำ โลกเหยียบย่ำ คำเหยียดเย้ย - เขาเฉยไป ปล่อยความนิ่งเป็นคำตอบ – ทดสอบอีก ปลีกตัวเร้นเงียบเศร้า จนเช้าใหม่ คืนและวันกระหน่ำโบยโดยทุกข์ใด ใช้ทุกข์นั้นเกลาวิถีที่เลือกเดิน

เขาผ่านพ้นแต่ละวันของชีวิต เขียนและคิด “จิตวิญญาณ” แม้นานเนิ่น หรือสูญเสียวันเวลา เลือกเผชิญ รักเหลือเกิน รักเหลือเหนืออื่นใด

เลือนตะวัน จันทร์ลับ คืนลับผ่าน เช้าอีกวัน ผันอีกวารสู่กาลใหม่ เป็นปีเดือนขับเคลื่อนฝัน มาฝานใจ เพื่อมอบให้ “สิ่งรัก” – เขารักจริง !

ว่าด้วยคำ ในคำความ
Submitted by ธุชดารา ปาดังเบซาร์ on November,17 2006 10.14

ยะบะตางัน ..มาเลย์ และ ปัตตานี
ยะบะตาแง... ปัตตานี
    รัตนชัยอยูใหน    ช่วยที

ผีบ้า
Submitted by Pookun on November,16 2006 21.51
ผีบ้า ชาคริต โภชะเรือง ท้องฟ้าเหนือคันนาแผ่คลุมไปด้วยความมืด ผืนแผ่นดินคาบสมุทรมีแต่เงาตาลโตนดสีปีกค้างคาวแลดูกลมกลืนแยกกันไม่ออก ยืนตะคุ่มอยู่รอบด้าน ดาวดวงเดียวบนท้องฟ้าเปล่งแสงจ้า ไตรขนลุกเกรียวไปทั้งร่างเมื่อความรู้สึกบางอย่างแผ่คลุม เป็นเวลานานมาแล้วที่แกต่อสู้กับมัน  ไตรรู้สึกว่าวงจรแห่งเวลากำลังพาแกหวนคืนไปสู่วันคืนเก่าๆ ที่แกไม่เคยลืมเลือน  แกเห็นภาพตนเองกับลูกชายคนโตยืนถกโต้กันอย่างหน้าดำหน้าแดง แกยืนหน้าเครียดเคร่งในมือชูไม้เรียวเงื้อขึ้นเตรียมหวด.. "พ่อ! อย่านะ..."และในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นภาพพลันพลิกเปลี่ยน ไตรแลเห็นเด็กชายร่างสูงเพรียวคนนั้นกลายเป็นตัวแกในวัยเด็กกำลังยืนตัวแข็งทื่อตรงหน้าพ่อ... และพลันที่แสงแรกของวันอาบฉายไปทั่ว แตะแต้มไม้ดอกในกระถาง คันไถ คอกวัว รถมอเตอร์ไซด์คันเก่า ไม่เว้นกองดินที่ได้มาจากการขุดลอกคลองเหมืองอาทิตย์ที่พูนสูงท่วมหัวเป็นเงาขาวหม่นมัวในเงามืด แกเรียกสติกลับมา ในชั่ววินาทีต่อมา ไตรเพ่งไปยังดาวดาวไกลโพ้นใต้โค้งฟ้าสีม่วงชมพู ในประกายระเรื่อของตะวันนั้นคล้ายดวงตาแข็งกร้าวของพ่อเขม็งจ้องลงมาอย่างตัดพ้อต่อว่า แกยืนตัวแข็งปล่อยให้ใบหน้าสัมผัสอายน้ำค้างเย็นชื้นอยู่ชั่วครู่ และพลันหนาวเยือกด้วยลมหัวรุ่ง มีบางสิ่งที่ตกค้างมาตั้งแต่วันวาน เป็นความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่แสนประหลาด แล้วภาพต่างๆก็ย้อนกลับมาเป็นฉากๆ ตรงโค้งสะพานนั้นเอง แกมองเห็นภาพตัวแกเดินไปหานายช่างหน้าเหลี่ยมคนนั้นแล้วถามว่ารู้ไหมว่าบริษัทไหนเป็นเจ้าของโครงการ นายช่างมองหน้าแกอย่างงุนงง แต่ก็ไม่พูดอะไร หันไปตะโกนเอ็ดสั่งงานเด็กลูกจ้างเสียงดัง วันนั้นแกเดินกลับมา ไม่สนใจใคร  ถอยรถมอเตอร์ไซด์ลากรถรุนปราดเข้าไปจอดเทียบชายคลอง แกใช้จอบโกยดินใส่รถรุนอยู่พักใหญ่ แกจำได้ดีว่านายช่างกับลูกจ้างสี่ห้าคนที่ทำงานอยู่กรูกันมายื้อยึดมือแกไว้ แล้วตะคอก "ลุงทำอะไร รู้ไหมว่าดินนี้เป็นของหลวง !" ดินของหลวง แกรำพึง แกไม่ใช่คนโง่ คนไม่รู้สาจึงไม่รู้ว่าดินนี้เป็นของใคร แกหัวเราะจนเด็กหนุ่มมองหน้า วันต่อมา แกก้าวไปไกลถึงขั้นร้องเรียนยังที่อำเภอ แกเขียนจดหมายป่าวประกาศถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการจนกระทั่งนายอำเภอไม่กล้ามองหน้า นายช่างหนุ่มคนนั้นเองก็ไม่กล้าสบตา วันต่อมา แกรุนรถไปโกยดินอีก คราวนี้ไม่มีใครกล้าขวาง ทว่าอีกสองวันต่อมา บ้านของแกก็ต้อนรับชายฉกรรจ์แปลกหน้า มาจอดรถซุ่มดูที่หน้าบ้าน มองหน้าแกแล้วก็เหยียบคันเร่งจากไป ไตรบอกตัวเองอย่างทระนง กูไม่กลัวมึง ตายเป็นตายสิวะ แล้วแกก็มานั่งคิด ห้าสิบสองปีผ่านไป ชีวิตว่าไปแล้วช่างสั้นนักและรวดเร็วเหมือนโกหก แต่ก็ทำให้แกรู้จักชีวิตมากพอ เออ เหมือนกับว่าเมื่อวานนี้เองที่แกหนีมาจากบ้าน-บ้านหลังเก่า มุ้งสีขาวซอมซ่อเต็มไปด้วยรอยปะ เสียงกระแอมกระไอของปู่ แสงตะเกียงกล้อง กลิ่นยาสมุนไพร เสียงขับบทโนรา เสียงโหม่งเสียงปี่หนังตะลุง กลิ่นผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยรวงข้าวเหลืองอร่าม เสียงปี่ซังข้าว เสียงแอกว่าว... ภาพเหล่านั้นหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย... แกคิด ชาวนาอย่างแกไม่ใช่คนในวิถีแห่งทุนที่คิดเอาแต่ได้ แกไม่ชอบเอาเปรียบใคร เหมืองอาทิตย์-คลองสายนี้ก่อนขุดชาวบ้านก็สัญญากันว่าจะยกให้กับหลวง ขุดคลองใหม่เพื่อนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในที่นาที่สวนของตน ดินที่ขุดขึ้นมาก็ควรจะคืนกลับชาวบ้าน เพราะหลวงเองไม่ต้องลงทุนเวนคืนเสียเงินค่าดินสักบาท แต่ไฉนทำไมทำมา เมื่อชลประทานให้ผู้รับเหมามาขุดคลอง กลับให้ผู้รับเหมานำดินไปขายต่อ.... แกเข้าร้องเรียนกับนายอำเภอ  แกรู้ว่ากำลังเดินชนกับตอใหญ่ แต่แกไม่กลัว ไตรยืนกรานต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แกเป็นคนเดียวที่ลุกขึ้นถามชลประทาน จนพวกนั้นเรียกแกไปพบที่อำเภอแล้วยื่นข้อเสนอให้เป็นเงินก้อนโตแลกกับการปล่อยวาง ไตรบอกเขาว่าแกอยากเห็นความถูกต้อง แกไม่ได้ต้องการเงิน แต่ไตรก็บอกตัวเองไม่ได้ว่าต้องการอะไร ไตรทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมเช้าของวันนี้แกรู้สึกเหมือนเวลาหมุนย้อนกลับ ไตรงุนงงอยู่ชั่วครู่ ปู่ของแกเป็นชาวนา บุกเบิกที่ดินริมฝั่งน้ำจนกระทั่งตั้งถิ่นฐาน ตั้งตัวได้ มาถึงพ่อของไตรก็เป็นชาวนา ตัวไตรเองอายุห้าขวบแกก็ทำน .....
มหัศจรรย์แดนหนังสือ "ไทยแลนด์ บุ๊ค ทาวเวอร์"
Submitted by 2 on November,15 2006 23.24

ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับเมืองหนังสือแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย "ไทยแลนด์ บุ๊ค ทาวเวอร์" โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธาน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารไทยแลนด์ บุ๊ค ทาวเวอร์ ถนนสาทรเหนือ ภายใต้หลังคาตึก 13 ชั้น บนพื้นที่ 6,000 ตารางเมตร ที่ถูกออกแบบให้เหมือนหนังสือที่กำลังเปิด ข้างในคือดินแดนมหัศจรรย์ของคนรักหนังสือโดยแท้ เพราะเป็นแหล่งรวมของหนังสือจากสำนักพิมพ์ทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง มีหนังสือให้เลือกกว่า 1 ล้านปก โดยเจ้าของสถานที่คือ บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ตั้งใจจะให้ที่แห่งนี้เป็นสังคมแห่งการอ่านและสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ให้แก่คนไทย

402 items|« First « Prev 32 33 (34/41) 35 36 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว