Topic list
- เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แนะทางออกหลังเลือกตั้ง 'ถ่วงดุลอำนาจ เปิดพื้นที่การเมืองให้ทุกกลุ่ม'
-
การที่กลุ่มทุนกลุ่มใหญ่ที่ขึ้นมากุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 มีการใช้อำนาจโดยแยกออกจากฉันทามติทางวัฒนธรรมมากเกินไป หรือที่เรียกว่า 'ลุแก่อำนาจ' ทำ ให้ได้รับการต่อต้านจากคนจำนวนมาก เรื่องความชอบธรรมของการใช้อำนาจ
หมายเหตุ : ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวปาฐกถานำเรื่อง "เมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน" เนื่องในโอกาสการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 8 จัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ศูนย์การค้าและนิทรรศการนานาชาติ กรุงเทพฯ ไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมโดยหลักอนิจจังแล้ว เราควรมองเห็นหลักของการเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหลของสรรพสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นสถานการณ์ทางการเมือง อย่าคิดว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือการเปลี่ยน แปลงเป็นเรื่องไม่ดีตลอดเวลา กล่าวอีกแบบหนึ่งคือเราไม่ควรมองคำนิยามคุณค่า ความหมาย หรือบทบาท หรือตัวแสดง ตลอดจนองค์ประกอบทางการเมืองทั้งหลายอย่างหยุดนิ่งตายตัว
การเมืองไทยโดยเนื้อแท้แล้วมีระบบหรือเปล่า สามารถตีเส้นแบ่งชัดเจนว่าเป็นระบอบอะไรได้แค่ไหน หรือว่าในความเป็นจริงสัมพันธภาพของผู้คนในประเทศนี้ ล้วนล่องลอยไปในสายธารของเหตุการณ์ มีตัวบุคคล ตลอดจนพลังต่างๆ ผลุบโผล่แล้วถอยจมไปตามคลื่นลมของกระแสน้ำ หาได้มีสิ่งใดหยุดนิ่งให้นิยาม ไม่มีรูปนามให้ยึดถือ
- ห่อใจใส่กระทง
ใบตองอ่อน เจียดวาง อย่างปราณีต บรรจงกรีด กลีบดอก ออกเป็นแผ่น หยวกน้ำว้า จัดวาง ตามขวางแกน บัวกลีบแน่น พับติด จิตอ่อนตาม
สุดเวิ้งฟ้า ประดาประดับ ด้วยแสงดาว ระยิบระยับ วับวาว ทั่วสยาม สุดเวิ้งน้ำ เปลวเทียนทอง รองเรืองงาม เด่นชัดยาม ราตรี มีแสงไฟ
มาลัยร้อย กระทง ลงตามแบบ พุทธธรรม ฝังแนบ แถบเทียนใส จุดธูปหอม หวนชวนดม บรรจงใจ อธิษฐาน ขอโรคภัย อย่าบีฑา
น้อมดวงจิต ผ่านหน้า เทวาน้ำ ความดีงาม จงเกิดก่อ ปรารถนา หนุนนำใจ ให้สบสุข ทุกเวลา ลอยกระทง ขอขมา พาสุขใจ
พันธุ์ทิพย์- สาส์นเชิญชวนไปเลือกตั้ง
ยี่สิบสามธันวาเจ้าข้าเอ๋ย เตรียมบัตรเข้าคูหาอย่าละเลย อภิเปรยสัจจะมติประชา
เขาดูถูกคุณอยู่รู้หรือไม่ มีมือตีนก็ใช่จะแกร่งกล้า รอความหวังจากเศษความเมตตา ที่เขาลวงหว่านมาเพื่อลงทุน เขาเหยียบย่ำคุณอยู่รู้ไหมครับ เงินเขานับจับจ่าย...ใช่อุดหนุน นั่นคือเล่ห์อย่าหลงผิดคิดหน่อยคุณ เขาบอกบุญแต่เท้ากร่างเหยียบหว่างคอ คุณก็รู้กี่ปีที่มีเขา ชาติของเราพี่น้องเราเป็นไรหนอ ประชายังฝันเดี้ยงไม่เพียงพอ เหมือนมีดจ่อคอหอย...แสนน้อยใจ เขากอบโกยผลประโยชน์แสนโกฏิล้าน เข่นประหารคุณตลอดเหมือนบอดใบ้ ปิดหูตาด้วยกลยุทธ์สุดวิไล คุณหรือใครไหนกันรู้ทันกล ผลประโยชน์เพื่อพวกพร้องพี่น้องเขา ทิ้งพรรคพวกของเราเฝ้าหมองหม่น พวกเขารวยล้นฟ้านภาดล พวกเราจนข้นแคน...สุดแสนช้ำ- "เดือนเพ็ญ" บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน
-
"เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย"
หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟัง แอบชื่นชอบชื่นชมกับเพลงบทนี้ แต่จะมีสักกี่คนที่สงสัยหรือทราบอย่างแท้จริงว่า ผู้แต่งเพลงนี้เป็นใคร ? มีความต่ำต้อยหรือยิ่งใหญ่เพียงใด ? บางคนฟันธงไปเลยว่า "น้าหงา" อาจารย์ใหญ่เพลงเพื่อชีวิตเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีอัจฉริยภาพถึงขั้นรจนาบทเพลงที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ แต่ผู้นิยมคาราบาว(แดง) อาจประท้วง ว่า "อาแอ๊ด" ศิลปินผู้ยืนยง ต่างหากที่เป็นผู้ประพันธ์ตัวจริงเสียงจริง
บรรยากาศชนบท ในสังคมชาวนาโรแมนติค ลานบ้านที่เต็มไปด้วยกองฟาง นั่งมองจันทร์ลอยเด่นบนฟากฟ้า ให้บรรยากาศที่งดงามดื่มด่ำยิ่งนัก หวนนึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อผมได้ทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท ด้วยจิตใจที่ร้อนแรงของคนหนุ่มสาวในรั้วมหาลัย ท่ามกลางแสงตะวันที่เจิดจ้า แต่พวกเรามิเคยย่อท้อ นึกถึงบรรยากาศยามเย็นที่พวกเรามาร่วมร้องเริงรำร่วมกับชาวชนบทผู้น่ารัก เคล้าคลอด้วยแสงจันทร์นวลอันยวนใจ จิตใจอาสาพัฒนาบวกกับมนต์มหัศจรรย์แห่งบทเพลง ได้ช่วยขับกล่อมพวกเราให้เคลิบเคลิ้มและพร้อมจะยืนหยัดในเส้นทาง ที่ได้ก้าวเดินมามิรู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมยิ่งหลงใหลเสียงเพลงแห่ง "เดือนเพ็ญ" - เธอมาไกล
เธออาจมาไกลมากไม่อยากกลับ เลยยอมรับเงื่อนไขในต่างถิ่น ใช่ปีกกล้าขาแข็งจึงแกร่งบิน แต่เธอยินความหวังแสนรังรอง
เธอยังอยู่แดนไกลไปอีกนาน ใช่ต้องการ ใช่ลืมเลือน...เหมือนจองหอง เธออาจอยู่สบายคล้ายลำลอง เบื้องหลังหมองน้ำตา...หรือว่าไร เธออาจข้ามผ่านพ้นอีกบนฝั่ง จึงหันหลังทั้งที่มีเจ็บไข้ เธออาจมองข้างหน้ากล้าฝ่าไป ทั้งที่ใจดวงเดียวเสียวเหลือเกิน เธอมีโลกสองใบใช่ไหมครับ แม้ไม่กลับยังพิลาสมิขาดเขิน แผลเก่าเก่ายังฉกรรจ์แม้วันเพลิน บนทางเดินแม้สง่ายังอาลัย ท่ามกลางความหมดจดแสนสดชื่น เบื้องหลังยังขมขื่นสะอื้นไห้ กาลเวลาทำหน้าที่เคลื่อนคลี่ไป และใครใครก็คงเป็นเช่นเดียวกัน เธออาจไปไกลมากไม่อยากกลับ เลยยอมรับมีแต่เป็นแค่ฝัน ก้าวสุดท้ายชีวิตคิดไว้นั้น เธอตอบฉันได้ไหมใครบงการ เธอเสียดายบ้างไหมในวันหนึ่ง ภาพเก่าซึ่งเธอรักถูกหักหาญ ภาพที่เคยคุ้นเคยเริ่มแหลกลาญ เพียงแค่เธอมานานจนเกินไป เธอมาไกลเกินกว่าจะกล้ากลับ ใจซึมซับทฤษฎีวิถีใหม่ ปล่อยภาพเก่าเปล่าว่างเหินห่างใจ แม้มีใครจะตัดพ้อ...ทรพี ฯ- 'อานันท์' ร่วมรดน้ำศพ 'วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์' 'หงา คาราวาน' จรดปากกาเขียนกวีไว้อาลัย
- 'อานันท์' ร่วมรดน้ำศพ 'วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์' 'หงา คาราวาน' จรดปากกาเขียนกวีไว้อาลัย วันที่ 07 ธันวาคม 2550 เวลา 07:40:35 น. 'อานันท์ ปันยารชุน' ร่วมรดน้ำศพ 'วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์' ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เผยมะเร็งคร่าชีวิตสาวนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนวัย 52 ปี สดุดีต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านมากว่า 20 ปี ปิดทองหลังพระไม่ยอมรับรางวัล 'หงา คาราวาน' เขียนกวีนิพนธ์ไว้อาลัย เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ธันวาคม น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ หรือมด อายุ 52 ปี ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน นักเคลื่อนไหวภาคประชาชนต่อสู้เพื่อชาวบ้านที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งเต้านม ที่ห้อง 916 ชั้น 9 ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการนิตยสารสารคดี น้องชายของ น.ส.วนิดา เปิดเผยว่า น.ส.วนิดาป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมแล้วลามไปที่ปอด โดยก่อนหน้านี้ได้เข้ารับการรักษาตัวโดยการทำคีโมมาประมาณ 2 ปี ทั้งนี้ มีพิธีรดน้ำศพที่วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร ซอยสุขุมวิท 101/1 เวลา 17.00 น. และสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 7 วัน ระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป ประชุมเพลิง วันที่ 12 ธันวาคม 2550 เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพิธีรดน้ำศพ น.ส.วนิดา ที่วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร ปรากฏว่ามีบุคคลสำคัญหลายคนมาร่วมรดน้ำศพ อาทิ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติไทย ผศ.นพ.เอกภพ สิระชัยนันท์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะแพทย์เจ้าของไข้ น.ส.วนิดา กล่าวว่า คนไข้ได้มารักษาโรคมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 2 ปี โดยได้รับการผ่าตัดเต้านมและทำเคมีบำบัด (คีโม) หลังการผ่าตัดได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ภายหลังโรคกำเริบลามไปที่ปอด ทั้งนี้ ได้พยายามรักษามาระยะหนึ่ง แต่ยาไม่สามารถควบคุมได้ จึงต้องหยุดยาและรักษาไปตามอาการ จนคนไข้เสียชีวิตอย่างสงบ 'ก่อนคนไข้จะเสียชีวิตได้ถูกส่งต่อมาจาก รพ.ชลบุรี เพื่อมารักษาตัวที่ รพ.รามาธิบดี แต่อาการไม่ดีขึ้นเพราะตัวโรคกำเริบที่ปอดจึงเสียชีวิตในที่สุด' ผศ.นพ.เอกภพกล่าว และว่า สำหรับโรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบบ่อย แต่หากตรวจพบในระยะแรกๆ โอกาสหายก็มีสูง ดังนั้น ผู้หญิงควรหมั่นตรวจเต้านมด้วยตัวเอง และในผู้หญิงอายุเกิน 50 ปี ควรไปตรวจเอ็กซเรย์เต้านมปีละครั้ง ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับข่าวการเสียชีวิตของ น.ส.วนิดาอย่างมาก เนื่องจากเพิ่งเดินทางไปเยี่ยมพร้อมกับเพื่อนๆ นักต่อสู้ทางด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็วๆ นี้ 'โดยส่วนตัวชื่นชมคุณมดมาก เพราะเป็นคนที่ทำงานจริงจัง ต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านมากว่า 20 ปี โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และเป็นคนที่ให้โอกาสกับรุ่นน้องในการทำงานอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ที่สำคัญทำงานโดยไม่รับผลประโยชน์ของใครทั้งสิ้น เอาชาวบ้านเป็นหลักเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา พี่มดเป็นตัวอย่างของน้องๆ ว่าไม่สมควรไปพบกลุ่มผลประโยชน์โดยลำพัง เพื่อยืนยันว่าตัวเองคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ และแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งที่ทำงานโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยบ่นว่าไม่ไหว แม้กระทั่งการรับรางวัล ที่ผ่านมาเคยมีคนเสนอชื่อพี่มดในฐานะเป็นนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด แต่พี่มดปฏิเสธทุกรางวัล แต่จะบอกให้ว่าเป็นรางวัลของชาวบ้าน เรียกว่าเป็นคนที่ปิดทองหลังพระจริงๆ' นายหาญณรงค์กล่าว สำหรับประวัติ น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2498 เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด ขณะที่อยู่ระหว่างการเรียนปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เข้าร่วมต่อสู้เรียกร้องในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนต้องหลบไปอยู่ในป่าภาคใต้เป็นเวลา 4 ปี จากนั้นขึ้นไปอยู่ป่าภาคอีสานอีก 2-3 เดือน ก่อนกลับมาเรียนต่อในปี 2524 จนจบ และเริ่มเข้ามาทำงานองค์การพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ด้วยการร่วมรณรงค์ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ ปี 2532-2533 จับงานเอ็นจีโออย่างจริงจังด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ งานแรก .....
- ชานชาลานักเขียน
- ชานชาลานักเขียน โดย คม ชัด ลึก วัน อาทิตย์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2550 11:50 น. 00 แล้ววันเวลาก็เดินทางมาถึง เดือนสุดท้ายของปี อีกวาระหนึ่ง ใครที่คิดไว้ว่า จะทำอะไรดีๆให้ตัวเองภาคภูมิใจ ในรอบปี2550 ทำได้ (ได้ทำ) ตามเป้าหรือยังครับ? โดยเฉพาะ พี่น้องนักการเมือง ผู้อาสามาแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่เพื่อรับใช้ พี่น้องไทยด้วยกันนั้นได้ตระหนักในเรื่องนี้สักกี่มากน้อย?? เอ้ามาเข้าเรื่องดีกว่า สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ ได้คัดสรร เรื่องสั้นและบทกวีดีเด่นประจำปี 2549 เสร็จสิ้นลงแล้วผลออกมาดังนี้... 00 เรื่องสั้นดีเด่น ได้แก่ แมงคาเรือง ของ ชาคริตโภชะเรือง ตีพิมพ์ใน จุดประกายวรรณกรรม นสพ.กรุงเทพธุรกิจรางวัลชมเชย มี3 เรื่อง ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ ของ พีรเดช นวลสาย (จุดประกายวรรณกรรม) ภาพถ่ายใบเก่า ของ ชาติวุฒิบุณยรักษ์ (มติชนสุดสัปดาห์) และ เสียงกู่ที่ภูทะเล ของ วิภาพคัญทัพ (สกุลไทย)... 00 บทกวีดีเด่น ได้แก่ โอละเห่ฯ ของ กฤชเหลือลมัย ตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ส่วนรางวัลชมเชย นั้นไซร้... หามาเชยชมไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว! สำหรับเงินรางวัลทั้งเรื่องสั้นดีเด่น และ บทกวีดีเด่น ได้เท่ากันคนละ 5,000 บาท ชมเชยได้คนละ2,500 บาท พิธีมอบรางวัลมีขึ้นในวัน ประชุมใหญ่สามัญประจำปี2550 ของสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ วันอาทิตย์ที่16 ธันวาคม... 00 เป็นที่สังเกตว่า กฤชเหลือลมัย ผู้คว้า รางวัลบทกวีดีเด่น และ ชาคริตโภชะเรือง เจ้าของรางวัล เรื่องสั้นดีเด่น มีผลงานพิมพ์รวมเล่มกับ แพรวสำนักพิมพ์ ทั้งคู่ (โดยบังเอิญ!) ของกฤช เป็นรวมบทกวี ปลายทางของเขาทั้งหลาย รวมเล่มเมื่อต้นปีและคว้ารางวัลหนังสือดีเด่น เซเว่นบุ๊คอวอร์ด (รองชนะเลิศ) มาหมาดๆส่วนของ ชาคริต เป็นรวมเรื่องสั้น กาหลอ ที่พิมพ์วางแผงเมื่อหลายปีก่อน ยินดีด้วยครับ ยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกๆ คน... 00 โครงการเมืองไทยพ.ศ. 2550 ของพล นิกร กิมหงวน และป. อินทรปาลิต (ก่อนวาระ 100 ปีชาตกาล) ที่มี10 องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัด (1. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์2.สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย3.โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาม.ธรรมศาสตร์ 4. สถาบันไทยคดีศึกษาม.ธรรมศาสตร์ 5. สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ6. สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย7. สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย8. สมาคมหอจดหมายเหตุไทย9. กรมศิลปากร10. สำนักพิมพ์แสงดาว) จะมีขึ้นใน วันเสาร์ที่15 ธันวาคมนี้ ณโรงละครแห่งชาติ (หอเล็ก)... 00 แต่โครงการใหญ่นี้บรรดาผู้จัดถือโอกาส เปิดแถลงข่าวร่วมกัน ในงาน วันนักกลอน 10 ธันวาคม เวลา15.00 น. ณห้องนพรัตน์ โรงแรมรัตนโกสินทร์ นำโดย ศ.ดร.อภินันท์โปษยานนท์ ผอ.สำนักศิลปวัฒนธรรมกระทรวงวัฒนธรรม (องค์กรผู้ออกทุนสนับสนุนโครงการ) เกษตรศิริ,ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร, ชมัยภรแสงกระจ่าง, ยุทธ โตอดิเทพย์ ดำเนินรายการโดย ทองแถมนาถจำนง ขอเชิญแฟนพันธุ์แท้ พลนิกร กิมหงวน แฟนคลับ ป.อินทรปาลิต ไปร่วมฟังการแถลงข่าวและร่วมงาน ฟรี! โดยพร้อมเพรียง... 00 ขอแสดงความยินดี นิภาบางยี่ขัน ที่ได้รับเลือกเป็น นักกลอนตัวอย่างประจำปี 2550 จากสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย พี่นิภา ถือเป็นนักกลอนอาวุโสฝีมือดีและมีชื่อเสียงโด่งดังในอดีต ตั้งแต่สมัยเรียนในมหาวิทยาลัย จนได้รับสมญาเป็น 1 ใน 4 มือทองธรรรมศาสตร์ อันประกอบด้วยเนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์, นิภา บางยี่ขัน, ทวีสุขทองถาวร (คู่ชีวิต-เสียชีวิตแล้ว) และ ดวงใจรวิปรีชา (เสียชีวิตแล้ว)... 00 ผลการประกวด ร้อยกรองออนไลน์ ที่สมาคมนักกลอนฯประกาศแล้วเช่นกันครับ ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป ประจำเดือน กันยายน หัวข้อ ในเวลา รางวัล ชนะเลิศ ไม่มีผลงานของใครสมควรได้รับ ส่วนรองชนะเลิศ มี 3 ราย ดังนี้ ไศลภูลี้, สุชีรา และอรณาฐ ส่วนผลของระดับอื่นๆและเดือนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ คลิกเข้าไปดูใน www.นักกลอน???กันเอาเองนะครับ.. 00โครงการอาศรมวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราชนำโดย รศ.ดร.สืบพงศ์ ธรรมชาติจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัตรการ อ่านร้อยกรองทำนองไทย วันที่6-7 ธันวาคมนี้ 2 วันเต็ม พบวิทยากรผู้คร่ำหวอดในวงการ เช่น ชินกรไกรลาศ, วัฒนะ บุญจับ, โรม ศรีธรรมราช, รศ.อุดม หนูทอง,สมใจ สมคิด และฯลฯ เข้าอบรมฟรี! สนใจสอบถามระเอียดและขอใบสมัครได้ที่ พันธุ์ทิพย์ทิพย์กองลาศ โครงการอาศรมวัฒนธรรมโทร.0-7567-2508-10 E-mail : phuntipster@gmail.com ด่วน!... 00 เดินทางไปดูงานกับบรรดาเพ .....
- 'นพพร ประชากุล' ผู้เผยแพร่แนวคิด'โพสต์โมเดิร์น'เสียชีวิต
'นพพร ประชากุล' ผู้เผยแพร่แนวคิด'โพสต์โมเดิร์น'เสียชีวิต 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 14:30:00
นักวิชาการผู้ริเริ่มเผยแพร่แนวคิด"โพสต์โมเดิร์น"ในไทย และผลักดันแปลผลงานนักคิดคนสำคัญของฝรั่งเศส เสียชีวิตแล้ววานนี้ ตั้งศพสวดศาลา7 วัดโสมนัสฯ 17-19 พ.ย.
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : รองศาสตราจารย์นพพร ประชากุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการคนแรกๆ ที่นำแนวคิด "โพสต์โมเดิร์น" หรือแนวคิดหลังสมัยใหม่ มาเผยแพร่ในวงวิชาการไทยสายสังคมศาสตร์
เป็นผู้ผลักดันการแปลหนังสือปรัชญาความคิดของนักคิดฝรั่งเศสที่สำคัญหลายคน เช่น "ร่างกายใต้บงการ" ของ มิเชล ฟูโก(Michel Foucault) "มายาคติ" ของ โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) วิจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส (A critical insight into French literature)
นอกจากนั้น ยังมีผลงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดหลังอาณานิคมและทฤษฎีสัญญวิทยา ซึ่งเป็นมุมมองสำคัญในการชี้ให้ให้ปรากฏการณ์และนำมาวิพากษ์วิจารณ์สังคม การเมือง
โดยกำหนดสวดพระอภิธรรมที่ศาลา 7 วัดโสมนัสวิหาร ราชวรวิหาร (ริมถนนและคลองผดุงกรุงเกษมด้านตลาดนางเลิ้ง) ตั้งแต่วันที่ 17-19 พ.ย.และจะมีการประชุมเพลิงในวันที่ 20 พ.ย. เวลา 17.30 น.
- เรื่องสั้น : รองเท้า...ที่หายไป
- เรื่องสั้น รองเท้ายที่หายไป ปิติ ระวังวงศ์ ( 1 ) ผมขับมอเตอร์ไซค์ผ่านซุ้มประตูหน้าวัด เข้ามาหยุดจอดที่ใต้ต้นพิกุล เหวี่ยงตัวลงจากรถแล้วหันมองไปรอบๆ อุโบสถหลังใหญ่ตั้งเด่นอยู่บนลานทรายกว้าง เสนาสนะภายในวัดที่ทรุดโทรม ถูกปรับปรุงและก่อสร้างขึ้นมาใหม่ จนดูแปลกตา เกือบสามปีแล้วที่ผมไม่ได้กลับมาบ้านเกิด แม่ออกปากบอกให้มากราบหลวงลุง ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ผมผัดวันประกันพรุ่งจนล่วงเลยมาเกือบสัปดาห์ ทั้งๆ ที่วัดก็ตั้งอยู่ติดกันกับโรงเรียนที่ผมเพิ่งย้ายกลับมาสอนหนังสือ ครูใหญ่บอกว่าหลวงลุงติดกิจนิมนต์ ไม่ค่อยมีเวลาว่างอยู่ติดวัด หลวงลุงเป็นพระเกจิอันดับต้นๆ ของจังหวัด กิจนิมนต์ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล พ่อผู้มีแต่ให้ ขอได้ ไหว้รับ ย ยจตุคามรามเทพ พระเทวราชโพธิสัตว์ จอมจักรพรรดิแห่งอาณาจักรทะเลใต้ย ผมนึกถึงป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมถนนหน้าประตูวัด หลวงลุงเป็นพี่ชายคนเดียวของแม่ บวชเป็นพระตั้งแต่พ้นเกณฑ์ทหาร ออกธุดงค์แสวงหาแก่นธรรมไปทั่วทั้งเหนือ-กลาง-อีสาน-ใต้ หลังจากอุปสมบทเป็นพระได้สองพรรษา หลวงลุงได้เรียนรู้และศึกษาพระธรรมจากคณาจารย์หลายสำนัก ทุกหนแห่งที่แสวงบุญและจาริกธรรม ล้วนแล้วแต่ได้มีโอกาสสัมผัสกับบารมีของสงฆ์ผู้แกล้วกล้าแตกฉานในไสยเวทพุทธยาคม อีกทั้งยังได้ศึกษาพระเวทและวัตรปฏิบัติจากปราชญ์ผู้ทรงธรรม อภิญญาจารย์ผู้ชำนาญมหามนต์หลายท่าน ก่อนย้อนกลับมาปักหลักเผยแผ่พระธรรมในถิ่นฐานอันเป็นบ้านเกิด ชาวบ้านรายรอบวัดต่างมีมติเห็นต้องพ้องกัน เสนอให้รับสืบต่อตำแหน่งเจ้าอาวาส หลังจากสมภารองค์เก่าสิ้นบุญ ( 2 ) ยนโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะย ยอะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิย ยสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิย<br /> ยสุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิย<br /> ผมเอ่ยปากกล่าวคำท่องบทสวด พร้อมยกมือขึ้นประณมหลังจากเดินเข้ามาในอุโบสถ แล้วนั่งคุกเข่าลงในท่าเทพพนม หยิบธูปเทียนและไฟแช็กที่วางอยู่บนพานทองเหลืองขึ้นมา จุดติดไฟ<br /> ผมปักเทียนลงบนเชิงรูปเรือสุพรรณหงส์ที่เกรอะกรังหยดน้ำตาเทียน ก่อนปักธูปลงในกระถางทองเหลืองที่แน่นขนัดไปด้วยก้านธูปสีแดง ผมก้มลงกราบ หน้าผาก ฝ่ามือและเข่าทั้งสองจดลงกับพื้น เมื่อครั้งสมัยยังเป็นเด็กพ่อเคยสอนและบอกให้รู้ว่าการกราบในลักษณะที่ผมกำลังกระทำอยู่นี้เรียกว่า ยเบญจางคประดิษฐ์ย<br /> ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านเข้ามา ทางหน้าต่างบานใหญ่<br /> ก่อนที่จะก้มกราบลงเป็นครั้งที่สาม เสียงแปลคำสวดภาษาบาลีของพ่อก็แวบผ่านเข้ามาในห้วงความคิดคำนึง ยขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าย ยพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานย ยพระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว ข้าพเจ้านมัสการพระธรรมย ยพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์ย ผมก้มลงกราบจนครบสามครั้งในนั่งท่าเดิม แหงนหน้าขึ้นมองจ้องไปยังพระพุทธรูปองค์ใหญ่อันเป็นพระประธานของอุโบสถแห่งนี้ พระพุทธรูปปางสมาธิ อร่ามเรืองเป็นเงาวับวาบเมื่อต้องแสงเทียน ต่ำลงมาเป็นพระพุทธรูปอัครสาวกซ้ายขวา<br /> นาฬิกาเรือนใหญ่ที่วางในอุโบสถ ลั่นสัญญาณบอกเวลาเที่ยงวัน<br /> เสียงสวดยะถาฯ สัพพีฯ ดังแว่วมาจากหอฉัน ผมหันกลับไปมองเมื่อเห็นเงาลางๆ แวบผ่านประตูอุโบสถ ผมก้มลงกราบลาพระประธาน แล้วค่อยๆ ขยับถอยหลังออกมาในท่าคุกเข่าก่อนลุกขึ้นยืน เดินก้าวออกมา<br /> เมื่อเดินก้าวข้ามธรณีประตู มาหยุดยืนที่เชิงบันได ผมหันหน้ามองไปรอบๆ<br /> รองเท้าแตะคู่สีดำซึ่งผมถอดวางไว้ตรงบันไดหน้าอุโบสถ ได้หายไปเสียแล้ว ( 3 ) หลวงลุงนั่งอยู่เก้าอี้หินขัดหน้ากุฏิ ครูใหญ่ นายกฯ อบต. และคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ผมไม่คุ้นเคย นั่งคุยอยู่กับหลวงลุง ผมทักทายพร้อมยกมือขึ้นไหว้หันไปรอบๆ คุกเข่าขยับเข้าไปใกล้ๆ แล้วก้มลงกราบหลวงลุง ก่อนถอยห่างออกมานั่งข้างๆ เด็กชายคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเรียนที่ผมเป็นครูประจำชั .....
- สิ่งที่เลื่อนลอย...กลางแสงไฟ
- สิ่งที่เลื่อนลอย...กลางแสงไฟ แสงไฟหลากสีส่องประกายระยับให้สว่างราวกลางวัน ถนนเส้นรัชดามุ่งหน้าตัดไปพระรามเก้ายามราตรีไม่เคยหลับใหล สองข้างทางเต็มไปด้วยสถานบันเทิง รถบนท้องถนนยังคงคับคั่งแม้เวลาจะล่วงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ริมถนนหน้าตึกแฝดเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์ ผมกับกอฟนั่งดื่มเบียร์ช้างขวดที่สี่อยู่ตรงหน้าเซเว่นอีเลฟเว่นริมถนน ที่ป้ายไฟร้านแมลงเม่ากำลังบินตอมเล่นแสงไฟ กำลังเมาได้ที่ ยมึงว่าคนเราเกิดมาได้ยังไงวะย กอฟโพรงถาม ยวิวัฒนาการมาจากสัตว์เซลเดียว ขึ้นมาจากน้ำทะเลย ยกูว่าไม่ใช่ มนุษย์เราถูกสร้างขึ้นมาย ยถูกต้อง! ใช่นะสิก็พ่อแม่ไงย ยกูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น กูมีความรู้สึกว่ามนุษย์คนแรกไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาจากลิงหรือเป็นแพลงตอนว่ายขึ้นมาจากทะเลย ยเมาแล้วมึงย ผมกระดกเบียร์ ยถ้ามนุษย์คนแรกไม่ได้เกิดจากวิวัฒนาการ มึงก็หมายความว่า มนุษย์ถูกส่งมาจากนอกโลกหรือไง แบบมนุษย์ต่างดาวอย่างนั้นหรอย ยกูไม่รู้ แต่กูสงสัยว่าทำไมเราถึงต้องเกิดมา ต้องมีจิตวิญญาณเพียงหนึ่งเดียว ตัวตนเพียงหนึ่งเดียว ทำไมมึงต้องเป็นมึง กูต้องเป็นกู ทำไมมนุษย์ทุกคนไม่เหมือนกันย ยมันจะไปเหมือนกันทุกคนได้ยังไงล่ะ ลักษณะทางพันธุ์กรรม การศึกษา ครอบครัว สังคม สภาพความเป็นอยู่แค่นี้คนทุกคนก็ไม่เหมือนกันแล้วย ยแต่ความรักทำให้คนที่ไม่เหมือนกัน ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ย กอฟนิ่งไปชั่วครู่ทอดตาออกไปไกล ยมนุษย์แตกต่างโดยธรรมชาติหรือด้วยจิตใจตัวเองวะ บางเรื่องเราไม่แตกต่างจากคนอื่นได้หรือเปล่า กูอยากมีคนที่เหมือนกันสักคนย ยมึงไม่อยากแตกต่างจากคนอื่นหรือไงวะ เขามีแต่คนอยากแตกต่าง อยากเดินนอกกรอบกันทั้งนั้นย ยกูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น กูอยากมีใครสักคนที่มีใจตรงกันย ยอีกหน่อยมีก็มีเองแหละย ยคนเรามันจะเกิดมาทำไมวะ ถ้าไม่มีความรัก แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรย ผมกับกอฟเป็นพนักงานบริษัททำงานอยู่ในตึกนี้ หลังเลิกงานประจำอันแสนน่าเบื่อหน่ายที่ทำให้สูญเสียความเป็นคนไปตลอดเก้าชั่วโมง ตอนเย็น ๆ ถึงค่ำมืด ผมมักจะมานั่งกินเบียร์อยู่ตรงหน้าเซเว่นบาร์เป็นประจำเพื่อเรียกสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา แต่ผมเชื่อว่าผู้คนที่เดินผ่านคงพากันมองผมสองคนว่าเป็นขี้เมาประจำบาร์แห่งนี้ ช่วงนี้กอฟกำลังตกหลุมรัก เพราะเผลอใจไปชอบพนักงานสาวคนหนึ่งในบริษัท เธอเป็นนักศึกษาจบใหม่มาทำงานที่บริษัทนี้เป็นแห่งแรก ด้วยความถูกชะตาจากความรู้สึกข้างใน ทำให้กอฟพร่ำเพ้อและพยายามหาหนทางจีบเธอ แต่ทุกอย่างก็คว้าน้ำเหลว ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ส่งตอบกลับมาจากเธอเลย ความหมดหวังทำให้กอฟหมดกำลังใจ และมานั่งระบายอยู่ตรงนี้ได้ทุกวี่วัน ยผิดหรือเปล่าวะที่กูจะรักใครสักคนย กอฟหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ยไม่ผิดย ยแล้วทำไมทุกคนทำเหมือนกับกูมีความผิดวะ กูไม่ดีตรงไหนที่ไปชอบน้องเขาย ยมึงคิดมากไปหรือเปล่า บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรอย่างนั้นก็ได้ ไปฟังคนอื่นเขามากไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอกย ยกูก็อยากให้เป็นอย่างนั้นแหละ แต่คนที่ทำงานแม่งมองกูแปลก ๆ ว่ะ ตั้งแต่ที่รู้ว่ากูจีบน้องเขาย ยมึงแคร์สายตาคนอื่นมากเกินไปย ยบางทีเขาอาจจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาคู่กับกูก็เป็นได้ย ถ้าหากการกินเหล้าเป็นวิธีปลดปล่อยจิตวิญญาณได้ดีที่สุดสำหรับคน ๆ หนึ่งพึงจะหาทางออกจากความเหนื่อยหน่ายในการใช้ชีวิตได้ ผมกับกอฟคงกำลังเลือกวิธีนี้ในการหาทางหลุดพ้น จากสิ่งที่ทับถมอยู่ในจิตใจ จากจุดที่ผมนั่งหากจะไปรัชดาซอยสี่นั่งแท็กซี่ไปไม่เกินสี่สิบบาท ตรงข้ามเป็นโพโซดอน ผมไม่เคยเข้าไปแต่เป็นที่รู้กันดีว่าข้างในเป็นอาบอบนวด มีหญิงสาวมากมายคอยให้บริการอยู่ ถนนทั้งเส้นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ มองขึ้นไปบนไฟป้ายตัวอักษรบนยอดตึก ไม่รู้ว่าตอนนี้คนที่อยู่ข้างในนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ เขากำลังมีความสุขกันอยู่หรือเปล่า กับความรักที่สามารถใช้เงินซื้อได้เพียงชั่วข้ามคืน ทุกครั้งที่ผมมานั่งกินเบียร์ตรงนี้ ผมมักจะสังเกตเห็นภาพวิถีชีวิตผู้คนที่แตกต่างกันไป บางสิ่งบางอย่างถูกซ่อนเอาไว้ภายในชุดสูทและแววตา พนักงานบริษัทเดินกลับออกมาขึ้นรถเมล์ตรงป้ายหลังเลิกงาน มนุษย์บางชนชั้นขับรถออกไปจากตึกเพื่อไปติดบนถนนอี .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว