ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

390 items|« First « Prev 37 38 (39/39)
มองวรรณกรรมในฐานะนักประวัติศาสตร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์
Submitted by . on May,06 2006 21.50
มองวรรณกรรมในฐานะนักประวัติศาสตร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ คัดลอกจากถนนหนังสือ ปีที่๔ ฉบับที่๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๙ ฅนที่มีอาชีพอยู่ในวงวิชาการประวัติศาสตร์จะกระดากใจมาก ที่จะพูดถึงอะไรในฐานะนักประวัติศาสตร์ ถ้าผมแปลชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่าA Historian's view of Literary Study ก็ไม่เป็นไร สามารถพูดได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ผมก็มาพบคำว่า Historian ซึ่งโดยทั่วไปเรามักแปลว่า "นักประวัติศาสตร์" เอาเข้าจริงๆ แล้วในภาษาไทยนั้นไม่ใช่ คำว่า "นักประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษโดนตรง เพราะเหตุว่าสมัยที่เราเริ่มมีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบใหม่ในประเทศไทยเรามา ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่า "นักประวัติศาสตร์" สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ซึ่งว่ากันว่าเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์แบบใหม่ ท่านก็เรียกตัวท่านเองว่า "นักศึกษาพงศาวดาร" ไม่กล้าเรียกตนเองว่า "นักพงศาวดาร" หรือ "นักประวัติศาสตร์"     ต่อมาภายหลังสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ก็ไม่มีอีกเหมือนกันที่กล้าเรียกตัวเองแบบนั้น แต่สามารถเรียกฅนอื่นได้ว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ ผมสามารถเรียกอาจารย์ประเสริฐ ณ นครและอาจารย์ประเสริฐก็สามารถเรียกผมว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ได้ ตรงกันข้าม ในภาษาอังกฤษใครถามผมจะบอกได้เลยว่า ผมเป็น Historian ไม่มีการกระดากกระเดื่อง ที่จริงแล้วคำว่า "นักประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยมีความหมายในเชิงยกย่องอยู่ด้วย เหมือนกับคำว่า "ศิลปิน" ก็มีความหมายในเชิงยกย่องเหมือนกัน ในขณะที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Artist ฅนที่พูดว่าตนเองเป็น Artist ไม่รู้สึกกระดากใจ มันก็เป็นอาชีพเหมือนช่างตัดผมอย่างหนึ่งนั้นเอง     ผมพูดเรื่องนี้เพื่อที่จะบอกว่า การแปลวรรณกรรมไม่ว่าจะเป็นภาษาใดสู่ภาษาใดก็ตามแต่มันทำไม่ได้กันเลยเพราะว่าเวลาเราพูดถึงวรรณกรรมเราก็จะพูดถึงความหมายไปด้วยคำว่า "ความหมาย" มีความหมายอย่างไร ผมว่าอย่างน้อยที่สุด มันควรจะคลอบคลุม ๓ จุดใหญ่ ด้วยกัน     ประการแรกก็คือ ความหมายของความหมาย คือศัพทืที่เราใช้แทนสิ่งต่างๆ นั้นเอง เช่น โต๊ะแทนไอ้ตัวที่มี ๔ ขา มันเป็นความหมายของความหมายพื้นๆ โดยทั่วไป     ประการที่สองก็คือว่า นอกจากมันมีคำว่าอะไรแทนอะไรแล้ว มันก้ยังมีคำว่าอะไรที่แทนอะไรโดยเหลื่อมล้ำกันอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคำที่เป็นลักษณะของอารมณ์ ความรู้สึก และความคิด จะมีลักษณะที่เลื่อมล้ำกันมากๆ การเลื่อมล้ำกันของความหมายเหล่านี้ เวลาที่เราแปลวรรณกรรมจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง เราจะพบว่าฅนในแต่ละวัฒนธรรมจะเอาความเลื่อมล้ำของความหมายของคำนี้มาวางเปรียบโดยไม่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นเมื่อไรก็ตามเมื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นความคิด เมื่อนั้นความเหลื่อมล้ำของความหมายจะก่อให้เกิดปัญหาเสมอ เราไม่สามารถจะแปลวรรณกรรมภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งให้ตรงตาม ความหมายที่เขาใช้กันแท้จริงได้   ประการที่สาม ความหมายโดยนัยประหวัด ความหมายนั้นอาจจะตริงกันถ้าแปลตามตัวอักษร แต่คำทุกคำในภาษาใดๆนั้นมีนัยประหวัดคือเมื่อเราได้ฟังหรือได้อ่านคำนั้น จะทำให้เรานึกถึงสิ่งอื่นๆ ตามไปด้วย นัยประหวัดของคำจะไม่ตรงกันทุกภาษาเหมือนกัน ยกตัวอย่างคำว่า "แย่งราชสมบัติ" ผมพึ่งมารู้เมื่อสัก ๒-๓ ปีมานี้ ผมแปลคำว่า "ชิงราชสมบัติ" เป็นภาษาอังกฤษออกมาเป็น "usurpation" เพื่อฝรั่งอังกฤษบอกผมว่า เฮ้ยไม่ได้ แล้วผมถามว่าแปลว่าอะไร มันก็บอกไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่า "usurpation" ในภาษาฝรั่งนั้นมันรุนแรงมากเหลือเกิน เมืองฝรั่งตามที่เราเรียนประวัติศาสตร์มาแล้วนี่ คงจำกันได้ว่ามันไม่ค่อยจะแย่งราชสมบัติกันเพราะเป็นบาป มโหฬารของฝรั่ง ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ แต่ในเมืองไทยมันไม่ใช่การยาก เพราะเป็นประเพณีทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ทำกันเป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้วฉะนั้นฅนไทยจะมีความรู้สึกต่อคำว่า "แย่งราชสมบัติ" แบบ "กลางๆ" ก็แย่งกันตลอดเวลาจนเกิดเป็นภารกิจไปแล้ว นี่คือนัยประหวัดของคำ     อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องความหมายก็ต้องนึกถึงด้วยคือเรื่องรูปแบบ รูปแบบเป็นสิ่งที่ให้ความหมายโดยที่เราไม่รู้สึกตัวเลยก็ว่าได้ เป็นต้นว่ารูปแบบของกลอนเพลงช่วบ้าน โดยทั่วไปแล้วเราจะไม่พบคำประนามพจน์หรือคำเฉลิมพระเกียรติทั้งหล .....
ประวัติชีวิต ชาติ กอบจิตติ
Submitted by 1 on May,06 2006 21.46

ประวัติชีวิต ชาติ กอบจิตติ 
ประวัติชีวิตและผลงาน  นายชาติ  กอบจิตติ  ศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์

นายชาติ  กอบจิตติ ปัจจุบันอายุ ๕๐ ปี เกิดเมื่อวันที่  ๒๕  มิถุนายน  ๒๔๙๗ ที่บ้านริมคลองหมาหอน ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เดิมชื่อ สุชาติ เป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวนบุตรชาย ๔ คน และหญิง ๕ คน ของ นายสุนทรและนางสมจิตต์  กอบจิตติ มีอาชีพค้าขาย  ชาติ  กอบจิตติ สมรสกับ นางสาวรุจิรา  เตชะศีลพิทักษ์  ไม่มีบุตร

หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน
Submitted by 1 on May,06 2006 21.41
หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หลักการและเหตุผล ปัจจุบัน เด็กและเยาวชนไทยยังอ่านหนังสือน้อยกว่าเด็ก และเยาวชนประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งอาจเพราะคนไทยจนกว่า แต่ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยยังมีนิสัยรักการอ่านน้อยกว่า โครงการคัดเลือกหนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน มีจุดมุ่งหมายการกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนไทยรักการอ่าน หนังสือมากขึ้นและมีคู่มือในการอ่านหนังสือดี การรักการอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองที่สำคัญ คณะผู้วิจัยและการดำเนินงานคัดเลือก ประกอบด้วย 1.อ.วิทยากร เชียงกูล 2.อ.กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ 3.รศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ 4.คุณพรพิไล เลิศวิชา 5.รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือก เป็นหนังสือเล่ม ประเภทบันเทิงคดี (นิทาน นิยาย เรื่องสั้น บทกวี) ที่เขียนขึ้นเอง โดยไม่จำกัดยุคสมัย มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีเนื้อหาสาระที่ส่งเสริมความเข้าใจชีวิตและสังคม เสริมสร้างภูมิปัญญา จินตนาการ และ ค่านิยมที่ดีมีศิลปะในการเขียนที่ดี มีความงาม ความไพเราะ ความสะเทือนอารมณ์ อ่านได้สนุกเพลิดเพลิน มีเนื้อหา ท่วงทำนอง ภาพประกอบที่สามารถสนองความสนใจของนักอ่านกลุ่มเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสมกับวัย กระตุ้นจินตนาการ และการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและโลกที่ผู้อ่านรู้สึกเชื่อมโยงด้วย เป็นการวางพื้นฐานในการอ่านวรรณคดีที่เป็นแบบฉบับ (คลาสสิก) ของไทย หรือช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจชีวิตและสังคม วัฒนธรรมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น ประกาศวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2543 โดยเรียงลำดับตามกลุ่มวัย, ประเภทหนังสือ และลำดับตัวอักษรของชื่อหนังสือ ในแต่ละกลุ่ม 1.กลุ่มเด็กวัย 3-6 ปี 1. กระต่ายน้อยกับหินวิเศษ ย สมบูรณ์ ศิงฆมานันท์ 2. ขอแม่ให้ลูกนก - บุญสม เอรวารพ 3. ดอกสร้อยสุภาษิตประกอบภาพ ย กรมศิลปากร 4. ต้นไม้ในสวน ย ชีวัน วิสาสะ 5. ปลาบู่ทอง - กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 6. ผีเสื้อกับผึ้งน้อย ย อำนาจ เย็นสบาย 7. ฟ้าจ๋าอย่าร้อง ย ส.พุ่มสุวรรณ 8. ยายกะตา ย บุญสม เอรวารพ 9. รถไม้ของขวัญ ย อิทธิพล วาทะวัฒนะ 10. เสือโค - หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา, รัตนา อัตถากร 11. สำนึกของปลาทอง - วิรุณ ตั้งเจริญ 12. หนูมากับหนูมี ย สมใจ ทิพย์ชัยเมธา 13. หนูอ้อกวาดบ้าน ย อุไร ฟ้าคุ้ม 14. เอื้องแซะสีทอง นิยายการ์ตูนชาวเขา ย วิชา พรหมจันทน์ 15. อำเภออึกทึก ย ดำรงศักดิ์ บุญสู่ 2. กลุ่มเด็กวัย 7-12 ปี (แบ่งตามประเภท เป็นนิทานภาพ กับนิยายเรื่อง) 2.1 กลุ่มนิทานภาพ 16. การ์ตูนประวัติบุคคลสำคัญ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - พรชมภู ราชทา, รุ่งโรจน์ แสงพันธุ์ 17. ข้าวเขียวผู้เสียสละ - วิริยะ สิริสิงห 18. เด็กชายผู้ไม่ยอมเปิดหน้าต่าง - กานติ ณ ศรัทธา 19. ต้นไม้ ย จารุพงษ์ จันทรเพชร 20. ตาอินกับตานา - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 21. นโมแห่งบ้านไม้ - อรุณ วัชระสวัสดิ์ 22. นางในวรรณคดี - ?มาลัย? 23. นิทานชาวเขา ย สมศักดิ์ ศรีมาโนชน์, สุนทร สุนันท์ชัย 24. นิยายภาพ 4 เรื่อง 4 รส - เตรียม ชาชุมพร 25. นิทานภาพพุทธรักษา ย ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และคณะ 26. เปลือกหอยกับความสุข ย มานิต ประภาษานนท์, สุธีรา สาธิตภัทร 27. ผึ้งน้อยในสวน ย สิรินทร์ ช่วงโชติ 28. พระเวสสันดร ย ปัณยา ไชยะคำ 29. ไม่อยากเป็นควาย - สายสุรีย์ จุติกุล, แสงอรุณ รัตกสิกร 30. ยเรณู-ปัญญาย เที่ยวรถไฟ -กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 31. ลูกหงส์กตัญญูญ - พรจันทร์ จันทวิมล 32. เล่นกลางแจ้ง ย ปรีดา ปัญญาจันทร์ 33. สิงหโตเจ้าปัญญา - ถวัลย์ มาศจรัส 34. สุดสาคร และวีรชนในประวัติศาสตร์ไทย - ประยุต เงากระจ่าง 35. โสนน้อยเรือนงาม - มล.มณีรัตน์ บุนนาค 36. หนังสือชุดภาพประกอบคำบรรยาย และหนังสือชุดภาพและการ์ตูน ย เหม เวชกร 37. หนังสือชุดภาพและการ์ตูน - สมควร สกุลทอง และประเทือง มุทิตาเจริญ 38. หนังสือภาพชุด ภาพวิจิตรวรรณคดี ย นายตำรา ณ เมืองใต้ 39. หนังสือภาพประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ -กาญจนา นาคพันธุ์ 2.2 กลุ่มนิทาน/นิยายเรื่อง 40. เขาชื่อเดช ย กาญจนา นาคนันท์ 41. ครูไหวใจร้าย ย ผกาวดี 42. เชียงเหมี้ยง ย คำหมาน คนไค 43. นกกางเขน - หลวงกีรติวิทย์โอฬาร และอร่าม สิทธิสารีบุตร 44. นิทานคติธรรม ย แปลก สนธิรักษ์ 45. นิทานชาดก ระดับประถม ฉบับกรมวิชาการ 46. นิทานไทยยพระยาอุปกิตศิลปสาร และหลวงศรีอมรญาณ 47. นิทานพื้นบ้าน - เต็มสิริ บุญยสิงห์ 48. นิทานร้อยบรรทัด-กรมวิชาการ 49. นิทานสุภาษิต - สามัคยาจา .....
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
Submitted by 1 on May,06 2006 21.39
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน จากโครงการวิจัย คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน ที่มีอาจารย์วิทยากร เชียงกูล ผอ.ศูนย์วิจัยสังคมศาสตร์ ม.รังสิต เป็นหัวหน้าคณะ โดยได้รับทุนอุดหนุน จากสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในช่วงปี พ.ศ. 2540-41 หลักเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกหนังสือดี เป็นหนังสือภาษาไทยที่เขียนขึ้น ในช่วงประมาณสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงปี พ.ศ.2519 ในสาขาวิชาความรู้ต่าง ๆ และวรรณกรรมที่ดีเด่น, สำคัญ, เป็นแบบฉบับ ที่มีค่าควรอ่านได้ทุกยุคสมัย เป็นหนังสือที่มีศิลปะในการเขียน และการใช้ภาษาที่ดี มีคุณค่าทางศิลปวรรณกรรม ทั้งในแง่รูปแบบ (ความงาม, ความไพเราะ, ความสะเทือนอารมณ์) และเนื้อหาสาระที่ตีความหมาย, สะท้อนชีวิต และสังคม เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระ ที่แสดงออกถึงความริเริ่มสร้างสรรค ์ สะท้อนให้เห็นความคิดอ่าน ความรู้ ประสบการณ์ สภาพของสังคม ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านมีทัศนะต่อชีวิต และต่อโลกที่กว้างขึ้น ได้รับความรู้ ความคิดอ่าน ความบันเทิงทางศิลปวัฒนธรรมที่เป็นประโยชน์ ทำให้ผู้อ่านฉลาด และมีความคิดแบบเสรี หรือใจกว้าง (liberal) มากขึ้น เข้าใจชีวิต และสังคมมากขึ้น คณะผู้วิจัย วิทยากร เชียงกูล, ทวีป วรดิลก, ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา, ดร.ไชยันต์ รัชชกูล, รศ.พรภิรมณ์ เชียงกูล, ธรรมเกียรติ กันอริ, ธัญญา ผลอนันต์, พิทยา ว่องกุล, กมล กมลตระกูล, พรพิไล เลิศวิชา, พิมล เมฆสวัสดิ์ คณะกรรมการชี้ทิศทาง ดร.เจตนา นาควัชระ, คำสิงห์ ศรีนอก, ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล, นิตยา มาศะวิสุทธิ์, อำพล สุวรรณธาดา รายชื่อหนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยน่าควรอ่าน ประเภทบันเทิงคดี (FICTION) ก. กวีนิพนธ์และบทละคร ประชุมโคลงโลกนิติ - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร เสภาศรีธนญไชยเชียงเมี่ยง นิราศหนองคาย - หลวงพัฒนพงศ์ภักดี สามัคคีเภทคำฉันท์ - ชิต บุรทัต มัทนะพาธา - พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โคลงกลอนของครูเทพ - เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี บทละครเรื่องพระลอ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ขอบฟ้าขลิบทอง - อุชเชนี เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า. - นายผี บทกวีของเปลื้อง วรรณศรี บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ - จิตร ภูมิศักดิ์ จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย - ทวีปวร กวีนิพนธ์ - อังคาร กัลยาณพงศ์ ขอบกรุง - ราช รังรอง เพียงความเคลื่อนไหว - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ข. นิยาย ละครแห่งชีวิต - ม.จ. อากาศดำเกิง รพีพัฒน์ กามนิต - เสฐียรโกเศศ, นาคะประทีป ดำรงประเทศ - เวทางค์ ผู้ชนะสิบทิศ - ยาขอบ หนึ่งในร้อย - ดอกไม้สด บางระจัน - ไม้ เมืองเดิม หญิงคนชั่ว - ก. สุรางคนางค์ พล นิกร กิมหงวน - ป. อินทรปาลิต ปักกิ่ง-นครแห่งความหลัง - สด กูรมะโรหิต เราลิขิต-บทหลุมศพวาสิฏฐี - ร.จันทพิมพะ เมืองนิมิตร - ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ แม่สายสะอื้น - อ. ไชยวรศิลป์ พัทยา - ดาวหาง แผ่นดินนี้ของใคร - ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร - แย้ม ประพัฒน์ทอง ปีศาจ - เสนีย์ เสาวพงศ์ สี่แผ่นดิน - ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ทุ่งมหาราช - มาลัย ชูพินิจ แลไปข้างหน้า - ศรีบูรพา เสเพลบอยชาวไร่ - รงค์ วงษ์สวรรค์ จดหมายจากเมืองไทย - โบตั๋น เขาชื่อกานต์ - สุวรรณี สุคนธา สร้างชีวิต - หลวงวิจิตรวาทการ ตะวันตกดิน - กฤษณา อโศกสิน สร้อยทอง - นิมิตร ภูมิถาวร พิราบแดง - สุวัฒน์ วรดิลก ลูกอีสาน - คำพูน บุญทวี ค. เรื่องสั้น นิทานเวตาล - น.ม.ส. จับตาย : รวมเรื่องเอก - มนัส จรรยงค์ เรื่องสั้นของป. บูรณปกรณ์ (ชีวิตจากมุมมืด, ดาวเงิน) - ป. บูรณปกรณ์ เสาชิงช้า, เอแลนบารอง และเรื่องสั้นอื่นๆ ของ ส. ธรรมยศ พลายมลิวัลลิ์ และเรื่องสั้นบางเรื่อง ของถนอม มหาเปารยะ ผู้ดับดวงอาทิตย์ และเรื่องสั้นอื่นๆ - จันตรี ศิริบุญรอด ยุคทมิฬ และเรื่องสั้นอื่นๆ ของ อิศรา อมันตกุล เรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ - อาจินต์ ปัญจพรรค์ ฟ้าบ่กั้น - ลาว คำหอม เพื่อนเก่า - เสนอ อินทรสุขศรี รวมเรื่องสั้นบางเรื่องของฮิวเมอร์ริสต์ - ฮิวเมอร์ริสต์ ฉันจึงมาหาความหมาย - วิทยากร เชียงกูล คนบนต้นไม้ - นิคม รายวา ประเภทสารคดี/บทความ (NON FICTION) ก. ประวัติศาสตร์ ประวัติกฎหมายไทย - ร. แลงกาต์ นิทานโบราณคดี - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โฉมหน้าศักดินาไทย - จิตร ภูมิศักดิ์ กบฏ ร.ศ. 130 - เหรียญ ศรีจันทร์, ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ เจ้าชีวิต - พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ศาลไทยในอดีต - ประยุทธ สิทธิพันธ์ ประวัติศาสตร์ไทยสมัย 2352-2453 ด้านสังคม - ชัย เรือ .....
อาลัยกนกพงษ์ 2
Submitted by 1 on April,23 2006 10.29
ตัวหนอนบนกองหนังสือ ขอไว้อาลัยแด่...กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เจ้าของแมวแห่งบูเก๊ะกรือแซะ : ปุถุชน & ปีศาจสุรา สัมผัสแห่งภาษาที่จารึกในกาลเวลา เขา ผู้มาเยือนยังโลก เพื่อจารึกชื่อบนผิวน้ำ ฝากรอยเท้าบนผืนทราย เดินฝ่าหุบเขาฝนโปรยไพร ใต้ร่มเงาแห่งความตาย เขา ผู้เป็นแรงบันดาลใจ เพื่อความรักนิรันดร์ เพื่อสันติภาพสุกสกาว ใต้ดวงดาวแพรววาว เขา ผู้มีเรื่องราวเล่าขาน เป็นตำนาน... คือผู้ฉีกกระชาก และตีแผ่... ความสวยงามและความโหดร้าย ของวิถีแห่งกาลเวลา เขา ผู้มาจากกาลเวลา และลาจากไป...ในกาลเวลา เสียงหัวเราะและหยดน้ำตา ที่เขาทิ้งร่องรอยเอาไว้ จะสถิตในดวงใจ ของจิตวิญญาณ อันพิสุทธิ์ นิรันดร... สัมผัสแห่งสุนทรีย์ที่จารึกเอาไว้ในภาษาของเขา เป็นเสมือนเงาอันสว่างไสวแห่งจิตวิญญาณ ที่ผลิบานอยู่ในอนันตกาล เนิ่นนานเช่นที่ผ่านมา ยาวนานเช่นที่กำลังจะผ่านไป ความเป็นอมตะผนึกเข้าเป็นหนึ่งเดียวในอ้อมกอดของเขา เป็นความกึกก้องกัมปนาทในความเงียบ ทว่าเป็นพลานุภาพในความสงบนิ่ง ที่จะยังคงเคลื่อนไหว ภายใต้กระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลง แห่งกาลเวลาอันปราศจากจุดจบ ตลอดไป ...................... ชายผู้อยู่ในหุบเขา ตรงริมรั้วบ้านไม้โบราณ เขาโปรยหว่านเมล็ดฟักไว้ แล้วหันหลังให้ ไปนั่งถักปลอกหมอนกับหญิงสาว ความรื่นรมย์ผลิงอกเป็นเรื่องราว ในหุบเขา วันเวลาของโลก ปลอกหมอนสงบนิ่งบนเตียงไม้ คล้ายยังถักไม่เสร็จ นอกหน้าต่างออกไป ทอดใบเลาะรั้วคือเถาฟัก โลกเหมือนจำหลักอยู่ในความนิ่งงัน แล้วทวนถามความฝันของเขา คำตอบใดเล่า วิถีทางของเขาได้ตั้งคำถาม ต่อเส้นด้ายที่กำลังกลายเป็นปลอกหมอน หรือผลฟักอ่อนที่รอวันเก็บเกี่ยว ความโดดเดี่ยวของบทสนทนา ดั่งว่าเป็นคำตอบเดียวกัน ในหุบเขา ท่ามเงาแสงแห่งดวงตะวัน เขายังคงอยู่ที่นั่น เหมือนเส้นด้ายที่กำลังกลายเป็นปลอกหมอน และผลฟักอ่อนที่รอวันเก็บเกี่ยว คือสิ่งเดียว กลางหัวใจเปลี่ยวเศร้าของผู้คน. อภิชาติ จันทร์แดง ......................... * อาลัยการจากไปของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ / 15 กุมภาพันธ์ 2549 ขอโทษทีพี่ชาย ตอนมีชีวิต ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมเยือน แค่รับรู้ข่าวสารตามหน้าหนังสือก็พอใจ แต่ทำไมพอเธอจากไป ใครๆก็ต่างพากันไปห้อมล้อม ทั้งที่ตัวเธอไม่รู้สึกรู้สา นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงสี่เหลี่ยม ไม่ใช่แต่คนอื่นหรอก ตัวฉันเองทันทีที่ได้รับข่าวร้าย ภาพของเธอก็วนเวียนอยู่ในหัว สลัดอย่างไรก็ไม่ออก พี่ชาย... ขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อ ขอโทษที่อ่านผลงานแล้วได้แต่คิดถึง แต่ไม่เคยเขียนจดหมายไปหา พี่ชาย... ขอโทษที่ทิ้งให้พี่ไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว แม้พี่จะจากไปอย่างไม่โดดเดี่ยว แต่พี่ทิ้งพวกเราเอาไว้อย่างโดดเดี่ยว โดยไม่มีพี่ชาย..ที่น่ารักอย่างนี้อีกแล้ว สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์ ............................. หุบเขาฝนโปรยไพร-ฝนไม่โปรย ใบไม้เคยโบกโบย ลมโชยผ่าน เงียบนิ่ง ประหนึ่งหลับอยู่นับนาน กิ่งก้านน้อมค้อมลา - คารวาลัยย ยยยยยย. ชั่วขณะที่ทราบข่าวพี่หนก-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เสียชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะหยุดนิ่งลงเบื้องหน้าด้วยอาลัย ที่หุบเขาฝนโปรยไพรหรือภายในหัวใจผมก็คงเฉกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าพี่จะจากไปแผ่นดินอื่นหรือผืนดินใด พี่ยังคงเป็นนักเขียนในดวงใจ ที่คอยเติมเชื้อไฟความคิดฝันของผม ตั้งแต่บาทก้าวแรกของการอ่าน ยาวนานตลอดมา และจะตลอดไป... นพดล ปรางค์ทอง ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ /๑๑.๔๕ น. ................................... ข้าง ๆ ฉัน มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม คอยอ่านงานของฉัน.. นะพี่ชาย จบประโยคสุดท้ายจะให้พี่ รบกวนช่วยตรวจทานด้านเลวดี ถากถางเสียดสีจะน้อมฟัง ฉันเชื่อว่า.. พี่ยังอยู่ข้างฉัน คอยแต่งแสงหมื่นพันปลุกไฟหวัง ชี้หนุ่มสาวสู่เช้าอันจีรัง โลกพินพังอย่างไรไม่สิ้นเช้า!. ............................ ตกเต็มแคว้นแผ่นดินอื่นท่วมผืนใจ ทิ้งหุบเขาฝนโปรยไพรไปสู่ฟ้า ในหุบเขาเงางามต้อยตามฝัน ฝนโปรยไพรไหวสั่นฝันกลั่นถ้อย ทิวฟ้าครามขุนเขาเฝ้ารอคอย เมฆอารมณ์บ่มถ้อยฝนปรอยไพร กนกพงศ์ กระหนกพง แต่งพงพฤกษ์ ร้อยรู้สึกลึกล้ำเมฆฉ่ำไหล ไหลอารมณ์บ่มเรื่องอยู่เรืองไร เขียนหัวใจไหลเนื่องยิ่งเรืองรอง ป่าน้ำค้างค้างชุ่มทุกลุ่มลาด ข้ามสายธารสะพานขาดเกินปัดป้อง ปลิดชีพคนใบเลี้ยงเดี่ยวลงเหี่ยวกอง ปล่อยโลกของซัลมานร้าวรานใจ กลั่นชีวิตจิตวิญญาณธารอักษร คืนสัญจรซ่อนเมฆวิเวกไหล ตกเต็มแคว้นแผ่นดินอื่นท่วมผืนใจ .....
กองทุน-นิตยสารเรื่องสั้น การเกิดใหม่ของ 'กนกพงศ์'
Submitted by 1 on April,17 2006 21.09
กองทุน-นิตยสารเรื่องสั้น การเกิดใหม่ของ 'กนกพงศ์' โดย เนชั่นสุดสัปดาห์ เหินห่างบ้าง แต่ไม่เคยร้างรา สำหรับบรรยากาศการทำหนังสือ ยัง สำนักพิมพ์นาคร ที่ตั้งอยู่ ณ ชั้น 3 ของอาคารหงสกุล ย่านทุ่งรังสิต โดยเฉพาะวันไหนที่ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ขึ้นมาจากใต้เพื่อทำหนังสือ วันนั้นๆ จะมีสีสันเป็นพิเศษ และหากไม่ป่วยไข้ เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมา กนกพงศ์จะปรากฏตัวที่นั่นพร้อมหอบต้นฉบับรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ และเลย์เอาท์ของ 'ราหูอมจันทร์' นิตยสารรวมเรื่องสั้นที่เขาหวังในใจให้เป็น 'เวทีเรื่องสั้นแห่งใหม่' ของวงการน้ำหมึก ได้คึกคักกันอีกครา และหากไม่ลาลับเมื่อตอนสายของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ตอนนี้เราคงได้เห็นความคิดความตั้งใจของเขาออกมาเป็นรูปเล่มแล้ว ทว่า เราต่างมิอาจหยุดยั้งการเกิดดับอันเป็นสัจธรรมของชีวิตได้ นับแต่นั้น คนที่ไปเยือนยังชั้น 3 แห่งนั้น จึงกลายเป็น กลุ่มคนทำหนังสือ ที่เป็นพี่ เพื่อน และน้องๆ ของนักเขียนหนุ่มคนนั้นแทน ไม่ว่าจะเป็น ขจรฤทธิ์ รักษา ชีวี ชีวา พินิจ นิลรัตน์ พิเชฐ แสงทอง อดีตมือปรู๊ฟไรเตอร์ ฯลฯ ทั้งหมดมุ่งหน้าไปที่นั่นโดยมิได้นัดหมาย แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อทำหนังสือที่ระลึก 'คืนสู่แผ่นดิน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์' ให้สมบูรณ์ที่สุด บรรยากาศทำหนังสือข้ามวันข้ามคืน หวนคืนมาอีกคราหนึ่ง เพียงแต่ไม่มีกนกพงศ์อยู่ที่นั่น-เท่านั้นเอง (เอ๊ะ! หรือจะมี?) พี่น้องผองเพื่อนของนักเขียนหนุ่ม ต่างคร่ำเคร่งกับตัวหนังสือที่เรียงรายบนหน้ากระดาษ ปรู๊ฟแล้วปรู๊ฟเล่า แต่ห้องเล็กๆ นั้น แม้จะมีความโศกเศร้าโรยเกลื่อนอยู่ทุกซอกมุม แต่ก็ไม่ขาดเรื่องตลกที่นำมาอำมาเล่าสู่กันฟัง ดังเช่นเรื่องป้ายหน้างานที่เขียนว่า 'นายกนกพงศ์' ก็มีคนไปถามว่า "ตกลงนี่กนกพงศ์ เป็นนายกอะไร เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเขาไปอ่านว่านายก-นกพงศ์ ก็แปลกดี" เจน สงสมพันธุ์ พี่ใหญ่ของน้องๆ เล่าไปหัวเราะไป แต่แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าสุดประมาณ ถึงอย่างนั้น ยังคงมีสติอยู่เต็มเปี่ยม ด้วยเข้าใจน้องชายดีว่า หากรำลึกถึงด้วยการตั้งเป็นอนุสาวรีย์ หรือทำเป็นรูปต่างๆ นั้น หาใช่ความปรารถนาของกนกพงศ์ไม่ การเน้นเนื้อหาสาระต่างหากคือคำตอบ โดยเฉพาะเรื่องของการทำให้วงการนักเขียนเกิดความคึกคักขึ้นมา เพราะถือว่ากนกพงศ์นั้นเป็นแรงบันดาลใจของนักเขียนหนุ่มอีกมาก แล้วคนที่เหลืออยู่ จึงมาคิดต่อว่า แล้วจะนำแรงบันดาลใจนี้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดกับวงการวรรณกรรมคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร ที่สุดจึงตัดสินใจร่วมกับสมาชิก 'นกสีเหลือง' ทั้ง 4 คือ เจน สงสมพันธุ์ ชีวี ชีวา ขจรฤทธิ์ รักษา และ ดิเรก นนทชิต (ถ้ารวมกนกพงศ์ด้วยก็เป็น 5 (ใน 7) เสียงส่วนใหญ่ถือว่า-ผ่าน) ร่วมด้วย ไพฑูรย์ ธัญญา ว่า 'ราหูอมจันทร์' นิตยสารรวมเรื่องสั้นรายสี่เดือน ที่น้องชายได้ริเริ่มไว้นั้น จะต้องคงอยู่ต่อไป ด้วยการจัดตั้ง 'กองทุน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์' ขึ้นมา เพื่อดำเนินการสานต่อความตั้งใจครั้งนี้ 0 0 0 นิตยสารรายฤดู 'ราหูอมจันทร์' นี้ เป็นโครงการที่กนกพงศ์ ริเริ่มมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา อาสาเป็น 'บรรณาธิการรวบรวมต้นฉบับ' ทั้งหมด โดยมีทีมศิลปะที่อยู่ในละแวกจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมสร้างสรรค์ด้านอาร์ตเวิร์ค พอเสร็จสรรพจากใต้มาแล้ว ถึงกรุงเทพฯ ก็คือเข้าโรงพิมพ์อย่างเดียว แต่คราวนี้บางอย่างคงต้องปรับเปลี่ยนไป อันที่จริง พอกนกพงศ์ไม่อยู่แล้ว คนที่เหลืออยู่ จะหยุดก็ย่อมทำได้ แต่ด้วยวัตถุประสงค์ของ 'ราหูอมจันทร์' ที่ว่า "มุ่งหวังที่จะสร้างและส่งเสริมนักเขียนรุ่นใหม่ในแนวของการเขียนเรื่องสั้น" นั่นเอง พวกเขาจึงมิอาจละทิ้งไว้ได้ ที่สำคัญ ความคิดในการเปิดเวทีสำหรับคนรุ่นใหม่ ยังอยู่ในใจของคนวรรณกรรมกลุ่มนี้เสมอ ดังเช่นครั้งตั้งสำนักพิมพ์ 'นกสีเหลือง' ก็มีความตั้งใจคล้ายๆ กันไม่แปรเปลี่ยน โดยเฉพาะกนกพงศ์ มีความคิดตรงนี้ด้วยเช่นกัน เพราะลักษณะของกนกพงศ์ที่ผ่านมานั้น ในขณะที่เขาทำงานเขียนหนังสือ เขาจะคิดถึงว่าจะทำให้แวดวงวรรณกรรม วัฒนธรรมดนตรีพวกนี้ เคลื่อนไหวอย่างไรตลอด จึงไม่น่าแปลกใจที่มวลมิตรของนักเขียนหนุ่มคนนี้จะแผ่ไพศาลไปหลากรุ่นหลายวงการ "ครั้งนี้เขาสรุปบทเรียนความล้มเหลวของคราวที่แล้วว่า มันล้มเหลวเพราะอะไร การออกมาของกนกพงศ์ในครั้งนี้ ก็ .....
อาลัยกนกพงษ์
Submitted by Pookun on April,17 2006 21.03

กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ที่ฉันรัก
เขียนเรื่องสั้นดีนัก ฉันอ่านพบ
“สะพานขาด”ประกาศฝีมือลือตระหลบ
ไม่เคยพบเรื่องดีเช่นนี้เลย


ฉันเขียนชมกนกพงศ์ลงนิตยสาร
เมื่อได้อ่าน “สะพานขาด”มิอาจเฉย
ฉันกล่าวว่าเขามาใหม่ไฉนเลย
จึงเขียนเหมือนคนเคยได้รางวัล


ฉะนั้นไซร้ต่อไปคงได้ผล
คงสร้างงานบรรดาลดลอักษรสรรค์
เขาก็สร้างงานเขียนพากเพียรครัน
แต่แล้วเขาดับขันธ์ ไม่ทันไร


ฉันเสียใจเสียดายกนกพงศ์
ลืมไม่ลงบทประพันธ์ที่สรรค์ไว้
เสียดายที่ฝีมืออันลือไกล
ชะงักงันทันใดเพราะ “สิ้นบุญ”


ไม่เป็นไรเพื่อนสนิทมิตรสหาย
แฟนทั้งหลายยังอยากอ่านงานที่คุ้น
สำนักพิมพ์จงมีจิตคิดเจือจุน
จงการุญพิมพ์งานเก่าของเขาซ้ำ.

โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙--(ผมไปพัทลุงไม่ได้ ขอมอบบทกลอนนี้ให้เขาก็แล้วกัน)

........................................

ได้เขียน ได้คิด ได้สิทธิ์นี้
สรรค์สร้างวิถีตามที่หมาย
ดำรงค่าของมนุษย์ผู้จุดประกาย
ส่องแสงพรายโดดเด่นในเส้นทาง


ได้ใช้ชีวิตตามสิทธิ์นั้น
เต็มขั้น เต็มคราวทุกก้าวย่าง
เต็มตื่น เต็มฝัน ทุกชั้นวาง
โลกกว้างย่อมจดจารตำนานคุณ

โดย ประชาคม ลุนาชัย--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
....................................

ยังจำคืนหนึ่ง ริมน้ำปิง
นิ่ง นิ่ง นิ่ง เงียบงัน
กนกพงศ์ สงสมพันธ์
เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างเขา


อ่านงานของคุณเล่มล่า
ลมปลิว ใบไม้ป่า
หลับตาถอนใจยาว
เจ้าหงิญของเรา เตาะแตะ ตามรอยเท้าคุณ หลายขวบปี


เสียดายหรือชีวิต
ถ้าคิด เขียน ได้เพียงนี้
วันหน้า ณ ริมฝั่ง มหานที
สอนผมอีกที ในความเงียบงัน


โดย บินหลา สันกาลาคีรี--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙--(ผมไม่สนิทกับเขา แต่ผมรักเขา)

อาลัยรัก - - กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ โดย น.โหน่ง ณ นาคร
Submitted by 1 on April,17 2006 20.58
อาลัยรัก - - กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ โดย น.โหน่ง ณ นาคร อีกมุมหนึ่ง ของวันที่ ๑๔ กุมภาฯ ๒๕๔๙ กลิ่นหอมหวลของวันที่ ๑๔ กุมภาฯ โชยมาจางๆ มีกลิ่นแห่งความรักแซมกลิ่นดอกไม้หอมจางๆมาจากหุบเขา "มันใกล้เข้ามาแล้วสิ" หนุ่มสาวคู่หนึ่งสนทนากัน เขาและเธอต่างเตรียมงานเลี้ยงเล็กๆไว้สำหรับกันและกัน และจากนั้นก็ต้อนรับการมาเยือนของมวลมิตร ผมรู้จักเขามาเป็นเวลา ๑๖ ปีแล้ว รู้สึกดีที่ได้พบและเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนจวบจนปัจจุบัน บ้านน้อยกลางป่าแห่งหุบเขาฝนโปรยไพรคือสถานที่ซึ่งต้อนรับเหล่ามวลมิตรเสมอมา เรามักจะไปจัดงานเลี้ยงกันที่นั่น ทุกๆครั้งที่จัดงานเลี้ยง จะมีแต่ความสุขสนุกสนานทุกๆครั้ง เธอ ........ ภรรยาเจ้าของบ้าน ก็จะนำสำรับอาหารที่มีสีสันและรูปแบบที่แปลกตา มาเสิร์ฟกับพวกเราให้อิ่มหนำสำราญ ก่อนดนตรีจะเริ่มบรรเลง จนกระทั่งเรื่องราวทั้งหมดจะเงียบหายไป และไม่มีข่าวคราวใดๆจากหุบฝนโปรยไพร เมื่อประมาณปีที่แล้ว ผมเคยคิดเล่นๆว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ โดยสมมติตัวละครขึ้น โดยตัวเอกของเรื่อง กำลังเฝ้าไข้เพื่อนสนิทคนหนึ่งที่กำลังนอนป่วยอยู่ที่เตียงคนไข้ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เขาป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ จากนั้นไม่นานเพื่อนของเขาก็ต้องตายจากไปเพราะโรคร้ายจากบุหรี่ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งในวันเดียวกัน เขาก็ประกาศเลิกสูบบุหรี่ตลอดชีวิตเพื่ออุทิศและไว้อาลัยให้แก่เพื่อนของเขา ประมาณวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ บุหรี่มวนสุดท้ายเหลืออยู่ในซอง ผมจุดมันขึ้นมาสูบ หลังจากบุหรี่มวนสุดท้ายมอดไหม้ ผมก็มีอาการระคายคอนิดหน่อย เลยคิดว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่เกินคาดคิดอาการมันยิ่งเป็นหนักขึ้นเพราะบุหรี่มวนนั้น ผมเจ็บคออย่างรุนแรง ไข้ขึ้นสูงกลืนอะไรไม่ได้ ปวดหัวมาก การทรงตัวไม่อาจทำได้ตามใจต้องการ ยิ่งวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ผมเป็นหนักขึ้นเป็นสองเท่า โธ่ มันเป็นวันที่คนรักของผมจะลงมาเที่ยวกับผมเสียด้วยสิ แต่อาการป่วยมันก็หายไปราวปาฏิหารย์ เพราะบุหรี่มวนนนั้นที่ทำให้ผมเกือบไปเที่ยวกับคนรักไม่ได้ ๑๓ กุมภาฯ ๒๕๔๙ เขาและเธอยังคงหยอกล้อกันในห้องพักผู้ป่วย เขายังพูดแซวเธอว่า "เราน่าจะยึดห้องพักนี้เป็นบ้านหรือโรงแรมเสียเลย เราจะอยู่กันกี่วันดีล่ะ" เขาพูดคุยกันต่อต่อว่า พรุ่งนี้เราจะไปฉลองกันที่ไหนดี วันนี้วันที่ ๑๓ กุมภาฯ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ มากกว่า ๒๔ชั่วโมงแล้ว ที่เขานอนซมอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีหมอเข้ามาดูอาการแม้แต่คนเดียว แต่เขาและเธอก็ยังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนานเช่นเดิม เช้าวันที่ ๑๔ กุมภาฯ ๒๕๔๙ เขานอนสงบนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ และไม่มีเสียงหยอกล้อเช่นทุกวัน เธอจับมือเขาแล้วเรียกชื่อเขาดังๆ ไม่ ! ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เขาหยุดความฝันของเธอไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ เขาจากไปก่อนอรุณรุ่งของวันที่ ๑๔ กุมภาฯ จะมาเยือน ยังไม่ทันได้ลิ้มรสอันหอมหวานแห่งวาเลนไทน์ มัจจุราชก็พรากเธอไป คุณป้าของผมบอกกับผมว่า เขาไปดีนะ เพราะเขาตายในเดือนเกิดของเขาคือเดือนกุมภาพันธ์ และวันนี้เป็นวันมาฆบูชาเสียด้วย นับว่าเขาไปดี แต่ใครเล่าจะปวดร้าวเท่ากับเธอ วันแห่งความรักเธอน่าจะได้ร่วมฉลองความสุขเช่นคู่รักคู่อื่นๆ แต่เธอกลับต้องมาลิ้มรสความขมขื่นแต่เพียงเดียว ๑๔ กุมภาฯ ๒๕๔๙ จึงกลายเป็นงานศพของคนรัก หากมัจจุราชจะพรากเขาอย่างไม่มีวันกลับจริงๆให้เขาตายในวันที่ ๑๕ กุมภาฯไม่ได้หรือ ให้เขาอยู่ร่วมกันในอ้อมกอดของ ๑๔ กุมภาฯด้วยกันสักวันไม่ได้หรือ แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยให้เขาจากไป ไม่ได้หรือครับ ไร้คำตอบจากสวรรค์ เขาตายด้วยอาการปอดติดเชื้อ เนื่องจากความชื้นของอากาศ และการสูบบุหรี่จัดมาเป็นเวลาอันยาวนาน ดูเหมือนว่า ผมจะเลิกบุหรี่เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่เขา แต่อาจไม่ใช่ ผมเลิกบุหรี่ก่อนหน้าเขาตายหลายเดือน แต่ก็ไม่เป็นไรหากผมจะขอเลิกสูบหรี่ตลอดชีวิตจริงๆเพื่อเป็นการอุทิศแต่การจากไปของเขา เขาเป็นทั้งเพื่อนและพี่ดี ซึ่งผมรักและศรัทธาตลอดมา นับจากนี้ งานเลี้ยงของพวกเรา จะไม่มีเสียงกีตาร์ของเขาขับกล่อมเราอีกต่อไปแล้ว ปาร์ตี้คงจะเงียบเหงาและอ้างว้างอย่างแน่นอน การเดินทางของพวกเราก็จะขาดผู้ร่วมทางไปอีกหนึ่งคน แต่ถึงอย่างไร แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เขาจะร่วมเดินทา .....
กาลครั้งหนึ่ง ณ หุบเขาฯ ตอน เรื่องเล่าจากงานเลี้ยง โดย ธนาวัฒน์ อุ่นเรืองศรี
Submitted by Pookun on April,17 2006 20.56
กาลครั้งหนึ่ง ณ หุบเขาฯ ตอน เรื่องเล่าจากงานเลี้ยง โดย ธนาวัฒน์ อุ่นเรืองศรี แล้วงานเลี้ยงของพวกเราก็เริ่มต้นอีกครั้ง มันเป็นงานเลี้ยงประจำเดือนซึ่งจะจัดกันเดือนละครั้ง งานเลี้ยงของพวกเราก็ไม่ได้แตกต่างจากงานเลี้ยงอื่นทั่วๆไป ที่มีการทำอาหาร กินดื่มร้องรำทำเพลงเป็น ภาพที่เราทุกคนล้วนคุ้นตา เดิมที่พวกเราทุกคนต่างอยู่กันอย่างโดดเดี่ยว นับตั้งแต่เรามีปาร์ตี้เกิดขึ้น ทำให้กลุ่มของเราพบกันบ่อยขึ้น ได้มีการพบปะสังสรรค์ และแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องต่างๆซึ่งหมายถึงงานวรรณกรรมด้วย จนกระทั่ง เมื่อปาร์ตี้ประจำเดือนของเราก็เดินทางมาอีกหน คราวนั้นพี่ศักดิ์ชัย ลัคณาวิเชียร เป็นเจ้าภาพ ซึ่งงานวันนั้นเราได้เชิญ พี่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และศรีภรรยา อุรุดา โควินท์ มาร่วมงานเลี้ยงเป็นครั้งแรกอีกด้วย และนี่คือจุดเริ่มต้นของของความประทับใจที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป แม้ว่าพี่กนกพงศ์และพี่ชมพูจะมาร่วมงานเลี้ยงของพวกเราเป็นครั้งแรก แต่ทั้งสองก็หาใช่คนแปลกหน้าไม่ เพียงแต่อาจจะเป็นครั้งแรกสำหรับปาร์ตี้เท่านั้น งานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความสุขสนุกสนานเช่นเดิม หลังจากงานวันนั้น อุรุดาก็ได้บอกกับพวกเราว่า ยเอาแบบนี้สิ ปาร์ตี้คราวหน้าจัดที่บ้านพู พวกพี่ๆจะกินอะไรกันบ้างย พวกเราทั้งหมดบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ากินได้หมด พี่ชมพูพูดต่อว่า ยพูทำบาร์บีคิวหมูอร่อยมาก อยากกินกันไหมย ผมกับพี่หนุ่ม จิระ อุ่นเรืองศรีพยักหน้า โดยมีพี่กนกพงศ์ พยักหน้ารับอีกคน แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง พี่ปริทรรศ (หุตางกูร) บึ่งรถพาพวกเราทั้งหมดมุ่งหน้าสู่หุบเขาฝนโปรยไพร วิมานน้อยของพี่กนกพงศ์และแฟนสาว อันเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงนั่นเอง โดยพี่ศักดิ์ชัยไปรอเราอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่ถึงจุดหมายทุกอย่างในบ้านเงียบสงบ ดูเหมือนไม่มีอะไร พวกเราคิดในใจ มันคงไม่ต่างจากปาร์ตี้คราวก่อนๆเพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ แต่เมื่อเราเดินไปด้านนอกของตัวบ้าน ยโอ้โหย พวกเราทั้งหมดต่างร้องเป็นเสียงเดียวกัน ทุกคนต่างตื่นตะลึงกับภาพที่เห็น แม้ว่าจะเป็นงานเลี้ยงเล็กๆแต่จัดได้อย่างยิ่งใหญ่ตระการตาดีแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างสวยงามดั่งสวรรค์สร้าง พี่กนกพงศ์เป็นคนขยันมากๆ หากรู้ว่าวันไหนจะมีปาร์ตี้ พี่แกจะปลุกอุรุดาไปจ่ายตลาดแต่เช้าตรู่ พี่ชมพูก็จะช่วยพี่หนกจัดเตรียมสถานที่จัดงานไว้ล่วงหน้า และเมื่อถึงวันงาน ทุกอย่างก็พร้อมสรรพ ด้วยความที่เป็นคนขยันพี่แกจะขมักเขม้นอยู่ในครัวช่วยภรรยาทำกับข้าวไม่ได้หยุดหย่อน และคอยมาสอบถามพวกเราตลอดเวลาว่า ยมีอะไรขาดเหลือบ้างย แม้ว่าพี่ทั้งสองจะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีความสุขทุกครั้งกับการทำอาหารต้อนรับการมาเยือนพวกเรา อาหารคาวหวาน บรรจุอยู่ในจานชามที่สวยงาม ผักผลไม้ก็สลักเสลาอย่างประณีต จัดเรียงอย่างวิจิตรบรรจง นอกจากนั้น พี่ชมพูยังมีอาหารรูปร่างแปลกตามาเสิร์ฟให้แกพวกเราอีกด้วย ไม่นานนัก พี่ชมพูก็ยกบาร์บีคิวร้อนๆจากเตามาเสิร์ฟให้เรารับประทานกันสดๆใหม่ๆ แค่คำแรกผมก็สัมผัสได้ถึงความอร่อย บาร์บีคิวของพี่อุรุดาอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ ด้วยเนื้อหมูที่นุ่มหอม ผสานกับความฉ่ำหวานของสับปะรด เป็นส่วนผสมที่สุดแสนจะลงตัว ทุกคนที่ได้ชิมต่างพร้อมใจกันพูดว่า ย ขออีกไม้ ย อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเสน่ห์ของงานก็คือ เครื่องดื่มสีสันฉูดฉาดใส่อยู่ในเหยือกใบโตๆเป็นที่สะดุดตายิ่งนัก มันเป็นเครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้สีแดงสด รสชาติอร่อยอย่างประหลาด เหมือนได้ดื่มน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ เป็นอีกทางเลือกของผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล อุรุดาบอกกับพี่จิระว่า ยพี่หนุ่ม ช่วยตั้งชื่อให้หน่อยสิ เครื่องดื่มนี้ยังไม่มีชื่อเลยย เราทั้งหมดต่างหัวเราะกันอย่างสนุกสนานในเรื่องของการตั้งชื่อเครื่องดื่มของอุรุดา และจนบัดนี้มันก็ยังไม่มีชื่อ หลังจากที่รับประทานอาหารหนักจนอิ่มแปล้แล้ว จึงเข้าสู่ช่วงการสนทนาผ่านน้ำสีทองอำพัน การสนทนาเป็นไปอย่างมีรสชาติหลังจากนั้น ก็เป็นช่วงของการร้องรำทำเพลง เดิมทีในงานเลี้ยงจะมีพี่ปริทรรศเล่นกีตาร์เพียงคนเดียว แต่พอได้การเล่นพิคกิ้งที่ไพเราะเสนาะหูของพี่กนกพงศ์ ทำให้งานเลี้ยงมีสีสันมากยิ่งขึ้น ทำให้ปาร์ตี้แต่ละครั้งไม่สามารถขาดเสียงกีตาร์ของพี่กนกพงศ์ได้อ .....
ภาพผ่านกระจกหม่นมัว
Submitted by ดอกไม้แห่งกาลเวลา on March,30 2006 13.04

มีสัจจะธรรมอยู่ข้อหนึ่งที่มนุษย์ทุกผู้จักต้องพบเจอ นั่นคือ "ความตาย" มีผู้กล่าวถึงความตายมาก็มาก

ดอนฮวน เคยบอกไว้ใน หยุดโลก ว่า "ความตายเป็นสหายของเราตลอดไป มันอยู่ทางซ้ายมือของเราตลอดเวลา มันเฝ้าคุณไม่ห่างไปไหน จนกระทั่งถึงวันนั้น มันจะยื่นมือของมันออกมาแตะที่ตัวคุณ"

เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะจริงเท็จหรืออย่างไร นั่นคือสิ่งซึ่งมนุษย์ทุกผู้ย่อมไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

390 items|« First « Prev 37 38 (39/39)

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว