ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

บทความ

126 items|« First « Prev 1 2 (3/13) 4 5 Next » Last »|
อนุสรณ์ ติปยานนท์ แรงสะเทือนที่กำลังสั่นไหว
Submitted by Pookun on January,14 2008 19.29

วันจันทร์ที่ 14 เดือนมกราคม พศ. 2551 ค้นหาข่าว  มติชนออนไลน์

อนุสรณ์ ติปยานนท์ แรงสะเทือนที่กำลังสั่นไหว

...ผลงานของเขากำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในกลุ่มนักอ่านรุ่นใหม่ๆ เพียงแค่ 3 ปี... ว่ากันว่าแรงสะเทือนที่ทรงค่า มักเกิดจากความตั้งใจและทุ่มเทในการกระทำ...


แรงสะเทือนในแต่ละความรู้สึก เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย บ้างก็มาจากองค์ประกอบภายนอกที่สั่นไหว บ้างก็เพราะแรงกดดันจากใครบางคน ซึ่งส่งผลกระเพื่อมยังแต่ละภาคส่วนมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป

งานราหูอมจันทร์ ครั้งที่ 2
Submitted by Pookun on January,14 2008 19.09

งานราหูอมจันทร์ ครั้งที่ 2
กำหนดการงานราหูอมจันทร์ ครั้งที่ 2 วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

16.00 น. กล่าวเปิดงานโดยคุณชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

16.15 น. ปาฐกถา วรรณกรรมจากท้องถิ่นสู่สากล สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์

16.45 น. อ่านบทกวีโดย ไพวรินทร์ ขาวงาม กฤช เหลือลมัย เสรี ทัศนศิลป์

17.00 น. ประกาศรางวัลเรื่องสั้น กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ โดยมีรางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล(โล่เกียรติยศ พร้อมเงินสด 30000 บาท) และรางวัลชมเชย 2 รางวัล(โล่เกียรติยศ พร้อมเงินสด 10000 บาท) มอบรางวัลโดย คำสิงห์ ศรีนอก(ลาว คำหอม) ศิลปินแห่งชาติ

17.30 น. หนังสั้นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ โดยร้านหนัง(สือ) 2521

18.00 น. เสวนาหัวข้อ หรือวรรณกรรมไทยไม่สั่นคลอนสังคม? โดย จำลอง ฝั่งชลจิตร วินทร์ เลียววาริน และจรูญพร ปรปักษ์ประลัย คมสัน นันทจิต ดำเนินการเสวนา

19.00 น. รับประทานอาหารและอะคูสติกดนตรีกลุ่มใต้สวรรค์

21.00 น. กล่าวขอบคุณโดย เจน สงสมพันธุ์

"ก๊วนปาร์ตี้"
Submitted by พรายฟ้า ภาณุมาศ on January,09 2008 17.26

"ก๊วนปาร์ตี้" เป็นกึ่งๆ ชมรมหรือสโมสร เพื่อกิจกรรมพบปะพูดคุยกัน ในวันหยุดสุดสัปดาห์ (ไม่อาจปฏิเสธว่า พ่วงด้วยการกินข้าวและเหล้ายา) ของนักเขียนกลุ่มหนึ่ง ในจังหวัดหัวเมืองภาคใต้ เป็นเหตุบังเอิญ ที่อาจชวนให้นับเป็นข้อสังเกตว่า สมาชิกส่วนใหญ่ (ในจำนวนไม่กี่คน) เป็นนักเขียนเรื่องสั้น และส่วนใหญ่ก็เป็นนักเขียนซึ่งผละ - หนี - ถอยออกจากกรุงเทพฯ มาใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ตามแต่เหตุและผลอันต่างกันออกไป ของแต่ละคน และทั้งหมดของหมู่สมาชิก ก็ล้วนแต่เป็นคนหนุ่ม-สาว (หากยึดตามคติฝรั่งที่บอกว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 40) เหตุบังเอิญเหล่านี้ ไม่แน่ในเหมือนกันว่า จะก่อให้เกิดผลใดบ้าง แต่อย่างที่เห็นอยู่ประการหนึ่งคือ การพูดคุยกันอย่างเป็นวรรคเป็นเวร ในปัญหาของเรื่องสั้น และนักเขียนเรื่องสั้น กระทั่งนำมาสู่การก่อกำเนิด "ราหูอมจันทร์" ในที่สุด

เพศวิถีของผู้หญิง ในวรรณกรรมไทยยุคฟองสบู่
Submitted by Pookun on December,28 2007 21.25

http://www.matichon.co.th

เพศวิถี (sexuality) หมายถึงแนวประพฤติปฏิบัติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกามารมณ์ รวมไปถึงแรงปรารถนาจากส่วนลึก การแสดงออก และความคาดหวังของบุคคลนั้นๆ

ในสังคมส่วนใหญ่ เพศวิถีมีลักษณะเป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) ในแง่ที่ถือว่าเป็นเรื่อง "น่าอับอาย" มิพึงแสดงออกหรือกล่าวถึงอย่างประเจิดประเจ้อ หากแต่ควรเก็บงำไว้ในพื้นที่ส่วนตัว ในบางวัฒนธรรมนั้น ความเป็นเรื่องต้องห้ามของเพศวิถีถูกตอกย้ำจนถึงขั้นเป็นเรื่อง "น่าละอาย" 

ความทรงจำ และ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน
Submitted by Pookun on December,28 2007 21.14

ความทรงจำทางประวัติศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญต่อผู้คนและสังคม

ความทรงจำมิใช่เป็นเพียงแค่การจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเฉยๆ เท่านั้น หากแต่เป็นการจดจำอดีตที่มีพลังในการอธิบายเชื่อมโยงมาสู่การกระทำ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ คือการเลือกจดจำอดีตบางอย่างเอาไว้ โดยละเลยอดีตอื่นๆ ที่เราคิดว่าไม่สำคัญหรือไม่อยากจำ การเลือกจำหรือไม่จำอะไรย่อมขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม ความทรงจำที่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์กับโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันพึงถูกเก็บซ่อนหรือคัดทิ้ง ขณะที่ความทรงจำซึ่งหนุนเสริมโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันย่อมถูกเลือกมาจดจำ ผลิตซ้ำ และเผยแพร่ให้กลายเป็นความทรงจำร่วมของสังคม

"เดือนเพ็ญ" บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน
Submitted by เจริญชัย ไชยไพบูลย์ว on December,12 2007 15.11

"เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา… …ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย"


หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟัง แอบชื่นชอบชื่นชมกับเพลงบทนี้ แต่จะมีสักกี่คนที่สงสัยหรือทราบอย่างแท้จริงว่า  ผู้แต่งเพลงนี้เป็นใคร ? มีความต่ำต้อยหรือยิ่งใหญ่เพียงใด ? บางคนฟันธงไปเลยว่า "น้าหงา" อาจารย์ใหญ่เพลงเพื่อชีวิตเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีอัจฉริยภาพถึงขั้นรจนาบทเพลงที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ แต่ผู้นิยมคาราบาว(แดง) อาจประท้วง ว่า "อาแอ๊ด" ศิลปินผู้ยืนยง ต่างหากที่เป็นผู้ประพันธ์ตัวจริงเสียงจริง
บรรยากาศชนบท ในสังคมชาวนาโรแมนติค ลานบ้านที่เต็มไปด้วยกองฟาง นั่งมองจันทร์ลอยเด่นบนฟากฟ้า ให้บรรยากาศที่งดงามดื่มด่ำยิ่งนัก หวนนึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อผมได้ทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท ด้วยจิตใจที่ร้อนแรงของคนหนุ่มสาวในรั้วมหา’ลัย ท่ามกลางแสงตะวันที่เจิดจ้า แต่พวกเรามิเคยย่อท้อ นึกถึงบรรยากาศยามเย็นที่พวกเรามาร่วมร้องเริงรำร่วมกับชาวชนบทผู้น่ารัก เคล้าคลอด้วยแสงจันทร์นวลอันยวนใจ จิตใจอาสาพัฒนาบวกกับมนต์มหัศจรรย์แห่งบทเพลง ได้ช่วยขับกล่อมพวกเราให้เคลิบเคลิ้มและพร้อมจะยืนหยัดในเส้นทาง ที่ได้ก้าวเดินมามิรู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมยิ่งหลงใหลเสียงเพลงแห่ง "เดือนเพ็ญ"

บนเส้นทางแสวงหากับ อ.เขมานันทะ
Submitted by Pookun on October,21 2007 09.23
บนเส้นทางแสวงหากับ อ.เขมานันทะ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ในปีนี้อาจารย์เขมานันทะได้รับรางวัลนักเขียนอมตะคนที่ 3 ท่านมีผลงานทั้งบทกวี ธรรมบรรยาย บทความอันเกี่ยวเนื่องกับ มหากาพย์และพุทธศาสนากว่า 60 เล่ม ไม่ว่างานศิลปะรูปแบบใดก็ตาม ท่านทำเพื่อการภาวนาและรับใช้พุทธศาสนา และนี่คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวท่าน ในช่วงเวลาที่ทะเลสาบสงขลายังชุกสาหร่าย อุดมด้วยกุ้งงามและปลาดี กลางแวดล้อมของทุ่งข้าวและดงตาลบนแผ่นดินสทิงพระ จังหวัดสงขลา จิตรกร กวี และวิปัสสนิก ผู้มีนามจริงว่า อาจารย์โกวิท เอนกชัย หรือท่านโกวิท เขมานันทะ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2481 อาจารย์เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนชะแม โรงเรียนมหาวชิราวุธสงขลา โรงเรียนอำนวยศิลป์ และจบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยขึ้นเป็นประธานนักศึกษาในสมัยชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมกับบทบาทโดดเด่น ในฐานะผู้นำการประท้วง เกี่ยวกับความอยุติธรรมของงบประมาณ ในมหาวิทยาลัย หลังจบการศึกษาเพียง 2 ปี ความสนใจลึกซึ้งทางพุทธศาสนา ผลักดันให้อาจารย์เขมานันทะ เข้าสู่ชีวิตนักบวชอย่างยาวนานถึง 16 ปี ได้สร้างสรรค์งานพุทธศิลป์ อันทรงคุณค่าจำนวนมาก ไว้ที่โรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกขพลาราม กับได้ศึกษาพุทธธรรม และการปฏิบัติภาวนา ทั้งจากท่านพุทธทาสและหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ หลังจากยุติวิถีนักบวชในเครื่องแบบพระภิกษุเถรวาทเมื่อปี พ.ศ.2526 อาจารย์เขมานันทะได้กลับมาใช้ชีวิตฆราวาส สร้างสรรค์งานจิตรกรรม เขียนบทความ บทกวี ด้วยจุดหมายสูงสุดเพื่อรับใช้พุทธศาสนา พร้อมกับบรรยายธรรมะ อบรมการภาวนา และยังคงปฏิบัติธรรมอยู่ในทุกมิติของการใช้ชีวิต - ผมรับราชการของพระพุทธเจ้า - อาจารย์เคยกล่าวไว้เช่นนั้น การปฏิบัติธรรม งานเขียน งานสร้างสรรค์ทางศิลปะ ทุกแขนงทั้งหมดของอาจารย์เขมานันทะ จึงเป็นวิถีแห่งการปฏิบัติภาวนาอย่างชัดแจ้ง ดังที่อาจารย์กล่าวไว้เสมอว่า จิตรกรรม บทกวี และธรรมบรรยายของตนนั้นเป็นไปเพื่อการภาวนา และสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อรับใช้พุทธศาสนา ผลงานทางด้านบทกวี ธรรมบรรยาย และบทความอันเกี่ยวเนื่องกับมหากาพย์ และประเด็นลึกซึ้งทางศาสนาของอาจารย์นั้น ปรากฏเป็นหนังสือจำนวนมาก ที่ตีพิมพ์เผยแพร่มายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 จนถึงปัจจุบันประมาณ 60 เล่ม เริ่มตั้งแต่เพลงปราโมทย์ของเซน (พ.ศ.2513, พ.ศ.2544) อันนับได้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนานิกายเซนในรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย หากผลงานโดดเด่นที่มีคุณค่ายิ่งของท่านคือ "เค้าขวัญวรรณกรรม" (พ.ศ.2529, พ.ศ.2543) และ 'ลิงจอมโจก' (พ.ศ.2517, พ.ศ.2540) ซึ่งได้ไขความสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในมหากาพย์ วรรณคดี วรรณกรรมไซอิ๋ว ชาดก และนิทานพื้นบ้านไทยหลายเรื่อง โดยเทียบเคียงสัญลักษณ์ที่ปรากฏ กับแนวคิดทางพุทธศาสนาอย่างมีหลักเกณฑ์ ด้วยมุมมองที่ผ่านการปฏิบัติภาวนาผ่านภูมิต่างๆ ของชีวิตมาอย่างยาวนาน ส่วน "อันเนื่องกับทางไท" (พ.ศ.2538) นั้นถือเป็นงานคลาสสิก ที่อธิบายแนวคิดทางสุนทรียภาพ ของศิลปะตะวันออก เปรียบเทียบกับศิลปะตะวันตกไว้อย่างลุ่มลึก สำหรับ "ไตร่ตรองมองหลัก" (พ.ศ.2533, พ.ศ.2543) นั้น นับได้ว่าเป็นหนังสือที่นำเสนอมติทางพุทธศาสนา นิกายวัชรยานไว้อย่างชัดเจนลึกซึ้งที่สุดเล่มหนึ่ง ที่ปรากฏในภาคภาษาไทย พบครู ข้อความข้างต้นนี้ ดิฉันเขียนสรุปความไว้เมื่อนานมาแล้ว ครั้งที่ได้ทำงานหนังสือกับอาจารย์เขมานันทะ ต่อเนื่องกันอยู่หลายปี ดิฉันจำได้ว่าไปพบอาจารย์และสนทนากันอย่างยืดยาวเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นช่วงที่ดิฉันอ่านผลงาน "อันเนื่องกับทางไท" ของอาจารย์เขมานันทะจบไปหลายเที่ยว ได้พบการตีความ "พุทธศิลป์" ของท่าน อธิบายหลายสิ่งในจิตรกรรมไทย ต่างไปจากที่ดิฉันรับรู้มาจากห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ดังเช่น ภาพน้ำของช่างไทยนั้นอาจารย์กล่าวว่า แม้น้ำในขันช่างก็ยังเขียนเป็นคลื่นล้อกันไป เพราะช่างไทยไม่ได้เขียน "น้ำ" ดังที่ตาเห็น แต่เขียนอาการของ "อาโปธาตุ" ที่มีลักษณะเอิบอาบ เซิบซาบ หรือภาพราหูอมจันทร์ในจิตรกรรม และลายปูนปั้นที่ไปโผล่อยู่ตามวัดต่างๆ อย่างมากมายนั้น เท่าที่ดิฉันเคยรู้มาก็เกี่ยวเนื่องเพียงแค่ตำนานของพระราหู แต่สิ่งที่อาจารย์เขมานันทะ ไขความไว้อย่างแม่นยำกลับกลายเป็นว่า ภาพราหูอมจันทร์ในพุทธศิลป์ของไทยนั้น คืออุปม .....
พันธกิจต่อวงการวรรณกรรม (3)
Submitted by Pookun on September,09 2007 13.21
พันธกิจต่อวงการวรรณกรรม (3) ประสบการณ์จากการเข้าไปร่วมงานการส่งเสริมการอ่านการเขียนของหน่วยงานหลัก ไม่ว่าหน่วยงานราชการ หรือว่าหน่วยงานเอกชนต่างๆ หลายครั้งจะพบว่า หัวใจของการส่งเสริมดังกล่าวถูกบิดเบือนไปจนกลายเป็นเรื่องของการแก่งแย่งแข่งขันประกวดประชันไปเสีย นักเรียนนักศึกษาที่ส่งตัวเองเข้าประกวดเพื่อล่ารางวัลทั้งหลาย พวกเขาอาจต้องเตรียมตัวเป็นแรมเดือน โดยมีพี่เลี้ยงที่จะคอยซักซ้อม ตรวจทาน ปรับปรุง เพิ่มทักษะในการสร้างสรรค์ เราจึงพบว่าในหลายๆเวทีของการประกวดเราได้พบเพียงนักล่ารางวัลมืออาชีพ ที่เดินสายประกวดไปทั่ว สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์หลังชัยชนะแต่ละครั้ง อาจเป็นชื่อเสียงของโรงเรียน ตำแหน่งหน้าที่การงานของคนที่เกี่ยวข้อง และเงินรางวัลสำหรับเด็ก ส่วนทักษะความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ที่ติดตัวและได้กับตัวเด็กโดยตรง ก็เป็นเรื่องที่น่าพิจารณาว่า สุดท้ายเด็กๆเหล่านี้จะเป็นได้เพียง ยช่างทางภาษาย หรือว่าศิลปินผู้สร้างสรรค์กันแน่ ต่อกรณีรางวัลระดับชาติก็เช่นกัน อย่างรางวัลซีไรต์ที่กำลังอยู่ในความสนใจ ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนได้เสียกับรางวัลดังกล่าว แต่ก็อยากเสนอแนะความเห็นไว้ตรงนี้เผื่อเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่จะสะท้อนการยกระดับรางวัลที่จะพึงมีในอนาคต (แม้ว่าโดยลึกๆในใจแล้ว ไม่อยากให้เราให้คุณค่ากับรางวัลมากเกินไปนัก) ปัญหาหลักของรางวัลดังกล่าวในมุมมองของผู้เขียนมี 2 ประการได้แก่ การขาดการมีส่วนร่วมในแทบทุกกระบวนการของรางวัล การพิจารณาตั้งแต่การคัดสรรกรรมการ การคัดสรรผลงาน การกำหนดรูปแบบ/ประเภทของรางวัล มีลักษณะ ยปิดย ไม่ได้เปิดกว้างให้สาธารณะเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก นักเขียนหรือสำนักพิมพ์ทำได้เพียงร่วมส่งผลงานไปตามกติกาที่ใครไม่รู้กำหนด สุญญากาศดังกล่าวจึงเป็นตัวบั่นทอนคุณค่าของรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย แม้นว่าทุกรางวัลจะมีหน่วยงานหรือองค์กรเจ้าภาพหลัก แต่รางวัลที่เป็นสาธารณะนี้ยังมีไม่มากนัก ภาวะลักลั่นดังกล่าวสะท้อนความล้าหลังก้าวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีความหลากหลายและต้องการการมีส่วนร่วมในแทบทุกเรื่อง พลวัตรทางสังคมจะเป็นตัวกดดันให้รางวัลไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ 2.การตัดสินงานศิลปะเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันในตัวเอง การประกวดเป็นเพียงเครื่องมือหรือกลวิธีหนึ่งที่จะส่งเสริมหรือยกระดับผลงานศิลปะ บ่อยครั้งเราจะพบว่าผลงานดีๆ หรือนักเขียนดีๆ อยู่เลยพ้นรางวัลทั้งหลายแหล่ เพราะตัวชี้ขาดจริงๆนั้นย่อมอยู่ที่ผลงานและผู้สร้างมากกว่าองค์ประกอบเสริมแต่งอื่นใด เมื่อเลือกที่จะหยิบยกผลงานที่มีความหลากหลาย มีความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และถูกกำหนดโดยรสนิยมของคนอ่าน กรรมการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่ารสนิยมใครดีกว่าใคร หรือจะมีผลงานสร้างสรรค์ที่โดดเด่นปรากฏชัดจนเป็นที่ยอมรับของทุกคน เราจึงยอมกล้ำกลืนกับภาวะที่ด้านหนึ่งต้องยกย่องผลงานที่ผ่านการคัดสรรของตัวแทนคนจำนวนหนึ่ง ที่มีรสนิยมหรือมาตรฐานส่วนบุคคลกำกับ และเสียดายผลงานอื่นๆที่ตกหล่น หรือว่าไม่ได้ถูกหยิบยกมาเชิดชู ทั้งที่อาจมีคุณภาพมากกว่า หรือเทียบเท่า เพียงแต่ว่าดีเด่นในคนละแง่มุม การฝืนสภาพดังกล่าว จึงทำให้รางวัลนี้(หรือรางวัลอื่นๆ) ตกอยู่ในภาวะขัดแย้งในตัวเองอยู่ตลอดเวลา การสถาปนาผลงานที่ดีที่สุดหรือนักเขียน/กวีที่ดีที่สุดในรอบปีผ่านรางวัลจึงเป็นการลดทอนคุณค่าทั้งตัวนักเขียน/กวีและผลงานนั้นๆ ไปในตัวของมัน เป็นผลเนื่องจากเงื่อนไขการประกวดที่มีข้อจำกัดเกินไป(นักเขียน/สำนักพิมพ์ตีพิมพ์ผลงานเพื่อส่งประกวดตามจังหวะซีไรต์ในแต่ละปี) เราจึงได้เพียงผลไม้บ่มแก๊สมากกว่าผลไม้ตามฤดูกาล ขาดการบ่มเพาะและผ่านกาลเวลาที่จะเข้าไปประเมินคุณค่าจนสุกงอม ส่วนทางออกนั้น ในมุมมองของผู้เขียนก็มีอยู่ ประการเดียว ได้แก่ หากเราเชื่อว่ารางวัลดังกล่าวควรที่จะดำรงอยู่และมีสถานะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เราควรทบทวนความหมายของรางวัลว่าแท้จริงเป็นเช่นไร มีภาวะ ยมายาย ซุกซ่อนอยู่อย่างไร มีกระบวนการได้มาซึ่งรางวัล และผลโดยตลอดเส้นทางของรางวัลมีสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดเป็นโทษ โดยดูตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งนี้สามารถทำค .....
พันธกิจต่อวงการวรรณกรรม (2)
Submitted by Pookun on September,09 2007 12.14
พันธกิจต่อวงการวรรณกรรม (2) เราจะเห็นได้ว่าทิศทางและแนวโน้มการอ่านการเขียนศตวรรษนี้ กำลังเดินไปสู่การทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า อะไรที่จะขายได้ก็ทำตามกระแสกันไป ทำอย่างไรที่จะแหวกออกไปจากกรอบของการบริโภคเช่นนี้ นี่คงเป็นโจทย์ร่วมที่ต้องดำเนินการคู่ขนานไปกับกระแสสังคมที่เดินหน้าไปอย่างเป็นพลวัตร ในด้านหนึ่ง กระแสบริโภคนิยมทำให้ภาพรวมของหนังสือมีมากขึ้น แต่จะเป็นในเชิงปริมาณหรือคุณภาพนั้นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องพิจารณา ที่น่ากลัวก็คือปัจจัยการตลาดกลายเป็นกลไกเดียวที่จะมาชี้วัดความอยู่รอด ทำให้ทิศทางการอ่านการเขียนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสการขายดังกล่าว ไม่อาจดำรงอยู่ ผู้ที่จะยืนลมหายใจต่อไปได้ จำเป็นต้องปรับตัวและเรียนรู้ที่จะใช้กระแสดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ หรือไม่ก็ล้มหายตายจากไป ปัญหาเช่นนี้ทำให้เราเหลือทางรอดเพียงอย่างเดียวคือ การทำให้หนังสืออยู่ในกระแสการตลาด รางวัลก็เลยกลายเป็นทางรอดเพียงประการเดียว ทั้งสำนักพิมพ์ หน่วยงานต่างๆ จะส่งเสริมนักเขียนหรือวรรณกรรม จึงทำได้เพียงสร้างรางวัลขึ้นมาประทับตราให้กับผลงานวรรณกรรม นักเขียนหากไม่มีรางวัลห้อยท้ายก็ยากยิ่งที่จะมีผลงานออกมาสู่ท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นทั้งรางวัลศิลปินแห่งชาติ รางวัลซีไรต์ รางวัลศิลปาธร รางวัลนายอินทร์ รางวัลสมาคมนักเขียน รางวัลช่อการะเกด รางวัลสารพัดดังกล่าว (ซึ่งน่าจะมีมากขึ้นอีกในอนาคต) ที่นักเขียนและสำนักพิมพ์จะต้องสร้างและช่วยกันแบกป้ายดังกล่าวกันไว้จนหลังแอ่น(ต่อไปนักเขียนต้องมีรางวัลห้อยท้ายเป็นหางว่าว เป็นคุณสมบัติภาคบังคับที่พึงมี) ยิ่งตอกย้ำการตลาดที่ครอบงำการอ่านการเขียนของเราไว้ทุกระดับ ทำให้น้ำหนักของความสนใจและการเรียนรู้ของสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มองเห็นแค่เพียงมิติเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย จริงอยู่ ด้านหนึ่ง รางวัลอาจสร้างแรงจูงใจให้กับการสร้างงาน และสร้างฐานะทางสังคม(และการเงิน) ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องการยกระดับรางวัลให้เป็นที่ยอมรับและส่งผลต่อคุณภาพของผลงาน(ซึ่งเป็นเป้าหมายของรางวัลดีๆหลายๆรางวัลดังที่ยกตัวอย่างมา) ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ก็นั่นแหละ ผลสะเทือนของแต่ละรางวัลควรจะสนองตอบเป้าร่วมของวงการโดยภาพรวมด้วยเช่นกัน อย่าให้ลูกตุ้มรางวัลเหวี่ยงกระทบกันจนกระทั่งซวดเซเอียงกระเท่เร่ไปกับความขัดแย้ง ความสับสน จนแยกไม่ออกระหว่างโลกแห่งผลประโยชน์ที่พึงมีพึงได้กับโลกแห่งการทำงานสร้างสรรค์ ที่ไร้ขอบเขตจำกัด ทางออกจึงควรสร้างสรรค์ทางเลือกอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย มาช่วยพยุงวงการและสร้างสมดุลให้สังคมไม่ให้อยู่ในกระแสบริโภคนิยมอย่างเดียว และเพื่อไม่ให้มองด้านเดียวเกินไป หากพยายามมองการตลาดในแง่ดีบ้าง เรายังพบว่าในโลกแห่งการตลาดที่ ยเปิดย เสรี มิใช่ ยปิดย ทำให้นักเขียน สำนักพิมพ์ นักอ่าน มีทางเลือกที่จะตัดสินใจ ทำอย่างไรที่จะทำให้กระแสที่ ยเปิดย นี้ให้เป็นประโยชน์ สำหรับสำนักพิมพ์ใหญ่ที่มีทุนหนา อาจเป็นโจทย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จะท้าทายต่อการอยู่รอด สำหรับนักเขียน ที่ต้องการให้การตลาดมาช่วยรองรับผลงาน ก็จำเป็นต้องคิดหรือสร้างสรรค์งานที่ตลาดยอมรับ ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้เช่นกันว่าตลาดต้องการงานลักษณะใด นี้เองเป็นช่องว่างที่งานทุกประเภทสามารถสอดแทรกเข้ามาชิงพื้นที่สาธารณะทางการตลาดดังกล่าวได้ ในโลกที่ปลาเล็กก็สามารถกินปลาใหญ่ได้ ไม่มีสูตรสำเร็จใดๆที่จะมอบให้ทุกคน ช่องว่างมหึมาดังกล่าวจึงดึงดูดปลาทุกตัวให้เข้ามาแหวกว่ายหาเหยื่อ เราจึงพบนักเขียน สำนักพิมพ์ ที่พยายามจะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง ขณะเดียวกันก็พยายามปรับ/เปลี่ยน/ต่อเติมผลผลิตทางเลือกของตนให้กลายรูป/ต่อยอด/ข้ามพื้นที่เข้าหากระแสหลักอยู่เสมอ คนทำงานฟาก ยเพื่อชีวิตย วันหนึ่งอาจกลับมาเขียนวรรณกรรม ยพาฝันย ดารานักร้องที่แค่เปลื้องเปลือยชีวิต วันหนึ่งอาจอยากเขียน ยเรื่องสั้น/นวนิยายย การทำให้นักเขียนวรรณกรรมดีๆ มีรูปลักษณ์การนำเสนอในตลาดที่ไม่ต่างไปจากดารา เหล่านี้ในโลกแห่งการสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดหรือกีดกันผู้ใด เพียงแต่ว่าจะมีใครสักกี่คนที่แหวกความคลุมเครือของมหาสมุทรแห่งการสร้างสรรค์เช่นนี้มาปรากฏโฉมเด่นชัดในฐานะผู้ .....
พันธกิจต่อวงการวรรณกรรม (1)
Submitted by Pookun on September,04 2007 06.21
พันธกิจต่อวงการวรรณกรรม (1) เข้าสู่ปลายปี 2550 วงการวรรณกรรมโดยภาพรวมก็ยังไม่ต่างไปจากปีก่อนๆนัก แม้นว่าจะมีข่าวดีของการกลับมาในกรณีของ "ช่อการะเกด" ที่จะมีส่วนช่วยเพิ่มสนามเรื่องสั้นมากขึ้น แต่การขยับก้าวส่วนใหญ่ยังวนเวียนอยู่กับกระแสของรางวัล และดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ทำอย่างไรที่จะทำให้ทุกส่วนหันมามองภาพรวมของวงการวรรณกรรมมากขึ้น มิได้มองแค่การตลาดที่จะขายหนังสือหรือส่งเสริมนักเขียนด้วยรางวัลเพียงอย่างเดียว? ในกรณีของคนที่ทำงานในเชิงนโยบาย ซึ่งแทบมองไม่ออกว่าเป็นใคร? สมาคม สมาพันธ์ หรืออะไรก็ตาม เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีบทบาทมากกว่าแค่จัดประชุม สัมมนา หรือว่าส่งตัวแทนไปเป็นกรรมการตัดสินรางวัล โดยหันมาทำงานในเชิงนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เราจะพบว่าในโลกแห่งวรรณกรรมไทยยังมีช่องว่างที่เราสามารถดำเนินการผลักดันได้อีกหลายรูปแบบ เช่น เรื่องภาษี เรื่องสวัสดิการ การยกระดับคุณภาพชีวิต ยกระดับการเรียนรู้ให้กับสังคม ที่จะมีส่วนช่วยทั้งนักเขียน สำนักพิมพ์ และนักอ่าน โดยแยกย่อยออกไปว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายใด กรณีนักเขียน ยังพบว่ามีช่องว่างในการดูแล...เนื่องจากเป็นต้นน้ำในการผลิต ไม่ว่านักเขียนประเภทใด หากว่าผลิตงานในเชิงคุณภาพยกระดับการเรียนรู้ให้กับสังคมออกมา จำเป็นที่ทุกฝ่ายให้ความตระหนักและคิดจะส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันในรูปแบบของสวัสดิการ กองทุน หรือหลักประกัน โดยเพิ่มสัดส่วนค่าตอบแทนในลักษณะสมทบร่วมกันระหว่างนักเขียน สำนักพิมพ์ และรัฐบาล (ฝ่ายละ 1 % ) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเขียนในระยะยาว สวัสดิการเช่นนี้สามารถทำได้ทั้งในระดับสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ที่มีนักเขียนอยู่ในองค์กรจำนวนมาก และระดับบุคคลที่ต้องการอิสระในการดำเนินการ ช่วยกันทำให้อาชีพนักเขียนเป็นที่ยอมรับและมีศักดิ์ศรีในสังคมมากขึ้น และควรผลักดันหน่วยงานระดับชาติ ส่งเสริมนักเขียนที่ผลิตงานดีๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น สนับสนุนให้เกิดงานวิจัย งานรวบรวมประวัติ ผลงาน จัดระบบข้อมูลเพื่อเป็นฐานให้กับห้องสมุด มีระบบการทำประวัติ การแบ่งหมวดหมู่ผลงานสร้างสรรค์ ซึ่งควรมีการกระจายความรับผิดชอบให้มีการดำเนินการไปยังทุกจังหวัดในประเทศไทย(ผ่านกระทรวงศึกษาหรือวัฒนธรรม) มิให้มุ่งเน้นแต่เฉพาะหนังสือหรือนักเขียนที่ได้รางวัลระดับชาติเท่านั้น กรณีสำนักพิมพ์ ควรส่งเสริมสำนักพิมพ์ให้มีการผลิตหนังสือที่จะยกระดับสังคม ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้มากขึ้น งานวรรณกรรมควรจะเป็นงานในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สำนักพิมพ์ทุกแห่งควรที่จะให้ความสำคัญ โดยทางรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะส่งเสริม ในรูปของการลดภาษีหรือลดต้นทุนการผลิตให้เหลือน้อยที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็มีการกลั่นกรอง ควบคุม เพื่อสร้างมาตรฐานงานกลาง (หน้าที่นี้ควรจะเป็นของสมาคมหรือสมาพันธ์นักเขียนมาร่วมดำเนินการ) อีกทั้งควรแยกประเภทสำนักพิมพ์เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก มีแนวทางการส่งเสริมที่แตกต่างกัน โดยสำนักพิมพ์ขนาดเล็กและกลางควรจะมีการดำเนินการในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งในส่วนการผลิต การจำหน่าย และการส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างสมดุลให้กับสังคมการเขียนการอ่านระยะยาว และควรมีสมาคมของตนเองในการดูแล ช่วยเหลือ และร่วมกันแก้ปัญหาของตนเอง ในอนาคตควรจะมีช่องทางการผลิต การจำหน่าย การประชาสัมพันธ์ และการขายที่แยกย่อยออกมาเพื่อจำหน่ายงานวรรณกรรมโดยเฉพาะ เพื่อสร้างทางเลือกและสร้างความเฉพาะ โดยภาครัฐควรสนับสนุนร้านหนังสือ สายส่ง สำนักพิมพ์เหล่านี้เป็นพิเศษ แต่ต้องทำให้เป็นระบบ และกระจายให้ครอบคลุม 4 ภูมิภาค หากมีการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรมองภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว และควรว่ามีองค์กร(NGOz)เข้ามารับผิดชอบ รับภารกิจดังกล่าว สำนักพิมพ์ หรือนักเขียน สามารถทำสัญญาความร่วมมือ โดยตัดงบประมาณในส่วนต้นทุนการผลิตเป็นค่าดำเนินการให้กับองค์กรสาธารณะนั้นๆ ทำการตลาดใหม่ๆ ที่ต่างไปจากกระแสหลัก โดยจับมือกับห้องสมุด โรงเรียน ภาคเอกชน ที่ส่งเสริมการอ่านเป็นฐานดำเนินการ หรือจะร่วมกับกระแสหลักในบางครั้ง เช่น ร่วมงานขายหนังสือ ในส่วนของนักอ่าน ควร .....
126 items|« First « Prev 1 2 (3/13) 4 5 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว