ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

396 items|« First « Prev 35 36 (37/40) 38 39 Next » Last »|
ปฏิบัติการการุณย์รัก
Submitted by Pookun on November,04 2006 22.21
ปฏิบัติการการุณย์รัก หลักสำคัญ 3 ประการประจำชีวิต คือ 1.สัตย์ - ความจริง 2.สังยม - การควบคุมตัวเอง 3.เสวา - การรับใช้ผู้อื่น วิโนพา ภาเว ตอนที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ผมนึกถึงปฏิบัติการอุกอาจของสลัดอากาศที่บุกจี้เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดฯ ตึกแฝดกลางมหานครนิวยอรก กับอีกลำที่พุ่งชนตึกเพนตากอน ตึกที่ทำการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ตอนนั้นเพิ่งจะผ่านตาไปยังไม่ทันข้ามวัน ผมเองก็เป็นอีกคนที่นั่งเฝ้าหน้าจอระทึกไปกับการถ่ายทอดสดการก่อวินาศกรรมสะท้านโลกครั้งนี้ ภาพเครื่องบินจัมโบ้ แหวกอากาศเข้าพุ่งเข้าชนยอดตึก-ควันไฟพวยพุ่งออกมาพร้อมกับระเบิดประ กายเพลิงลุกท่วม-ตึกทั้งตึกค่อยๆทรุดร่วงถล่มลงจมพื้นราบเป็นหน้ากลอง -ฯลฯ ภาพเหล่านี้เราได้เห็นกันซ้แล้วซ้ำเล่าจากสำนักข่าวต่างๆ ยังสะทือนขวัญติดตาตรึงความรู้สึก ใครเลยจะคาดว่ารูปแบบการก่อการร้าย สมัยนี้จะก้าวล้ำไปไกลถึงเพียงนี้ ผมว่าเป็น "พล็อต" เรื่องที่แม้ฮอลลีวูดเองก็คงจินตนาการไปไม่ถึงก็ไม่รู้ล่ะครับว่าหลังจากนี้ อเมริกาในฐานะที่คิดว่าตัวเองเป็นตำรวจโลกจะตอบโต้ผู้มาลูบคมตนอย่างไร ที่แน่ๆ ไม่แคล้วว่าความรุนแรงคงจะ เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหา ซึ่งทำท่าว่าจะบานปลายไปกันใหญ่ เมือ จอร์จ บุช ประกาศว่านี่คือสงคราม เหมือนครั้งที่ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ ซึ่งต่อมาอเมริกาก็บอมญี่ปุ่นกลับไปด้วยระเบิดปรมณูจนมีผู้เสียชีวิตนับแสนคน ได้แต่ภาวนาอย่าให้ถึงกับเป็นชนวนให้เกิดสงครามครั้งใหญ่-สุดท้ายไม่ว่าอย่างไร ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจริงๆ ก็เห็นจะเป็นพลเรือน ตาดำๆ ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับเขานี่แหละ ยังไม่รู้ว่าจะเซ่นสังเวยให้กับความรุนแรงไปเท่าใด ไม่ว่าตึกเวิลด์เทรดฯ จะเป็นสัญญลักษณ์ของทุนนิยมหรือเป็นมหานครของชาวยิว ผู้หนุนหลังอเมริกาอีกที หรือว่าสงครามครั้งนี้ จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับทุนนิยม อะไรก็แล้ว ปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันนี้ ควรได้รับการประณามทั้งสิ้น นับตั้งแต่นี้ก็ได้แต่ลุ้นระทึกว่าบุชจะเลือกแก้ปัญหาอย่างไร สงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และไม่ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการสะทอืนขวัญครั้งน้ เป็นการระหว่างประเทศ เป็นการตอบโต้เอาคืนของศัตรู หรือเพียงตบหน้าสั่งสอน พี่เบิ้มอย่างสหรัฐให้พึงสังวรเสียบ้าง อะไรก็ตาม - มันก็อยู่บนพื้นฐานของการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาทั้งสิ้น ช่วงนั้น ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งให้มุมมองและทัศนต่อการแก้ปัญหาที่แตกต่างไปสิ้นเชิง หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า "ปฏิบัติการการุณย์รัก" เพิ่งจะลงแผงได้ไม่นาน ผมซื้อมาอ่านเพราะเห็นว่าเป็นงานที่มาจากอินเดีย นานมาแล้วที่ไม่มีหนังสือลักษณะนี้ออกมาให้อ่าน แล้วก็ไม่ผิดหวัง หนังสือเล่มนี้เนื้อในนั้นเป็นบทบันทึกความทรงจำของวิโนพา ภาเว กล่าวถึงปฏิบัติการ "ภูทาน" วิโนพา เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "นักบุญเดินเท้า" ของประเทศอินเดีย ได้ทำให้โลกตะลึงงันด้วยการปฏิบัติการยาตรา (แปลว่าเดินทางด้วยเท้า) ไปทั่วประเทศอินเดียเป็นเวลา 13 ปี เพื่อบิณฑบาต ที่ดินจากคนรวย นำมาแบ่งสันปันส่วนให้กับคนยากจน "ภูทาน" หรือ "ภูมิทาน" ในทีนี้แปลว่าการให้ที่ดิน เป็นโครงการที่เกิดขึ้นภายหลัง จากท่านมหาตมคานธีมรณกรรมได้ไม่นาน วิโนพา ภาเว ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ก้นกุฏิของท่านคานธี ได้รับช่วงแนวคิดมาสานต่อ เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองและความยากจน ของอินเดียในขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่แนวคิดสั งคมนิยมกำลังตื่นตัวประชาชนคนยากจนในอินเดียลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทางการเมือง และ ความเสมอภาคทางสังคม วิโนพาเล็งเห็นปัญหาที่กำลังลุกลามอยู่ เขาจับชีพจรที่กำลังเต้นแรงของสังคมในเวลานั้นได้ดี จึงได้รณรงค์โครงการโครงการภูทาน ให้เกิดขึ้น ด้วยการปลุกจิตสำนึกอุทิศตัวเพื่อผู้อื่น ผ่านการลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตอย่างง่ายๆ กินอยู่ในแต่ละมื้อให้ง่ายที่สุดและถูกที่สุด และดำรงชีวิตอยู่ได้ เพื่อกระตุ้นให้คนรวยหันมามีวิถีชีวิต เช่นท่าน จะได้ลดละสละส่วนเกินที่มีแบ่งปันให้กับผู้อื่น หนังสือเล่มนี้รวบรวมคำบรรยายที่ย่อยประสบการณ์ ในชีวิตจากปากคำของวิโนพา ภาเว โดยตรง อ่านไปอึ้งไป ค่อยๆบดย่อยความรู้ .....
นิทานประเทศ
Submitted by 1 on November,01 2006 13.29
เต็มอิ่มกับการอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง...นี้เป็นความรู้สึกที่มีหลังจากห่างหายไปเสียนาน โดยเฉพาะกับหนังสือวรรณกรรมไทย ผมหยิบ "นิทานประเทศ" ผลงานล่าสุดของนักเขียนหนุ่ม กนกพงศ์ สงสมพันธ์ ที่ได้ลาลับไปแล้วมาอ่านอย่างหิวกระหาย อ่านนับแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย บอกได้เลยว่าความหนาของหนังสือหาใช่อุปสรรค จะมีเพียงแค่ถือลำบากนิดหน่อยขณะนอนอ่าน เพราะว่าหนังสือหนักไปหน่อย (ฮา) ผมอ่านจบรวดเดียว คืนเดียว! รุ่งเช้าถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร เห็นอะไรที่เปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไรจากผลงานเล่มก่อน ผมอ่านงานของเขาเกือบทุกเล่ม โดยเฉพาะเรื่องสั้น ผมเลยมานั่งทบทวนความเห็นที่มีต่องานของกนกพงศ์อีกครั้ง ก่อนที่จะมีความเห็นต่องานเล่มใหม่ จากผลงานเขียนเล่มแรกมาถึงเล่มล่าสุดนี้ หากมองรวมๆ ที่เห็นได้เด่นชัดสำหรับรูปลักษณ์ในงานของเขาก็คือ แนวคิดและรูปแบบวิธีการนำเสนอที่มีความเฉพาะตัว เป็นความเฉพาะที่เกิดมาจากการหล่อหลอมใน 2 ลักษณะ คือ จากเบ้าหลอมเพื่อชีวิตที่เกิดจากกระแสสังคมและกระแสแวดล้อมที่คลุกคลีกับพี่ๆในกลุ่มนาคร และจากประสบการณ์ชีวิตเฉพาะตัว ผมอยากจะกล่าวถึงในแง่หลังนี้มากกว่า เพราะว่าจะสะท้อนภาพของกนกพงศ์ได้ชัดเจนกว่า อย่างที่รู้กันว่า นักเขียนกับสังคมไม่อาจแยกขาดจากกัน ประสบการณ์ของคนในวัยล่วง 40 อย่างกนกพงศ์ก็เช่นกัน เมื่อมาวางทาบกับการเป็นไปของสังคมไทย จะพบว่าตกอยู่ในระหว่างห้วงกระแสแห่งการพัฒนา 2 ลักษณะเช่นกัน คือ กระแสโลกตะวันตกผ่านวิถีแห่งทุนนิยม และกระแสแห่งโลกตะวันออกที่รายล้อมเป็นพื้นฐานชีวิตในวัยเด็ก การเติบโตท่ามกลาง 2 แนวคิดที่เข้ามาปะทะกันดังกล่าว บวกกับความขัดแย้งทางการเมือง เหล่านี้เป็นเบ้าหลอมสร้างความรู้สึกนึกคิด สร้างตัวตนให้นักเขียนหนุ่มได้เป็นอย่างดี จากเบ้าหลอมของกลุ่มพี่ๆ ที่มีความพยายามลงลึกในวิถีอันเป็นรากเหง้าของตนทำให้นักเขียนหนุ่มพบรากของปัญหาที่การพัฒนาที่เกิดขึ้นในสังคม ความเป็นอื่นที่สะท้อนผ่านทั้งธรรมชาติ ผู้คน วิถีประเพณีวัฒนธรรม ได้เข้ามาเยือน และก่อตัวไม่เว้นแม้ในจิตใจคน ความเป็นอื่นสะท้อนผ่านตัวละครในแบบฉบับของกนกพงศ์ ตัวละครเด่นมักจะมีลักษณะที่แปลกแยก แตกต่าง มีบุคลิกเฉพาะที่ผสมผสานระหว่างความดิบเถื่อน รักอิสระ เจ้าคิด เจ้าอารมณ์ แฝงความไร้เดียงสา อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในวิถีแห่งโลกที่สาม เมื่อมาวางขัดกับตัวละครที่เป็นภาพตัวแทนแห่งวิถีสมัยใหม่ ทำให้เนื้อหาที่เขาต้องการนำเสนอเด่นชัดมากขึ้น ไม่นับรายละเอียดของฉากและสภาพแวดล้อมที่ว่าไปแล้วก็แทบจะสำคัญเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง สะท้อนความช่างคิดช่างสังเกต -นี้ก็เป็นอีกลักษณะเด่นของเขา ไม่พักเอ่ยถึงความจริงจังในการทำงาน ความจริงจังในวิธีคิด ซึ่งต่อมาทำให้เขาแยกตัวออกมาจากกลุ่มนาคร พบความแตกต่างในแนวทางของตัวเอง และกล้าที่จะแสวงหาเส้นทางของตนอย่างโดดเดี่ยว และสิ่งที่เขาค้ยพบก็เริ่มเด่นชัดขึ้นไปพร้อมๆกับผลงานที่ประดังออกมา แต่จะว่าไป ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไปด้วยตรงนี้ว่า ความแตกต่างระหว่างนักเขียนแนวเพื่อชีวิตกับความเป็นกนกพงศ์ในวันนี้อาจจะอยู่ตรงที่เขาทำให้งานเพื่อชีวิตไม่ดูเป็นสูตรสำเร็จจนเกินไป ขณะเดียวกัน เขาเองก็วางตัวอยู่กับบริบทของยุคสมัยมากกว่า งานของเขาสะท้อนสังคมร่วมสมัยมากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ได้สะท้อนแต่โลกของอดีต แต่พยายามก้าวมาเดินเคียงคู่กับโลกใหม่ที่ซับซ้อน หลากหลาย และรื่นไหล ที่สำคัญ งานเขียนของเขามักจะไม่ชี้ทางออกอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ใช้สูตรสำเร็จ งานเขียนของเขาดูเผินๆเหมือนแค่สะท้อนตัวปัญหา โดยหยิบยกโลกที่แตกต่าง โลกที่อยู่รอบๆตัวเรานั่นแหละ มาให้เราได้ตระหนักและพิจารณาอย่างละเอียดรอบด้าน จนกกระทั่งเกิดความฉุกคิด และเลยไปถึงการแสวงหาความเข้าใจ เข้าใจในความเป็นอื่นที่แฝงอยู่ในสังคมและในตัวเรา วิธีการชี้ทางออกของกนกพงศ์แบบนี้แหละที่ทำให้งานแนวนี้ยังสามารถต่อลมหายใจออกไปได้อีก กล่าวเฉพาะการสร้างตัวละคร ซึ่งเขาทำได้โดดเด่นมาก และน่าฉงนนักที่ตัวละครของกนกพงศ์มักจะเป็นคนแปลกๆ  แต่ละคนเหมือนไม่มีอยู่ในชีวิตจริง แต่ถ้าเราดูดีๆ เราจะพบคนเหล่านี้เต็มไปหมด ตรงนี้เองที่เป็นเสน่ห์ในงานของเขา .....
โลกใบเล็กของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
Submitted by . on October,29 2006 18.19

โลกใบเล็กของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

เส้นทางชีวิตของเราสองคนพาดขวางกันครั้งแรกบนหน้าหนังสือนิตยสาร 'ช่อการะเกด' เขาอายุน้อยกว่าผมสิบปี แต่เริ่มงานเขียนเรื่องสั้นก่อนผมนานหลายปี ผมรู้จักเขาครั้งแรกผ่านเรื่องสั้นของเขา "สะพานขาด" ชื่อเรื่องฟังดูแปลก แต่เมื่ออ่านจบแล้ว ผมก็ตะลึงในความลุ่มลึกของเรื่องและภาษาที่จัดจ้าน ยิ่งเมื่ออ่าน "โลกใบเล็กของซัลมาน" ผมก็สั่นหัว นึกไม่ออกว่าเขาสามารถเรียงร้อยอักษรได้อย่างมีพลังเช่นนั้นได้เช่นไร

เราเป็นศิษย์เก่าช่อการะเกดเหมือนกัน เป็นคนใต้เช่นกัน บ้านเกิดของเขาห่างจากบ้านเกิดของผมไม่เกินชั่วโมง แต่ดูเหมือนเขาใช้ชีวิตได้รสชาติเข้มข้นกว่าผมมากนัก ออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเพื่อทำงานที่ใฝ่ฝัน เขียนบทกวีและเรื่องสั้น ที่ประทับใจผมคือ ความมุ่งมั่นที่จะทำงานศิลปะที่ตนเองชอบ และยอมสละทุกอย่างเพื่อไปสู่ความฝันนั้น

'ช่อการะเกด' ล้มหายไปจากสังคมที่วรรณกรรมเป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นน้อย เขากับผมยังวนเวียนในโลกวรรณกรรมใบเล็กแต่ไม่เคยเงียบเหงา ในปีหนึ่งหนังสือรวมเรื่องสั้นของเราต่างผ่านเข้าไปในเวทีซีไรต์ 'แผ่นดินอื่น' ได้รับรางวัลในปีนั้นโดยที่ผมยอมรับอย่างเต็มใจ ผมเขียนจดหมายไปแสดงความยินดีต่อเขา ไม่นานก็ได้รับจดหมายตอบจากเขา หลังจากนั้นมิตรภาพของเราก็งอกงามขึ้นเงียบๆ

จราจรชีวิตของเราเกี่ยวก่ายกันหลายครั้งหลายวาระ โดยมากในงานชุมนุมคนวรรณกรรมและงานเสวนาในสถาบันศึกษา เขาหมกตัวในพื้นที่ห่างไกลจากแสงสี ในดินแดนที่สายฝนมักโปรยไพร ดูเผินๆ เขาอาจถูกเหมาเป็นศิลปินเพื่อชีวิต ขบถสังคม นักเขียนไส้แห้ง ฯลฯ แต่เมื่อพบกันหลายครั้ง ผมจึงรู้ว่า เขามีอารมณ์ขันยิ่ง เขาเคยเล่าว่า เมื่อบอกว่าตนเองเป็นนักเขียน ชาวบ้านหลายคนถามว่า รับจ้างเขียนป้ายหรือ บางคนขอให้เขาช่วยเขียนเมนูอาหาร

การได้รับรางวัลทำให้เขาดู 'น่าเลื่อมใส' ขึ้นในหมู่ชาวบ้าน เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดมอบตำแหน่ง "คนดีศรีพัทลุง" ให้เขา เขาบอกผมเมื่อถึงคราวผมรับรางวัลเดียวกันว่า "ประเดี๋ยวเขาก็คงตั้งให้คุณเป็นคนดีศรีสงขลาบ้าง" และหัวเราะชอบใจ

เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะ และรู้จักตัวตนของตนเองดี ผมไม่เคยเห็นเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน ครั้งหนึ่งเมื่อเราไปเสวนาวรรณกรรมที่สงขลา เขาบอกผมว่า"ผมดูออกว่าคุณสนุกกับงานที่ทำมาก" ผมก็ดูออกว่าเขาสนุกกับบทบาทของนักทำกิจกรรมเพื่อสังคม

หลังเหตุการณ์สึนามิ เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มที่อาสา จัดการรวมเรื่องสั้นของนักเขียนภาคใต้ เขาเขียนถึงผมว่า นักเขียนภาคใต้ควรทำหน้าที่ต่อแผ่นดินและบ้านเกิด เขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องของภาคนิยมอะไร อย่างไรก็ตามโครงการนี้ก็พับไปด้วยเหตุผลบางประการ

10 ตุลาคม 2548 เขาเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงผม : "ผมเองก็ยังคง 'ดิ้น' และ 'ยุ่ง' อยู่กับงานเขียน ไม่เป็นอันทำอย่างอื่นเช่นเดียวกับคุณ เพียงแต่เป็นการเขียนเพื่อเอาอะไรออกจากตัว ไม่เขียนไม่ได้ รู้สึกปั่นป่วนอยู่ข้างใน คล้ายจะป่วย ดูเหมือนเราจะต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเหมือนกันแน่ๆ คือการค้นพบความสุขในโลกของการเขียน"

ใช่ เขาค้นพบความสุขในโลกใบเล็กของเขาเองแน่นอน

ปลายปีก่อน เขาส่งหนังสือ 'โลกหมุนรอบตัวเอง' มาให้ เขายังคงยืนหยัดการใช้วรรณกรรมเป็นเครื่องมือต่อสู้เพื่อมนุษย์ที่ถูกเอาเปรียบ จากงานเขียน สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปน่าจะเป็นความสุขุมลุ่มลึกขึ้น

บัตรอวยพรปีใหม่จากเขาเดินทางถึงมือผมเมื่อต้นปี โลกหมุนรอบตัวเองอีกหลายรอบ และหลายรอบ

กนกพงศ์จากโลกใบนี้ไปเมื่ออรุณรุ่งแห่งมาฆบูชา...

ชีวิตของเขาออกจะสั้นไปบ้าง แต่มันเป็นชีวิตที่ดี

วินทร์ เลียววาริณ 14 กุมภาพันธ์ 2549

"เขียนความดีที่หัวใจ" หกสิบเรื่องราวความดีที่อ่านแล้วอุ่นใจ
Submitted by 1 on October,29 2006 16.18

"เขียนความดีที่หัวใจ" หกสิบเรื่องราวความดีที่อ่านแล้วอุ่นใจ

จาก 60 ผลงานเขียนความดีอันหลายหลากของ นักเขียน นักอ่าน นักอยากเขียน ทั้งเด็กเยาวชนคนหนุ่มสาวทั่วประเทศ รวมเล่มจัดพิมพ์เป็นหนังสือ "เขียนความดีที่หัวใจ" หนังสือที่รวมเรื่องราวเรื่องราวความดีที่น่าประทับใจ เพื่อแบ่งปันความรักและความดีอันก่อเกิดพลังใจให้กับผู้อ่านได้ร่วมกันสร้างสรรค์ความดีเพื่อสังคมที่งดงาม
    พิบูลศักดิ์ ละครพล บรรณาธิการหนังสือ "เขียนความดีที่หัวใจ" เขียนความในใจในหนังสือเล่มว่า
    "นับจากวันที่โครงการ เขียนความดีที่หัวใจ ได้เริ่มต้นขึ้น ดอกไม้แหงความดีก็เบ่งบาน จากตรงนั้น จากตรงนี้ จากซอกหลืบอันขมุกขมัว จากเงาหม่นของชีวิต... ความงดงามแห่งหัวใจเผยฉายออกให้โลกรับรู้...ต้นฉบับมากมายที่ส่งเข้ามา เป็นสิ่งยืนยันว่า บนแผ่นดินนี้ยังมีผู้คนหัวใจสะอาดใสดีงามอยู่นับไม่ถ้วน กระทั่งฟากฟ้าทั้งผืน ไม่อาจจารึกความดีนี้ได้หมดสิ้น เพียงพึงวาดหวังให้สะกดคำ "ห่วงใย เอื้ออาทร มีน้ำใจ" อันเป็นถ้อยคำที่นิจนิรันดร์เสมอ สำหรับคนมีความดี "ที่หัวใจ" ทุกคน"
    หนังสือเขียนความดีที่หัวใจ จัดพิมพ์โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นหนังสือในโครงการ ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ด้วยความรักและความดี 60 ปี 60 ล้านความดี น้อมเกล้าถวายในหลวง พบกับหนังสือเล่มนี้ได้ในบูธกิจกรรมของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 11 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 18-29 ตุลาคม 2549


รายชื่อผู้มีผลงานเขียนความดีที่หัวใจ

เขียนความดีไว้ที่ใจ : พรชัย แสนยะมูล
กองขยะด้านตะวันออกฯ : เดือนวาด พิมวนา
เด็กชายเก๋า : ธนารักษ์ ณ ราช
ยายแมวกับบรรดาไอ้ลูกหมา : ประชาคม ลุนาชัย
ผลิบาน : โชคชัย บัณฑิต
คำงดงามที่สุดในโลก : จรัล มานตรี
เสื้อสีเหลืองและจดหมายฯ : อังคาร จันทาทิพย์
โลกใบใหญ่กับเด็กเลี้ยงควาย : พิทักษ์ ใจบุญ
เรื่องเล่าจากดาวดวงซีด : ปราย พันแสง
โอ้เจ้าดวงสุมาลี : ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
ที่ว่างในคืนคริสต์มาสของมาร์ : จารี จันทราภา
สิ่งที่หลงเหลือ... : ไลลักษณ์ อุปรานนท์
ในโบกี้สีเหลืองแดด : ประกาย ปรัชญา
ทำความดีตามที่เป็น : อำไพพรรณ น้อยหนูจัตุรัส
ขอเธอเป็น : อนุวัฒน์ แก้วลอย
ความดีเริ่มที่เรา : อรรฆพล ศรีษะ
ความดีที่ไม่ต้องรอเวลา : อณัญญา เที่ยงแท้
เมล็ดพันธุ์แห่งความดี : อัญญตา
โลกคนละสี : ใบข้าว
กำลังใจ : ด.ญ.เบญจมาศ เหล่าพงษ์สวัสดิ์
จากพ่อถึงลูก : ชัยกร หาญไฟฟ้า
เราเป็นอะไรไม่สำคัญฯ : ชนินทร เพ็ญสูตร
วันที่ห้าธันวา เด็กไร้ตา และพลุไฟ : ดาริกามณี
เสียงจากใจ : จรัญ ยั่งยืน
โลกหมุนรอบตัวเรา : คเชนทร์ อัศวมณีกุล
มุกน้ำค้าง : กฤษณพล ศรีบูรพา
ดีดีที : กิตติ จินศิริวานิชย์
อารยะแห่งชาติพันธุ์ : กิติคุณ คัมภิรานนท์
สมชายเพี้ยน : กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ
ค่ำคืนแห่งสายฝนฯ : มนตรี มโนธรรม
เขียนถึงพ่อด้วยหัวใจ : เม-ดา
แม่ : อรดล แก้วประเสริฐ
ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดฯ : น้ำฝน ทะกลกิจ
น้ำใจของไอรีน : ด.ญ.นุชนาถ ชื่นชมสกุลชัย
สิ่งเล็กน้อย : อรพินท์ มุกดาดิลก
น้ำ... ไฟ... พ่อแม่ ครูและโรงเรียน : เพ็ญณภัทร ธรรมโชติ
ตนเองหรือคนอื่น : เพ็ญวิภา บัลลังก์โพธิ์
เหตุผลของน้ำตา : รัชศักดิ์ จิรวัฒน์
รักของพ่อ: ศิริวรรณ ทองสั่ง
ยารักษาใจ : เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์
เรื่องยุ่ง ๆ บนโต๊ะอาหาร : เพ็ญพิชชา ธรรมสิทธิ์
ทำดีที่หัวใจ : รุ่งอรุณ เซ่งสีแดง
ความพอเพียง : สานิตย์ สีนาค
เขียนความดีที่หัวใจ : สริรญา จันทร์มูล
บันทึกความดีจากหัวใจ : สุดาทิพย์ พูนจันทร์
ความดีทำไม่ยากหรอกค่ะ : ด.ญ.สุนิสา กุญชร ณ อยุธยา
หน้าต่างความดี : ธีรพัฒน์ อัครเศรณี
ในพระมหากรุณาธิคุณ : ด.ญ.ธัญชนก แสงทอง
ความหมายในตะกร้า : ทิวสน ชลนรา
วิถีแห่งสันติ : อุทุมพร ยาวิชัย
ทิม : ด.ญ.วริษฐา ตันสุวรรณดี
ความดี : วิราณี เจริญวงศ์ศักดิ์
คำสอนของปู่ : จักรกฤช ประสงค์ทรัพย์
ภาพวาดของแม่ : กฤตพจน พงศ์ถิรประสิทธิ์
ทำได้เท่าไหร่ก็กำไรเท่านั้น : ประยูร เสมสุข
ในรถของ ณัฐวุฒิ : ชาติวุฒิ บุณยรักษ์
บนรถด่วนขบวนที่จากมา : กอนกูย
รูปเหมือนของนอล : โกสินทร์ ขาวงาม
อานุภาพของคำว่า ไม่เป็นไร : พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์
ต้นแจงสอนใจ : โดม วุฒิชัย
กลางสายฝน : วินทร์ เลียววาริณ

ฟ้าบ่กั้น
Submitted by 1 on October,28 2006 20.20

ผมรู้จักลุงคำสิงห์ หรือ ลาว คำหอม เมื่อหลายปีก่อน มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดลุงอย่บ้างแต่ก็ไม่นานนัก ความรู้สึกชิดใกล้นั้นเกิดจากการอ่านผลงานของลุงเสียมากกว่า โดยเฉพาะกับผลงานชิ้นเลื่องชื่ออย่าง "ฟ้าบ่กั้น"

จำได้ว่าแรกพบรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ก็เมื่อสมัยเรียนอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัย เข้าห้องสมุดหยิบมาเปิดผ่านๆ แล้วก็ผ่านเลยไปอย่างไม่มีอะไรติดตาติดใจ กระทั่งมาเมื่อเริ่มอ่านวรรณกรรมอย่างจริงจังและเริ่มฝึกเขียนเรื่องสั้น การอ่านฟ้าบ่กั้นอย่างใกล้ชิดจึงเกิดขึ้น

เรื่องแรกที่จำได้ดีเห็นจะเป็นเรื่อง "เขียดขาคำ" ทุกวันนี้ยังจำได้ถึงประโยคเปิดอันลือลั่นที่ว่า แดดกล้าเริงแรง...ผมได้ยินคุณไพฑูรย์ ธัญญา เปรยความรู้สึกประทับใจนี้กับหูในงานเสวนาครั้งหนึ่ง ถึงประโยคนี้จนทำให้ผมต้องกลับไปอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า

ที่สำคัญ ลุงใช้คำว่า "ฟ้าบ่กั้น" มาก่อนที่เราจะเห่อตามกระแสโลกาภิวัฒน์ หรือเพียรหาคำที่พยายามสะท้อนภาพยุคสมัยที่โลกหดเล็กลง จนไม่มีอะไรมากั้นขวางอีกต่อไป

เรื่องสั้นของลุงคำสิงห์ มีหลายอย่างที่ทำให้กลายเป็นอมตะ สามารถอ่านได้ไม่รู้เบื่อและไม่พ้นสมัยหล่นหายไปกับกาลเวลาง่ายๆ เหมือนกับผลงานของอีกหลายคน เมื่อคำนึงถึงว่าผลงานชิ้นหนึ่งได้การผ่านการพิสูจน์คุณค่ามาได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมารางวัลใดๆประทับตรา ยิ่งทำให้ผลงานชิ้นนี้ลอยเด่นอยู่เหนือกาลเวลามากขึ้นไปอีก

และคงมิใช่แค่เพียงความสมบูรณ์พร้อมถึงศิลปะและเนื้อหาที่บ่งฟ้องยุคสมัยแห่งความทุกข์ยาก เป็นภาพแทนความเดือดร้อน ความยากลำบากของคนชั้นล่างโดยเฉพาะเกษตรกรชาวไทย ซึ่งลุงบอกไว้ว่า เป็นฤดูกาลที่แสนยาวนานที่คนไทยหรือชาวอิสานประสบพบพาน แค่นี้เพียงอย่างเดียว หากทว่านัยทางการเมืองที่แฝงอยู่ในเนื้อหาและน้ำเสียงของผู้แต่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อเรื่อง ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะได้สะท้อนหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่งของคนตัวเล็กๆคนหนึ่งที่หาญกล้า ท้าทายต่อความเป็นจริง กล้าที่กะเทาะหรือเสียดเย้ยคนที่มีอำนาจสูงกว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สะท้อนอยู่ในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ ยังคงมีปรากฏอยู่ในทุกยุคทุกสมัย เป็นร่องรอยที่ไม่อาจประสานเข้าหากัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นระหว่าง มรว.กับกุลี นักการเมืองกับชาวบ้าน ข้าราชการกับชาวบ้าน เหล่านี้ล้วนเป็นภาพฟ้อง บอกเล่าทัศนของผู้เขียนที่ทิ้งรอยฝากไว้ผ่านถ้อยคำของตัวละครหรือผ่านโครงเรื่อง ไม่ว่าจะมองเห็นความเน่าเฟะของสังคมในยุคนั้นว่าไม่ผิดไปจากหนอนในหลุมส้วม ทำให้เรามองภาพสังคมสมัยนั้นได้อย่างแจ่มชัดมากขึ้น การเสียดเย้ยการพัฒนาที่ผิดรูปผิดทาง เดินตามก้นฝรั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา ท่ามกลางความไม่รู้ของชาวบ้าน และความแปรเปลี่ยนของธรรมชาติ ทำให้เราการอ่านฟ้าบ่กั้น และสามารถค้นพบความหมายใหม่และมีความสดท้าทายคนอ่านมาตลอด

การมองความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างกล้าหาญที่จะวิพากษ์ไม่เลือกหน้านี้เองทำให้รวมเรื่องสั้นชุดนี้มีเสน่ห์ท้าทายต่อการอ่าน และยิ่งสะท้อนความหมายผ่านมุมมองของคนตัวเล็กๆที่อยู่ชั้นล่างสุดของสังคม ยิ่งทำให้ขยายมิติการรับรู้ทั้งกว้างและลึกให้กับผู้อ่าน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ให้ค่ากับการอ่าน ให้เกียรติกับผู้อ่านที่จะค่อยๆกะเทาะเปลือกนอกที่ดูซื่อๆ เชยช้าลงไปทีละชั้นจนพบแก่นแกนแห่งความหมายที่แหลมคม

เป็นท่าทีของนักวิพากษ์ที่ยากจะหาได้ในนักเขียนยุคปัจจุบัน

เจ้าชายน้อย
Submitted by 1 on October,26 2006 20.46

เจ้าชายน้อย

มีหนังสือไม่กี่เล่มที่อ่านได้ไม่รู้เบื่อ อ่านแต่ละครั้งก็ได้แง่มุมใหม่ๆ นี้อาจเป็นจุดร่วมของหนังสือดีที่ได้รับการยอมรับและเห็นพ้องต้องกัน

หรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง ก็คงต้องบอกว่าการอ่านนั้นสัมพันธ์กับชีวิต...หากชีวิตตั้งอยู่บนฐานแห่งความเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์ที่พอกพูนอยู่ตลอดเวลาทำให้เรามีการเรียนรู้ และการเรียนรู้ทำให้เราค้นพบสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอไป

หนังสือเล่มหนึ่งอาจเป็นจุดเรียนรู้ที่เด่นชัดปรากฏขึ้นในตลอดเส้นทางชีวิต หากเรานำมาเป็นตัวบ่งชี้สิ่งที่เรียนรู้ในแต่ละห้วงเวลา ยิ่งหากเรามีการบันทึกแง่มุมการอ่านแต่ละครั้งก็จะค้นพบความจริงข้อนี้ได้แจ่มชัด

อ่านความสุขของกะทิ
Submitted by 1 on October,22 2006 21.32

เร็วๆนี้มีคนถามผมว่าอ่านความสุขของกะทิหรือยัง?

ผมตอบว่าอ่านแล้ว เรานั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่ ผมพอจะจับความได้ว่าคนถามเองคงอยากรู้ว่าในฐานะนักเขียนผมจะมองหนังสือเล่มนี้อย่างไร?

กระทั่งมีคำบ่นเปรยหลุดออกมาคำหนึ่งว่า เรื่องนี้ไม่ค่อยสมจริงสักเท่าไร? ผมได้แต่ยิ้มๆ แล้วก็บอกว่า การอ่านวรรณกรรมของผม คงไม่ได้อ่านแค่ว่าเรื่องนี้สมจริงหรือไม่สมจริง ถ้าหากเรามองตรงกันว่า วรรณกรรมก็คือเรื่องแต่ง หาใช่ภาพสะท้อนความจริงอันใดไม่ อาการไม่สมจริง(ซึ่งเราอาจมองไม่เหมือนกันอีก เพราะประสบการณ์ชีวิตแต่ละคนไม่เท่ากัน) ที่อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้างในหนังสือแต่ละเล่ม ก็มีส่วนทำให้ผู้อ่านสะดุดแล้วก็หยุดอยู่กับกำแพงแห่งความเคยชินนี้

แล้วก็ชวนให้ตั้งคำถามต่ออีกว่า การประเมินคุณค่าของหนังสือแต่ละเล่มเราจะมีมาตรฐานหรือกรอบเกณฑ์อะไรมาพิจารณาได้หรือไม่?

มีหรือไม่ที่หนังสือสักเล่มจะถูกยกย่องโดยทุกคนในโลกนี้โดยไม่มีเสียงคัดค้าน?

แล้วในการประกวดแต่ละครี้ง กรรมการสิบคนอ่านหนังสือร้อยเล่ม ให้คัดมาสิบเล่ม แน่ใจได้ละหรือว่ากรรมการซึ่งหากเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะคัดหนังสือออกมาได้ตรงกันหมดทั้งสิบเล่ม?

เหล่านี้เป็นคำถามที่อยู่ในใจผมเสมอมา (เพราะฉะนั้นเมื่ออ่านข่าวกรรมการรอบแรกกับรอบสุดท้ายถกโต้กันในส่วนที่เกี่ยวพันกับหนังสือ "ความสุขของกะทิ" ในฐานะที่ได้รับรางวัล ผมว่าเป็นเรื่องตลกดี ไอ้การที่เราเอารสนิยมการคัดสรรหนังสือในแต่ละรอบมาประกวดประชันกัน แล้วไปประกาศกับสาธารณะอย่างนั้นว่า รสนิยมใครจะดีกว่ากัน- ก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องสมมุติด้วยกันทั้งสิ้น กรรมการคงจะลืมตัวไปกับหัวโขนที่คนอื่นเขาสวมให้ละมัง จนเผลอคิดไปว่าหนังสือที่ตนคัดมาไมว่าจะรอบไหนก็ตามนี่คือมาตรฐานกลางที่คนอื่นพึงเคารพ-ก็แปลกดี) ผมบอกกับคนถามนั้นไปว่าผมไม่ค่อยสนใจว่าหนังสือเล่มนี้หรือเล่มไหนเขียนได้สมจริงหรือไม่อย่างไร ผมสนใจแง่มุมประเด็นเนื้อหาที่คนเขียนต้องการจะสื่ออกมามากกว่า

ผมแปลกใจเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ที่พบว่า คนเขียนซึ่งตัวเองน่าจะมีความทุกข์อยู่มาก(เพราะร่างกายที่ดูเหมือนจะป่วย)แต่ทัศนะในการมองโลกกลับมองมุมบวกได้ถึงเพียงนั้น การมองหาความสุขในความทุกข์ได้นั้น ทำให้ผมนึกไปถึงพ่อแม่เด็กออทิสติกบางคนที่รู้จัก พวกเขามองโลกในแง่บวกจนน่าประหลาดใจ

ผมบอกคนถามไปว่า ผมชอบหนังสือเล่มนี้ตรงที่มีความละเอียดอ่อน อบอุ่น ที่แฝงเร้นอบอวลอย่ในใจ ผ่านบรรยากาศความเป็นไทยเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายนักในวรรณกรรมร่วมสมัย

ความสุขของคนเราอยู่ที่ไหน? ผมได้ยินเสียงกะทิกระซิบถามอยู่เบาๆ

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ตะหลิว กะทะ ปิ่นโต สายน้ำ ไดอารี่ สิ่งเล็กๆน้อยๆที่รายล้อมรอบชีวิต?

ครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ลูกอยู่กันพร้อมหน้า? อุดมคติแห่งชีวิตคงเป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนไขว่คว้า ทว่าในครอบครัวที่ไม่มีเล่า...

การมองโลกในมุมที่ทำให้คนอ่านมองเห็นแง่งามรอบๆตัว อาจเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ยิ่งใหญ่เท่าพูดถึงการบรรลุความจริงของนักบวชคนหนึ่ง หรือไม่กระทบสาธารณะเหมือนเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่การจับประเด็นมาชั่งวัดตัดสินกันว่าหนังสือแต่ละเล่มดีกว่าเพราะเหตุที่ว่าเล็กหรือใหญ่ การมองลักษณะนี้ก็ตลกไม่แพ้กัน

ผมจึงพอใจที่จะอ่านหนังสือสักเล่มโดยที่ไม่อยากจะไปเปรียบเทียบกับเล่มอื่นๆ เราอ่านหนังสือเพราะอยากอ่านมิใช่หรือ? อ่านแล้วก็พบความสุข เราจะไปหวังจากหนังสือหรือคนเขียนไปมากกว่านี้ทำไม

ผมอาจโชคดีที่ไม่ได้มาเป็นกรรมการตัดสินงานประกวดใดๆ

เรื่องสั้น ๕๐๐ เรื่อง
Submitted by 1 on October,22 2006 20.53
เรื่องสั้น ๕๐๐ เรื่อง ชาคริต โภชะเรือง ๑ อากาศข้างนอกยังคงร้อนอบอ้าว ร้อนจนแทบบ้า ผมว่าอุณหภูมิวันนี้ไม่น่าต่ำกว่า 37 องศาเซนเซียส แม้นมีลมพัดต้นโพธิ์ใหญ่ทว่าไม่ไหวใบแม้สักนิด ถ้าหากได้น้ำเย็นๆสักแก้วดื่มให้ชื่นใจน่าจะดีไม่น้อย ผมคิด ละสายตาจากภาพทหารและตัวอักษรที่พล่าพลายอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สองชั่วโมงมาแล้วผมได้ยินแต่เสียงโม่ปูนจากคนงานก่อสร้างพม่าหลังบ้านคำรามครืดครืดประหนึ่งว่ากำลังจะเข้ามาโม่อยู่ในหัว  ผมไม่อยากอารมณ์เสียมากกว่านี้จึงเสือกหัวเก้าอี้ทำงานกลับที่เดิม เอื้อมมือไปปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เดินไปเปิดหน้าต่างห้องทำงาน อากาศข้างนอกยังร้อนอ้าวเป็นดั่งไฟเผาผลาญทำลายสมาธิผมมอดไหม้ไปจนหมดสิ้น มันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง...ผมคิด ๒ ตอนนั้นคณะรัฐมนตรีรับทราบการประกาศใช้กฎอัยการศึกตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ตามประกาศกองทัพภาคที่ ๔ เรื่อง การประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๗ ให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส เฉพาะอำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอยี่งอ และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดปัตตานี เฉพาะอำเภอกะพ้อ และจังหวัดยะลา เฉพาะอำเภอรามัน โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นไป... ผมอ่านข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เพื่อเรียงลำดับเวลาวันสำคัญต่างๆนับแต่กำเนิดรัฐปัตตานี ผมรู้แค่ว่ามันเป็นดินแดนที่เรียกว่า "ปัตตานีดารุสสลาม" (ดินแดนแห่งสันติ) เดิมทีนั้นเจ้าเมืองมลายูมุสลิมปกครองรัฐปัตตานีดารุสสลามต่อเนื่องกันเกือบ ๖๐๐ ปี ทว่าในที่สุดก็ได้เสียอธิปไตยอย่างสมบูรณ์แก่ราชอาณาจักรสยามในต้นศตวรรษที่ ๑๙ ทำให้รัฐปัตตานีดารุสสลามถูกแบ่งออกเป็น ๓ จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน เมื่อดินแดนส่วนนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามหรือไทย รัฐปัตตานีในทางวิชาการกลายเป็นรัฐกันชน (Buffer State) ระหว่างโลกมลายูกับรัฐไทย (Malay World and Thai World) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือระหว่างโลกมุสลิมกับโลกพุทธ (Muslim World and Buddist World) ซึ่งทั้งสองรัฐมีโลกทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมถามตัวเองอย่างไม่ยั้งว่าแท้จริงแล้วผมรู้เรื่องเกี่ยวกับรัฐปัตตานีสักเพียงใด  ผมตอบไม่ได้เต็มปากนัก ผมอาจจะต่างจากคนไทยอีกมากที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รู้สึกรู้สาว่าคนใน ๓ จังหวัดนั้นเป็นคนไทยเหมือนๆกัน อย่างน้อยผมก็รู้จักคน 3 จังหวัดดีกว่าคนอีกค่อนประเทศ เพื่อให้บางสิ่งที่อัดอั้นในใจเบาบางลงไป ผมจำเป็นต้องขุดล้วงเอาบางสิ่งที่ข้นคลั่กในใจออกทิ้งไปเสียบ้าง ในฐานะที่เกิดมาเป็นนักเขียน หลังจากวันนั้นผมก็เริ่มหาข้อมูล กระทั่งวันหนึ่งผมบอกตัวเองว่าถึงเวลาแล้ว ผมจะเขียนถึงเรื่องร้ายๆที่บังเกิด ผมลองวางพล็อตเรื่องสั้นไว้จำนวนหนึ่งเท่าที่จะจินตนาการได้ ๓ พล็อตที ๑ : เรื่อง ยไอ้โม่งย ผมวาดภาพตัวละครเอกให้เป็นนายตำรวจหนุ่มอนาคตไกล ชื่อร้อยตำรวจเอกสุรพล ทองเกลี้ยง เขาเติบโตจากดินแดนอิสาน ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจที่ถูกย้ายมาทำงานที่ปัตตานี เพราะสำหรับเขาแล้ว ที่นี่มีแต่ปัญหา เหนืออื่นใด บัดนี้สถานการณ์ที่นั่นถูกยึดกุมในมือของฝ่ายทหารจนหมดสิ้น(ต่างจากก่อนหน้าที่ตำรวจถูกวางตัวเป็นผู้รับผิดชอบหลัก) การถูกส่งตัวไปแก้ปัญหาที่นั่น จึงไม่ผิดกับการถูกลงโทษ แต่ก็นั่นแหละ เมื่อชะตาลิขิต เขาถูกสั่งย้ายไปปฎิบัติราชการที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันแรกที่เขาเดินทางไปถึง เขาก็ถูกต้อนรับด้วยข่าวร้าย เกิดเหตุปล้นปืนที่ค่ายทหารที่นราธิวาส เขาได้ยินชาวบ้านพูดกันหนาหูว่า พวกทหารนั่นแหละเป็นคนอยู่เบื้องหลัง เพราะว่าไม่มีใจรกลุ่มใดมีศักยภาพมากพอที่จะปล้นเงียบได้มีประสิทธิภาพถึงเพียงนั้น ข่าวลือไหม้สะพัดไปทั่ว เขาติดตามมาด้วยการลอบวางเพลิงโรงเรียน กรณีฆ่า ๑๐๗ ศพ ทำให้นายตำรวจหนุ่มตั้งใจที่จะสืบเรื่องนี้ให้แจ่มชัด จนเริ่มรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นใคร ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มรู้ตัวว่านายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งกำลังทำตัวเป็นนักสืบ ชีวิตเขาจึงเริ่มตกอยู่ในอันตราย ไฮไลท์ของเรื่องนี้อยู่ที่นายตำรวจหนุ่มถูก ยอุ้มย ไปยังเซฟเฮาท์แห่งหนึ่งในป่าใหญ่ ที่นั่นเขาพบว่าเป็นที่ซ่องสุมกำลังของนายทหารใ .....
สมุย
Submitted by 1 on October,22 2006 20.47
สมุย ชาคริต โภชะเรือง น้ำทะเลสีเขียวมรกตแตกฟองคลื่นขาวเป็นทาง อวดผืนน้ำแผ่ตัวกว้างอัดมวลสารความหนาแน่นขนาดมหึมาแหวกออกเป็นช่องให้เรือใหญ่มุดทะลวง ต้อนรับพวกเราขณะมาเยือนเกาะสมุยอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 แล้วในรอบ 3 เดือน ผมกับพวกเรา (ผมหมายถึงเสือ ดาว และน้อย) ซึ่งนั่งรถตู้มาตั้งแต่เช้าตรู่ เรามาถึงท่าเรือที่ดอนสักก็เที่ยงตรงไม่ทันเรือลำแรกของช่วงบ่าย กว่าจะได้เรือเฟอรี่เดินทางไปถึงห้องประชุมเทศบาลตำบลเกาะสมุยเวลาก็จวนเจียน 4 โมงเย็น รถพลุกพล่านไปทั่วเกาะราวกับจะออกมารับแดดยามบ่ายอันสดใสเจิดจ้า และสาดสะท้อนแทงสายตาขณะผมผลักประตูเข้ามา ผมปล่อยให้ร่างกายสัมผัสความเย็นฉ่ำของแอร์ห้องประชุมเต็มที่ ผมเห็นคุณสมศักดิ์กำลังนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม powerpoint ภาพสะพานตรงท่าเรือ ทิวมะพร้าวร่มครึ้มกับชายหาดทรายขาวสะอาดสวยจับใจ ฉุดความหลังเมื่อครั้งลงมาทำงานให้โลดลิ่วเข้ามาอีก ผมฉีกตัวไปด้านหลังมองหาที่นั่ง เปิดโน๊ตบุ๊ก แล้วคลี่แผ่นพับที่ข้างในมีรายละเอียดคร่าวๆ ซึ่งบอกถึงแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เกาะสมุยและปริมณฑล ตามการศึกษาของคณะทำงานบริษัทที่ปรึกษาได้แบ่งเป็น 3 โซนหลักๆ ได้แก่ พื้นที่สงวน(Preservation Zone) พื้นที่อนุรักษ์(Conservation Zone) และพื้นที่พัฒนา(Development Zone) ยผังที่เรานำเสนอเป็นผังนโยบายย คุณสมศักดิ์ทอดจังหวะ น้ำเสียงเนิบช้า ท่าทางเขาเหมือนคุณลุงใจดีที่กำลังเล่านิทานให้ลูกๆหลานๆฟังเสียมากกว่าเป็นสถาปนิกใหญ่ ยเพื่อที่จะนำมาให้ท้องถิ่นใช้ เป็นแนวทางให้เทศบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปออกข้อบัญญัติย ผมพยายามจับใจความตามที่เขาพูด ซึ่งได้ร่ายยาวต่อไปอีกชั่วครู่ ถึงเป้าหมาย วิธีการ วัตถุประสงค์ของโครงการ ต่อมาคณะทำงานได้นำเสนอประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ต่างๆ เช่น พื้นที่สงวน พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่รองรับการพัฒนาทั่วไป พื้นที่รองรับการพัฒนาเข้มข้น พื้นที่พัฒนาพิเศษเพื่อการอุตสาหกรรม พื้นที่พัฒนาพิเศษเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งตามร่างข้อกำหนดเพื่อการควบคุมการปลูกสร้างอาคารในย่านการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่างๆ อาคารที่ว่าได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแผด บ้านแถว ทาวน์เฮาส์ อาคารชุด ตึกแถว อาคารพาณิชย์ พาณิชย์กรรมพื้นที่เกิน 200 ตร.ม. อาคารสำนักงานพื้นที่เกิน 200 ตร.ม. ที่พักแรมขนาดไม่เกิน 10 ห้องพัก ที่พักแรมขนาด 10-20 ห้องพัก ที่พักแรมขนาดเกินกว่า 20 ห้องพัก โรงมหรสพ สถานบริการ ตลาด ศูนย์ประชุมหรือแสดงสินค้า รวมไปถึงสวนสนุกหรือสวนสัตว์ และอีกสาระพัด ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะทางแวดวงผังเมืองมากนัก ดูเหมือนว่าทุกคนพอจะนึกภาพออก วงประชุมในช่วงบ่ายเลยไหลรื่น ผมนั่งฟังสมาชิกโรตารี่ที่ส่วนใหญ่ซักถามเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตอนุรักษ์ และบ่นปัญหารถติดที่ยากจะแก้ไข บางคนบอกว่าแนวทางแก้ให้ทำถนน one way ที่เฉวงหรือไม่ก็มีที่จอดรถทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ของหาด ซึ่งทุกวันนี้ยังติดขัดเรื่องที่ดิน แล้วต่อรองให้นำสายไฟฟ้าลงดินไปพร้อมกับการขุดท่อที่กำลังดำเนินการ บางคนบอกว่าให้สร้างจิตสำนึกของคน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น รถจะเข้าจะออกมาวิ่งบนถนนให้ทำความสะอาดล้อก่อน เรื่องนี้ความจริงก็มีข้อกฎหมายรองรับอยู่แล้ว หรือไม่ก็ให้มีระบบขนส่งมวลชน แก้ปัญหาราคาบริการและการให้บริการของรถสองแถว รถแท็กซี่ยังไม่มีมาตรฐาน(เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะใครๆก็รู้ว่ารถสองแถว และรถแท็กซี่เป็นของผู้บริหารเทศบาลที่มีอิทธิพลไม่เบา) ต้องการทางเท้าของคนเดินทางทั้งสองข้างและรถเข็นสำหรับคนพิการ ยสมุยกำลังค้นหารูปแบบเมืองพิเศษย รองนายกฯเทศมนตรีกล่าวขึ้น ยมีการศึกษาให้สมุยขึ้นตรงกระทรวงมหาดไทย แต่ไม่ได้มีการผลักดันต่อเนื่องและยังไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ เนื่องจากเห็นว่าจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องต้นทุน-ภาษีที่ท้องถิ่นจัดเก็บปัจจุบันท้องถิ่นบริหารจัดการเอง ประมาณ 300 ล้าน และมีเงินจากนักท่องเที่ยวมากมายถึงปีละ 10,000 ล้านบาทย มองเห็นความตื่นตัวของสมาชิกโรตารี่ ผมไม่สบายใจเมื่อหวนนึกถึงคนสมุยดั้งเดิมที่ไม่รู้ว่าหลงเหลืออีกสักเท่าไร (เพราะส่วนใหญ่ขายที่บนเกาะออกไปอยู่ในตัวเมืองกันหมดแล้ว) ที่ผมเข้าใจเอาว่ายังหล .....
ผัง
Submitted by 1 on October,22 2006 20.42
ผัง ชาคริต โภชะเรือง ตีพิมพ์ครั้งแรก : จุดประกายวรรณกรรม พย. 2547 ผมยืนอยู่ตรงหน้าหาดทรายขาวสะอาด พรายฟองคลื่นซัดเรี่ยขึ้นมาซบเนินหาดเป็นระยะๆ เราสมมุติว่านี่คือเมืองๆหนึ่ง ซึ่งจำเป็นจะต้องวางผังเมืองเสียใหม่ ผมไม่ได้ยืนคนเดียว ยังมีเครือข่ายของเราอีกร่วม 10 คนล้อมวงอยู่ด้วย ในรีสอร์ทริมทะเลที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ที่นี่สวยเสียจนผมอยากเปรียบเป็นโลกใหม่อีกใบหนึ่งที่ไม่เหมือนโลกใบที่เราอยู่ สภาพหาดทรายที่เราเห็นก็ยังเนียนนุ่มขาวสะอาด หมู่สนยืนลู่ตามแรงลมเป็นฉากหลัง ซ่อนบ้านพักหลังน้อยไว้ในอ้อมกอด แมกไม้เขียวขจี และท้องทะเลเวิ้งว้างไพศาลมองเห็นเส้นขอบฟ้าไกลลิบ<br /> พวกเรามาจากคนละทิศละทาง หลากหลายสาขาอาชีพ ต่างที่มาและต่างวัย มาร่วมงานสัมมนาเพื่อที่จะถอดบทเรียนของการทำงานเครือข่ายประชาคมจังหวัด ซึ่งร่วมทำกิจกรรมกันมานานหลายปี นานๆครั้งจะมีโอกาสดีเช่นนี้ ในช่วงพักเราเห็นตรงกันว่าน่าจะมีกิจกรรมอะไรสักอย่างร่วมกัน ผมชวนพวกเราออกมาที่ริมหาด อาศัยช่วงเวลาเย็นย่ำที่แดดอ่อนแสงจ้าลง หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างรื่นรมย์ ปิยะโชตินักข่าวเป็นคนตั้งประเด็นขึ้นมาว่าเมืองของเรา ทำอย่างไรที่จะให้เป็นเมืองน่าอยู่ ผมโยนคำถาม&nbsp; พวกเราคิดว่าเมืองที่เราอยู่ทุกวันนี้ล่ะเป็นอย่างไร?<br /> หลายคนสงบสตินิ่งคิด ยเป็นไงรึ...ไม่ดี อากาศเสีย มลภาวะเป็นพิษ รถก็ติด อาชญากรรมก็มากย สุภัทรนายแพทย์หนุ่มยืนกอดอกพูด คลื่นแผ่ระลอกคลื่นโยนตัวเข้ามาช้าๆ ยบ่อยครั้งน้ำท่วมย มีคนช่วยเสริม ผมหันไปดูปรากฏว่าเป็นบรรจงนักจัดรายการวิทยุ ยไม่รู้เป็นยังไง ฝนตกนิดๆหน่อยๆน้ำก็ท่วมขัง ระบายน้ำไม่ทัน หรือว่าธรรมชาติทุกวันนี้วิปริตแปรปรวนไปหมดแล้วย ณัฐวรรณ นักธุรกิจที่หันมาเอาดีด้านการท่องเที่ยวเปรยขึ้นบ้าง ยไม่ละมัง ฝนฟ้ามันก็ตกของมันตามปกติ เป็นเพราะมนุษย์เราต่างหากที่ไปดัดแปลงธรรมชาติ สร้างอาคารบ้านเรือน สร้างถนน ขวางทางน้ำย บรรจงว่า คราวนี้ ลุงลัภย์ผู้เฒ่าที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน เอามือลูบคางหัวเราะลั่น ยอ้าว ก็เราเองมาอยู่ในที่ลุ่มน้ำมันท่วมขังอยู่แล้วไม่ใช่รึ จะไปโทษธรรมชาติมันทำไมย ผมถอนหายใจยาว ยสรุปว่าไม่ดี แล้วถ้าหากอนาคตเราจะมีเมืองใหม่ขึ้นมาสักเมืองล่ะ รูปร่างหน้าตาของมันควรจะเป็นอย่างไรย<br /> ยฉันอยากให้เป็นเมืองที่มีแต่ความสงบ เป็นเมืองสีเขียว ปลอดมลพิษ ผู้คนมีสุขภาพดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุขย<br /> ผู้พูดเป็นหญิงวัยกลางคนชื่อชโลม นัยน์ตาใสกระจ่าง อายุราว 40 ปี เป็นสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ผมรู้ว่าในอดีตหล่อนเคยป่วยเป็นมะเร็ง ปัจจุบันเป็นเจ้าของสวนผักปลอดสารพิษ<br /> ผมซึ่งเป็นคนต้นคิด ชักชวนทุกคนมาระดมความคิด ขีดเส้นด้วยกิ่งไผ่ลงไปบนผืนทรายขาวเนียน กำหนดพื้นที่ของตัวเมือง ก่อนที่จะลากวงใกล้ๆกับตัวเมืองซึ่งอยู่กึ่งกลาง กำหนดเป็นเขตพื้นที่สีเขียว แล้วก็เป็นเขตอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ<br /> ยผมอยากให้มีสวนสาธารณะ มีลานกีฬาให้คนทุกวัยได้ออกกำลัง มีโรงเรียน มีสนามเด็กเล่น อยู่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัย เด็กๆจะได้เดินไปเรียนได้ หรือไปเล่นได้ง่ายๆย คราวนี้คนเสนอความคิดเป็นอาจารย์ชาญณรงค์จากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ผมลากเส้นขีดเป็นรูปตึกพอให้ดูออกเป็นเชิงสัญลักษณ์ แล้วขีดวงเป็นรูปต้นไม้ใหญ่น้อยรายล้อมไว้ใกล้ๆ<br /> ยเท่านั้นไม่พอ เรายังจำเป็นต้องมีโรงพยาบาล มีตลาดขายสินค้าปลอดสารพิษด้วยย คุณชโลมเป็นฝ่ายช่วยเสริม ยเราจะอนุรักษ์กันอย่างเดียว แล้วอุตสาหกรรมล่ะ เราจะเอาไปไว้ที่ไหนย อลงกรณ์ นักธุรกิจตัวแทนจากหอการค้าเปรยขึ้นเบาๆ ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ยถ้าเช่นนั้น เราก็ให้มีพื้นที่พิเศษ เป็นเขตเศรษฐกิจ ที่นี่จะมีอุตสาหกรรม มีระบบบำบัดน้ำเสีย มีโรงงานย คุณณัฐวรรณเสนอทางออก ผมขีดเส้นแบ่งพื้นที่ แยกเป็นโซนพิเศษ<br /> ยที่สำคัญต้องอยู่ห่างไปจากลำคลอง แม่น้ำ ไม่น้อยกว่า 20 กิโลเมตร แล้วก็ต้องมีมาตรการทางกฎหมายบังคับควบคุมย<br /> ยอย่างจริงจังด้วยนะย อาจารย์ชาญณรงค์เสริม ทุกคนหัวเราะ ยเหนืออื่นใด ทุกขั้นตอนของการบริหารงาน ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม...ย เราช่วยกันระดมความเห็น สร้างเมืองใหม่ของเราขึ้นมาอย่างสนุกสนาน ผมเห็นแววตาทุกคนแจ่มใสมีความสุข .....
396 items|« First « Prev 35 36 (37/40) 38 39 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว