Topic list
- ประเทศใต้ “ใต้ความเวิ้งว้างอันไร้ขอบเขตจำกัด...เราต้องคิดถึงปัญหาที่สะสมในประเทศแห่งนี้”
ประเทศใต้ “ใต้ความเวิ้งว้างอันไร้ขอบเขตจำกัด...เราต้องคิดถึงปัญหาที่สะสมในประเทศแห่งนี้”
สกุล บุณยทัต เขียน ตีพิมพ์ในหนังสือสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ 42 กรกฏาคม 2552
“แง่มุมของโลกและชีวิต ณ ปัจจุบันมักจะสอดผสานคาบเกี่ยวกันด้วยอุบัติการณ์ทางความคิดและอาการแห่งความรู้สึกที่เป็นไปด้วยความขัดแย้งไร้ระเบียบ ทั้งหมดกลายเป็นความคลุมเครือทางจิตวิญญาณที่ตอกย้ำฝังจำเป็นรอยเหยียบย่ำที่มืดดำในภาวะสำนึก ก่อเกิดเป็นลมหายใจที่ติดขัดวกวน ไร้ซึ่งทางออกในวิถีทางแห่งเจตจำนงอันจริงแท้และมั่นคง เหตุนี้จึงไม่แปลกอะไรเลยที่บุคคลแห่งโลกและชีวิต ณ วันนี้จะต้องจมปลักอยู่กับชะตากรรมอันขมขื่น...เดือดร้อนดิ้นพล่านอยู่กับการติดตามค้นหาจุดบรรจบอันแท้จริงของตนเองอย่างสิ้นหวังไร้ทิศทาง”
“ประเทศใต้” นวนิยายของนักเขียนหนุ่มชาวใต้ “ชาคริต โภชะเรือง” ที่ออกแบบรูปรอยงานเขียนเขาให้ทบซ้อนกันอยู่ระหว่างมิติเรื่องราวของอดีตกับปัจจุบัน... ความจริงแท้ที่ปรากฏกับนัยสำนึกทางจิตวิญญาณและมายาคติของสถานการณ์ที่คาบเกี่ยวกันในบทจองจำอันซับซ้อนของโชคชะตาที่ถูกกระหน่ำโบยตีอย่างน่าเวทนา...
- บัวเหล่าที่ 2.5749 ยกกำลัง n
“ก็ยังดีนะคะหมอ ที่ไม่ได้เป็นจิตเภท...เคยเห็นคนเป็นแล้ว...น่ากลัว” เธอขอมีส่วนร่วมในการบำบัดด้วยอารมณ์สดใสร่าเริงที่ตั้งใจเติมลงบนน้ำเสียงและสีหน้า เพื่อที่จะหลอกไม่ให้ตัวเองรู้สึกว่า มันเป็นการปลอบใจตัวเธอเอง
“โรคที่คุณเป็นนี่ ก็ถือว่ามีดีกรีความซีเรียสพอๆ กับโรคจิตเภทล่ะครับ เพียงแต่อยู่คนละขั้วกัน...” คุณหมออธิบายด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่นิ่ง ไม่มีการแต่งเติมด้วยอารมณ์ใดใด
นั่นเป็นน้ำเสียงและสีหน้าที่เหมือนกับวันที่เธอเริ่มเข้ามาบำบัด และก็เป็นน้ำเสียงและสีหน้าที่ทำให้เธอไว้วางใจ และยินยอมเข้ารับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง
แต่ในครั้งนี้... น้ำเสียงและสีหน้าที่นิ่งนั้น กลับไม่ช่วยทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทุกครั้ง เนื่องจากเธอเพิ่งได้รับรู้ว่า โรคที่เธอเป็นอยู่ ในทางการแพทย์ ถือว่า มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคจิตเภท หรือโรคที่คนทั่วไปรู้จักกันในนามว่า “โรควิกลจริต” หรือ “โรคบ้า”
- รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๒ (ภาคใต้)
อ่านพบรายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๒ (ภาคใต้) ที่เว็บไซต์ของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อ...
รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๒ (ภาคใต้)
รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๒ (ภาคใต้) ในหัวข้อ “สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ : คุณภาพหรือปริมาณ” ณ ห้องพรหมโยธี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช วันเสาร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เวลา ๘.๓๐-๑๗.๐๐ น. โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
………………………………………………………………
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช โดยการสนับสนุนของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จัดการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๒ (ภาคใต้) มีรายละเอียดดังนี้
- เหรียญอัศวินฝรั่งเศส แดนอรัญ นักเขียนไทย
วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2551
เหรียญอัศวินฝรั่งเศส แดนอรัญ นักเขียนไทย
“เฉพาะเรื่องสั้นขนาดยาวชื่ออสรพิษ เล่มเดียว ยอดพิมพ์ขายในยุโรปประมาณ 100,000 เล่ม”
แดน อรัญ แสงทอง บอกความเป็นไปของวรรณกรรมที่ตนสร้างสรรค์ ท่ามกลางเสียงนกเริงร้อง และเสียงเด็กนักเรียนกว่าร้อย ที่เข้ามาเยี่ยมชมพระราชวังบ้านปืน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
เรา พบแดนอรัญ แสงทอง ในพระราชวังบ้านปืนด้วยเงื่อนไขง่ายๆ ว่า แดนอรัญไม่มีความสุขในการอยู่ในเมือง อีกทั้งไม่ปรารถนาพบพานผู้คนมากหน้า หลายตา ยิ่งการให้สัมภาษณ์ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องยาก
แต่ด้วยน้ำใจของเจ้าของบรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน ผู้จัดพิมพ์ ผลงานของแดนอรัญ แสงทอง เรื่องการพบปะจึงกลายเป็นไปตามวาดหวัง
แดน อรัญ แสงทอง นามจริงคือ เสน่ห์ สังข์สุข ผลงานกำลังเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านชาวยุโรปในนาม 'Saneh Sangsuk' ไม่เว้นแม้แต่โฆเซ มูรินโญ อดีตผู้จัดการทีมเชลซีอันลือลั่น
เหนือ จากความชื่นชอบแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส ยังมอบอิสริยาภรณ์ ชั้นอัศวิน (Chevalier De L'Ordre Des Arts Des Lettres) ประดับเกียรติให้อีกด้วย เกียรตินี้มอบให้พร้อมกับบ็อบ ดีแลนด์ อัจฉริยะแห่งวงการดนตรีโลก
- บทเพลงที่ไร้เสียงและการแสดงตัวของผู้ก่อการ
บทเพลงที่ไร้เสียงและการแสดงตัวของผู้ก่อการ
รายงานโดย :จรูญพร ปรปักษ์ประลัย:
วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552 โพสต์ทูเดย์
เมื่อปี พ.ศ. 2549 ศิริวร แก้วกาญจน์ ส่งเรื่องสั้น “กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด” และบทกวี “การปะทะของแสงและเงา”
เข้า ประกวดรางวัลวรรณกรรมการเมือง “พานแว่นฟ้า” ปรากฏว่าเกิดกรณีตัดสิทธิผลงานที่ท่านประธานฯ เห็นว่าไม่เหมาะสม อาจสร้างความขัดแย้ง หรือชี้นำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และผลงานของ ศิริวร (ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาว่าสมควรจะได้รางวัล) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เข้าข่ายถูกตัดสิทธิด้วย
ต่อ มา ศิริวร ได้ขยาย “กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด” ตีพิมพ์ในรูปแบบของนวนิยาย ปรากฏว่าด้วยความโดดเด่นของเนื้อหา และกลวิธีการเล่าแบบ “ให้ปากคำ” ของตัวละครมากมาย ทำให้นวนิยายเรื่องนี้เข้าตากรรมการคัดเลือกวรรณกรรมซีไรต์ จนกลายเป็นหนึ่งในสิบเล่มที่เข้ารอบในปี 2549
นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า “กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด” มีดี และไม่ใช่แค่ดีธรรมดา แต่ดีชนิดติดอันดับเลยทีเดียว
แต่ ศิริวร ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ ปีต่อมา เขาส่งบทกวีสองบท ได้แก่ “จดหมายของแม่” และ “เพลงละเมอของเด็กชายและเพลงกล่อมของแม่” เข้าประกวดรางวัลพานแว่นฟ้าอีกครั้ง ปรากฏว่าบทกวีทั้งสองได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศ ตามลำดับ โดยคณะกรรมการไม่รู้เลยว่า บทกวีสองชิ้นนี้เป็นผลงานของคนคนเดียวกัน และเป็นของ ศิริวร แก้วกาญจน์ เพราะเขาใช้นามปากกาที่ต่างกันในการส่งเข้าประกวด
- 'รอบโลกการอ่าน'
รายการ 'ครอบครัวของเรา' (คลื่น 105 MHz)ช่วง 'รอบโลกการอ่าน' ชวนไปอ่านและตามหามโนราห์กับ 'ชาคริต โภชะเรือง' ในนวนิยาย 'ประเทศใต้' ค่ะ เชิญรับฟังตามลิงค์นี้
http://www.thaicr.org/node/2139
- คลองแดน 2552
คลองแดน 2552 : ศิลป์กะรักษ์
ฤา จะเหลือไว้เพียง แค่ตำนาน คำกล่าวขาน ไว้เพียงบอกลูกเล่าหลาน เพียงรู้ ถึงถิ่นอยู่
ฤา จะปล่อยให้สายน้ำ ไหลเอื่อย ดังหดหู่ ถิ่นซึ่งเคยพรั่งพรู จักขอเก็บ ไว้เพียง “บอกเล่า”
ฤา สายน้ำ ไหลไปแล้ว ไม่หวนกลับ ถิ่นพำนัก ผุพังไป ไร้เหลียวแล
ฤา เพียงเพราะกาลเวลา แน่แท้ นั้นผันแปร คงทนย่อมอ่อนแอ แน่แท้ “สัจธรรม”
ฤา คุณค่า ยังคงอยู่ เพียง ตระหนัก เพียงผองเรา น้อมรับ ต่างรักษา
ฤา วิถี ที่เคยอยู่ ยังงอกงาม มิโรยรา ก่อให้เกิด สะพานนำพา “มิตรไมตรี”
ฤา อารยะ วัฒนา จักหวนมา คืนยังถิ่น มาพลิกฟื้น ผืนดิน ถิ่นซึ่ง ถวิลหา
ฤา คุณธรรม จะนำพา จริยางาม เฟื่องฟูถิ่นฐาน อร่ามแท้ แด่ “บ้านเรา”
ฤา คลองแดน จักไม่เพียง เขตแดน ที่ขวางกั้น สายน้ำ สานสัมพันธ์ วิถี ให้เป็นหนึ่ง ฤา คุณธรรม นำชน ทรงคุณค่า ยังตราตรึง ให้ผองชนต่างดำรง คะนึงหา “บ้านคลองแดน”
- ประเทศใต้...เรื่องของชายผู้ตามหาโนราห์
รายงานโดย :อินทรชัย พาณิชกุล:
วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ชาคริต โภชะเรือง ชื่อนี้มิใช่หน้าใหม่ในวงการวรรณกรรมแต่อย่างใด
นาน 18 ปีแล้วที่นักเขียนจากบ้านดอนประดู่ ต.ห้วยลึก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ผู้นี้ จรดปลายปากกาสร้างสรรค์ผลงานการเขียนออกมาเป็นเรื่องสั้น บทกวี และสารคดีทั่วไป ลงตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารต่างๆ จนทำให้ชื่อของเขาได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากในฐานะมือเขียนเรื่องสั้น คุณภาพอีกคนหนึ่งของภาคใต้
แล้วเมื่อนวนิยายเล่มแรกในชีวิตที่ชื่อว่า ประเทศใต้ จากสำนักพิมพ์ก๊วนปาร์ตี้ ผ่านทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ประจำปี 2552 นั่นจึงทำให้ชาคริต โภชะเรือง ถูกจับตามองอีกครั้ง พร้อมกับผลงานเล่มล่าสุดของเขาเล่มนี้ “ประเทศใต้” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตามหาสิ่งมีค่าที่สูญหายไปจากชีวิตและท้องถิ่น โดยใช้ “มโนราห์” เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่สูญหาย อันสื่อนัยถึงคุณค่าที่เคยมีพลังแนบแน่นอยู่ในวิถีชีวิต และร้อยรัดผู้คนกับสรรพสิ่งต่างๆ ให้ยึดโยงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
“เป็นเรื่องของการตามหาคุณค่าทางจิตวิญญาณที่หายไป โดยใช้โครงเรื่องของวรรณคดีเก่าแก่เรื่องพระสุธนมโนราห์ ซึ่งในแง่เรื่องราววรรณคดี เราจะเห็นว่าตัวละครเอกพระสุธนออกตามหานางเอก นั่นก็คือนางมโนราห์ พอเข้าไปในป่าหิมพานต์ก็พบเจอด่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ นานาคอยขวางกั้น จนสุดท้ายก็ได้พบนางมโนราห์...มันเหมือนกับคนที่ตามหาอะไรบางอย่าง แล้วเจออุปสรรคต่างๆ ก็ฟันฝ่าจนผ่านพ้นไปได้ สุดท้ายเขาก็จะเจอในสิ่งที่กำลังค้นหาในที่สุด” ชาคริต กล่าว
- บทกวี : ฉุยฉายรายทางบางเสี้ยว
ฉุยฉายรายทางบางเสี้ยว
๑
ทางชีวิตคนหนึ่งมีทางหนึ่ง
คำนึงถึงหลากคนก็หลากหลาย
ทุกเส้นทางมีงามมีงมงาย
มีต้นปลายระหว่างคล้ายวงเวียน
ในหนึ่งทางของตนปะปนเขา
บางเสี้ยวเงาเห็นแยกความแปลกเปลี่ยน
จึงหลายทางทอดทับกับรอยเกวียน
หลายคนเฆี่ยนเนียนใจในการแล
ฉุยฉายรายทางบางเสี้ยว
ทางเดียวอาจเห็นเป็นแผล
หลายทางชนะพ่ายแพ้
เผื่อแผ่แก้ไขในทาง
ทางชีวิตคนหนึ่งมีเพียงหนึ่ง
ที่พอทราบซาบซึ้งซึ่งต้องสร้าง
ทางจะงามจะดีไม่มีจาง
เพราะคนย่างเอาเยี่ยงเที่ยงคุณธรรม๒
โดยเนื้อแท้คุณขาวบริสุทธิ์
เวลารุดโลดเล่นเป็นเย็นค่ำ
จึงเปื้อนสีเพริศพราวกลายขาวคล้ำ
แล้วแต่กรรมดำเนินในทางใด
หรือกลายเหลืองกลายแดงแฝงเล่ห์สี
ล้วนอวดดีเหมือนเด็กได้ของใหม่
สีน้ำเงินสีชมพูเลือกตามใจ
กลบหมดจดสดใสไม่เหลือรอย
เข้าใจในสีสันอันใหม่หมาด
เป็นรสชาติให้ตะกายหมายเอื้อมสอย
จนไกลเกินกลับกลายเป็นลายพร้อย
ให้ผู้ต้อยเดินตามเห็นงามเต็ม๓
หลัดหลัดเท่านี้แหละชีวิต
เหลาะแหละนิดนิดเหมือนจะเข้ม
หลุกหลิกลุกลนทนเกลือเค็ม
สุขเขษมตามคาดก็อาจครบ
เรื่อยเรื่อยเอื่อยเอื่อยเหมือนสายน้ำ
ไม่กี่ค่ำไม่กี่เช้าเราก็จบ
ไม่กี่สีไม่กี่ใจไม่กี่รบ
ไม่กี่ศพก็สิ้นแผ่นดินแล้ว๔
ทางชีวิตทางเลือกซึ่งเลือกได้
เดิมที่ใจใสขาวราวเพชรแก้ว
ไม่เติมสีมีแต่ศีลวิจิตรแนว
เพียรเพริศแพรวโดยศรัทธาค่าชีวิต ฯปรัชญ์ วลีพร
- โอ้โห...ประเทศใต้ น่าทึ่ง ๆ
- โดย นายยืนยง ชื่อหนังสือ : ประเทศใต้ ผู้เขียน : ชาคริต โภชะเรือง ประเภท : นวนิยาย พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2552 จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ก๊วนปาร์ตี้ ข้อเด่นอย่างแรกที่เห็นได้ชัดจากนวนิยายเรื่องประเทศใต้ หนึ่งในผลงานที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปีนี้ คือ วิธีการดำเนินเรื่องที่กระโดดข้าม สลับกลับไปมา อย่างไม่อาจระบุว่าใช้รูปแบบความสัมพันธ์ใด ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง หรืออย่างที่สกุล บุณยทัต เรียกในบทวิจารณ์ว่า "ไร้ระเบียบ" แต่อย่าลืมว่านวนิยายเรื่องนี้ได้เริ่มต้นที่ "ชื่อ" ของนวนิยาย ซึ่งในบทนำได้บอกไว้ว่า "ผม" ได้รับต้นฉบับนวนิยายเรื่องหนึ่งจาก "เขา" ในฐานะที่เป็นคนรู้จักกัน มันมีชื่อเรื่องว่า "ชายผู้ตามหามโนห์รา" และเรื่องก็จบลงตรงที่ "พระสุธนใช้เวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ตามหามโนห์รา ผมใช้เวลาตามหามโนห์รา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน แล้วเราก็จากกัน" นี่แสดงให้เห็น ประเทศใต้ เขียนขึ้นโดยใช้เงื่อนเวลาที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบตามแบบแผนอย่างนวนิยาย ทั่วไป แต่การลำดับเหตุการณ์ภายในเรื่องเป็นไปอย่างสลับกลับไปมา ฉะนั้นจึงไม่อาจตัดสินได้ว่า ประเทศใต้ เป็นนวนิยายที่เขียนอย่างแหวกขนบ ซึ่งโดยโครงสร้างของเรื่องแล้ว การสลับกลับไปมาของเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นความจงใจของผู้แต่งที่จะแปรคุณค่าของ "เวลา" ให้ก้าวพ้น "เวลา" อย่างที่เราเคยชินกัน อย่างตอนเริ่มเรื่องในตอน 1 ที่เขียนไว้ว่า "ผมมีอายุครบ 39 ปี เมื่อสิ้นปี พ.ศ.2552 เช้าของวันใหม่ปี 2553 ผมลืมตาขึ้นมาดูโลกท่ามกลางแรงเหวี่ยงสีดำอันแปลกประหลาด" นอกจากนี้ ในเรื่องยังมีการบรรยายถึงห้วงเวลาที่อดีต ปัจจุบัน เหลื่อมล้ำกันอยู่เป็นระยะ ๆ อย่างให้ความสลักสำคัญด้วย ฉะนั้นแล้ว เราจะมองเห็นชัดอีกครั้งว่า ผู้แต่งต้องการสื่อเรื่องราวที่อยู่เหนือกาลเวลา หรือเรื่องที่เป็น อกาลิโก เพราะโดยโครงสร้างแล้ว มีการจัดองค์ประกอบให้สอดรับกันอยู่ตลอดเรื่อง ดูเหมือนว่า โครงสร้างของประเทศใต้มี กลไกที่สอดรับต่อกันอย่างสมเหตุสมผลในทุกกรณีและแทบทุกบทตอนเลยทีเดียว เช่นนี้แล้ว เราจะนับว่าเป็นวรรณกรรมที่ "ลงตัว" ในเชิงเป็นเหตุเป็นผลกันได้ถนัด แต่จะถือข้อดีแห่ง ความลงตัวเหล่านี้เป็นเครื่องประเมินคุณค่าวรรณกรรมเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าย่อมมีคุณสมบัติพิเศษอื่นที่มากกว่าความเป็นกลไก ที่สอดรับกันอย่างแน่นอน หรือหากใครจะประเมินค่ากัน ตรงนี้ ฉันจะขอยกตัวอย่างข้อดีมาให้ชื่นชมกัน และขณะเดียวกันก็จะกล่าวถึงนัยยะเชิงคุณค่าของ "ปรัชญา" ที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงกลไกนั้นด้วย " ผม" หรือ "สุธน" ร่วมเดินธรรมยาตรา เพื่อแสวงหาความสุขสงบหรือความหมายที่แท้จริงของชีวิต และขณะร่วมขบวนธรรมนั้น สุธนก็เฝ้าคิดถึงแต่มโนห์รา และค่อย ๆ บอกเล่าเรื่องราวการตามหามโนห์ราหลายครั้งครา ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวันที่รักเลิกร้างอย่างยอมจำนน มโนห์รา ในเล่มนี้มีการอธิบายคำโดยนิรุกติกำกับมาให้ด้วย ซึ่งคัดมาจากผลงานเขียนของเขมานันทะ มโนห์รา หมายถึง การนำมาซึ่งใจ (มโน-ใจ, หร-นำมา) จึงสรุปได้ชัดเจนอีกว่า การเดินเพื่อแสวงหาความหมายที่แท้จริงของชีวิต ที่สุธนใช้ธรรมยาตราเป็นตัวตั้งต้นนั้น แท้แล้วคือ "การเดินทางภายในใจ" นั่นเอง อีกข้อหนึ่ง สุธน กับ มโนห์รานั้น เป็นคนคนเดียวกัน อีกด้วย นี่คือ "สาร" ที่ได้จากการอ่านประเทศใต้ ซึ่งผู้แต่งใช้วิธีบอกเล่าผ่านการเล่าแบบไม่ยึดอึงกับกรอบของเวลา หรือเรียกว่าเป็นการเล่าแบบไม่ยึดกรอบ จนบางครั้งคล้ายเป็นงานทดลอง แต่ก็ไม่ใช่เพราะนวนิยายเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นและจุดจบตามแบบแผนของนวนิยายอย่างลงตัว ฉะนั้น รูปแบบการเล่าที่ดูหวือหวา หรือไม่ว่าจะเป็นความลงตัวที่สอดรับ สมเหตุสมผล ยังไงก็ไม่ใช่ "ของใหม่" อยู่นั่นเอง ยก ตัวอย่างอีกตอนหนึ่ง เป็นตอนที่มโนห์ราในวัยเด็กถูกจับตัวไป เป็นการครั้งแรกที่สุธนรู้สึกว่าต้องออกตามหาหล่อน ตอนนั้น คนที่ตามหามโนห์ราพบเป็นคนแรก คือ ชายบ้า และชายบ้าก็คือสัญลักษณ์ของดวงตาที่มองเห็นธรรม อย่างไม่อาจเป็นอื่นได้ หรือใครจะว่านี่เป็น "ของใหม่" นอก จากนั้น ความเป็นนิทานพื้นบ้านของเรื่องพระสุธนมโนห์ราก็เทียบเคียงได้กับชาดกที่สอด รับกับพุทธประวัติ และเน้นว่าเขมานันทะก็ได้เปรียบเทียบเข้ากับหลักพุทธธรรมเป็นที่เรียบร้อย แล้วด้วย ไม่เท่า .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว
