Topic list
- เรื่องสั้น
1“ คาราวะผู้รอนแรมรักษาป่าทั้งหลาย ที่ให้กำเนิดเรื่องราวและตำนานอันเป็นที่โจษจันในใจฉัน ”
แด่ผู้อพยพเพื่อการมีชีวิตอยู่ (สังขละบุรี2551)นานมาแล้วที่ฉันต้อง “อพยพ” จะเรียกมันว่าอะไรดีกับการที่ต้องหอบผ้าผ่อน หนังสือหนังหา ปากกา ดินสอ เดินทางไปเพื่อร่วมเรียนรู้กับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ เพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เพื่อตัวตน หากแต่เพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์เบี้ยหอยรายทางที่เก็บเกี่ยวได้จากการใช้ชีวิตอยู่ตามสังคมชายแดน บ้านป่า ห่างไกลจนสุดขอบดินแดนแห่งอารยะชน นั้นเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในสายตาของคนเขียนหนังสือ(อย่างฉัน) และอาจเป็นของใครอีกหลายๆคนที่หลงใหลใคร่รักที่จะทำงานศิลปะอยู่ร่ำไป
ขอขอบพระคุณ สุนทร แสนสุข เจ้าพระยา นนท์ 2550- โลกกว้างยาวแค่สิบก้าวที่เราเดิน
เคยค้นพบอะไรบ้างในย่างก้าว
ขณะสาวเท้าเติ่งระเริงหลง
รู้สึกไหมใจฉุนแต่วุ่นวง
มิเคยปลง เพ่งพิศ...ทิศทางจร
รอนแรมเรื่อยไปหวั่นไหววกเพลินสะทกอกสะเทือนเกินเคลื่อนถอน
จนมิรู้การเคลื่อนไหว...ไม่อาทร
ใจถูกอ้อนจากลมจมตามแรง
เท้าที่ยกเยื้องย่างไปข้างหน้าจิตผู้รู้...รู้ท่าและรู้แหล่ง
ยกแล้ว...เหยียบ เหยียบแล้ว...ยก...ฉกเปลี่ยนแปลง
มันสำแดง เกิด-ดับ สลับกัน
ตามอาการเคลื่อนไหวใจผู้รู้มิลงสู่สิ่งใดมิไหวหวั่น
เป็นเพียงผู้ดูแลชะแง้งัน
จนรู้ทันความเป็นเช่นนั้นเอง
ฝึกยกหนอ เหยียบหนอ ไม่คิดหนอสิบก้าวย่างก็พอ...อย่าอวดเบ่ง
จักรวาลอันกว้างใหญ่ใจบรรเลง
แค่บทเพลงสิบก้าวก็ยาวเกิน
ฝึกได้แล้วแนวใดใจผู้รู้ย่อมแลดูอยู่ไม่ห่างแม้ทางเขิน
การเคลื่อนไหว กาย-จิต สะกิดเดิน
ก็เผชิญเป็นแต่ผู้แลดู
รับรู้ก็มัก....สักแต่ว่าเกิดเร็วช้าก็เห็นการเป็นอยู่
จะยุบ-พอง ฟุบ-แฟบ หรือฟ่องฟู
จิตคอยดูเฉยเฉยมิเผยเงา
จิตผู้รู้คือสติที่ผลิตื่นจะวัน-คืน...มิเคยหลับกระสับกระเส่า
การเคลื่อนไหวแห่งไตรลักษณ์หมุน หนัก-เบา
โลกของเราก็เท่านี้ไม่มีอะไร ฯ
- น้ำเข้าใต้ถุน
น้ำเข้าใต้ถุน
รัตนชัย มานะบุตร
ราวกับว่าแม่ได้กลิ่นอนาคต...
แม่ฝันว่า แม่และเพื่อนบ้านสวมชุดดำนั่งรถยนต์เต็มกระบะเดินทางไปงานศพที่วัด ทุกคนพกใบหน้าเศร้าสลดและด้วยความสงสัย และฝูงชนที่แห่กันไปที่วัดมีคนเกือบทุกชาติทุกภาษา
ไปงานศพใครกันก็ไม่รู้?
แม่ได้กลิ่นศพตอนสวมเสื้อดำก่อนออกเดินทาง
‘งานศพคนทั้งโลก’ ใครคนหนึ่งเอ่ย
ที่วัดเสียงร้องร่ำระงมไปทั่ว ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงจะมีรถยนต์ขนศพเต็มคันมาส่ง มีหมอผมแดงคนดังและอาสาสมัครตรวจ ดี.เอ็น.เอ.และฝังไมโครชิพ ทุกระยะจะมีคนมาขอถ่ายรูปหมู่ร่วมกับศพ ศพที่ตรวจ ดี.เอ็น.เอ.และฝังไมโครชิพแล้ว ทุกคนจะถูกคืนชีวิตให้ พวกเขาลุกขึ้นยืนทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวเต่งตึงร่วมถ่ายรูปหมู่ ถ่ายรูปเสร็จทุกศพต่างเอ่ยปากขอบคุณ เสียงที่เปล่งออกไม่เต็มเสียงนักเพราะในปากของพวกเขามีแต่น้ำ แล้วเดินตัวแข็งเรียงแถวไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่จอดรออยู่ แล้วแต่ใครเลือกลำไหน มีไปสนามบิน ภูเก็ต พังงา กระบี่ เฮลิคอปเตอร์ลำใหม่ก็บินลงมาแทนที่ไม่รู้จักจบ
น่าสงสารศพที่ไม่มีญาติมารับ พวกนี้ถูกบังคับให้เดินไปหลังวัดมีรถแทรกเตอร์กำลังขุดหลุมขนาดใหญ่ยาวเหยียด เตรียมฝังเพราะศพมากเกินไปไม่มีที่เก็บ ทหารกำลังลำเลียงศพลงไปยังก้นหลุม ศพบางศพประท้วงเรื่องผิดสัญชาติ ประท้วงจนพอใจจึงยอมลงนอนในหลุมแต่โดยดี บางศพไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นใครมาจากไหน แม้เจ้าตัวจะบอกชัดเจน แต่นั่นเป็นข้อมูลจากคนเสมือนสติไม่สมประกอบ ถูกบังคับให้ต้องลงไปนอนรอญาติมาพิสูจน์ก้นหลุม พวกเขาบ่นกันว่า รู้ว่ายุ่งยากแบบนี้ไม่น่ามาตายที่นี่เลย...
- นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล
นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล
ธีรภาพ โลหิตกุล:"ความจริงมันคงไม่ใช่เพียงสารคดีเท่านั้น แต่สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์แมกกาซีนทั้งหลายก็ถูกถาโถมเข้ามา เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งตัว ตั้งรับ และรุกรับกับสิ่งเหล่านี้ ก็คือต้องพัฒนางานให้เข้มแข็งขึ้น รักษาคุณภาพของงานให้ดีมากยิ่งขึ้น และอาจขยายงานไปสู่สื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น"กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แทบไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากมายสำหรับคนทำงานสารคดีที่ชื่อ ธีรภาพ โลหิตกุล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในฐานะนักเขียนสารคดีมือฉมัง ทั้งที่เป็นข้อเขียนและบทโทรทัศน์
10 ปีแรกในภาระงานประจำ ก่อนเจ้าตัวจะปลดระวางตัวเองเพื่อ 'พักร้อน' และรับงานฟรีแลนซ์เลี้ยงตัวเองในช่วง 10 ปีหลัง ปัจจุบันนอกจากงานเขียนหนังสือ เขายังผันตัวไปเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของอุษาคเนย์บนหน้าปัดวิทยุที่คลื่น FM 96.5 ทุกวันอาทิตย์ บ่าย 2 และวิทยากรรับเชิญสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมของภูมิภาคแถบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังออกตัวว่าเป็น 'นักเดินทางมือสมัครเล่น' อยู่ดี
หลังจากอ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วลองมานิยามดูอีกทีว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นนักเดินทางประเภทไหนกันแน่...
- เขาและเรา (กรณีศึกษาด้ามขวานไทยประลัยกัลป์
เพราะใจเราเผาใจให้จำเจ็บ
ใจเราเก็บใจจำมาช้ำหมอง
ก็ใจเราอีกแหละชอบมาครอบครอง
โอ้ใจหมองก็ใจเราเผาไหม้ใจ
แต่ใจเขามิเคยจำย่ำและหยาบสันติภาพดูเหมือนว่าต่างคว้าไขว่
ลอบและกัดก็ดำเกิงดั่งเพลิงไฟ
บุญและบาปก็อ้างไว้พอได้ทำ
เราสิซ่อนน้ำตาอันปร่าขมเขาขย่มไล่ล่าดาหน้าย่ำ
เราด่าเขาวอยวอยถ่อยริยำ
เขากระทำหน้าตายเหมือนทายท้า
เขาเป็นใครไม่รู้ดูไม่แท้แต่แน่ๆเราเป็นอยู่ดูเหมือนว่า
เขาเหมือนคนอย่างที่สุดมนุษย์-มนา
แต่ทว่าเรากับเขาเลิก-เผากัน
เราเป็นคนธรรมดาตั้งหน้ารับวันคืนลับล่วงลาแต่อาสัญ
ถ้านับศพก็ทบท่าวมิคราวครัน
ถ้านับวันสันติสุขทุกข์ระทม
เราและเขานั้นหรือต่างคือใครแล้วทำไมยิ่งวันคืนยิ่งขื่นขม
ที่เรามีมากมายพ่ายระบม
ต่างอกตรมหน้าชื่นต่างยืนยัน
กรณีที่หลากหลายก็คล้ายคลึเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้มีเช่นนั้น...
- เพียงแค่เพียง
ขอเพียงที่ทางได้สร้างทำ
ขอคำถ้อยคำสักหนึ่งเสียง
ขอใจเพียงพอแล้วก็เพียง
เดินเลี่ยงออกมาอีกครานึง
ฝากความทรงจำไว้รำลึกค่อยๆตรองตรึกสักเสี้ยวกึ่ง
ไม่คิดคาดหวังนั่งรำพึง
ฝากรอยเท้าหนึ่งในผืนทราย
ก่อนสายลมพรมพัดสะบัดพลิ้วประปรอยปลิวแผ่วๆแล้วลับหาย
ไม่เคยคิดไหวติงนิ่งดูดาย
เพียงสบายสบายย่างกรายไป
เพียงพบหน้าคนรักเพียงสักครั้งได้มานั่งแนบชิดพิสมัย
แม้ไม่พูดไม่เผยเอ่ยอันใด
แต่ที่ในตาสบเผลอหลบตา
เพียงเท่านั้นก็พอเติมต่อฝันให้คืนวันล่วงหายเปล่าดายค่า
กลับมามีความหมายให้มองมา
เพียงรู้ว่ามีบ้างไม่ว่างวาย
ถึงกระนั้นเราจะปันให้เป็นดังเส้นสาย
ถึงไม่มีก็จะมีไม่มากมาย
เป็นกระทายน้อยๆ จ้อยและเจียม.
- การรินไหลใดรู้จบ (กรณีศึกษาการอพยพข้ามแคว้นของแรงงานเพื่อนบ้าน)
การรินไหลใดรู้จบ
เปรียบชีวินรินไหลข้ามไทแคว้น มาสู่แดนเสรีที่สถาน มาจากความร้าวแรกหรือแหลกราญ จากเรือนบ้านเคหาวนาดร มาสู่ความใหม่แปลกความแตกต่าง มาเหยียบย่างต่างหาอุทาหรณ์ มาเถอะมาแต่งแต้มมาแรมรอน ไหว้ขอพรวอนไหว้เมื่อได้มา
อาจบางทีแตกต่าง บางอย่างใช่ เป็นอย่างไรในเร้นลึกรู้สึกรู้สา อาจบางอย่างอีกบางอย่างอาจค้างคา แตะต้องตาต้องใจ คลับคล้ายคล้ายคลึง ให้เจ้าหวนครวญนึกระลึกย้อน วันคืนก่อนเวียงวังคราครั้งหนึ่ง ต่างมิต่างถูกผูกมัดถูกรัดรึง ต่างเอิบอาบซาบซึ้งคะนึงครวญ อาจมีสิทธิ์คิดหวังดั่งใจคิด แต่มิอาจมีสิทธิ์แม้คิดหวน ณ แดนดินถิ่นไหนไม่คู่ควร จึ่งรัญจวนหวนไห้จึ่งไหลริน..- บันทึก 100 วัน (10)
29 เมษายน 2551
เรานัดหมายบังอาเส็มไว้ที่มัสยิดห้วยโอน ตอนที่ไปถึงเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำภาค 8 มาถึงแล้ว
พื้นที่ ม.9 ของบังอาเส็มมีปัญหาน้ำเสีย ชุมชนเดือดร้อนมานานแล้ว ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร นึกถึงปัญหาน้ำที่เกิดในหมู่บ้านของผมทำให้เข้าใจหัวอกคนใช้น้ำด้วยกันถึงความทุกข์
เราใช้เวลาพูดคุยกันไม่นานก็ได้ข้อสรุปแจงเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้
1.สภาพปัญหา น้ำประปาของม. 9 ต.กำแพงเพชรมีสภาพขุ่นข้น เนื่องจากใช้น้ำจากต้นน้ำที่มีการขุดสระขนาด 40 เมตร ยาว 100 เมตร ลึก 4 เมตร รองรับน้ำก่อนสูบขึ้นไปขึ้นถังผลิตประปา ทำให้เกิดการหมักหมมของขยะใบไม้ กิ่งไม้ สารเคมีการเกษตร ชุมชนประสบปัญหามาเป็นเวลากว่าสิบปี
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ใช้น้ำไประยะหนึ่งประสบต้นทุนการใช้สารส้มในอัตราสูงกว่าที่รายได้ของการจัดเก็บน้ำสามารถรองรับได้ กล่าวคือมีต้นทุนต่อหน่วยตกประมาณ 9-10 บาท ขณะที่ปัจจุบันมีการจัดเก็บค่าน้ำอยู่ยูนิตละ 5 บาท เมื่อชุมชนไม่ใช้สารส้มในการดักตะกอน ปรับสภาพน้ำที่มีความเป็นด่าง ทำให้วงจรการทำงานของระบบประปาติดขัด ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำโดยรวม
2. ต้นทุนการผลิต -ค่าจ้าง เดือนละ 6000 บาท -ค่าบำรุงรักษา เดือนละ 2500 บาท -ค่าไฟ 10-15 ชั่วโมง 10,800-20,000 บาท -ค่าสารส้ม เดือนละ 7500 บาท รวม 26,800 บาท ต่อเดือน
ประชากร 3000 คน รวมค่าใช้จ่ายต่อยูนิต 8.93 บาท
3. ทางแก้ไข ผู้เข้าร่วมเสนอแนะทางออกได้ข้อสรุปดังนี้
1.จัดประชุมชี้แจงคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามสภาพปัญหา ความต้องการและเชิญชวนตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ(ถือว่าดำเนินการแล้วในวันนี้)
จัดประชุมชี้แจงชุมชน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามความสมัครใจ และชี้แจงต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าข้อเท็จจริง พร้อมกับเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา(นัดวันศุกร์ ที่ 16 พค.)
จัดซื้ออุปกรณ์ ทดลองปรับระบบการกรองน้ำที่ชุมชนตัดขั้นตอนการใช้สารส้มในการดักตะกอนออก โดยการกลับไปใช้ระบบการผลิตที่ครบวงจรอีกครั้งและดูผลคุณภาพของน้ำเป็นเวลา 1 เดือน
จัดเวทีชุมชนสอบถามประชามติในการแก้ปัญหาด้วยการกำหนดราคาน้ำที่ตรงกับความเป็นจริงและค้นหาแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
4. งบประมาณ 30,000 บาท จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสนับสนุนผ่านแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้
-จัดซื้ออุปกรณ์สารส้ม ปูนขาว และทราย จำนวน 10,000 บาท -จัดประชุมชี้แจงชุมชน 2 ครั้งและมีการถ่ายทอดสดทางสื่อ 20,000 บาทเราลงไปดูพื้นที่จริง บังอาเส็มขับรถนำไปถึงที่ สภาพป่าต้นน้ำของรัตภูมิ ว่าไปก็เหมือนที่อื่นๆ อยู่ใกล้ต้นน้ำแต่ก็ต้องซื้อน้ำดื่ม น้ำใช้ ไม่สามารถดึงน้ำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
สระน้ำที่ขุดไว้เป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาที่นี่ก็เป็นของเอกชน กรรมการประปาคนหนึ่งบอกว่าทำให้เขาไม่มั่นใจในอนาคต หากมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไปทำกิจกรรมอื่น ชาวบ้านจะเดือดร้อนไปหมด
"ผมอยากให้หาที่ดินขุดสระใหม่" เขาเสนอให้ชุมชนร่วมกันซื้อที่ ทำเป็นที่สาธารณะ
ผมนึกภาพ-เรื่องน้ำทำให้เราสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้ชุมชนเกิดความมั่นใจ หลังจากที่ฟิ้นระบบการผลิตน้ำเต็มรูปแบบ สร้างความมั่นใจให้พวกเขาแล้ว ต่อไป การแก้ปัญหาอื่นๆของชุมชนก็จะตามมา
ขอให้ทุกอย่างยืนอยู่บนฐานการเรียนรู้และมีส่วนร่วมเท่านั้น.
- บันทึก 100 วัน (9)

27 เมษายน 2551
24 เมษายน 2551 สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ใหม่ มาสมัคร 14 คน รับคนได้เพียง 2-3 คน ผ่านรอบแรกเราคัดไว้ 5 คน ผมส่งต่อให้อ.พงค์เทพ คุยต่อ
เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ความคิดอยู่ในกรอบ เหมาะที่จะทำงานในระบบมากกว่าที่จะมาฝ่าฟันกับงานที่จำเป็นต้องมีความมั่นใจ มั่นคงกับเป้าหมายที่มิใช่เพียงแค่ตัวเอง แถมถามความสนใจ ความฝันในชีวิต จำนวนหนึ่งตอบไม่ได้ ตอบได้แค่ว่าอยากได้งาน
25 เมษายน 2551 เดินทางไปสกลนคร มีโปรแกรมร่วมกับ 13 จังหวัดเรียนรู้ดูงานในพื้นที่ของเครือข่ายจ.สกลนคร
เราไปนั่งรออยู่ที่สุวรรณภูมิร่วม 3-4 ชั่วโมง กว่าเครื่องจะออก(ช้าไป 20 นาที) อากาศที่นั่นค่อนข้างหนาว หิวก็หิว ดีว่าเครื่องของ ppair มีบริการเลี้ยงข้าว เครื่องบินที่นี่มีขนาดเล็ก 60 ที่นั่ง ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษๆก็มาถึงสกลนคร
สามทุ่มเราก็มาถึง เดินออกมาจากเครื่อง พบตัวสนามบินที่นี่ออกแบบได้ดี โปร่งโล่ง โอ่โถง นำรูปแบบทางศิลปกรรมและวัตถุดิบท้องถิ่นมาประดับประดา ได้กลิ่นอายอิสาน (นึกถึงสนามบินหาดใหญ่-ไม่มีสิ่งใดส่อเค้าความเป็นภาคใต้ต้อนรับผู้มาเยือน) น่าเสียดายว่าอาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่นัก
มีเจ้าหน้าที่ของเครือจข่ายมารอรับ เราขึ้นรถสองคัน ขับไปนั่งคุยกันไป สกลนครใหญ่โตกว่าที่คิดมาก แถมทันสมัยน่าอยู่ การวางผังเมือง การออกแบบเมืองทำได้ยอดเยี่ยม บ้านเมืองดูสะอาด เงียบสงบ ประตูเมืองใหญ่โต นำเอารูปทรงสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ สกลเป็นเมืองใหญ่ มี 18 อำเภอ ประชากรกว่า 1 ล้านคน มีสส.ได้ 5 คน(แน่นอนว่าต้องพรรคพลังประชาชน) ถนนกว้างขวาง รถไม่พลุกพล่าน ดูแล้วรองรับการเติบโตของเมืองได้ร่วม 10-20 ปี (สร้างถนนก่อนสร้างเมือง)
- บันทึก 100 วัน (8)

20 เมษายน 2551
เจีย โทรมาเตือนว่างานเลี้ยงน้ำชาของผู้ใหญ่เบีย จะจัดในวันนี้ มีกิจกรรมไปตั้งแต่ช่วงกลางวันไปถึงกลางคืน ทีแรกลังเลว่าจะไม่ไป แต่คิดดูอีกที วันนี้ไม่ได้ทำอะไร(ตั้งใจว่าจะพัก) อีกอย่างไปคูหาใต้ก็เดินทางไม่ไกลเลยตัดสินใจใหม่
อยากไปช่วยผู้ใหญ่ รู้จักพื้นที่ให้มากขึ้น ตอนไปเอ็กซ์ชวนพี่แป๋วครูข้างบ้านไปด้วย เราไปถึงวัดจุ้มปะช่วงเย็นแล้ว ไปถึงก็โทรหาเจียถามทางอีกเพราะว่าไปไม่ถูก
ระหว่างทางผ่านถนนใกล้สนามกีฬาเทศบาลตำบลกำแพงเพชร กำลังลงเตนท์จัดงานถนนคนเดินที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ไม่เคยมาร่วมกิจกรรม ท่าทางจะคึกคักไม่เบา
สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งกว้าง สลับเขาเป็นหย่อมๆ มีลำห้วย วัด บ้าน แทรกสลับเป็นช่วงๆ ดูแล้วก็เงียบสงบดี เราหาที่จอดรถ ด้านซ้ายมือเป็นท้องนากว้าง มีคนพลุกพล่านได้ยินเสียงโฆษกงานมาจากเต้นท์ใหญ่ เดินลงไปดูกิจกรรมที่มีการแข่งว่าว นัยว่ามาถึงรอบสดท้ายแล้ว ว่าวที่ผ่านเข้ารอบลึกๆกำลังเตรียมเข้าสู่ลานแข่งที่เป็นท่งนากว้างโล่ง มีเขาคูหาเป็นฉากหลัง ว่าวหลากสีโฉบเฉี่ยวอยู่บนฟ้ามองเห็นอยู่ไกลตา
มีคนมาร่วมงานไม่น้อยเลย บ้านของผู้ใหญ่เบีย มีงานเลี้ยงน้ำชาจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว แต่ปีนี้พิเศษตรงที่มีคอนเสิร์ตจากวงบาโรยมาสร้างสีสันในช่วงหัวค่ำ เรามาถึงก็เห็นรั้วผ้าใบขึงล้อมรอบชวนให้นึกถึงหนังกลางแปลงในวัดในอดีต
ใช้ทุ่งนาให้เป็นประโยชน์ ฟากหนึ่งแข่งว่าว อีกฟากหนึ่งล้อมรั้วจัดคอนเสิร์ต เจียพาไปหาผู้ใหญ่เบียที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมงาน เราไปถึงเห็นแต่โต๊ะวางเต็มไปหมด ยังไม่มีคน คอนเสิร์ตจะเริ่มช่วงหัวค่ำ มีแต่ทีมงานกำลังตระเตรียมน้ำแข็ง น้ำ มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น ช่วยกันขันแข็งดี
อ้อ มีนิทรรศการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีด้วย
เงินที่ได้จากการเลี้ยงน้ำชา จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณของหมู่บ้าน กลุ่มแกนนำที่มาช่วยผู้ใหญ่เบียส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บางส่วนมาจากกลุ่มอนรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี สมาชิกในกลุ่มเติบโตมาจากวัยรุ่นที่หลงผิดติดยาเสพติด ต่อมาคิดได้กลับตัวมาเป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือสังคมและตั้งใจที่จะทำกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ผลพวงจากการร่วมกิจกรรมรักษ์ป่าทำให้รู้จักกับอีกหลายๆกลุ่ม วงบาโรยก็มาจากสายสัมพันธ์การทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกัน
เท่ากับว่าเครือข่ายเติบโตและชักย่านความสัมพันธ์โยงไปถึงกิจกรรมอื่นๆ มีอะไรก็มาช่วยกันว่างั้น
นั่งฟังลุงนันท์แกนนำอีกคนเล่าให้ฟังเรื่องหนักอกของชุมชน นั่นคือการปกป้องเขาคูหาที่ถูกนายทุนสัมปทานต่อเนื่องระเบิดหินทำลายหายไปทุกวัน เขาคูหาเพี้ยนมาจากคำว่าโคหาย ที่นี่มีแร่ธาตุปนอยู่ในตัวภูเขาล้วนเป็นของดีหายาก แต่กำลังถูกทำลายไปอย่างไม่รู้คุณค่าและไม่มีใครกล้าที่จะส่งเสียงทัดทาน เนื่องจากนายทุนทำถูกต้องตามขั้นตอน และคงกลัวไม่อยากเสี่ยงกับผู้มีอิทธิพล(ชาวบ้านใกล้เนินเขาได้รับประโยชน์ด้วย) แม้นเสียงต่อต้านจะเริ่มมีมากขึ้น แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ รังแต่จะเร่งให้รีบระเบิดทำลายให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ
จัดงานเลี้ยงน้ำชา จัดคอนเสิร์ตใกล้ๆ อาจจะมีส่วนช่วยให้เสียงของชุมชนไปถึงหูนายทุนและผู้มีอำนาจบ้าง(ผมเดาเอา)
รัตภูมิเป็นพื้นที่เดือดในเรื่องของการทำบ่อทราย มีทั้งถูกต้องตามกฏหมายและลักลอบ สภาพโดยรวมเริ่มมีปัญหาด้านมลภาวะจากโรงงาน จากกลุ่มแรงงานอพยพ บางพื้นที่มีโรงงานจำนวนมาก ที่นี่มีจุดแข็งหลายเรื่อง กลุ่มองค์กรท้องถิ่นที่นี่ค่อนข้างเข้มแข็ง เป็นต้นแบบระดับชาติในหลายๆแห่ง ตำบลคูหาใต้เองก็มีสภาร้อยแปดเป็นองค์กรหลักของชุมชน แต่ก็นั่นแหละ ความเข้มแข็งดังกล่าว หากว่าไม่อาจปกป้องฐานทรัพยากรให้คงอยู่ต่อไปได้ ก็คงดูแปลกๆพิลึก
หมายเหตุ* ไม่ได้อยู่ฟังคอนเสิร์ต เพราะดึกเกินไป เรานั่งประเดิมงานเป็นโต๊ะแรก อยากจะบอกว่าปลาดุกย่างสดและอร่อยมาก.


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว