ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

294 items|« First « Prev 26 27 (28/30) 29 30 Next » Last »|
เรื่องสั้น : ทางช้างเผือก
Submitted by Pookun on November,14 2006 12.29
ทางช้างเผือก ชาคริต โภชะเรือง ๑ เส้นทางชีวิตแท้จริงแล้วมิได้ไปไกลเกินกว่าที่เราจะคาดคิด คนเรามาดแม้นเดินทางไปถึงสุดขอบโลก ทะลุถึงจักรวาลทางช้างเผือก ทว่าผมกลับรู้สึกว่าสุดท้าย เราก็กลับมาหาจุดกำเนิดของตัวเอง ทางช้างเผือกที่ดูเหมือนไกลแสนไกลนั้นที่แท้กลับอยู่ในใจเรา สองวันก่อน ผมกับโนราจวนมานั่งอยู่ตรงนี้ ผมเปิดโน๊ตบุ๊คของโนราจวนฆ่าเวลา เราดูคำทำนายในโปรแกรมดูหมออันแปลกประหลาดที่บอกว่าผมถึงคราวเคราะห์ ถึงที่สุดแล้ว ผมจะต้องต่ออายุตัวเอง ทำบุญ กลับไปเอาดินบ้านเกิดมาบูชา ผมบอกโนราจวนว่า ไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี... มีบางอย่างทำให้ผมฉุกใจคิด และนั่นเป็นเหตุให้ผมเริ่มสำเหนียกได้ถึงความจำเป็น และทำให้ผมกลับมานั่งทบทวน แน่ล่ะว่าเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตที่เริ่มเพิ่มพูนตามวัย พอมีอายุมากขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาวมากขึ้น ทำให้ผมหลอมรวมเสี้ยวส่วนของชีวิตที่แตกกระจายอยู่นั้นขึ้นมาใหม่ นั่นทำให้ผมแลเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวในมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม และเหนืออื่นใด ผมเริ่มที่จะหยั่งเห็น จุดเริ่มต้น เส้นทาง จังหวะก้าวย่าง และจุดสิ้นสุด ทั้งหมดล้วนผูกโยงเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยบางสิ่งบางอย่างอันเร้นลับ เพียงแค่เราหยิบแง่มุมใดที่แหลมคมขึ้นมาส่องพินิจดูก็จะมองเห็นได้ไม่ยาก คลื่นผู้คนนับพันกำลังเบียดเสียดยัดเยียดอยู่เบื้องหน้า ผมพยายามมองฝ่าเขม่าควันไฟจากถ่านไม้ในเตาที่กำลังโชยกระจายอยู่รอบๆตัว  ผมเห็นโนราจวนเวลานี้ยืนอยู่ด้านหลังเวที ขณะที่วัดคลองแหชุลมุนอยู่ภายใต้แสงไฟ การแสดงของค่ำคืนกำลังจะเริ่ม ผมรู้ว่าโนราจวนจะต้องทำหน้าที่คอยดูคิวนักดนตรีให้เล่นรับกับการแสดงที่สลับกันระหว่างละคร หนังตะลุง เพลงบอก แล้วก็เพลงเรือ ซึ่งว่าไปแล้วก็ทำได้ไม่ง่ายนัก ไม่ง่ายนักที่จะหลอมรวมมหรสพการแสดงหลายๆอย่างเข้าด้วยกันแล้วยังคงรักษาเอกลักษณ์ของนาฏกรรมพื้นบ้านเอาไว้ได้ แต่นี่ก็เป็นปรับปรน ท่ามกลางเส้นทางของความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยที่เราพร้อมยอมรับ และยินดีที่จะก้าวไปร่วมเดินกับมัน เพราะอย่างไรเสีย เราก็ยังยืนอยู่บนก้าวย่างของเรา ผมรู้ดี เราพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ มิเช่นนั้นเราก็ยืนหยัดอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้ เราพร้อมจะเผยตัวพร้อมต้อนรับใครก็ได้ (เราพร้อมรับคนทั้งโลกด้วยซ้ำ) และเราก็พร้อมจะซึมซับวัฒนธรรมที่หลากหลายนั้น จนกระทั่งบางครั้งผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเราไม่เป็นตัวของตัวเองหรือไม่ก็เป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่งในแบบฉบับของเรา เห็นได้จากการที่เราเป็นคนที่ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งใหม่ๆได้ง่าย พร้อมจะปรับมันให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ลอกเลียน ปรับปรน กระทั่งเรามองไม่ออกว่าสุดท้ายสิ่งนั้นต้นตอรากเหง้ามันมาจากที่ใด งานวันลอยกระทงกำลังจะเริ่มนั่นละผมจึงละจากความครุ่นคำนึง ฉุดกระชากภาพในระหว่างห้วงคำนึงจางหาย พลางไล่สายตาไปตามแสงไฟจากสปอตไลท์ที่กำลังฉายกราดไปจับอยู่กลางเวทีที่มีข้อความ ร่วมสืบสานงานประเพณี...ซึ่งจัดสืบต่อกันมาหลายสิบปี โฆษกของงาน(ซึ่งผมได้ยินแต่เสียง)เริ่มต้นทักทายผู้ชมในลีลาที่ให้เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นนายหนังตะลุงมาก่อน ตะแกโหนเสียงอันหนักแน่นอารัมภบทเบิกโรงอยู่ชั่วครู่เป็นการผูกมัดสัญญากับคนดูว่าจะได้ชมได้ยินอะไรนับจากนี้ไป ในที่สุดการแสดงของค่ำคืนอันยาวนานก็เริ่มต้นด้วยการบรรยายบอกเล่าประวัติความเป็นมาของวัด  ซึ่งผมได้ยินได้ฟังมาแล้วนับสิบครั้ง คราวนี้ก็เช่นกัน  เสียงบรรยายนั้นบอกให้ทุกคนรู้ว่าสมัยก่อนวัดแห่งนี้นั้นแต่เดิมตั้งอยู่ค่อนไปทางทิศเหนือของวัดไปร่วม ๕๐๐  เมตร  กล่าวคือ อยู่ถัดไปบริเวณริมฝั่งคลองแหด้านตะวันออกแต่ด้วยเหตุที่ว่าพื้นที่เดิมนั้นคับแคบไม่เหมาะสมในการตั้งวัด  พระภิกษุรูปหนึ่งมีชื่อว่ายกกลิ่น  ที่มาจำวัดในขณะนั้นจึงได้ย้ายมาตั้ง  ณ ที่วัดคลองแหในปัจจุบันซึ่งเป็นที่ดินมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษของพระภิกษุยกกลิ่นเอง  นัยว่าเมื่อท่านบรรพชาอุปสมบทแล้ว และแน่ใจว่าจะไม่ลาสิกขาแล้ว  จึงอุทิศที่ดินแปลงนี้ตั้งวัด  แล้วท่านก็ได้เป็นปฐมเจ้าอาวาส... เจ้าอาวาสองค์แล้วองค์เล่าปรากฏขึ้นในจอสไลด์ ก่อนที่จะจบลงด้วยคำบอกเล่าความเป็นมาของวัดโดยหลว .....
ก้างปลา
Submitted by kodeya on November,12 2006 18.28

กระจงสองตัวในกรงขังวิ่งเหยาะ ๆ รอบ ๆ ตาข่าย เห็นคนก็จะหยุดแหงนหน้ามองขออาหาร ผมใช้เวลาที่เหลือก่อนตะวันตกดินไปเก็บมะละกอ ขอเพียงมะละกอลูกโต ๆ สักลูก  ใบมันสำปะหลังสักสองยอดสำหรับอาหารมื้อกลางคืนของมัน  ผมรู้จักมะละกอทุกต้นที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งหมู่บ้านทั้งที่มีเจ้าของและไม่มี รู้ว่าต้นไหนผลโตงาม ๆ กำลังดี

กลับมาถึงบ้านผมต้องปอกเปลือกเขียวออก หั่นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเท่า ๆ กัน หากวันไหนขี้เกียจฝีมือก็ออกเป็นรูปแหลม ๆ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ผมใส่กะละมังล้างน้ำให้ยางของมันออก ใส่ตะแกลงหย่อนลงในกรง พวกมันวิ่งเข้ามาแย่งกันกินเหมือนเด็กโดยไม่ยอมเหลียวแลใบมันสำปะหลังแม้แต่น้อย ผมรู้ว่าพวกมันแอบกินใบมันสำปะหลังตอนกลางคืน เช่นนี้แสดงว่ามะละกอน่าอร่อยกว่า วันนี้ผมเก็บมะละกอผลโตมาสองลูก ย่างน้อยลดเที่ยวหาสำหรับวันพรุ่งนี้ไปได้หนึ่งวัน หากจะเก็บมาหลาย ๆ ลูกก็ไม่ได้เพราะทิ้งไว้เกินสามวันมะละกอจะสุก ผมเคยสังเกตมันไม่เคยกินมะละกอสุกหมด หากเพราะพวกมดหรือไม่ก็หนูเข้าไปแย่งมันกิน อาบน้ำทานข้าวเสร็จ ตีสีหน้าเหนื่อยหน่ายต่อหน้าพ่อแม่เพื่อหาโอกาสขออนุญาตไปนอนบ้านสาเคียสักคืน  โดยอ้างเหตุผลเหนื่อยมากอยากคุยกับเพื่อน

"เหตุผลฟังไม่ขึ้น"  พ่อว่า  "อยากไปนอนบ้านเพื่อนดีแล้วล่ะที่รู้จักบอกกล่าวกัน ความจริงหากไม่ต้องอ้างเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ก็ได้"

ผมคิดถึงเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ แล้วอดขำในใจ

แม่ครับ...ตีผมสิ
Submitted by kodeya on November,12 2006 10.28

ตอนเย็นผมกลับมาจากโรงเรียน มองหาไก่ชนของผมไม่เจอ ปกติเมื่อกลับถึงประตูรั้วไก่เห็นเครื่องแบบนักเรียนก็จะกรูเข้าหา รู้ว่ามันต้องได้กินข้าวเปลือกก่อน ก่อนผมเข้าบ้านผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในบ้าน แต่วันนี้กลับไม่มีพวกมัน มีแต่ไอ้โต้งคู่กับไก่สาวและแม่ไก่ลูกอ่อนอีกครอกเท่านั้น ไอ้ตัวเขื่อง ๆ ทั้งหลายหายหน้าไปสิ้น ผมถามพี่สาวไก่หายไปไหนหมด

แม่ออกมา "ไม่ต้องหาหรอก แม่ขายอาแป๊ะไปหมดแล้ว"

"รวมทั้งไก่ชนของผมด้วยหรือ?"

... เพื่อนตาย ...
Submitted by จ่าโจ on November,11 2006 15.07
[ ภาคที่ 1 ] ถ้ามองด้วยสายตา สามัญสำนึก และความรู้สึกของคนธรรมดามันก็ยากที่จะแยกแยะความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตทั้ง 2 สายพันธุ์ที่นอนเคียงข้างกันอยู่ข้างถนนคอนกรีตทางเข้าหมู่บ้าน ความขมุกขมอม กลิ่นสาบฉุน ๆ สีกระดำกระด่างที่เปรอะเลอะเทอะตามลำตัว ตัวหนึ่ง มี 2 ขา อีกตัวหนึ่งมี 4 ขา นอนขดกายเบียดกันราวกับจะแบ่งปัน ความอบอุ่นให้กันและกัน ... ผมบิดคันเร่งมอเคอร์ไซค์ผ่านไป ก่อนจะเหลียวกลับมามองสองลมหายใจนั้นอีกครั้ง ควันกรุ่นจากชามใส่ก๊วยเตี๋ยวไก่ ลอยเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นหอมชวนกินมาแตะจมูก ผมตักพริกดอง เติมน้ำปลาอยู่ที่ท้ายรถปิ๊คอัพขายก๊วยเตี๋ยวไก่ที่ขับเข้ามาขายในหมู่บ้าน บ่าย ๆ วันเสาร์เช่นนี้ บางทีการต้องฝ่าเปลวแดดออกไปหาซื้ออะไรมาใส่ท้องให้มันตึง ๆ ดูจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย อะไรก็ได้ที่มาขายผ่านหน้าบ้านดูจะเข้าท่าไปซะหมด ขณะที่ผมกำลังจะถือชามก๊วยเตี๋ยวไก่เข้าบ้าน เสียงประสานจากเหล่าสุนัขหลายตัวในหมู่บ้านทำให้ผมต้องหันไปมอง สุนัขผอมกระหร่อง ตัวกระดำกระด่างตัวหนึ่ง กำลังเห่าสู้กับเหล่าสุนัขอ้วนพีเจ้าของถิ่น ดูเหมือนมันพยายามปกป้องชายผอมโซ เสื้อผ้ามอมแมม ที่เดินถือถุงเก็บเศษของที่พอจะมีค่าจากถังขยะตามหน้าบ้าน ชายคนนั้นพยายามกวัดแกว่งไม้ไผ่ลำยาวราวเมตรครึ่งที่ใช้พยุงกาย เข้าหาบรรดาจ้าถิ่นสี่ขา พลางส่งเสียงไล่ที่แหบโหย ... หนึ่งคน กับหนึ่งสุนัข ต่างพยายามปกป้องอีกฝ่ายหนึ่ง ... ผมหันไปสั่งเส้นหมี่แห้งใส่ถุงอีกถุงหนึ่ง ... ... สองชีวิตพากันฝ่าดงสุนัขหมู่ เดินเปิดดูตามถังขยะใบโน้น ใบนี้ กระป๋องเบียร์ เศษกระดาษลัง ลวดไม้แขวนเสื้อ และอะไรต่อมิอะไรที่ชายคนนั้นคิดว่ามีค่า ถูกลำเลียงออกมา ก่อนจะยัดใส่ถุงปุ๋ยเก่า ๆ ที่ถูกสะพายอยู่บ่นบ่าที่งอคุ้ม ผมเดินไปยื่นถุงใส่ก๊วยเตี๋ยวไก่ให้เขา มือที่พนมขึ้นแทบจะท่วมหัว ก่อนที่จะยื่นมารับถุงก๊วยเตี๋ยวไก่ไปอย่างสั่นเทา ไม่มีคำขอบคุณ ... ไม่แม้แต่เงยหน้ามาสบตากับผม แต่เขากลับหันไปมองเพื่อนสี่ขาของเขา หางที่ส่ายระรัว เสียงงี๊ด งี๊ด และอาการที่แถตัวเข้ามาเบียดขาของเขาบ่งบอกความดีใจเกินกว่าจะอดกลั้นเขาแกะหนังยางรัดปากถุงออก ก่อนจะหยิบชิ้นปีกบนของไก่ที่อยู่ในถุง ส่งให้เพื่อนของเขา ผมเดินหันหลังกลับเข้าบ้านพร้อมทั้งชามก๊วยเตี๋ยวไก่ของผม รถของมูลนิธิแห่งหนึ่ง เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินสีแดงที่หลังคา ผู้คนยืนมุงดูอยู่ห่าง หน้าปากซอยที่แคบอยู่แล้ว ยิ่งแคบเข้าไปอีก จนผมต้องค่อย ๆ พารถมอเตอร์ไซค์เลาะหลบผู้คน ใต้ผ้าสีขาวผืนยาว ร่างหนึ่งนอนสงบแน่นิ่งอยู่ สัญลักษณ์แห่งการยุติการดิ้นรนต่อสู้ ผมคิดว่า .. มันเป็นการยอมจำนน หรือเป็นการหลุดพ้นกันแน่ เสียงงี๊ด งี๊ด จากสุนัขผอมโซ เนื้อตัวกระดำกระด่าง ที่เดินวนเวียนอยู่รอบร่างไร้ลมหายใจใต้ผ้าคลุมสีขาวไม่ยอมห่าง แม้ยามสิ้นลมหายใจ เพื่อนสองสายพันธ์คู่นี้ ก็ไม่ทิ้งกัน ... ผมบิดคันเร่งมอเคอร์ไซค์ผ่านไป ก่อนจะเหลียวกลับมามองหนึ่งลมหายใจที่ยังคงเหลือนั้นอีกครั้ง _______________________________________ [ ภาคที่ 2 ] เศษข้าวในถุงพลาสติกหูหิ้ว ที่ถูกดึงออกมาจากถังขยะถูกดันเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว .. มันอิ่มความชื้น และซึมซับกลิ่นอบอวลภายในถังมาหลายชั่วโมงแล้วเพียงแค่บ่มเก็บภายใต้ฝาปิดของถังอีกสัก 2 ชั่วโมง มันคงบูด และส่งกลิ่นน่าคลื่นเหียน แต่ตอนนี้ .. มันยังกินได้ ผมกลืนลงคอไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบเศษกระดูกไก่ที่มีเอ็นเหลือติดอยู่บาง ๆ อ้าปากแล้วส่งมันเข้าไป ก่อนจะพยายามรีดเค้นเอารสชาติที่ยังคงหลงเหลือให้ซึมซาบลงไปตามคำข้าว ขวดพลาสติกใส่น้ำฝรั่งสด ยังมีบางส่วนเหลือติดก้นขวด ผมยกขึ้นจรดปากปล่อยให้หยดหวานอมเปรี้ยวซึมซาบไปตามลิ้น ขวดพรรค์นี้ขายได้ ผมจัดการยัดมันลงกระสอบป่านที่แบกมาด้วย ภายในมีเศษกระป๋องเบียร์ นิตยสาร ขวดพลาสติกใส่น้ำดื่ม สายไฟเก่า ๆ .. ของเหล่านี้ มันเคยถูกใช้งาน มันอยู่ภายในบ้านที่อบอุ่น มีเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้ม จนวันหนึ่งที่มันชำรุด พิกลพิการ มันถูกคำพิพากษา มันถูกทอดทิ้ง มันไม่เหลือค่าอะไร . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ผมยังจำวันที่หมายศาล ประกาศยึดบ้านขายทอดตลาด มาแขวนที่หน้าบ้าน วันที่คำพิพากษาว่า ผมเป็นบุคคลล้มละลาย วันที่ค่าความเป็นคนของผมไม่หลงเหลือ เมียหอ .....
ชิ สุวิชาน : บทเพลงนกเขาป่า เตหน่า เรื่องเล่างูใหญ่ และตะขาบ
Submitted by Pookun on November,10 2006 23.36
ชิ สุวิชาน : บทเพลงนกเขาป่า เตหน่า เรื่องเล่างูใหญ่ และตะขาบ ปว่า มี เลอ เปลอ เหน่ จี แว ปวา เลอ เปลอ เหน่ จี แวโข่ ที บ่อ ชะ นะ ปว่า บู เอาะ เต่อ เล่ โช โหม่ เต่อ ปูผู้เฒ่าเมื่อก่อนได้สั่งเรา ผู้แก่เมื่อก่อนได้สอนเราหัวกะโหลกยังอ่อนหน้าอกยังบาง กินยังไม่ครบรู้ยังไม่หมด....(เพลงสอนลูก อยู่ในชุด เพลงนกเขาป่า) สำเนียงเตหน่าอันแปลกแปร่งแต่แฝงความไพเราะ มีเสน่ห์อย่างประหลาด กังวานขึ้นท่ามกลางคนแปลกหน้าและแปลกถิ่น นำพากลิ่นอายอันชุ่มชื่นของขุนเขา และเรื่องเล่าอันเป็นคำสอนเก่าแก่ ถ่ายทอดผ่านเสียงร้องที่เปล่งออกจากปากของเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง เป็นบทเพลงอันเปี่ยมเสน่ห์ เพลงใหม่ของคนปกาเกอะญอ ชิ...คือเด็กหนุ่มคนนั้น เขาเรียกตัวเองอย่างถ่อมตัวว่า นกสื่อสาร นกเขาป่าผู้นำเรื่องเล่าจากปกาเกอะญอมาฝากคนเมือง ชิ เป็นชื่อภาษาปกาเกอะญอ เป็นชื่อเล่น หมายถึงลูกชายคนเล็ก ส่วนชื่อจริง คือ สุวิชาน นามสกุลเมื่อก่อน กัวมู แปลว่า ลายสวรรค์ แต่ใช้ไปใช้มากลับสูญหายไป พ่อของชิเลยตั้งนามสกุลใหม่ ส่งไปให้ทางอำเภอหลายชื่อแต่ก็ไม่ผ่าน ที่ผ่านแล้วใช้อยู่ตอนนี้ คือ พัฒนาไพรวัลย์ จะเห็นว่าหลังๆ นามสกุลปกาเกอะญอ จะมีพงไพร ไพรวัลย์ คีรี ออกมาเต็มเลยชิบอก ชิ ยังเป็นนักร้องหน้าใหม่ เขาเป็นผลิตผลล่าสุดที่พยายามนำเอาเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของคนปกาเกอะญอออกมาเผยแพร่สู่คนเมือง ณ วันนี้ ชิ เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อได้เปิดตัวเป็นทางการ ในฐานะแขกรับเชิญของ จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ชิไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินหรือนักร้อง เขาบอกว่าตนเป็นแค่คนสื่อสารคนหนึ่ง คนบอกเล่าเรื่องราวคนหนึ่ง เนื้อร้องที่แต่งขึ้นนั้นผมนำเอาเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่า คำบางคำที่หยิบมาใช้ ไม่ใช่คำที่ผมคิดขึ้นมาใหม่ หากเป็นคำที่อยู่มาตั้งแต่เมื่อก่อน ที่ปราชญ์ชาวบ้านเขาพูดมา เพียงแต่ผมหยิบตรงนั้นมาเล่าต่อ ภาพเด็กหนุ่มกับเตหน่า(ดนตรีที่เหมือนพิณของปกาเกอะญอ) เป็นภาพที่ติดตรึงในความรู้สึก เด็กหนุ่มกับดนตรีพื้นบ้าน...เป็นภาพที่หาดูได้ยากมากเหลือเกินในยุคสมัยที่วัยรุ่นนิยมกินพิฃฃ่า แมคโดนัล และฟังเพลงฮิป-ฮอบ ชิเดินทางมาพร้อมเรื่องเล่าอันหลายหลาก จนดูราวกับว่าทุกอย่างรอบๆตัวเขามีเรื่องราวซ่อนอยู่เต็มไปหมด อย่างเตหน่าเครื่องดนตรีพื้นถิ่นที่แกะจากไม้ ไม้ท่อนเดียวนี้ ชิเล่าประวัติว่ามีหญิงสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้าน ได้ถูกชายหนุ่มจากเมืองโย (เข้าใจว่าโยธยา) ลักพาตัวไป ชาวบ้านปกาเกอะญอต่างโหยหา ชายหนุ่มในหมู่บ้านล้วนฝันถึงหญิงสาวคนนั้น จึงแกะไม้ให้เป็นรูปหญิงสาว เป็นเครื่องดนตรี นำไปเล่นที่ไหน เป็นการส่งข่าว เผื่อว่าใครเจอผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน ให้กลับมาหาชาวเผ่าปกาเกอะญอ ที่ผมชอบมากก็คือ เรื่องเล่าเรื่องงูใหญ่ ชิบอกว่าเป็นเรื่องเล่ากึ่งๆคำทำนายของปกาเกอะญอ เรื่องมีอยู่ว่ามีเจ้าเมืองคนหนึ่งไปทำไร่ เจ้าเมืองคนนี้มีลูกสาว 7 คน จึงให้ไปเฝ้าไร่ ใกล้ๆกันนั้นก็มีไร่ของเด็กกำพร้า วันหนึ่งเด็กกำพร้าได้ยินเสียงโวยวาย จึงออกมาดู เห็นงูยักษ์ตัวหนึ่ง ตัวใหญ่มากกำลังกินลูกสาวเจ้าเมือง จึงชักดาบออกมาจะฟันคอ งูใหญ่ที่ฉลาดยกตัวลูกสาวเจ้าเมืองขึ้นบัง สุดท้ายลูกสาวเจ้าเมืองถูกดาบฟันตายจนหมด งูยักษ์ตัวนั้นหนีไปได้ ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าไม่ช้างูใหญ่ตัวนั้นจะกลับมาอีก และจะมากลืนลูกสาวลูกชายของเจ้าเมือง งูตัวนั้นใหญ่มาก ภายในท้องงูจะเป็นหน้าผา มีถ้ำ มีกบเข้าๆออกๆ และในถ้ำนั้น กบจะร้องเสียงดังอยู่ในท้องงู เมื่อย้อนมาดูชีวิตของปกาเกอะญอ ก็มีงูใหญ่เข้ามาจริงๆ ชิพูดยิ้มๆ งูใหญ่ก็คือถนนหนทางที่เข้ามาในหมู่บ้าน คดเคี้ยวลดเลี้ยวเหมือนงู ลูกสาวลูกชายปกาเกอะญอต่างหายเข้าไปในเมือง เมื่อมาดูสภาพในเมือง ก็พบว่ามีหน้าผาจริงๆ มีกบ-ยี่ห้อซีวิค เบนซ์ อยู่เต็มไปหมด เหมือนกบจริงๆ ซึ่งปกาเกอะญอบอกว่าถ้าเข้าไปในท้องงู แล้วได้ยินเสียงกบร้อง ขวัญจะหนีไปอยู่กับกบ ขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หูอื้อไปหมด เสียงผู้ใหญ่พูดก็ไม่ได้ยิน เสียงเตหน่าดังก็ไม่ได้ยิน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกวันนี้เสียงจากในเมือง เสียงกบดังกลบทุกอย่างหมด ชิเล่าว่าได้รับเชิญมาร่วมงานของสถาบันทักษิณคดี คิดกั .....
แก็งค์รถซิ่งกับศิลปะบำบัด
Submitted by Pookun on November,10 2006 23.29
แก็งค์รถซิ่งกับศิลปะบำบัด โดย ชาคริต โภชะเรือง เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง อายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 16 คน มาจากคนละทิศละทาง พวกเขาถูกจับในข้อหาที่พูดแบบชาวบ้านๆก็คือ ขับรถซิ่ง พุธ21 มกราคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสดีได้ไปทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆในสถานพินิจ ฯ สงขลา พวกเขาเหล่านี้เป็นเยาวชนที่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมในค่ายบำบัดและเป็นกลุ่มแรก ที่ได้เข้าค่ายตามนโยบายใหม่ของทางการที่ต้องการให้เยาวชนต้องโทษจากคดีรถซิ่ง ซึ่งต้องถูกจับรวมกันมากกว่าครั้งละ 10 คนจะต้องเข้าค่ายรับการบำบัด ในค่ายแห่งนี้ ผมรับหน้าที่เป็นครูศิลปะ ชักชวนเด็กๆได้ปลดปล่อยตนเองผ่านกิจกรรมวาดรูป หรือที่เรียกขานชั่วโมงนี้ว่า ศิลปะบำบัด เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผมเหมือนกัน เด็กหนุ่มกลุ่มที่กล่าวถึงข้างต้นคือเด็กๆที่ผมจะต้องร่วมกิจกรรมด้วย คิวของผมถูกกำหนดไว้บ่าย แต่กว่าจะออกมาจากออฟฟิศเมืองน่าอยู่ได้ก็เป็นเวลาหลังเที่ยงวันแล้ว ผมจึงสายนิดหน่อย อุ๊-เจ้าหน้าที่ของสถานพินิจฯรออยู่ เรากุลีกุจอหอบหิ้ววัสดุอุปกรณ์อย่างกระดาษ สีไม้ สีเทียน สีเมจิก มารอเด็กๆอยู่ในห้องแล้ว เด็กๆชักแถวเดินเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ ดูเผินๆหน้าตาแต่ละคนเหมือนๆกันไปหมด สวมเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ผมถูกตัดกล้อนจนสั้น เหมือนกับนักศึกษาวิชาทหาร เด็กๆเหล่านี้แตกต่างจากเยาวชนคนอื่นๆในสถานพินิจที่สวมเสื้อยืดสีขาว กล่าวคือ เป็น พวกสีน้ำเงิน เด็กๆกลุ่มนี้จะอยู่ที่นี่เพียง 5 วัน ดูหน้าแล้ว ยังล่ะอ่อนทั้งนั้น เดาว่าคงไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งชีวิตของตนจะมาลงเอยอยู่ที่นี่ หน้าตาไม่ได้มีวี่แววจะยั่วยวนกวนเมือง หรือเป็นเด็กเหลือขอแต่ประการใด ผมยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าแต่ละคนไปทำอิท่าไหนจึงได้ถูกจับมา ผมแจกกระดาษให้เด็กๆถือไว้คนและแผ่น บอกพวกเขาให้แบ่งเนื้อที่บนกระดาษออกเป็น 3 ส่วน โดยที่ไม่จำเป็นว่าต้องแบ่งให้เท่ากัน รูปแบบการแบ่งเนื้อที่ก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแบ่งจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวาเสมอไป จะจัดสัดส่วนอย่างไรก็ได้ ตามความพอใจ ผมอธิบายเด็กๆว่า เนื้อที่ 3 ส่วนบนกระดาษ ก็คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของพวกเขาแต่ละคน อดีตก็คือชีวิตในวัยเด็กๆ แต่ละคนอยากเล่าเรื่องของตนเองอย่างไร ชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร มีความอบอุ่น แตกแยก เป็นไปในลักษณะใด ปัจจุบันคืออะไรที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกจับมายังสถานพินิจ หรือว่าแต่ละคนคิดอย่างไรจึงไปขับรถซิ่ง มีใจรัก ใจชอบ หรือว่าแค่เห็นว่าเป็นเรื่องสนุก และที่สำคัญ มันเชื่อมโยงกับชีวิตในวัยเด็กหรือไม่ สุดท้ายคืออนาคต หลังออกจากสถานพินิจ เมื่อโตขึ้นเด็กๆฝันอยากเป็นอะไร ผมเน้นกับเด็กๆหน่อยว่า ทั้ง 3 ส่วน อดีต-ปัจจุบันและอนาคต ควรจะมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ให้โจทย์เด็กๆ แล้ว เป็นหน้าที่ที่ผมต้องกระตุ้นต่อ อย่างไรก็ดีผมให้สิทธิ์เด็กๆในการแสดงออกอย่างเต็มที่ ใครจะวาดเป็นสัญลักษณ์ หรือเล่าเรื่องอย่างง่ายๆธรรมดาๆก็ได้ แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน ขอให้สามารถ สื่อสาร เล่าเรื่องของตนได้เท่านั้นก็พอ หน้าที่ผมก็คือจุดประกาย กระตุ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้เด็กๆ ซึ่งไม่ค่อยคุ้นกับการวาดรูปให้แต่ละคนให้กล้าแสดงออกเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เด็กๆว่าง่ายกว่าที่คิด ดูแววตาของพวกเขาแล้วก็อุ่นใจ กว่าครึ่งห้องเข้าใจโจทย์ที่ผมให้ได้ดี หลายคนเริ่มมีไอเดีย ลงมือวาดแล้ว บางคนหันไปปรึกษาเพื่อนๆ แต่บางคนยังนั่งคิดอะไรไม่ออก ครู ให้คะแนนหรือเปล่า? เด็กคนหนึ่งถาม กว่าที่ทุกคนจะวาดแล้วเสร็จ เราใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงกับอีกครึ่งชั่วโมง คือกินเวลาไปอีกวันหนึ่ง เนื่องจากตารางเวลาศิลปะบำบัดมีแค่ 2 ชั่วโมง แต่โชคดีที่มีชั่วโมงการพัฒนาบุคลิกภาพเสริมให้อีก 2 ชั่วโมง ผมจึงให้เด็กๆที่วาดไม่เสร็จมาวาดต่อในวันรุ่งขึ้น ก่อนที่จะออกมานำเสนอทีละคน ชีวิตของเด็กๆเหล่านี้คล้ายคลึงกัน นั่นคือพื้นเพทางครอบครัวส่วนใหญ่ฐานะค่อนข้างยากจน การศึกษาน้อย จบ ม.ต้น แล้วก็ออกหางานทำ ส่วนสาเหตุที่โดนจับก็เพราะตามเพื่อน แล้วก็คึกคะนองอยากรู้อยากลอง ตามประสาวัยรุ่น ครั้นดูการสื่อความหมายทางศิลปะ จากผลงานทั้ง 16 ชิ้น มีเพียง 2-3 คนที่นำเสนอแตกต่างออกไป คือคนหนึ่งเป็นนักมวย ชกมวยเสร็จก็หนีเ .....
[ ภารกิจ ]
Submitted by จ่าโจ on November,10 2006 12.00
... นอกจากแสงไฟที่ส่องลอดออกมาจากกระท่อมกลางสวนยางแห่งนั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกห่อหุ้มใต้เงามืดรวมทั้งการเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมายของผมและลูกทีมปฏิบัติการพิเศษ การสื่อสารกันในทีมแทบจะไม่มีเพราะแม้แต่การส่งสัญญาณมือก็แทบจะมองไม่เห็น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะแผนปฏิบัติการที่ถูกกำหนดไว้อย่างถี่ยิบทำให้แต่ละคนในทีมรู้หน้าที่ของตัวเอง การเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมายในเวลากลางคืนสิ่งเดียวที่ต้องคำนึงถึงคือการระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง การคืบคลานแต่ละเมตรของพวกผมจึงไม่ต่างอะไรกับการเลื้อยของงูที่ค่อย ๆ ตีโอบเข้าหาเหยื่อ รูปขบวนเข้าตีถูกจัดวางเป็นรูปตัว L กำหนดให้ทีม 1 ซึ่งนำทีมโดยหมวดเอกพลเข้าทางด้านหน้ากระท่อม ส่วนผมและลูกทีมอีก 3 คนเป็นทีม 2 ตีบีบจากด้านข้าง ด้วยเหตุผลในการป้องกันวิถีกระสุนที่อาจจะยิงเข้าใส่พวกเดียวกันเอง [...จ่า...30 วินาที หลังทีมผมยิง จ่านำทีมจ่าเข้าชารจ์เลย ] เสียงคำสั่งจากหมวดเอกพล ดังอยู่ในเอียร์โฟนที่เสียบอยู่ในหูผมและลูกทีม ไม่ต้องมีการสั่งการอะไรกันอีกนับจากนี้ ผมกระดิกนิ้วปลดเซฟปืน H&K MP5 ไปยังตำแหน่งออโตเมติก "...ทราบ..." ผมตอบกลับไปทางวิทยุที่รัดสายไมค์ไว้ใต้ลำคอ ภารกิจกำลังจะเริ่มต้น ________________________________________________________________ [ ห้องวางแผนปฏิบัติการ ] " แหล่งข่าวรายงานยืนยันว่า มันหนีมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่ เมื่อ 19 : 00 น. คืนนี้มันต้องพักที่นี่ และเราจะเข้าชาร์จตอน 05 : 45 น. ภารกิจคือเข้าสังหาร และ ถอนตัวออกมาทันที เรื่องที่เหลือปล่อยให้ตำรวจเข้ามาจัดการต่อ มีคำถามมั้ย " หมวดเอกพลบรรยายภารกิจอย่างสั้น ๆ พร้อมทั้งกวาดสายตามองลูกทีม เป้าหมายของเราเป็นแกนนำผู้ก่อการร้ายคนสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ก่อการร้ายในพื้นที่หลายครั้ง คำพิพากษาโทษตายโดยไม่ต้องมีการไต่สวนเช่นนี้ ต้องอาศัยการลงมือจากทีมปฏิบัติการพิเศษ เพื่อป้องกันการผิดพลาดและทีมเราถูกเลือกให้เข้ามาทำงานครั้งนี้ " กฏการปะทะครับ ? " ผมถามหมวดเอกพล ผู้หมวดหยุดยืนนิ่งหน้ากระดานไวท์บอร์ดที่ใช้วางแผนปฏิบัติการ สายตาของหมวดกวาดมองหน้าทุกคนที่อยู่ในห้อง " Rad Code " แววตาที่นิ่งสนิท เยือกเย็น และแน่วแน่ของหมวดเอกพลบ่งบอกถึงความเด็ดขาด " Rad Code " คือการเข้าชารจ์อย่างดุดัน ด้วยอาวุธประจำกายของแต่ละคนเพื่อสังหารเป้าหมาย ไม่มีการต่อรอง ไม่มีเสียงบอกให้วางอาวุธ แล้วออกมามอบตัว เจ้าหน้าที่ล้อมไว้หมดแล้ว มันคือการรุมสังหาร เป้าหมายเสียชีวิต นั่นคือการจบภารกิจ " 03 : 30 น. เริ่มต้นการแทรกซึมเข้าสู่ที่หมาย แยกย้ายกันไปเตรียมตัวได้ " หมวดเอกพลปิดการบรรยายสรุปภารกิจ พวกเราต่างแยกย้ายไปตรวจสอบอาวุธประจำกาย และเตรียมตัวสำหรับภารกิจที่กำลังจะมาถึง ________________________________________________________________ เหงื่อเริ่มซึมออกมาจากมือ ระยะห่างถึงกระท่อมแค่ 20 เมตร ลูกทีมของผมขยายปีกวางตัวห่างออกไป เรากำลังรอการเปิดสัญญาณเข้าชารจ์จากทางฝั่งหมวดเอกพล ทันทีที่กำลังทางฝั่งหมวดเริ่มยิง ไอ้คนข้างในกระท่อมมันจะถอยมาทางฝั่งเราภายใน 20 วินาทีแรกของฉากการยิง จากนั้นทางฝั่งหมวดจะหยุด..อีก 10 วินาที ทางฝั่งผมจะเข้าชารจ์ ....... _________________________________________ " ทำไมเราไม่รอจนกว่าพวกตำรวจมาแล้วเราค่อยถอนตัวล่ะครับ ? " ผมถามหมวดเอกพล หลังจากที่พวกเราแยกกันไปเตรียมตัว ความจริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการออกปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงถึงขั้นมีการก่อการร้าย การตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ถูกนำมาใช้เพื่อยับยั้งไม่ให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวก่อการร้ายในพื้นที่ก่อเหตุร้ายกับประชาชนผู้บริสุทธ์ งานข่าวถูกประเมินครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนที่จะมีการกำหนดแผนปฏิบัติการแต่ละครั้ง หลายหนที่ผู้ก่อการระดับแกนนำถูกสั่งให้ตาย ก่อนที่จะมีการพิจารณาถึงความผิดที่เขาได้กระทำโดยกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดตามมาหากปล่อยให้เวลายืดเยื้อ ทั้งประชาชนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ สภาพเศรฐกิจที่ต้องหยุดชะงักจากความไม่ไว้วางใจในการลงทุน และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก คนที่ออกคำสั่งชั่งน้ำหนักข้างไหนมากกว่ากันผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่สำหรับภารกิจครั้งนี้มันออกจะดูแปลก ๆ ในความคิดของผมอยู่บ้าง เพราะทุกครั้งที่เราออกทำงานเราจะรอจนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้น .....
" Last Operation .. "
Submitted by จ่าโจ on November,09 2006 19.47
[ 9 : 50 น. วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2546 ] . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ผมปลดแม๊กกาซีนออก ก่อนจะยัดอันใหม่เข้าช่องบรรจุกระสุน แล้วกระชากคันรั้งลูกเลื่อนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกกระบอกปืนขึ้นประทับบ่า สายตามองลอดศูนย์เล็งไปเบื้องหน้า " ปุ๊.....ปุ๊...........ปุ๊.......ปุ๊... " หัวกระสุนกระแทกเข้าที่ช่องอก ผมเซถอยหลังไปตามแรงปะทะ สองวงแขนกระชับ M.16 A2 ยังคงมั่นคงแม้แรงปะทะของหัวกระสุนจะกระแทกกระทั้นเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง นิ้วชี้ในโกร่งไกค่อย ๆ ลากอย่างเนิบนาบ ศูนย์หน้าจับอยู่ที่เงาร่างที่ไหววาบเบื้องนอก " ปัง..ปัง...ปัง...................ปัง...ปัง...ปัง........ปัง....ปัง......." ผมส่ายปากกระบอกปืน ส่งกระสุนเป็น ชุด ๆ จากด้านขวาไปซ้าย กระจกด้านหน้าธนาคารกสิกรไทย สาขานางเลิ้ง แตกกระจายร่วงลงกับพื้น พร้อมกับเงาคนเบื้องนอกที่ซวดเซไปตามแรงกระสุน หยดเลือดบางส่วนกระเซ็นออกมาเปรอะเปื้อนโครงอลูมิเนียมของผนังกระจกด้านหน้าธนาคาร ผมถอยเข้าไปที่หลังเคาท์เตอร์ มือซ้ายคลำที่หน้าอก เกราะกันกระสุนคาร์บอนเคฟล่า ทำหน้าที่ของมันอย่างยอดเยี่ยม นาฬิกาบนข้อมือข้างซ้ายยังคงเดินถอยหลัง จังหวะจะโคนของตัวเลขดิจิตอลดูจะเสมือนลมหายใจของผมที่ยังคงเหลืออยู่ ผมโผล่พรวดขึ้นมายืนหลังเคาท์เตอร์ เครื่องแบบตำรวจสีกากี ไหววาบอยู่เบื้องหน้า 2 คน.... " อ๊ากกกกก .... " " ปัง..ปัง...ปัง...................ปัง...ปัง...ปัง........ปัง....ปัง......." ผมส่งหัวกระสุนขนาด .223 จาก M.16 A2 ในมือเข้าสู่ร่างของ 2 ตำรวจไทยใจเด็ด เศษชิ้นเนื้อ และเศษเครื่องแบบกระจุยออกทางด้านหลังตามแรงทะลวงของคมกระสุนก่อนที่ทั้งคู่จะกระเด็นไปนอนจมกองเลือด ผมกลิ้งตัวเข้าไปที่ซอกเคาท์เตอร์รับแลกเปลี่ยนเเงินตราต่างประเทศ พลิกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นมาดู ... 15 นาทีผ่านไปแล้วแล้ว ... 2 ชัวโมงนรกที่ยาวนานผ่านไป 15 นาทีแล้ว เหลืออีก 1 ชั่วโมง 45 นาที . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . [ 10 : 05 น. วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2546 ] . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . " สถาณการณ์เป็นยังไง " สารวัตรพีรพล ถามลูกน้องที่แอบอยู่ข้างรถตำรวจที่จอดปิดล้อมอยู่หน้า ธนาคารกสิกรไทย สาขานางเลิ้ง " คนร้ายมีคนเดียวครับ ขับปิ๊คอัพมาจอดหน้าธนาคาร เดินดุ่ย ๆ เข้าไป จ่าวิรัชที่เข้ามาตรวจเวรที่ธนาคารเจอมันก่อน มันไม่พูดอะไรสักคำ ยิงใส่เลย นอนตายอยู่ข้างในครับ มันไล่คนที่อยู่ในธนาคาร ออกมาหมดทุกคน ไม่มีพนักงานเหลือข้างในแล้วครับ แปลกมากเลย ... ถ้ามันจะเอาเงิน มันคงกวาดเงินแล้วเผ่นหนีไปได้ตั้งไกลแล้ว แต่มันไม่ไป สะพายเป้ไปนั่งกระดิกตีนรอในเคาท์เตอร์ สายตรวจมาถึงอีก 2 คนโดนมันสอยร่วงทั้งคู่ " สารวัตรพีรพล กวาดตามองสภาพพื้นที่..เศษกระจกร่วงเกลื่อนกลาด ตึกแถวด้านฝั่งตรงข้ามโดนลูกระสุน เสียหายไปเป็นแถบ ศพสายตรวจ 2 นาย นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่หน้าประตูทางเข้า " อีกนานมั้ยกว่าหน่วย S.W.A.T. จะมาถึง " สารวัตรทรงพลเอ่ยถาม " อีกไม่เกิน 20 นาทีครับ ทาง 191 เพิ่งวิทยุมาบอกเมื่อสักครู่ " สารวัตรพีรพลมองเข้าไปที่ธนาคาร ... มันต้องการอะไรกันแน่ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . [ 21 : 30 น. วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2546 ] . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . " เสธ.โอ๊ค บอกว่า 10 โมง พรุ่งนี้ เฮียออกเดินทางได้เลย " เฮียต่วยมองชายที่อยู่ตรงหน้า ถึงแม้รู้ว่าเขาเป็นคนของเสธ.โอ๊ค แต่เฮียต่วยก้อยังไม่ค่อยไว้ใจอยู่ดี ไอ้หมอนี่น่ะเหรอที่เป็นตัวแปรสำคัญของแผนงานในครั้งนี้ มองตั้งแต่หัวจรดตีน ไม่มีสิ่งไหนบ่งบอกถึงความเป็นมือสังหาร ผมทรงรองทรงสั้น เสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีครีมที่พับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก กางเกงขายาวสีดำ กับรองเท้าหนังมันวับ นี่มันพนักงานบริษัทชัด ๆ ยกเว้นก็แต่แววตาคู่นั้นเวลาที่เขาจ้องมอง มันทำให้เฮียต่วยหนาวเยือกแบบไม่มีเหตุผล ... " เสธ.ย้ำว่า เฮียต้องออกเดินทางทันที ไอ้พวกนั้นได้หลักฐานไปแล้ว อีกไม่นานมันต้องตามมาลากคอเฮียไปสอบสวน และมันจะโยงไปหาเสธ.ได้ เสธ.ติดต่อสายทางฝั่งพม่าเรียบร้อยแล้ว เขาจะดูแลเฮียเป็นอย่างดี " เฮียต่วย ยกน้ำชาขึ้นซด...นี่คนอย่างกูต้องมาหนีหัวซุกหัวซุนปานนี้เรอะ " แล้วเฮียจะรู้ได้ไง...ว่าตลอดทางจะปลอดภัย ไม่มีตำรวจมาค้น มาตรวจ " เฮียต่วยเอ่ยปากถาม ชายหนุ่มยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ... สองตาจ้องมาที่ใบหน้าเฮียต่วย ก่อนจะยกมือขึ้นลูบที่ใต้คางเบา ๆ เฮียต่วยรู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งตัว " นั่นมันหน้า .....
ร่ำร้องบทกวี วันอำลา กนกพงศ์
Submitted by ดอกไม้แห่งกาลเวลา on November,08 2006 14.11

    <param name="allowScriptAccess" value="sameDomain" />
    <param name="movie" value="http://podcast.softganz.com/scripts/FlowPlayer.swf" />
    <param name="quality" value="high" />
    <param name="scale" value="noScale" />
    <param name="wmode" value="transparent" />
    <param name="flashvars" value="videoFile=http://podcast.softganz.com/file/softganz/100_2856.flv&loop=false" />
</object>
สมาชิกในครอบครัว
Submitted by Pookun on November,04 2006 22.30

ส้มแป้นเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมบังเอิญได้รู้จัก

เด็กหญิงอายุราวๆ 5 ขวบ ผมสั้น ผิวดำแดง ตาหรี่ปรือ มีแววขวยเขินที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นใคร่ครวญ และริมฝีปากจิ้มลิ้ม (รับกับพวงแก้มระเรื่อ) พร้อมจะหล่นคำพูดกระแทกใจคนฟังได้ง่ายๆ

ผมเจอเธอในวันที่แดดรวยระริน ซ่อนอายร้อนอันอุ่นอ้าวไว้บนฟ้ากว้างเธอนั่งอยู่ท่ามกลางเด็กผู้หญิงอีกนับสิบ ดูไม่กลมกลืนแต่ก็ไม่แปลกแยกไปจากคนอื่น ที่บอกว่าไม่กลมกลืนก็เพราะว่าเธอแยกตัวออกมานั่งอยู่กับเด็กหญิงร่างผอมสูง ท่าทางแปลกๆ ทั้งคู่สนุกอยู่กับการเติมแต่งจินตนาการของตัวลงบนแผ่นกระดาษ ขณะที่คนอื่นๆ ทยอยกันลุกไปทานมื้อเที่ยงในโรงอาหารของโรงเรียน

294 items|« First « Prev 26 27 (28/30) 29 30 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว