Topic list
- กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สารานุกรมประเทศไทย กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ (9 ก.พ. พ.ศ. 2509 13 ก.พ. พ.ศ. 2549) เป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์ ปีพ.ศ. 2539 จากหนังสือรวมเรื่องสั้น แผ่นดินอื่น เป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่มนาคร เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือไรเตอร์ แมกกาซีน ได้รับรางวัลช่อการะเกดสองครั้ง จากเรื่องสั้น สะพานขาด และเรื่องสั้น โลกใบเล็กของซัลมาน
เดอ " กนกพงศ์ สงสมพันธุ์-นักเขียน นักเขียนรางวัลซีไรท์ปี 2539
- รายชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม เรียงตามปี ค.ศ. ที่ได้รับ
- รายชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม เรียงตามปี ค.ศ. ที่ได้รับ 1901 : ซุลญี พรูดอม (Sully Prudhomme) 1902 : เธโอดอร์ มอมเซน (Theodor Mommsen) 1903 : บิเยอร์นสแจร์เนอะ มาทินิอุส บิเยอร์นสัน (Bjørnstjerne Martinus Bjørnson) 1904 : เฟเดริก มิสตราล, โฮเซ เอเชการาย อี ไอซากีร์เร (Frédéric Mistral, José Echegaray y Eizaguirre) 1905 : เฮนริก ซีนคีวิช (Henryk Sienkiewicz) 1906 : โจซูเอ คาร์ดุชชี (Giosuè Carducci) 1907 : รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) 1908 : รูดอล์ฟ คริสตอฟ ยูเคน (Rudolf Christoph Eucken) 1909 : เซลมา ลาเกอร์เลิฟ (Selma Lagerlöf) 1910 : พอล โยฮัน ลุดวิก เฮย์เซ (Paul Johann Ludwig Heyse) 1911 : โมริซ โปลิดอร์ มารี แบร์นฮาร์ด แมเตอร์ลิงค์ (Count Maurice (Mooris) Polidore Marie Bernhard Maeterlinck|) 1912 : แกร์ฮาร์ท โยฮัน โรแบร์ท เฮาพ์ทมาน (Gerhart Johann Robert Hauptmann) 1913 : รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) 1914 : ไม่มีการมอบรางวัล เงินรางวัลมอบคืนแก่กองทุนพิเศษของรางวัลสาขานี้ 1915 : โรแมง โรลองด์ (Romain Rolland) 1916 : คาร์ล กุสตาฟ แวร์แนร์ ฟอน ไฮเดนสตัม (Carl Gustaf Verner von Heidenstam) 1917 : คาร์ล อดอล์ฟ เจลเลอร์รุป, เฮนริก พอนทอปปีดัน (Karl Adolph Gjellerup, Henrik Pontoppidan) 1918 : ไม่มีการมอบรางวัล เงินรางวัลมอบคืนแก่กองทุนพิเศษของรางวัลสาขานี้ 1919 : คาร์ล ฟรีดริช เกออร์ก สปิตเทลเลอร์ (Carl Friedrich Georg Spitteler) 1920 : นุต ฮัมซัน (Knut Hamsun) 1921 : อนาโตล ฟรองซ์ (Anatole France) 1922 : ฮาซินโต เบนาเวนเต (Jacinto Benavente) 1923 : วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ (William Butler Yeats) 1924 : วลาดีสลาว์ สตานิสลาว์ เรย์มอนต์ (Wladyslaw Stanislaw Reymont) 1925 : จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) 1926 : กราเซีย เดเลดดา (Grazia Deledda) 1927 : อองรี แบร์กซอง (Henri Bergson) 1928 : ซีกริด อุนด์เซท (Sigrid Undset) 1929 : ธอมัส มาน (Thomas Mann) 1930 : ซินแคลร์ ลิวอิส (Sinclair Lewis) 1931 : เอริก เอเซล คาร์ลเฟลด์ (Erik Axel Karlfeldt) 1932 : จอห์น กัลสวอร์ธี (John Galsworthy) 1933 : อีวาน อเลกเซเยวิช บูนิน (Ivan Alekseyevich Bunin) 1934 : ลุยจี ปิรันเดลโล (Luigi Pirandello) 1935 : ไม่มีการมอบรางวัล เงินรางวัล 1/3 มอบคืนแก่กองทุนหลัก และเงินรางวัล 2/3 มอบคืนแก่กองทุนพิเศษของรางวัลสาขานี้ 1936 : ยูจีน แกลดสโตน โอนีล (Eugene Gladstone O'Neill) 1937 : โรแฌร์ มาร์แตง ดู การด์ (Roger Martin du Gard) 1938 : เพิร์ล เอส บัค (Pearl S. Buck) 1939 : ฟรันส์ อีมิล ซิลลันปาอา (Frans Eemil Sillanpää) 1940-1943 : ไม่มีการมอบรางวัล เงินรางวัล 1/3 มอบคืนแก่กองทุนหลัก และเงินรางวัล 2/3 มอบคืนแก่กองทุนพิเศษของรางวัลสาขานี้ 1944 : โยฮัน ฟิลเฮลม์ เยนเซน (Johannes Vilhelm Jensen) 1945 : กาเบรียลา มิสตราล (Gabriela Mistral) 1946 : แฮร์มัน เฮสเส (Hermann Hesse) 1947 : อังเดร ปอล กิลโยม ฌีด (André Paul Guillaume Gide) 1948 : โธมัส สเติร์นส์ เอเลียต (Thomas Stearns Eliot) 1949 : วิลเลียม คิวธ์เรท ฟอล์กเนอร์ (William Cuthbert Faulkner) 1950 : เบอร์แทรนด์ รัสเซิลล์ (Bertrand Russell) 1951 : ปาร์ ฟาร์เบียน ลาเกอร์ควิชต์ (Pär Fabian Lagerkvist) 1952 : ฟรังซัว โมริยัค (François Mauriac) 1953 : วินสตัน ลีโอนาร์ด สเปนเซอร์ เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) 1954 : เออร์เนสต์ มิลเลอร์ เฮมิงเวย์ (Ernest Miller Hemingway) 1955 : ฮัลล์ดอร์ คิลยัน ลักซ์เนส (Halldór Kiljan Laxness) 1956 : ฮวน รามง ฮิเมนเซ (Juan Ramón Jiménez) 1957 : อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) 1958 : บอริส เลโอนิโดวิช ปัสเตอร์นัก (Boris Leonidovich Pasternak) 1959 : ซัลวาโตเร ควาสิโมโด (Salvatore Quasimodo) 1960 : แซงต์ ฌอน แพร์ส (Saint-John Perse) 1961 : อิโว อันดริก (Ivo Andric) 1962 : จอห์น เออร์เนสต์ สไตน์เบค (John Ernest Steinbeck) 1963 : กอร์กอส เซเฟริส (Giorgos Seferis) 1964 : ฌอง ปอล ซาร์ต (Jean-Paul Sartre) (ไม่รับรางวัล) 1965 : มิคาอิล อเลกซานโดรวิช โชโลคอฟ (Michail Aleksandrovich Sholokhov) 1966 : ชมูเอล โยเซฟ อักนอน, เนลลี ซาคส์ (Shmuel Yosef Agnon, Nelly Sachs) 1967 : มิเกล อังเฮล อัสตูริอัส (Miguel Angel Asturias) 1968 : ยาสุนาริ คาวาบาตะ (Yasunari Kawabata) 1969 : ซามูเอล บาร์คเลย์ เบคเกต (Samuel Barclay Beckett) 1970 : อเลกซานเดอร์ อิซาเอวิช โซลซ์เฮนิตซิน (Aleksandr Isaevich Solzhenitsyn) 1971 : ปาโบล เนรูดา (Pablo Neruda) 1972 : ไฮริค เบิล (Heinrich Böll) 1973 : แพทริค วิคเตอร์ มาร์ตินเดล ไวท์ (Patrick Victor Martindale White) 1974 : เอย์วินด์ จอห์นสัน, แฮร์รี มาร์ตินสัน (Eyvind Johnson, Harry Martinson) 1975 : อูเจนิโอ มอนตาเล (Eugenio Montale) 1976 : ซอล เบลโล (Saul Bellow) 1977 : วินเซนเต อเลอิฮันเดร (Vicente Aleixandre) 1978 : อิซาค บาเชวิส ซิงเกอร์ (Isaac Bashevis Singer) 1979 : โอดีสเซอัส เอลีติส (Odysseas Elytis) 1980 : เชสลอว์ มีลอซ (Czeslaw Milosz) 1981 : เอเลียส คาเนตติ (Elias Canetti) 1982 : กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ (Gabriel García Márquez) 1983 : วิลเลียม เจอร์รัล โกลดิง (William Gerald Golding) 1984 : ยาโรสลาฟ เซเฟอร์ต (Jaroslav Seifert) 1985 : โคลด ซิมง (Claude Simon) 1986 : โวเล โซยินกา (Wole Soyinka) 1987 : โจเซฟ บรอดสกี (Joseph Brodsky) 1988 : นากิบ มาห์ฟูซ (Naguib Mahfouz) 1989 : คามิโล โฮเซ เซลา (Camilo José Cela) 1990 : ออกตาบิโอ ปาซ (Octavio Paz) 1991 : นาดีน กอร์ดิเมอร์ (Nadine Gordimer) 1992 : ดีเรก วัลคอต (Derek Walcott) 1993 : โทนี มอร์ริสัน (Toni Morrison) 1994 : เคนซาบุโร โอเอะ (Kenzaburo Oe) 1995 : ซีมุส ฮีนีย์ (Seamus Heaney) 1996 : วิสลาวา ซิมบอร์สกา (Wislawa Szymborska) 1997 : ดาริโอ โฟ (Dario Fo) 1998 : โจเซ ซารามาโก (José Saramago) 1999 : กึนเธอร์ กราส (Günter Grass) 2000 : เกาซิงเจี้ยน (Gao Xingjian) 2001 : เซอร์ วี เอส ไนปอล (Sir Vidiadhar Surajprasad Naipaul) 2002 : อิมเร เคอร์เตซ (Imre Kertész) 2003 : จอห์น แมกซ์เวล โคเอตซี (John Maxwell Coetzee) 2004 : เอลฟรีเดอ เยลิเนค (Elfriede Jelinek) 2005 : ฮาโรลด์ พินเทอร์ (en:Harold Pinter) .....
- แบบฟอร์มขอ ISBN
แบบฟอร์มขอ ISBN
ISBN.......................................
แบบกรอกข้อมูลการขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN)
DATE (วันที่ขอ)........................................................................................................................................
TYPE (ประเภทของสิ่งพิมพ์)
* MONOGRAPH (หนังสือ) * CD-ROM (ซีดีรอม)
AUTHOR / EDITOR (ผู้แต่ง/ บรรณาธิการ).............................................................................................
TITLE (ชื่อเรื่อง)........................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
4. EDITION (ครั้งที่พิมพ์).............................................................................................................................
5. PLACE (จังหวัดที่พิมพ์)............................................................................................................................
6. PUBLISHER (สำนักพิมพ์/โรงพิมพ์/หน่วยงาน).......................................................................................
7. ADDRESS (ที่อยู่สำนักพิมพ์/โรงพิมพ์/หน่วยงาน)................................................................................... .......................................................................................................................................................................
Tel...................................Fax.............................E-mail.................................................................................
8. YEAR (ปีที่พิมพ์)......................................................................................................................................
9. PAGE (จำนวนหน้า).................................................................................................................................
PRICE (ราคา)..........................................................................................................................................
DISTRIBUTER (ผู้จัดจำหน่าย)...............................................................................................................
12.ADDRESS ( ที่อยู่ผู้จำหน่าย)....................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
ส่งแบบกรอกข้อมูลการขอเลข ISBN ไปยัง กลุ่มงานคัดเลือกและประเมินคุณภาพทรัพยากรห้องสมุด
กลุ่มพัฒนาทรัพยากรห้องสมุด สำนักหอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 หรือ
โทรสาร 0-2281-5450 ประมาณ15 นาที โทรศัพท์สอบถามหมายเลข ISBN ได้ที่หมายเลข 0-2281-5212,
0-2281-5313 ต่อ 117, 507 หรือ ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่ Web site : http://www.nlt.go.th,<br /> E-mail : isbn@nlt.go.th, natlibthai@yahoo.com- มุมมองใหม่ ประวัติศาตร์วรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยกับกึ่งศตวรรษที่หายไป
- อัลแบร์ กามูส์ เคยกล่าวไว้ว่าหากโลกไม่มีศตวรรษที่ 19 ของนักเขียนรัสเซีย เช่น ตอลสตอย ดอสโตเยฟสกี ก็จะไม่มีตัวเขาและนักเขียนคนอื่นๆ อีกมาก เช่นเดียวกัน เราก็อาจสรุปว่าถ้าไม่มีครึ่งศตววรรษของปัญญาชนแบบศรีบูรพาและคณะสุภาพบุรุษ ก็จะไม่มีครึ่งศตวรรษของปัญญาชนรุ่น 14 ตุลาคม สิ่งที่เราได้รับสืบทอดจากปัญญาชนรุ่นพ่อคณะนี้ก็คือ การนับถือในความจริง การต่อสู้กับความยุติธรรม และจิตวิญญาณเพื่อเสรีภาพ แต่สำหรับสังคมโดยทั่วไปและแม้แต่ในหมู่นักศึกษา นักวิชาการ ค่อนศตวรรษของศรีบูรพาและคณะ เป็นภาพที่ลางเลือน ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความทรงจำของสังคม ปัญหาอยู่ที่การสร้างกรอบความทรงจำที่คับแคบตามอิทธิพลปรัชญาตะวันตกนิยม ทำให้เรามักเริ่มต้นการสร้างกรอบครอบวรรณกรรมไทยด้วยสูตรอันว่างเปล่า ส่งผลให้นักเขียนไทย วรรณกรรมกลายเป็นไร้ตัวตน ไร้ความคิดสร้างสรรค์ ไร้อิทธิพลต่อสังคมไทย อันจำเป็นที่สังคมไทยต้องเร่งพยายามหามุมมองใหม่เพื่อแก้ไขสภาพดังกล่าว ผมมีปัญหา 3 ด้านที่ทำให้เราต้องสร้างมุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์วรรณกรรมโดยด่วน เมืองไทยยังขาดประวัติศาสตร์ทางความคิด เราไม่สามารถอธิบายความสืบเนื่องของนักคิดจากพระจุลจอมเกล้า เทียนวรรณ มาสู่พุทธทาสภิกขุ หรือจิตร ภูมิศักดิ์ ป๋วย อึ้งภากรณ์ อย่างไร ประวัติศาสตร์วรรณกรรมก็ว่างเปล่า มักเป็นสูตรทางช่วงเวลาปีศักราช เริ่มจากเขียนงานประพันธ์ตามแบบตะวันตก แล้วแยกตามยุคสมัยเป็นยุคต่อต้านเผด็จการ ยุคเพื่อชีวิต หรือไม่ก็แยกเป็น 2 กระแสใหญ่ คือ นวนิยายน้ำเน่าหรือพาฝันกับวรรณกรรมเพื่อชีวิต การขาดการมองประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรมสังคม ทำให้เราไม่สามารถกำหนดบทบาทตำแหน่งนักเขียนสตรีอย่างดอกไม้สด ก.สุรางคนางค์ สุวรรณี สุคนธา ในกระแสธาร วรรณกรรมว่าควรเป็นอย่างไร เราเรียกขานได้เพียงว่า ชิต บุรทัต เป็นอัจฉริยะกวี ยาขอบเป็นนักเขียนพรสวรรค์ หรือแม้แต่รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็เป็นเพียงพญาอินทรีย์แห่งวรรณกรรม แต่คุณค่าอย่างอื่นเล่าอยู่ที่ใด แต่คุณค่าอย่างอื่นเล่าอยู่ที่ใด ? ประวัติศาสตร์แนวมารก์ซิสม์มีข้อดี ที่ยืนอยู่กับแรงงานและคัดค้านการกดขี่ แต่มันก็มีอคติ ให้ความสำคัญกับเฉพาะส่วน จึงทำให้มันมีคติที่ดีต่องานบางแบบ และอคติต่องานบางแบบ ประวัติศาสตร์แนวนี้จะไม่มีที่อยู่ให้กับงานของยาขอบ ไม้ เมืองเดิม ป.อินทรปาลิต กฤษณา อโศกสิน หรืออังคาร กัลณพงศ์ได้ มีปัจจัยแอบแฝง ที่ผมเรียกอาณานิคมเชิงลึก หรือลัทธิตะวันตกนิยม ซึ่งทำให้เกิดภาวะการณ์เช่นนี้หลายด้านคือ ประวัติศาสตร์และปรัชญากระแสหลักของตะวันตกทุกกระแส (1) มองตะวันตกสูงส่ง คนชาติอื่น นักคิดนักเขียนชาติอื่นล้าหลัง ต้องลอกเลียนแบบ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ (orginality) ไม่มีงานคลาสสิกของตน ทฤษฎีพัฒนา (developmentalism) ทำให้ภาวะสมัยใหม่เป็นสิ่งยุ่งยาก ต้องผ่านกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ค่านิยม สังคม การเมืองที่ยาวนาน ทำให้ชาติอื่นล้าหลัง ต้องเดินตามตะวันตกไม่จบสิ้น ไม่มีวันถึงความเป็นสมัยใหม่ได้ ถ้าเปลี่ยนการมองว่าภาวะสมัยใหม่ของโลกเป็นเพียงประสบการณ์ก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลายแง่มุมก็ได้ หรือมีหลายเส้นทางซึ่งเกิดขึ้นเร็วช้าต่างๆ กันก็ได้ เราจะได้ประวัติศาสตร์สังคม วัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวามากขึ้น บิดเบี้ยวน้อยลง กรอบที่ผมเสนอเป็นทั้งประวัติศาสตร์ความคิดแบบหลังตะวันตกนิยม จึงให้คุณค่าแก่นักเขียนทุกชาติภาษา ซึ่งเริ่มทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่คือ ภาวะความเป็นสมัยใหม่ เป็นประวัติศาสตร์วัฒนธรรมซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมแบบที่เป็นของสูงหรืออุดมคติ แต่เป็นวัฒนธรรมซึ่งเป็นวิถีชีวิต อารมณ์ ความคิดของคนทั่วไป กรอบใหม่นี้จึงครอบคลุมงานที่เรียกว่าพาฝัน น้ำเน่า นิยายบู๊ นิยายประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์นิยม หรือ surrealism เอาไว้ด้วย กรอบใหม่ช่วยให้เราแบ่งยุคงานวรรณกรรมเป็น 4 ช่วงคือ 1.ยุคปฏิรูปหรือการทดองปรับรูปแบบใหม่ 2.ยุคสร้างค่านิยมความเป็นสมัยใหม่ 3.ยุคสะท้อนวิกฤตความเป็นสังคมสมัยใหม่ และสุดท้ายคือ 4.ยุคสังคมสมัยใหม่ช่วงปลายหรือสังคมหลังสมัยใหม่ กรอบการมองเช่นนี้ทำให้ถือได้ว่าเกือบทุกประเทศในโลกสามารถเป็นสังคมสมัยใหม่ขั้นสองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศเจริญขั้นสูงทางอุตสาหกรรม เพรา .....
- การจากลาของตุลาคม!
ตุลาคมลมก็ล่องมาเรื่อยเรื่อย
ฝนก็เอื่อยฟ้าก็ครึ้มครึมครึมฝน
เดี๋ยวก็แดดแผดฉายร้ายทุรน
เกิดวังวนเวียนว่ายก่อนพ่ายลา
ตุลาคมคมกระสุนพร้อยพรุนร่าง
เลือดก็จางใจก็จำบรรเจิดจ้า
เอยเหี้ยมโหดอำมหิตยังติดตรา
มวลประชาเข้ารุกโหมเข้าโรมรัน
ฤๅ 14 ตุลาคมจ่อมจมหาย
6 ตุลาฯแพ้พ่ายไปผกผัน
ผ่านตุลาฯวิปโยคโศกโสกันต์
ตุลาฯนั้นตุลาฯนี้มีสิ่งใด
มีหนุ่มสาววันนี้จากที่เดียงสา
เฒ่าชแรแก่ชราจากผู้ใหญ่
ถึงกระทั่งที่สุดท้ายลมหายใจ
ตุลาคมใหม่ใหม่ก็จักมา
ตุลาคมลมก็ล่องมาเรื่อยเรื่อย
ฝนก็เอื่อยลงแผ่วแผ่วแล้วสั่งฟ้า
ฟ้าสีทองจะเอิบอาบทอทาบทา
ให้ต้นกล้าใหม่ใหม่ได้เติบตน
เพื่อรองรับกับกระแสอันแปรเปลี่ยน
ว่ายวนเวียนเป็นระลอกแห่งดอกผล..
จรดล ใต้ดิน
กลุ่มวรรณกรรม ควน-ป่า-นา-เล
4 ตุลาคม 2549
- สรรพลี้หวน
- นครรังยังมีเท่าผีแหน กว้างยาวแสนหนึ่งคืบสืบยศถา เมืองห้างกวีรีหับระยับตา พันหญ้าคาปูรากเป็นฉากบัง สูงพอดีหยีหิบพอหยิบติด ทองอังกฤษสลับสีด้วยหนีหัง กำแพงมีรีหายไว้ขอดัง เจ้าจอมวังพระราโชท้าวโคตวย มีเมียรักภักตร์ฉวีดีทุกแห่ง นั่งแถลงชมเชยเคยฉีหวย เจ้าคีแหมรูปโอเมียโคตวย ท้าวหวังรวยกอดินอยู่กินกัน มีลูกชายไว้ใยชื่อไดหยอ เด็กไม่ลอเกิดไว้ให้ทีหัน นอนเป็นทุกข์ดุกลอยิ่งคอดัน ให้ลูกนั้นหาคู่เป็นหูรี ต้องไปขอลูกสาวท้าวโบตัก มันตั้งหลักอยู่ไกลชื่อไหหยี เป็นลูกเนื้อเชื้อนิลนางหิ้นปลี เมืองห้างชีปกครองทั้งสองคน หยิบกระดาษดินสอมาจอดับ เขียนแล้วพับอ่านดีครบสี่หน ให้เสนีมีหือถือนิพนธ์ เด็กหนึ่งคนก้มพักตร์มาดักรอ จึงตรัสใช้เสนีให้คลีหาน สูรีบผ่านบ่ายพักตร์เถาะดักหยอ ผมเป็นโรคเหน็ดเหนื่อยหัวเดือยปอ รักษาพอมาคลายกินหายควี แต่นายใช้จำกัดดัดไม่ขอ ถึงเด็กรอต้องไปถึงไหหยี รักษาโรโคตวยพวยทันที จากบุรีเร็วพลันดันไม่รอ เข้าป่าแกแลทั่วกลัวผีเห็น เดินเย็นๆตัดตรงใต้ดงหลอ พบสระศรีบัวชุกดุกขึ้นออ เด็ดสองลอดุ่มกลิ่นหอกหมินดี ชะนีหงส์ลงดินลงกินน้ำ เดินมุ่งตามเห็นรอยหอยกับหมี พบเบื้องอ่างถางใหญ่ไหของคี ใครมาตีแตกสะเก็ดเหมือนเด็ดยอ เที่ยวจรดลยนเค็จไม่เสร็จเรื่อง ใกล้ถึงเมืองหิวจี้ไม่มีหอ อดข้าวน้ำสามวันดันทั้งวอ บอบเสียพอตัวกูเรื่องหูรี พบดอกปอกอดำจำต้องเด็ด ยีให้เหม็ดเกลี้ยงวาวเหมือนหาวสี บรรลุถึงเขตทางเมืองห้างชี เจ้าธานีหัวด่างเป็นสางคลา กำแพงก่อต่อด้านทหารเฝ้า เสียงคนฉาวเข้าไปถึงใดหลอ พวกเสนาเซ็กเซ็กเด็กมารอ มายืนออถามดูแล้วหูดี เราจากไกลไฉแข็งเก่งนักหนา ถือสาราจะเข้าไปให้ไหหยี ท้าวโบตักจอมวังยังพอดี เจ้าหิ้นปลีคีหันหรือฉันใด นายข้อดีว่าอยู่เปิดตูแอด ตาดเกือบแขดเสียงเบียดเรียดไม่ไหว นายดักหยอรายงานแล้วผ่านไป เห็นข้อไลนั่งกันกับภรรยา ค่อยคอด้อมน้อมกายถวายสาร คลีถึงหานวันนี้ดีเข้าหา เนตรยนเค็จเสร็จสรรพพรับสารา ในวาจาโคตวยรักด้วยกัน ได้จากเมืองห้างกวีเจ้าคีแหม มาพูดแย้มบุตรีไปดีหัน ให้ใดหยอขอดูเป็นคู่กัน โบตักนั้นหิ้นปลีพลอยดีใจ เรียกลูกสาวขาวเด็ดเหมือนเห็ดยาง พิศพางค์รัศมีราศีไห ผู้ใดยลทุกเค็จมีเม็ดใย พอเติบใหญ่เป็นทุกข์เพราะหุกลี ได้ฟังพ่อถอดอกเดินออกหา นั่งวันทาลกลกน้ำหกสี เรียกลูกมาเป็นไฉนเรื่องไหคี ได้ลูกนี้เข้าใจเพราะใดคอ เจ้าฟังพ่อยอดกจะยกเรื่อง อย่าคอเดืองเล่าไปเรื่องใดหยอ พ่อจะยกหกเท็จเรื่องเด็ดยอ เด็กไม่ลอข้ามแดนมุ่งแม่นมา ท้าวโคตวยเป็นพ่อมาขอเด็ก ถึงตัวเล็กก็พอดีไม่สีหา นี่ตัวพ่อคอดันลั่นวาจา ตัวเจ้าอย่าขอตัดได้นัดงาน สุดแต่พ่อคลอดำทำไฉน กี่จิ้มไหกับข้าวของคาวหวาน หนึ่งตกข้าวคลีหุกคลุกน้ำตาล สำหรับงานเลี้ยงคนทุกดนคอ แล้วหูหมีฉีหีกฉีกให้เล็ก ไว้จอเด็กพอดีมีทุกหอ หอยกับหมียีหำยำให้พอ ดาวให้ยอไข่เป็ดเด็ดให้ยำ ลูกมะกอกดอกตอขอให้ดูด ฉีเจ้าหูดเส้นหมี่เอาสีหำ แกงตังหุนพรีขี้หิกใส่หยิบตำ ส้มกอดำเชือดตอยใส่หอยจี ควายหนึ่งขาหาหมีใส่ดีหม กวนขนมยาเหม็ดเห็ดฉูฉี ต้องฆ่าไก่มัสการหานเจ้างี ดูเดือนปีถึงวันดันคอยรอ ขึ้นสิบสี่ปีเหิดเปิดโอกาส จำอย่าพลาดแน่ประจักษ์นะดักยอ รีบไปบอกโคตวยเตรียมหวยคอ เราดักรอทำงานการวิวาห์ นายดักหยอขอลาคีหากลับ น้อมคำนับทันทีขอลีหา รีบอย่าเหม็งเด็งฉอไม่รอตา หนึ่งพลิบตาถึงวังดังเข้ารอ เห็นคีแหมแย้มยั่วกับผัวรัก นั่งเชยพักตร์นิ่มนุชแม่ดุจหลอ เสนาเฝ้าเล่าเสร็จเรื่องเด็จยอ นางชอบพอหันไหเข้าไยดี ว่าแต่งงานสิบสี่ต่อปีเหิด ลูกที่เกิดพาไปให้ไหหยี การตกเรารู้สิ้นเรื่องหิ้นปลี ถึงวันดียกพลทุกดนคอ พร้อมเจ้าบ่าวแม่พ่อที่ขอดัก ให้ชวนชักกันไปกับไดหยอ เตรียมยกพลเจ้าบ่าวดาวยอ ๆ เลี้ยงให้พอบ่าวสาวหาวเหม็นคี อยู่ในเขตเดือนนี้ยังปีหิด เรื่องที่คิดไว้พลางไม่ห่างถี่ ขอแบ่งรักพักรอการหอดี ยกโจรีต่อดั้งคิดหวังรวย จะกล่าวข้อจอโดนเที่ยวโผนผก ขอกล่าวยกถอดอกกับคอกถวย ทั้งสอดองสองนายไม่ไข้ป่วย หวังแต่รวยเที่ยวปล้นท .....
- The Velocity Planet : Intro บทนำ
ณ กาแลคซี่
แม็กซ์โนนีมัส ซึ่งห่างจากกาแลคซี่ทางช้างเผือกเป็นระยะทางประมาณ 24 ล้านปีแสง มีดาวเคราะห์อยู่ในระบบสุริยะจักรวาล 34 ดวง และดาวฤกษ์ 29 ดวง ซึ่งเป็นบริวารของดวงอาทิตย์...ตูม!!!............. เสียงระเบิดจากเครื่องยนต์ของยาน ไทลเวอร์เจ็ท s-3924 ยานของหน่วยรบพิเศษ ไทลเวอร์ แห่งดาว วีซุส
ติ๊ด......ๆๆ....ๆ.ๆ......ๆ.......ๆ.
แจ้งหน่วยควบคุม ผม... นักเรียนฝึกหัด อลัน เฟรดดริกซ์ จากยานs- 3924 ตอนนี้ยานถูกโจมตีจาก กลุ่มกบฏ แคปลิคซ์ ตอนนี้เพาเวอร์เจ็ทกำลังหมดขอกำลัง...........เส...ริ...ม.....ซิดซ์ๆๆๆๆๆๆ...............ณ ดวงอาทิตย์
ความเยือกเย็นจากห้วงอวกาศ และความร้อนจากลาวาเหลวจากดวงอาทิตย์ เกิดพายุสุริยะซึ่งมีรังสีแกมม่าเป็นจำนวนมาก เป็นพลังงานที่เรียกกันว่า แกมมาติกฟิสต์ชั่นซึ่งเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายบริเวณจุดบอดของดวงอาทิตย์ ทันใดนั้นเอง... ... ฟิวช์............................. มีต่ออีกนะค๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ- จันหาราด
- จันหาราด ชาคริต โภชะเรือง และท่านยเวสหนูย ซึ่งก็คือตัวแทนของพระอินทร์ที่จะมาแก้ปัญหา ท่านบินได้ เหาะได้ไม่เหมือนคนธรรมดา นี่คือการเล่าเรื่องของคนเมื่อก่อน ง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่ลองตรองดูจะพบว่ามีเหตุมีผล และต้องใช้เวลา...ไอ้ตัวกระผมมาจากต้นน้ำคลองภูมีอยู่ทางเหนือน้ำ วันนี้ขอเล่าเรื่องสั้นๆสักเรื่อง เรื่องนี้ชื่อว่า ยจันหาราดย ราดนี่มาจากคำว่า ยคราดย --คราดนา ส่วนคนชื่อจันมีชีวิตอยู่จริง ๆ มีรูปรอยให้สืบเสาะหาได้ แกมีบ้านเรือน ที่นา ตอนเสียชีวิตศพยังถูกฝังไว้ในวัดติดกับแม่น้ำ แกมีอัจฉริยะทางด้านการเล่าเรื่อง แกนั่งตรงไหนเป็นมีนิทานเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเขียนขึ้นมาก่อน เล่าตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบัดเดี๋ยวนั้น ไม่เชื่อลองฟังเรื่องเล่าของแกดูนะครับ... วันนั้นฝนตกพรำๆ ฟ้ามืดครึ้มแลขมุกขมัวไปทั่ว ฟ้าแลบแปลบปลาบ ฝนตกพรั่งพรูลงมาดุจฟ้ารั่ว ชั่วพริบตาเดียวก็เห็นสายน้ำเจิ่งนองขาวโพลนไปหมด แกเล่าให้เราฟังว่า วันหนึ่งฝนตกเหมือนวันนี้ แกบังเอิญไปหลบอยู่ที่ศาลา ฝนตกมาก น้ำเอ่อขึ้นมาจนถึงขื่อ พอน้ำลดลงสักประเดี๋ยวปรากกฎว่ามีปลาทกตัวเท่าควายมาติดอยู่บนศาลาลงไปไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันว่ายหลุดมาจากคลองไหน เอาล่ะสิ ทำอย่างไรดี สงสารก็สงสาร หิวก็หิว แกหันไปดูปลาทกตัวนั้นทีไรก็ยิ่งน้ำลายสอเต็มปากทุกที เห็นเนื้อขาวๆลอยอยู่ตรงหน้า แกนึกไปถึงแกงส้มปลาสูตรเด็ด ปลาทกนั้นเล่าทำอะไรไม่ได้นอนสะบัดครีบอยู่ไปมา ครั้นแล้วแกนึกอะไรได้ จึงวิ่งตาลีตาลานไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ นำค้อนตะปูต่างๆมาช่วยกันงัดศาลา แล้วช่วยกันหามปลาลงมา คุณเอ๋ย ด้วยความที่ปลาทกตัวใหญ่มาก พอแกเฉียงลงไปกับขวาน ทีเดียวเท่านั้นท้องพลันแบะออก มีลิงกับมูสังวิ่งพรวดออกมาจากท้องปลาทกที่ยังไม่ตาย ! นี่คือเรื่องเล่าของลุงจัน... ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ ส่วนเรื่องหาราดที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ก็เป็นเรื่องของลุงจันอีกนั่นแหละ เกิดจากวันหนึ่งลุงจันแกไถนาเพื่อที่จะหว่านกล้า ซึ่งสมัยก่อนผู้ชายมีหน้าที่ไถนา ผู้หญิงถอนกล้าและดำนา ตอนเช้าแกแบกไถ ไถ แจง เข้า ลง ซ้าย-เป็นการสั่งวัวเวลาไถนา ซึ่งคนปัจจุบันจะไม่เข้าใจ วัวตัวนอกตัวในก็ใช้คำสั่งไม่เหมือนกัน วันนั้นลุงจันไปไถนาตามปกติ ไถแล้วเสร็จก็หยุดวัวไว้ แกตั้งใจจะกลับไปเอาราดมาราดนา แต่แล้วแกก็หายไป 3 ปี โดยที่ไม่รู้ว่าหายไปไหน พอกลับมาอีกทีแกเล่าว่า วันที่ไปไถนา แกกลับไปหาราดที่วางไว้อีกด้านหนึ่งของนา พลันไปถึงเกิดเหลือบไปเห็นผู้หญิงตัวใหญ่เท่ายักษ์มานั่งซ้อนกุ้งอยู่ แกตกใจยืนตัวแข็งทื่อ และยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็น ยนางย (อุปกรณ์ในการซ้อนกุ้ง) มันซ้อนกุ้งเกือบติดตัวแกไปด้วย แกไม่รู้จะทำอย่างไร หันซ้ายหันขวาไปเห็นป่าต้นเอื้องที่อยู่ริมทาง แกเลยมุดเข้าไปหักต้นเอื้องแล้วเข้าไปซ่อนตัวในปล้องของมัน ผู้หญิงคนนั้นได้กุ้งเยอะมาก ชะรอยคิดว่าจะเอาไปแกงกับต้นเอื้องละมังก็เลยถอนต้นเอื้องออก ทำให้ติดตัวแกไปด้วย ทำไปทำมาแกก็ไปกับต้นเอื้องไปถึงเมืองๆหนึ่ง ที่มีแต่คนตัวเท่ายักษ์ เมืองที่ว่าอยู่ที่รากฟ้าแลเห็นอยู่ไกลลิบๆ แกไม่รู้จะทำอย่างไร พอมาถึงบ้าน จังหวะที่ผู้หญิงตัวเท่ายักษ์คนนั้นหักต้นเอื้องออกแกก็กระโดดมาทันที ทีแรกนางก็ตกใจแต่พอเห็นว่าเป็นคนก็ชอบใจ ที่สุดแล้วแกเลยกลายเป็นผัวนางยักษ์คนนั้นไป ลุงจันอยู่เมืองนางยักษ์นานมาก นานจนแกจากที่อยู่อย่างสบายใจและตื่นตาตื่นใจไปกับสิ่งแปลกใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องกามกรีฑา ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์เพราะความที่แกตัวเล็กกว่ามาก เวลาเกิดอารมณ์จะมีอะไรกับนางยักษ์ต้องใช้วิธีทุ่มลงไปทั้งตัว พอลงไปสุดตัวนางยักษ์ก็สะดุ้งฝัดแกลอยพ้นข้ามแปทูไปไกล ชีวิตวันๆจึงเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องพรรค์นี้ ทำไงได้ล่ะครับสภาพชีวิตในเมืองนางยักษ์ทุกอย่างใหญ่ไปหมด ! ครั้นถึงฤดูหนึ่งที่เมืองนางยักษ์อาศัยอยู่เป็นฤดูเล่นว่าว ปรากฏว่าว่าวของคนที่นั่นมีขนาดใหญ่มาก สายว่าวก็ใหญ่ ตัวว่าวก็ใหญ่ แอกว่าวก็ใหญ่ เวลาสาวลงแต่ละทีเรี่ยวแรงแกก็ไม่มี...เป็นเรื่องยากลำบากไปหมด เพราะการใช้ชีวิตในเมืองนางยักษ์มีแต่ของใหญ่ๆ นอกจากนั้นแม้แต่เรื่องง่ายๆอย่างการกินอยู่ ก็ยากลำบากไปหมด ที่ .....
- ความรักของแป้ง
- ความรักของแป้ง จรรยา อำนาจพันธุ์พงศ์ ราตรีที่ดอกไม้บานหอมระริน อวลตลบในลมหนาว รูปเงาความทรงจำผกผันไปตามกระแสลมอันเอื่อยเฉื่อย ความรักที่เพิ่งจางหายไป... เหลือเพียงซากในจิตนาการอันมืดมิดที่เฝ้าหลอกหลอนไม่รู้สิ้น ดอกไม้ยังบานในความมืด หวิวหวานกรุ่นกลิ่นแห่งความรัก ลอยพัดมากับกระแสลม ระลึกถึงคืนวันอันแสนหวานคราเมื่อรักแบ่งบาน ครานั้นโลกทั้งโลกเหมือนถูกโอบล้อมไว้ในมือบอบบางของอารมณ์ไหว แป้ง น่ารักเสมอนะ ดูสิดอกไม้ดอกนี้มันหอมยวนใจ ดมดูสิ สุ้มเสียงแห่งอดีตผุดแทรกเข้ามาในห้วงคิด อีกแล้วๆ แป้งรู้สึกน้ำตาซึม ยกมือปาดน้ำอุ่นๆ ที่ไหลลงร่องแก้ม จิ้งหรีดในพงหญ้ากลางความมืดกรีดเสียงระงม ผืนฟ้ามืดดำถูกแผ่คลุมด้วยเมฆหนาหนัก ขณะฟ้าประโคมเสียงอันน่าหวาดหวั่น ลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ แป้งคิดถึงเขาอีกแล้ว คิดถึงเขาทั้งๆ ที่เขาแทบไม่มีตัวตนอยู่ในโลกแห่งความจริงของแป้งอีกแล้ว เวลานี้ความรักของแป้งกับเขาเหลือเพียงความทรงจำอันปวดร้าว ขมขื่น ความรักคืออะไร แป้งรู้จักหรือ แป้งต้องการแต่ความรัก ไม่เคยสนใจว่าโลกในความจริงจะเป็นไปเช่นไร บางทีเขาก็พูดถูก แป้งปาดน้ำตาออกจากแก้มอีกครั้ง ความรักของแป้งเหมือนความรักของเด็กๆ สินะ มันบริสุทธิ์ ไม่เคยสนใจไยดีกับความจริงใดๆ เรายังมีอนาคตที่ดี หากวันนี้เรายังดื้อด้าน อนาคตเราก็จบ แป้งคิดถึงความจริงบ้างสิ แป้งไม่เข้าใจหรอกในเวลานั้นว่าความจริงเป็นอย่างไร อนาคตคืออะไร ความรักต่างหากที่แป้งต้องการ แป้งต้องการแต่ความรัก ความอบอุ่นจากใครสักคน ปีหน้าเข้ามหาลัยแล้ว ตั้งใจเรียนนะลูก แป้งน่ะโตแล้วนะ ดูสิกว่าจะผ่านมาได้ แม่ต้องวิ่งรอกเสียเงินไปเท่าไหร่ แม่ก็อีกคนที่สนใจแต่เรื่องของความสุขส่วนตัว แม่บอกให้แป้งตั้งใจเรียนเพียงอย่างเดียว แป้งมีทุกอย่างที่อยากได้ แต่แป้งเหงา แป้งอยากได้ความอบอุ่น ไม่ใช่อยากได้สิ่งของเงินทอง ที่แป้งไม่รู้จะเอามันไปทำอะไร แป้งเบื่อทุกอย่าง ได้มาแล้วก็เบื่อ...ไม่รู้สิ้น แป้งเงยหน้ามองฟ้ามืด ฝนกำลังจะมาในไม่ช้านี้ ในบ้านเงียบสนิท...แม่บอกว่าดึกๆ ถึงจะกลับ แป้งรู้ว่าแม่ไปตามพ่อที่ไหนสักแห่ง แป้งไม่รู้ว่าแม่จะตามพ่อไปทำไม พ่อห่างเหินกับครอบครัวตั้งแต่ได้ตำแหน่งทางการเมืองอันมีเกียรติ ที่พ่อใฝ่ฝันพยายามมาหลายปี พ่อพร่ำพูดแต่ความสำเร็จ ฝันถึงการก้าวไปยังจุดสูงสุด พ่อกับแม่เหมือนอยู่คนละซีกโลก การงานอันซ้ำซากในฐานะแม่บ้านของแม่ไม่เคยมีความหมายต่อพ่อ อาหารมื้อเย็นจึงมีเพียงแป้งกับแม่ แป้งเกลียดผู้ชาย เกลียดพ่อที่ทำร้ายจิตใจแม่ เกลียดเขาผู้ชายที่บอกว่ารักแป้งมากที่สุด ผู้ชายที่ทำให้แป้งพบกับความขมขื่น ถ้าพ่อเอ็งรู้บ้านแตกแน่ แป้งทำอย่างงี้ได้อย่างไง ลูกยังมีอนาคต ยังไม่ถึงวัยที่จะมีพันธะกับใคร เอาล่ะบอกแม่มา ว่าไปกันถึงไหนแล้ว แป้งน้ำตาไหลเมื่อโดนแม่ซัก แป้งเสียใจที่ทำร้ายจิตใจแม่ และเดินออกนอกลู่นอกทาง แต่แป้งมีความรัก ความรักที่ทำให้แป้งรู้สึกอิ่ม มองข้ามปัญหาต่างๆ ที่แม่ต้องประสบอยู่ทุกวัน แป้งอยากหนีความวุ่นวายใจ แป้งไม่รู้หรอกว่าความรักคืออะไร ผมยังคงรักแป้งนะ แต่เราก็ไม่ควรถลำลึกกว่านี้ เขาเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหนนะ แป้งทอดกายให้เขาด้วยความรัก แต่แป้งได้รับเพียงแค่คำพูดอะไรก็ไม่รู้ ทำไมล่ะทำไมแป้งจะไม่รู้เรื่องอนาคต แล้วความรักกับอนาคตไปด้วยกันไม่ได้หรือ เหมือนที่พ่อทำกับแม่อย่างนั้นหรือ ความสำเร็จอันสวยงามของพ่อดูเหมือนไม่มีแม่อยู่เลย แป้งได้กลิ่นดอกมะลิหอมลอยมา มันคงเป็นสิ่งเดียวสินะที่หอมที่สุดในขอบรั้วบ้านหลังนี้ แป้งรู้สึกเช่นนั้น เสียงรถยนต์ครางกระหึ่มหน้าประตูบ้าน รถยนต์คันหนึ่งของพ่อ คันหนึ่งของแม่ เสียงเปิดประตูบ้านดังเข้ามา พร้อมๆ กับเสียงฟ้าร้อง เม็ดฝนเบาบางค่อยๆ โปรยมากระแสลม แป้งรู้สึกถึงความชุ่มเย็น ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้น หยุดพูดเถอะน่า คุณจะเข้าใจอะไร ขืนทำอย่างนี้อีก ผมก็จะไม่ไว้หน้าคุณ เอาสิ...ฉันก็สุดทนแล้วเหมือนกัน เสียงประตูถูกกระชากเปิดออก แล้วตามมาด้วยเสียงปึงปัง เมื่อประตูถูกปิด แป้งรู้สึกน้ำตาเอ่อซึมเต็มเบ้าตา ยกมือขึ้นปาดวิ่งหนีขึ้นบันไดบ้าน ปิดประตูขังตัวเอง แป้งยังไม่นอนหรือลูก แม่ซื้อของกินมาฝาก มาเร็ว ของที่ลูก .....
- มนุษย์กับสัตว์ รับรักได้ด้วย..ใจ
ปิ๋ว..เป็นชื่อแมวสีดำสนิท ที่ได้เขาโดยบังเอิญ เขามาบ้านฉันเองในวันนั้นเป็นวันที่แมวที่มาอาศัยในบ้านโดนรถชนตายพอดี และประจวบเหมาะซะจริงๆ สีเขาก็เหมือนกันตัวขนาดเท่ากันกับแมวที่ตายไป .. ปิ๋ว เขามาที่หน้าบ้านฉันในวันที่มันเจ็บที่สะโพก มันเป็นรอยเขี้ยวลึกลงไปถึงชั้นใน ฉันเห็นมันก็เวทนาเลยหายามาทาให้ หาอาหารให้กิน หลังจากนั้นมันเลยอยู่ที่บ้านฉันมาตลอด บ้านที่ฉันอยู่เป็นตึกแถว ชั้นล่างเปิดร้านอินเตอร์เน็ต ปิ๋ว เป็นเพศเมีย แรกรุ่น หลังจากนั้นประมาณ 1 กว่าๆ ไม่แปลกอะไรที่มันจะตั้งท้อง และ คลอดลูกที่น่ารักออกมา 3 ตัว ..ปิ๋ว ..ฉลาดและแสนรู้มากเวลาจะคลอดลูกเขาต้องแสดงอาการให้ฉันรับรู้ ว่าเขาเจ็บท้อง และฉันก็เป็นหมอตำแย คอยดูแลเขาจนคลอดลูกออกมาหมด เขาไว้ใจฉันมาก จน 11 เดือนผ่านไป เขาได้ตั้งท้องอีก คลอดลูกออดมา 4 ตัว ตอนนี้ เป็น 8 ตัว ฉันไม่เคยที่จะรังเกียจพวกเขา พวกขาอยู่ในบ้านฉันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของบ้านไปแล้ว ฉันรักพวกเขา ด้วยความบริสุทธิ์ใจ พวกเขาก็รับรู้ และ แสดงความรักให้ฉันเช่นเดียวกัน
เวลาฉันดูการเลี้ยงลูกของ..แม่ปิ๋ว..มันทำให้ฉันคิดได้หลายๆแง่ของชีวิต พอถึงเวลากินข้าว สังเกตทุกครั้งว่า แม่ปิ๋ว ไม่เคยที่แย่งลูกกิน นั่งมองลูกกิน พอลูกๆ กินอิ่ม ตนเองถึงก้มลงเก็บเศษที่เหลือของลูกกิน เป็นเช่นนี้มาตลอด เรื่องแมลงสาบ / หนู ที่บ้านฉันไม่ต้องพูดถึง แม่ปิ๋วจับให้ลูกๆเล่นทุกวัน แมวที่บ้านฉันจะมีชื่อทุกตัว ก็น่าแปลกน่ะ พวกเขาจำชื่อและรับรู้ว่าคือ ชื่อของเขา เรียกชื่อก็จะรีบมา
พอจะเขียนถึงเรื่องราวต่อไปนี้ ฉันอดกลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันเป็นเรื่องที่สะเทื่อนใจมาก ทุกครั้งที่นึกคิด แล้ว ใจอดหู่ทุกครั้ง ที่บ้านฉันอยู่กัน 4 คน มีฉัน / สามี / ลูกน้อย 2 คน ช่วงระยะหลังๆสามี และลูก ๆ จะไม่สบายบ่อยมาก เป็นๆหาย ยิ่งสามีฉัน ไอแห้งๆ มาตลอด บ่นว่าคันคอ เป็นมานานมากไปหาหมอก็ให้ยาภูมิแพ้มาทาน เป็นอย่างนี้เรื่อยๆมา จนฉันเริ่มหาสาเหตุจับต้นชนปลาย มามองดูใกล้ๆตัว ..ขนแมว .. เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคภูมิแพ้ ที่ไม่ถูกกันเลย
ทำอย่างไรดี ฉันตัดสินใจ ติดป้ายประกาศให้แมวทั้งหมดที่ฉันมีอยู่ แก่เพื่อนบ้าน และคนที่อยากได้ และภาวนาให้มีคนมาขอพวกเขาไปเลี้ยง โชคดีมีคนใจบุญมาขอไป 1 ตัว แต่ก็โชคร้ายของอีก 7 ตัว ฉันกลุ้มเรื่องอาการป่วยของสามี และลูกๆ
ในวันพุธ 7 มิ.ย. 49 ฉันตัดสินใจ ให้รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ขน พวกเขา ไปปล่อย วันนั้นเป็นวันที่ พวกลูกแม่ปิ๋วและแม่ปิ๋วเอง มานั่งพร้อมหน้ากันในบ้าน เลยไม่ยากที่จะจับเขาใส่ถุง โดยง่ายดาย มีลูกแม่ปิ๋ว 1 ตัวกระโดนหนีหายไปเหมือนรู้ว่าจะโดนปล่อย มอไซด์รับอาสาไปปล่อยที่วัด ใกล้บ้าน มีเนื้อที่เยอะมาก และไม่ขาดเรื่องอาหารการกิน ตอนนั้นฉัน ไม่มีทางเลือก มันเป็นทางออกสุดท้ายที่ญาติๆและ คนรอบข้างแนะนำ และฉันก็คิดใตร่ตรองและตัดสินใจแล้ว
วันรุ่งขึ้นฉันไปวัดที่พวกเขาถูกปล่อยไว้ ตั้งใจว่าจะได้พบพวกเขา แต่ก็ต้องเสียน้ำตากลับมา ไม่เห็นแม้แต่เงา ฉันจำพวกเขาทุกตัวได้ดี ฉันต้องทนทรมารใจ ทุกข์ใจ ที่สงสารพวกเขา แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเลือกเพื่อชีวิต ของสามี และลูกๆของฉัน
(เจ้าลูกแม่ปิ๋ว ที่กระโดนหายไปวันที่จะถูกจับใส่ถุง เขากลับมาแล้ว และติดฉันมากกว่าเดิม ประจบฉันเดินตามตลอด ฉันจะรอให้มีคนใจบุญมารับเลี้ยงเขา เห็นแล้วก็นึกถึงแม่ปิ๋ว และ พี่ๆน้องๆของเขา ถ้าท่านผู้ใดได้อ่านข้อความทั้งหมดแล้ว พอที่จะรับเลี้ยงเขาไว้ได้ ช่วยหาบ้านใหม่ให้เขาด้วย.....)
....ไอดิน 038-394651 .... ชลบุรี 


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว