ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

บทความ

126 items|« First « Prev 2 3 (4/13) 5 6 Next » Last »|
I am a rock
Submitted by Pookun on August,18 2007 18.23

I am a rock


Dont talk of love, But I've heard the words before; Its sleeping in my memory. I wont disturb the slumber of feelings that have died. If I never loved I never would have cried. I am a rock, I am an island.

I have my books And my poetry to protect me; I am shielded in my armor, Hiding in my room, safe within my womb. I touch no one and no one touches me. I am a rock, I am an island.

And a rock feels no pain; And an island never cries.


อย่าพูดถึงความรักเลย

ฉันเคยได้ยินคำนี้มาก่อนแล้ว

มันหลับอยู่ในความทรงจำของฉัน

และฉันจะไม่รบกวนการหลับของความรักที่ได้ตายไปแล้ว

ถ้าไม่มีความรัก...

ฉันก็คงจะไม่ต้องร้องไห้

ฉันคือหินผา ฉันคือเกาะ

ฉันมีหนังสือของฉันและบทกวีของฉัน เป็นเสื้อคุ้มกัน

ฉันกำบังกายอยู่ภายใต้เสื้อเกราะ

ซ่อนตัวอยู่ในห้อง

ปลอดภัยอยู่ในครรโภทร

ฉันไม่แตะต้องใคร

และไม่มีใครแตะต้องฉัน

ฉันคือหินผา ฉันคือเกาะ


หินผาไม่เคยเจ็บปวด

และเกาะไม่เคยร้องไห้.

(บางบทจาก "I am a rock" ของ Simon And Garfunkel แปลโดย นิคม รายวา)

พัฒนาการขบวนการนักศึกษาไทย
Submitted by Pookun on August,18 2007 18.22
พัฒนาการขบวนการนักศึกษาไทย  เกริ่น การกำเนิดของกลุ่ม องค์กร สถาบัน ตลอดถึงขบวนการต่างๆในสังคม เป็นผลโดยตรงจากการเคลื่อนตัวของสังคมอย่างลึกซึ้ง โดยบทบาทและภาระหน้าที่ขององค์ประกอบต่างๆจะคลี่คลายขึ้นลงตามแต่ละช่วงสถานการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยพิสูจน์ว่า กลุ่ม องค์กร หรือขบวนการนั้นๆ มีศักยภาพในการขับเคลื่อนและการดำรงอยู่ในทางสังคมเพียงใด ในทำนองเดียวกัน การเกิดขึ้นของขบวนการนักศึกษา ก็หาได้หลุดพ้นไปจากกฎเกณฑ์นี้ไม่ พัฒนาการของขบวนการนักศึกษาดำรงอยู่ในฐานะกลุ่มพลังคนหนุ่มสาว กลุ่มปัญญาชน ซึ่งมีบทบาทที่เป็นจริง หรือ จำเป็นต้องแสดงออกมา  เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนของสังคมให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มพลังต่างๆ ให้มากที่สุด โดยที่บทบาท ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีจะแปรผันตามสถานการณ์ทางสังคม (ภาววิสัย) และศักยภาพภายใน (อัตวิสัย) ของนักศึกษาเองตลอดเวลา นิยาม ก่อนอื่นเพื่อขจัดข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในระยะหลังๆนี้ตลอดเวลา ที่ว่า "ขบวนการนักศึกษาตายสนิทแล้ว" "ขบวนการนักศึกษามีอยู่จริงหรือไม่" "ขบวนการนักศึกษาคือใคร" ผู้เขียนใคร่ให้คำนิยาม "ขบวนการนักศึกษา" ดังนี้คือ นามธรรม:ขบวนการนักศึกษาดำรงอยู่ในฐานะส่วนหนึ่งของขบวนการประชาชนที่ร่วมแสดงบทบาททางสังคมเพื่อความเท่าเทียม ความเสมอภาคความยุติธรรมของคนในสังคมในแง่นี้นักศึกษามิได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่มีจุดร่วมทางความคิดมีแนวร่วมสนับสนุนอยู่ที่เป็นจริงทางสังคม  แม้ว่าอาจไม่มีการจัดรูปขบวนอย่างเป็นรูปการก็ตาม รูปธรรม : ขบวนการนักศึกษาเป็นการรวมกลุ่มที่มีเป้าหมายร่วมกันมีมวลชนมีแนวร่วม และการจัดการองค์กรในการปฏิบัติการทางสังคมที่ชัดเจน ในแง่นี้ขบวนการนักศึกษามีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ 1.กลุ่มคนที่มีความรู้สึกร่วมกัน 2.กลุ่มคนที่มีความคิดร่วมกันและ 3.มีการสร้างสัญญลักษณ์หรือการจัดองค์กรในการเคลื่อนไหว โดยแบ่งเป็นส่วนนำ ส่วนองค์กรสมาชิก (องค์กรพื้นฐาน) และส่วนนักศึกษาทั่วไป           การให้นิยาม "ขบวนการนักศึกษา" ทั้งส่วนนามธรรมและรูปธรรมดังกล่าว เราจะต้องมีทัศนะเบื้องต้นในการพิจารณาขบวนการนักศึกษาอย่างมี "บริบท" (Context) ที่มีการปฏิบัติการ มีพัฒนาการอย่างสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและจะต่อเนื่องต่อไปอีกในอนาคต นั่นคือความจริงแล้ว ขบวนการนักศึกษาไม่ได้ตายไปไหนไม่ได้หายไปไหน ขบวนการนักศึกษายังดำรงอยู่เพียงแต่ยังมิได้แสดงบทบาทออกมาเท่าที่ควรตามที่กลุ่มคนหลายๆกลุ่มตั้งความคาดหวัง 2.พัฒนาการขบวนการนักศึกษา           การเริ่มต้นของการวิพากษ์ วิจารณ์สังคมและระบอบการเมืองไทยมิได้มีการกำเนิดตายตัวหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเมื่อปีพ.ศ.2475 เท่านั้น ก่อนหน้านั้นเมื่อประเทศไทยยังปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชได้มีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดากลุ่มขุนนางต่างๆที่ต้องการอำนาจและไม่เห็นด้วยกับการรวบอำนาจการตัดสินใจและการบริหารงานทุกอย่างในมือของบุคคลเพียงคนเดียวคือกษัตริย์ซึ่งผูกขาดอำนาจการปกครองประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน นอกจากนี้ยังมี"ปัญญาชน"  ที่มีเชื้อสายขุนนางชั้นสูงที่มีการศึกษาดีกว่าประชาชนทั่วไปที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สภาพสังคมที่ดำรงอยู่ในแต่ละช่วง แต่ก็เป็นไปในลักษณะปัจเจก หรือเป็นกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่จะเริ่มเกิดความเป็น "ขบวนการ" มากขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา และเมื่อมีการก่อตั้ง "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง" ขึ้นมาในปี พ.ศ.2477 ซึ่งเป็น "ตลาดวิชา" และศูนย์รวมของปัญญาชนที่สนใจเรียนรู้วิชา "การเมือง" และเริ่มมีการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนขึ้น มีกิจกรรมทางการเมืองเรื่อยมา เราพอจะแบ่งพัฒนาการดังกล่าวได้เป็น 4 ช่วงดังนี้คือ           1.ช่วงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พ.ศ.2475 - พ.ศ.2500           2.หลังรัฐประหาร พ.ศ.2500 - เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516           3.ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 - เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519           4.หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 - ปัจจุบัน ช่วงแรก ช่วงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พ.ศ.2475 - พ.ศ.2500 การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง พ.ศ.2475 และการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาส .....
อ่านความคิดดาวรุ่งซีไรต์ “ศิริวร แก้วกาญจน์”
Submitted by Pookun on August,14 2007 23.55
อ่านความคิดดาวรุ่งซีไรต์ ยศิริวร แก้วกาญจน์ย โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 สิงหาคม 2550 17:58 น.       ยเราเพียงแค่นั่งมองบทกวี ไม่ได้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ ก็จะรู้สึกว่าบทกวีเป็นสิ่งที่อยู่ไกลจากห้วงความรู้สึก ไม่กล้าที่จะเข้าไปแตะต้อง ทำไมเราไม่เดินเข้าไปหาสิ่งนั้น เพื่อที่จะได้เข้าไปลิ้มลองรสชาติอันหอมหวานจากบทกวีย       เสียงสะท้อนของ ศิริวร แก้วกาญจน์ ที่มีต่อโลกแห่งความสลักเสลาทางตัวอักษรอย่างโลกกวี ที่เขาได้เข้ามาโลดแล่นและแจ้งเกิดอย่างสวยงาม กับผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่ถูกตาต้องใจของคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ ซีไรต์ ครั้งที่ 29 ประจำปี พ.ศ.2550 เข้าอย่างจัง จนทำให้ปีนี้มีชื่อของ ศิริวร แก้วกาญจน์ ติดอันดับเข้าชิงรางวัลซีไรต์ประเภทกวีนิพนธ์ ผลงานถึงสองเรื่องคือ ยเก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็กย และ ยลงเรือมาเมื่อวานย       นอกจากการที่เขามีชื่อเป็นดาวเด่นเข้าชิงรางวัลซีไรต์ในปีนี้แล้ว ล่าสุดเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศิริวร แก้วกาญจน์ ยังได้รับการคัดสรรให้ได้รับ ยรางวัลศิลปาธรย ประจำปี พ.ศ.2550 จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ยสาขาวรรณศิลป์ย ชนิดที่ยังไม่ต้องรอชิงดำ คอยลุ้นผลให้หัวใจสั่นระรัว ซึ่งรางวัลนี้มอบให้กับศิลปินร่วมสมัยอายุประมาณ 30-50 ปี ที่มีความมุ่งมั่น สร้างสรรค์ผลงานออกมาสู่สายตาประชาชนอย่างต่อเนื่อง       แต่นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับการรับรางวัลอันทรงเกียรติแบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้เขาเองเคยได้รับรางวัลทางวรรณกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรางวัลชนะเลิศในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2548 ประเภทเรื่องสั้น จากรวมเรื่องสั้น ยเรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าย ที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง       นอกจากนี้ ยังมีหนังสือรวมบทกวี ยประเทศที่สาปสูญย และรวมเรื่องสั้น ยกรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เดย ที่ได้เข้าสู่รอบแรกรางวัลซีไรต์ ปี 2547 และปี 2549 ตามลำดับ       ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ที่ ศิริวร แก้วกาญจน์ ได้โลดแล่นอยู่บนถนนสายน้ำหมึก เขาได้มาสัมผัสบนเส้นทางน้ำหมึกนั้นเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราว รวมทั้งมุมมองของเขาที่มีต่อวงการกวีนิพนธ์อย่างน่าชวนติดตาม       จุดเริ่มต้นที่ทำให้ศิริวรหันมาสนใจงานเขียนนั้น เกิดมาจากเมื่อครั้งที่ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยศิลปหัตถกรรม คณะวิจิตรศิลป์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะในระหว่างที่กำลังจรดปลายพู่กันวาดรูปอยู่นั้น เขาได้เกิดความคิดขึ้นมาว่า จะวาดรูปอย่างไรให้สวยงามกับอุปกรณ์อันมีอยู่อย่างจำกัด เฉกเช่นเดียวกับงานเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่งให้ออกมามีคุณภาพที่สุด       ยการเขียนหนังสือเป็นงานที่ท้าทายเหมือนกับการเขียนรูป เพราะเราจะต้องใช้ฝีมือของเราทั้งหมดที่มี มาถ่ายทอดภาษาให้มีความละเมียดละไมมากที่สุดย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มคนนี้หันมาจับปากกาเขียนหนังสือ       โดยผลงานที่เขาได้เริ่มเขียนเป็นครั้งแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบทกวีที่เขาและเพื่อนๆ ที่อยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งบทกวีส่วนใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ปีนี้ทำให้ผลงานเขียนของชายหนุ่มคนนี้มีชื่อเข้าชิงรางวัลถึงสองเล่ม       สำหรับผลงาน 2 เล่มที่เข้าสู่รอบแรกรางวัลซีไรต์ปีนี้ ศิริวรบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะส่งพร้อมกันในปีเดียว เพียงแต่เล่มที่ชื่อ ยเก็บความเศร้าให้พ้นมือเด็กเด็กย ได้รับการตีพิมพ์เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ซึ่งก็ยังอยู่ในช่วงปีที่สามารถส่งประกวดได้ ส่วน ยลงเรือมาเมื่อวานย เพิ่งตีพิมพ์เสร็จในปีนี้ตนจึงถือโอกาสส่งทั้งสองเล่ม       ศิริวร เล่าต่ออีกว่า ทั้ง 2 เล่มที่เข้ารอบแรกนั้นมีรูปแบบการนำเสนอที่ต่างกันแบบสุดขั้ว คือ ยเก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็กย เป็นกวีนิพนธ์ปลอดฉันทลักษณ์ หรือเป็นกลอนเปล่าที่ไม่ได้ยึดติดในรูปแบบของฉันทลักษณ์ และ ยลงเรือมาเมื่อวานย นำเสนอในรูปแบบฉันทลักษณ์ ก็ยังมีแก่นเรื่องที่ต่างกันคือ เล่มแรกนำเสนอเนื้อหาเป็นบทกวีที่จรรโลงอารมณ์อันประณีตของมนุษย์ ในโลกยุคบริโภควัตถุ ตัวเลขและเทคโนโลยี แม้จะเป็นเสียงแผ่วเบา แต่ก็เป็นเสียงตอกย้ำให้สังคมเชื่อว่ามนุษย์ยังมีคุณค่าพื้นที่กว้าง มองปัญหาของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย .....
ในฝันกับมายาภาพแห่งชีวิตจริง
Submitted by รัศมีตะวัน on August,14 2007 19.55
ยยสิ่งต่างๆที่เราเห็นอยู่นั้น ไม่คงทนยแน่นอนย สิ่งที่เราประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ ที่แท้ก็เหมือนภาพมายา มันเปลี่ยนแปลงได้ สูญสลายได้ เหมือนอย่างที่เรานอนฝัน พอลืมตาตื่นขึ้นก็หายไปหมดยย เป็นข้อความตอนหนึ่งในลายพระหัตถ์ของเจ้าชายโอริสสาวัฒนาที่ทรงไว้ถึง เจ้าหญิงพรรณพิลาศผู้เป็นดังยอดดวงพระหทัย  จาก ยในฝันย นวนิยายรักที่ ทั้งเฉียบคมทางความคิดและละมุนละไมด้วยความอ่อนหวานแห่งถ้อยคำผ่าน นามปากกา ยโรสลาเรนย หนึ่งในนามปากกาของวิมล ศิริไพบูลย์  ผู้โลดแล่น บนถนนสายวรรณกรรมอย่างภาคภูมิเป็นเวลากว่า50ปี ข้อความตอนนี้เป็นสัจธรรมชีวิตที่ไม่มีใครปฏิเสธได้  ตราบใดที่มนุษย์ยังคง เดินตามวิถีโลก  โลกก็จะสร้างแบบทดสอบชีวิตมาทดสอบมนุษย์อยู่ตลอดเวลา และรอจังหวะที่มนุษย์ผู้หลงระเริงก้าวพลาดพลั้ง  โลกก็พร้อมที่จะกระหน่ำซ้ำเติมและมอบรอยแผลเป็นแห่งชีวิตไว้เป็นสิ่งเตือนใจ นั่นคือความจริงที่มนุษย์ต้องทำใจยอมรับโดยไม่สามารถหลีกหนีได้ แม้แต่เจ้าหญิงพรรณพิลาศเองยังทรงดำริว่า  ยจริงซินะ...ในความฝันดูเหมือนอะไรๆก็จะสดใส  น่าดู  น่าชมไปหมด  แต่ครั้นแล้วเมื่อความจริงมาถึงเราก็ ต้องประสบกับความสูญเสีย  หน้าที่ของเรามีอยู่อย่างเดียวคืออดทน!ย สาระสำคัญที่ผู้แต่งต้องการนำเสนอก็คือ แม้ว่าในฝันนั้นจะหอมหวาน สวยงาม สักเพียงใด  แต่เมื่อเราตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอันแสนเจ็บปวด  เราก็ต้องทำใจให้พร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไป  หลายต่อหลายครั้งที่แบบทดสอบชีวิตไม่มี คำตอบที่สมเหตุสมผลนักสำหรับมนุษย์ผู้ตกเป็นจำเลยในการเล่นตลกของ โชคชะตา  คำตอบสุดท้ายที่ไม่มีใครปฏิเสธก็คือ ยความไม่แน่นอนย ที่ยังคง อยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง  แต่เมื่อจำเป็นต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือการยอมรับและทำความเข้าใจกับชีวิตเพื่อนำไปสู่การค้นหาคำตอบว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรในปัจจุบัน ที่สำคัญต้องพร้อมที่จะก้าวต่อไปด้วยกำลังที่มีอยู่  ถึงแม้ว่าโลกจะโหดร้ายนัก แต่ความโหดร้ายนั้นนอกจากจะทำให้เราได้ ยคิดย และ ยเรียนรู้ยมากขึ้นแล้ว  ยังทำให้เรามองย้อนกลับไปในอดีต  หรือเรามุ่งไปสู่อนาคต เพื่อคิดหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ตระหนักจากข้อความตอนนี้ก็คือเราอาจจะคิดว่ายังมีเวลา อีกมากที่จะทำเพื่อคนที่เรารัก  จึงผัดวันประกันพรุ่งหรือรอโอกาสสำคัญอยู่ แต่ทว่าไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น  เราต้องทำทุกเวลาให้มีค่าและ เกิดประโยชน์ที่สุด  เพราะโอกาสสำคัญนั้นอาจจะไม่มีวันมาถึงอีกเลยก็ได้ เมื่อผ่านเลยเวลานั้นไปแล้วจะได้ไม่มีคำว่า ยสายเกินไปย  และต้องเสียใจเมื่อ ได้รำลึกถึงเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง อย่างที่เจ้าหญิงพรรณพิลาศได้รำพึงรำพันถึง เจ้าชายโอริสสาว่า ยถ้าหม่อมฉันรู้สึกนิดว่าเวลาของเรามีน้อยยถ้ารู้สักนิดว่า จุดจบของเราจะเป็นอย่างนี้ พรรณพิลาศจะรักยริสาให้มากกว่านี้  จะถวาย ความสุขให้สมกับระยะอันยาวนานที่จะต้องจากกันเพื่อสำหรับจะได้ระลึกถึง ความหวานชื่นที่ผ่านมาเก็บไว้เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงบำรุงใจยามที่จะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่โดดเดี่ยวตลอดไปยย  ซึ่งไม่มีประโยชน์อันใดกับการเพ้อพร่ำรำพัน กับตัวเองฝ่ายเดียว  โดยที่ผู้ที่เราคะนึงหาไม่มีวันได้รับรู้ถ้อยคำที่กลั่นมาจากก้นบึ้งหัวใจเช่นนั้นอีกแล้ว ดังนั้นการใช้ชีวิตอย่างมีสติ  รู้เท่าทันความคิดและการกระทำของตนเอง ไม่ลุ่มหลงมัวเมาไปกับปัจจัยปรุงแต่งภายนอกไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ต้องทำให้ได้  ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับผู้ที่เดิน ตามกระแสกิเลสด้วยความหลงระเริงก็ตาม ในฝันเป็นนวนิยายเรื่องหนึ่งที่แฝงข้อคิดในการดำเนินชีวิต  สะท้อนวิธีการอยู่ ร่วมกันในสังคม  เสนอชั้นเชิงทางความคิดของผู้ที่เป็นผู้นำ  และสิ่งที่สำคัญที่สุด ยความรักย ที่คนสองคนมอบให้กันนั้น  ทำให้ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงความ ยจงรักยและยภักดีย ยิ่ง  แม้ในบางครั้งความรักจะทุรนทุราย หรืออ่อนไหว  กรุ่นไป ด้วยความห่วงหาอาทร  แต่ความรักก็เติมเต็มความสุขให้กับโลก  หากโลกนี้ ไม่มีความรักเสียแล้ว  มนุษย์คงไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดทุกข์ทร .....
หมายเหตุกาล
Submitted by Pookun on August,11 2007 01.00
หมายเหตุกาล ๒๓๒๕ กรุงเทพฯ เป็นราชธานี ๒๓๔๕ เจ้าพระยาพระคลัง(หน) อำนวยการแปล สามก๊ก ๒๔๑๕ เทียนวรรณเริ่มเขียนบทความ ๒๔๒๒ ก.ศ.ร. กุหลาบ ตีพิมพ์หนังสือ นิราศยี่สาร ๒๔๒๘ คำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงแผ่นดิน ร.ศ. ๑๐๓ ๒๔๔๑ ก่อตั้งสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๔๕๔ กบฎ ร.ศ. ๑๓๐ ๒๔๖๑ ๒๑ กรกฎาคม ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยทดลอง ๒๔๖๕ ถวัติ ฤทธิเดช เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "กรรมกร" ๒๔๖๘ นรินทร์(กลึง) เรียกร้องให้มีการฟื้นฟูการบวชสามเณรีและภิกษุณีในสยาม ๒๔๖๙ คณะอภิวัฒน์ประชุมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ Rue de summerard ๒๔๗๒ ศรีบูรพาก่อตั้งคณะสุภาพบุรุษ และออกหนังสือสุภาพบุรุษเป็นรายปักษ์ หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ เขียน ละครแห่งชีวิต ๒๔๗๔ เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป ตีพิมพ์กามนิต เป็นครั้งแรก ๒๔๗๕ ๑๒ พฤษภาคม อินทปัญโญภิกษุก่อตั้งสวนโมกขพลาราม ๒๔ มิถุนายน คณะราษฎร์ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๑๐ ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญ ๒๔๗๖ สามเณรกรุณา กุศลาสัย จาริกทางเท้าสู่้อินเดียพร้อมกับพระโลกนาถ กบฏบวรเดช ๑๕ กันยายน ถวัติ ฤทธิเดช ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ข้อหาหมิ่นประมาท ๒๔๗๗ ๒ มีนาคม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละราชสมบัติ เปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ๒๔๗๙ รัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์ก่อตั้งสมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก ๒๔๘๘ ๑๕ สิงหาคม อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิ ๕ ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัติประเทศไทย ระวี ภาวิไล เป็นอาจารย์มหาิวิทยาลัยเมื่ออายุได้เพียง ๑๙ ปี ๒๔๘๙ ๙ มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคต ๒๔๙๐ ๘ พฤศจิกายน รัฐประหาร ๒๔๙๒ ๒๖ กุมภาพันธ์ กบฏวังหลวง นายปรีดี พนมยงค์ลี้ภัยไปอยู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ๒๔๙๕ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ กบฎสันติภาพ ศรีบูรพาถูกจับ ๒๔๙๘ ก่อตั้งสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ๒๔๙๙ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ ๒๕๐๐ กำเนิดสมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมัน ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๒๕๐๑ จิตร ภูมิศักดิ์ เขียน "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ" ๒๕๐๒ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ๒๕๐๕ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" นิตยสารรายเดือน ๒๕๐๔ สามเณร ป.อ. ปยุตโต ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์อุปสมบทเป็นนาคหลวง ๒๕๑๓ เรืองอุไร - กรุณา กุศลาสัย เริ่มแปลงานทางภารตวิทยาร่วมกัน ๒๕๑๕ ธีรยุทธ บุญมี เป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ๒๕๑๖ ๑๔ ตุลาคม ธีรยุทธ บุญมี และเสกสรรค์ ประเสิรฐกุล เป็นผู้นำนักศึกษา เรียกร้องรัฐธรรมนูญ เสน่ห์ จามริก เป็นสมาชิกสภาินิติบัญญัติ ๒๕๑๘ ระพี สาคริก รับตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๒๕๑๙ ประเวศ วะสี รับตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช นิธิ เอียวศรีวงศ์ เริ่มเขียนหนังสือและบทความ จนถึงปัจจุบันมีงานเขียนกว่า ๒๐๐๐ ชิ้น ๖ ตุลาคม กลุ่มผู้นำนักศึกษา ธงชัย วินิจจะกุล สุรชาติ บำรุงสุข สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ประยูร อัครบวร และสุธรรม แสงประทุม ถูกจำขัง ป๋วย อึ๊งภากรณ์ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ๒๕๒๓ กลุ่มนักศึกษาที่เข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทยอยกันกลับเข้าเมือง ๒๕๒๖ พระไพศาล วิสาโลเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ ๒๕๓๕ พฤษภาทมิฬ ประชาชนรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร รสช. และเรียกร้องประชาธิปไตย มีผู้บาดเจ็บล้มตาย รสช. ยอมคืนอำนาจ และออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเอง ๒๕๓๗ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากยูเนสโก ๒๕๔๕ ๑๑ กันยายน ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ ๒๕๔๗ กำเนิดกลุ่มวงล้อ และกลุ่มสยามเสวนา ๒๘ เมษายน กรณีกรือเซะ เจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องหามุสลิมที่อยู่ในมัสยิดกรือเซะ ๒๕ พฤศจิกายน กรณีตากใบ ผู้ชุมนุมประท้วงชาวมุสลิมถูกจับ และถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมขณะควบคุมตัว ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ๒๖ ธันวาคม แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิท่ว .....
ถนนสายนั้นชื่อแสวงหา
Submitted by Pookun on August,11 2007 00.56
บทสัมภาษณ์  ชีวิตกลางแจ้ง  (Outdoor  Life) สิงหาคม 2538 ธัญญา  ผลอนันต์ ถนนสายนั้นชื่อแสวงหา สามสิบปีผ่านไป&nbsp; ยุคสมัยแม้จะแปรเปลี่ยนจริงหรือไม่ที่ว่า&nbsp; ผู้คนพวกหนึ่งยังเป็นนักเสาะแสวงผู้เปล่าเปลี่ยวอยู่เสมอ ?&nbsp; นี่คือการคุยกันสั้น ๆ&nbsp; &nbsp; ในวันที่ฝนฉ่ำฟ้าวันหนึ่งต้นวสันต์นี้&nbsp; เขาได้พูดถึงมันอีกเพื่อทวนความหลัง&nbsp; และฟังสิ่งที่เขาวาดหวังถึงความฝันของนักเดินทางแห่งอนาคต&nbsp; ยังจะมีถนนสายที่นำไปสู่ก้อนเมฆอีกหรือไม่ ? จะไปถึงมันได้อย่างไร ? ไม่ว่าท่านจะเป็นนักเดินทาง&nbsp; ทัวริสต์&nbsp; ผู้มาเยี่ยมเยือน&nbsp; พระผู้ภิกขาจาร&nbsp; หรือ&nbsp; คนโบกรถ&nbsp; สัตว์จรจัดหรือชายจร ถนนสายไปสู่ก้อนเมฆย..มีชื่อเป็นที่รู้จักกันว่าถนนสายนั้นชื่อแสวงหา&nbsp; ยังคงเป็นเส้นทางสัญจรของผู้คนในยุคที่เปล่าเปลี่ยวยิ่งขึ้น&nbsp; เขามาจากไหน?&nbsp; จะไปไหน?&nbsp; ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามส่วนตัวแสนโศกสลด&nbsp; มีคำตอบว้าเหว่แผ่วเบาเกลื่อนกระจายกันอยู่ระหว่างสองข้างทางอ้างว้างขอแต่เพียงให้มีเส้นทาง&nbsp; จะต้องมีนักเดินทางน่าเศร้าแค่ไหน?&nbsp; ที่เส้นทางสายเก่าของนักฝันข้างถนนผู้ยากไร้จะต้องมีป้ายตอกติดเอาไว้ว่าย เส้นทางสายนี้ปิดแล้ว ย ทางขาด กรุณาใช้เส้นทางสายอื่น ขออภัยในความไม่สะดวกด้วย ย กทม. ชีวิตกลางแจ้ง&nbsp; :&nbsp; คุณธัญญารุ่นเดียวกับคุณเธียรชัยรึเปล่า? ธัญญา&nbsp; :&nbsp; คงรุ่นเดียวกัน&nbsp; รึไม่ก็เธียรชัยอาจจะแก่กว่าสักปีสองปี&nbsp; แต่เรียนอยู่ในสมัยเดียวกันกับเธียรชัย (เธียรชัย&nbsp; ลาภานันต์)&nbsp; เขาอยู่วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์&nbsp; ผมอยู่วรรณศิลป์เกษตร ชีวิตกลางแจ้ง&nbsp; :&nbsp; คุณธัญญาเคยเป็นประธานชมรมวรรณศิลป์เกษตร? ธัญญา&nbsp; :&nbsp; เป็นตอนอยู่ปีสี่ ชีวิตกลางแจ้ง&nbsp; :&nbsp; รุ่นเดียวกับอาจารย์ไชยันต์&nbsp; รัชกุลหรือเปล่า? ธัญญา&nbsp; :&nbsp; ผมก่อนอาจารย์ไชยันต์สักสามปี&nbsp; รุ่นผมถ้าจะเทียบกันก็รุ่นวิทยากร&nbsp; เชียงกูล&nbsp; ส่วนสุชาติ (สุชาติ&nbsp; สวัสดิ์ศรี)&nbsp; นี่เขาจะเรียนก่อนปีนึง&nbsp; วิทยากรเขาขยันเรียนเป็นนักวิชาการ&nbsp; นักคิด&nbsp; นักเศรษฐศาสตร์&nbsp; ตอนนี้มาเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการที่มหาวิทยาลัยรังสิต&nbsp; &nbsp; &nbsp; บ้านเขาอยู่ข้างบ้านพี่คำสิงห์นะ&nbsp; ในตอนนี้ตรงสี่แยกไปเมืองนนท์&nbsp; ในกลุ่มนี้จะนอกคอกอยู่&nbsp; 2&nbsp; คน&nbsp; คือผมอยู่เกษตรกับม้าอยู่จุฬา&nbsp; ไอ้ม้านี่จำชื่อจริงไม่ได้ ชีวิตกลางแจ้ง&nbsp; :&nbsp; ใช่คุณมงคล&nbsp; วัชระรางกูร รึไม่? ธัญญา&nbsp; :&nbsp; ใช่ ๆ<br /> ชีวิตกลางแจ้ง&nbsp; :&nbsp; แล้วไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรถึงได้มารวมกลุ่มกัน&nbsp; เพราะส่วนใหญ่อยู่ธรรมศาสตร์ ธัญญา&nbsp; :&nbsp; ที่หลุดเข้ามาเจอกันคงเป็นเพราะสัมมนาแล้วเจอกันคุยถูกคอ&nbsp; คือสมัยก่อนมีศูนย์กลางนักเรียนคริสเตียนเขาจัดสัมมนาก็มาเจอพวกวิทยากร, วีระประวัติ<br /> (วีระประวัติ  วงศ์พัวพันธ์)  ก็คุยกันแล้วถูกคอ  ยสังคมมันเป็นอย่างนี้  แล้วทำไมเราจะทำอะไรกับมันได้  อะไรทำนองนี้ย  แล้วชอบอ่านหนังสือกันน่ะพออ่านเสร็จก็มาคุยกัน  ยเล่มนี้กูอ่านแล้วนะ  มึงอ่านรึยัง..  เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ๆ นะย  คุยกันแทบทุกวันจนบางวันไม่เรียนหนังสือ  เช้าขึ้นมาก็มานั่งร้านนายกิ๊ดที่ธรรมศาสตร์เม้าท์  แล้วสมัยก่อนมีกัญชาด้วยนะ  ค่ำลงก็ไปเสพกัญชากัน ก็สนุกเป็นคนหนุ่มที่มีอะไรร่วมกัน  ซึ่งสิ่งนั้นเราหาไม่ได้จากเกษตร  เกษตรตอนนั้นมีการรับน้องใหม่อะไรทำนองนี้  มีคนหนึ่งชื่ออาจารย์ดีพร้อม  ชัยวงศ์เกียรติ    แกจับทางกลอนอย่างเดียว งานสังคมแกก็ไม่ค่อยจับ  แล้วแกก็หนักไปทางไทย  เรานี่อ่านวรรณกรรมต่างชาติด้วย  คุยกันถึงตอลสตอลบ้าง  ความจริงภาษาอังกฤษก็ไม่แตกฉานหรอก  เพียงแต่สังคมมันถูกปิดเราก็อยากอ่านที่แปลออกไป  ก็อ่านแล้วมานั่งคุยกัน  เล่าให้เพื่อนฟัง  วิทยากรที่เขาจะเงียบ ๆ    จะพูดก็เป็นวิชาการ  หลักการ  ประเภทขี้เมาก็จะมีเธียรชัย (ลาภานันต์) นี่พอเมาได้ที่ก็จะมีคำคม ๆ  เธียรชัยเขาเป็นนักเล่านิทาน  เขาจะเล่าเรื่องเก่งมาก  บางทีดูหนังด้วยกันมา  มันเล่าได้สนุกกว่าหนังซะอีก  มันได้บรรยากาศ  อย่างบางทีเราดูพลาดไปนี่  เธียรเขาจับได้หมดแล้วก็มีบริสุทธิ์ , บริสุทธิ์เขาอยู่ช่องมานี่ก็หนักไปทางกินเหล้า  มีผมกับวินัย  (วินัย  อุกฤษณ์)  นี .....
ความโดดเดี่ยวของจอมเผด็จการ: การปลดเปลือย-ต่อกรกับเผด็จการ(ทั่วโลก)ของ ‘มาร์เกซ’
Submitted by Pookun on August,07 2007 22.55
ความโดดเดี่ยวของจอมเผด็จการ: การปลดเปลือย-ต่อกรกับเผด็จการ(ทั่วโลก)ของ ยมาร์เกซย ณ ห้องประชุมย่อย ยตัวบท : รูปแบบและกลวิธี กับความหมายที่แฝงเร้นย ในเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทยครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยสุรเดช โชติอุดมพันธ์ย อาจารย์ประจำภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอเรื่อง ยความโดดเดี่ยวของจอมเผด็จการ : การเมืองของเรื่องเล่าในนวนิยายเรื่อง The Autumn of the Patriarch ของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซย งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยสัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรมของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ สนับสนุนโดยทุนรัชดาภิเกษสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ตีพิมพ์นวนิยายเรื่องความโดดเดี่ยวของจอมเผด็จการ (The Autumn of the Patriarch) ในปี ค.ศ.1975 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านเรื่องของจอมเผด็จการหลายคนในทวีปลาตินอเมริกาที่เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศ ในนิยายเรื่องนี้เขานำเสนอเรื่องราวของจอมเผด็จการนิรนามคนหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 6 ส่วนด้วยกัน แต่ละส่วนเริ่มต้นด้วยฉากของบ้านจอมเผด็จการที่คนกลุ่มหนึ่งได้บุกเข้าไปค้นหาศพของเขาหลังจากที่ข่าวแพร่สะพัดว่าเขาเสียชีวิตแล้ว การดำเนินเรื่องในแต่ละส่วนจึงเปรียบเหมือนภาพความทรงจำหรือกระแสสำนึกของคนหลายคน สุรเดช กล่าวว่า นิยายเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าของชาวบ้าน เรื่องซุบซิบนินทาจากปากต่อปาก วัฒนธรรมมุขปาฐะ แทนที่จะนำเสนอด้วยมุมมองของคนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งมักไม่นำเสนอเรื่องราวต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา พยายามครอบงำหรือสร้างระบอบแห่งความจริงขึ้นมาเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งอำนาจ โดยมาเกซใช้รูปแบบที่มิคาเอล บาห์กติน เรียกว่า นวนิยายพหุสำเนียง นั่นคือ มีผู้เล่าเรื่องหลากหลายต่างชนชั้น ต่างเพศสถานะ ไม่ได้เป็นของผู้เขียนเท่านั้น นับเป็นกลยุทธ์ที่ใช้บ่อนเซาะมุมมองกระแสหลักไปด้วย นอกจากนี้ในการใช้แนวทางพหุสำเนียงยังเกี่ยวพันกับรูปแบบการประพันธ์แนวสัจนิยมมหัศจรรย์ เพราะการซุบซิบนินทา การเล่าปากต่อปาก มักเป็นการเล่าแบบเกินจริง เพื่อทำให้ผู้ฟังตกตะลึกพึงเพริดและติดตรึงในความทรงจำ เช่น การที่ชาวบ้านล่ำลือกันว่า ถ้ายิงจอมเผด็จการจากด้านหน้า กระสุนจะสะท้อนกลับไปทะลุตัวของผู้ที่คิดทำร้าย ยมาเกซคิดว่าทั้งวัฒนธรรมมุขปาฐะและวัฒนธรรมลายลักษณ์อักษร เอกสารทางการ ต่างมีสิทธิและความชอบธรรมในการเข้าถึงความจริงเช่นเดียวกันและต่างมีอิทธิพลต่อความคิดอ่านของสาธารณชนย สุรเดชชี้ว่า ระบอบเผด็จการนั้นจะไม่ปรับตัวให้เข้ากับความจริง หากแต่มุ่งสร้าง ยความจริงย ใหม่ให้เข้ากับอุดมการณ์ที่ตนต้องการ โดยในกลไกของระบบเผด็จการนั้น กฎหมายจะสำคัญกว่าสามัญสำนึก เพราะกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของความลวงที่เกิดขึ้นมา และมีความสำคัญกว่าความจริง อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้ยกตัวอย่างตอนหนึ่งในนวนิยาย คืนหนึ่งเมื่อจอมเผด็จการตกอยู่ในภาวะคิดถึงหญิงที่เขาตกหลุมรักซึ่งได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขานอนไม่หลับ กระวนกระวาย จนเวลาตีสามเขาได้ออกคำสั่งให้ทหารยิงสลุดประกาศเร่งเวลาให้เป็นกลายเป็นเวลาเช้าทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ระบอบเผด็จการจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ามวลชนไม่ยอมรับระบอบนี้ โดยเขาได้ยกแนวคิดของ Hannah Arendt ที่ศึกษาความสัมพันธ์การยอมรับฮิตเลอร์กับการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางในเยอรมัน Arednt ระบุว่า ระบบเผด็จการสามารถเกิดขึ้นเมื่อสังคมมีความเป็นปัจเจกสูง ผู้คนไม่รู้สึกว่าเป็นสังคมร่วมกัน ดังนั้น ผู้คนถ้าไม่ปักใจเชื่อในเผด็จการไปเลย ก็จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีพลังพอที่จะทำอะไรได้ แม้จะไม่เชื่อในเผด็จการก็ตาม สุรเดช ระบุอีกว่าว่า ในสังคมที่ความจริงเป็นสิ่งลื่นไหล ซับซ้อน ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจริงอะไรลวง มวลชนจะรู้สึกสับสนและหันไปหาสิ่งยึดเหนี่ยวคือ ตัวของจอมเผด็จการ เพราะจอมเผด็จการรู้ว่าความจริงคืออะไร เนื่องจากเขาเป็นผู้จัดการกับความจริงและสร้างความจริงขึ้นมา ยเขาเป็นสัญลักษณ์ของความจริงสมบูรณ์ย ขณะเดียวกันอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์กล่าวถึงความขัดแย้งในตนเองของเผด็จการด้วยว่า แม้กลไกของระบอบเผด็จการจะตั้งอยู่บนมวลชนที่โดดเดี่ยว สูญเสียความรู้สึกว่าเป็นส่ว .....
วีโทลด์ กอมโบรวีช กับ เฟอร์ดีเดอร์ก : ความไร้วุฒิภาวะของมนุษย์
Submitted by Pookun on August,07 2007 22.50
คนกับหนังสือ : วีโทลด์ กอมโบรวีช กับ เฟอร์ดีเดอร์ก : ความไร้วุฒิภาวะของมนุษย์ ปรีดา อัครจันทโชติ       เมื่อเอ่ยถึงงานวรรณกรรมที่สะท้อนแนวคิดปรัชญาอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialism ชื่อของ วีโทลด์ กอมโบรวีช (Witold Gombrowicz) นักเขียนพลัดถิ่นชาวโปแลนด์ อาจไม่เป็นที่คุ้นหูนักอ่านบ้านเรานัก ชื่อแรกๆ ที่เรานึกถึงมักเป็น ฌอง ปอล ซาร์ตร์ อัลแบร์ กามูส์ หรือไม่ก็ ซามูเอล เบกเกตต์     กอมโบรวีชเคยได้รับรางวัล International Prize for Literature ในปี ค.ศ. ๑๙๖๗ จากนวนิยายเรื่อง Cosmos ซึ่งว่ากันว่าเป็นผลงานประพันธ์ที่ดีที่สุดของเขา และเขาเป็นหนึ่งในตัวเก็งที่จะได้รับรางวัลโนเบลปีถัดมา (แต่ในที่สุดก็เป็น ยาสึนาริ คาวาบาตะ แห่งญี่ปุ่นได้รับไป) นอกเหนือจากเรื่องสั้นและนวนิยายแล้ว เขายังมีผลงานบทละครและบันทึกอีกส่วนหนึ่ง งานของเขามัก ยเล่นย กับความเหลวไหลไร้สาระ และความไร้วุฒิภาวะของมนุษย์ งานหลายชิ้นโจมตีขนบทางสังคมอย่างเปิดเผย ผสมรวมกับการเสียดสีศาสนา มีเนื้อหารักร่วมเพศ และกล่าวถึงการต่อสู้ทางชนชั้น อันสะท้อนบริบททางสังคมของโปแลนด์ในยุคนั้นโดยใช้อารมณ์ขันผ่านสัญญะต่างๆ     ผลงานของกอมโบรวีชเป็นงานเขียนยุคแรกเริ่มของแนวอัตถิภาวะนิยม ก่อนจะพัฒนาไปสู่แนวคิดโพสต์โมเดิร์น (Postmodernism) และการรื้อสร้าง (Deconstruction) ในเวลาต่อมา     วีโทลด์ กอมโบรวีช เกิดเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๐๔ ในโปแลนด์ เขาเกิดมาในครอบครัวเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่ง เริ่มต้นศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัยที่กรุงวอร์ซอ จากนั้นจึงไปศึกษาปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ที่กรุงปารีส แต่ด้วยความที่ไม่สนใจการเรียน จนกระทั่งถูกบิดาตัดเงินค่าใช้จ่าย เขาจึงต้องกลับมาฝึกหัดเป็นทนายความในกรุงวอร์ซออย่างเสียไม่ได้ ที่นี่เองที่เขาได้เริ่มเขียนเรื่องสั้นจนมากพอจะตีพิมพ์เป็น Memoirs of a Time of Immaturity (๑๙๓๓) แต่ผลที่ได้รับก็คือถูกสับเละจากพวกนักวิจารณ์     สองปีหลังจากนั้น กอมโบรวีชตัดสินใจเลิกอาชีพทนายความ หันมาอุทิศตัวให้งานเขียนอย่างเดียว จนถึงปี ๑๙๓๗ นวนิยายเรื่องแรกของเขา Ferdydurke (เฟอร์ดีเดอร์ก) ก็ได้รับการตีพิมพ์ คราวนี้ผลตอบรับจากบรรดานักอ่านและนักวิจารณ์เป็นไปในทางที่ดี มีผู้กล่าวว่านิยายเรื่องนี้คือตัวแทนแนวคิดปรัชญาของนีทเชซึ่งเฟื่องฟูขึ้นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙     หลังจากนั้นเขาเดินทางไปอาร์เจนตินา กระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ อุบัติขึ้น โปแลนด์เป็นหนึ่งในสมรภูมิรบของพวกนาซีเยอรมัน กอมโบรวีชจึงตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่อาร์เจนตินา (รวมถึงย้ายไปอยู่ประเทศอื่นๆ ช่วงเวลาสั้นๆ ในภายหลัง) โดยไม่เคยกลับสู่แผ่นดินแม่อีกเลยตราบจนสิ้นลมหายใจในปี ๑๙๖๙ ที่ประเทศฝรั่งเศส     ด้วยคำสั่งของนาซี Ferdydurke กลายเป็นงานต้องห้ามในโปแลนด์ ก่อนที่มันจะถูกแปลเป็นภาษาสเปนในปี ๑๙๔๗ (ภาษาสเปนใช้กันทั่วไปในประเทศละตินอเมริกายกเว้นบราซิล และเป็นที่แพร่หลายในภาคพื้นยุโรปมากกว่าภาษาโปแลนด์) แม้เมื่อนาซีเยอรมันถูกล้มไป และอำนาจการเมืองในโปแลนด์ถูกผ่องถ่ายมาสู่พวกคอมมิวนิสต์ งานชิ้นนี้ก็ยังคงถูกแบนอยู่ดี     แม้นี่จะไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของกอมโบรวีช แต่ก็มีผู้กล่าวว่านี่คือ ยนวนิยายที่ถูกมองข้ามที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ ๒๐ย     Ferdydurke เปิดเรื่องด้วยชายหนุ่มวัย ๓๐ ชื่อ จอห์นนี โควัลสกี ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกลายเป็นเด็กหนุ่มอายุ ๑๖ ที่แสนน่ารังเกียจ (เป็นลักษณะเดียวกับที่ เกรกอร์ ซามซา ในเรื่อง Metamorphosis ของ ฟรานซ์ คาฟคา ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกลายเป็นแมลงยักษ์)     โครงสร้างของเรื่องนี้ (หากเราเชื่อว่ามันมีอยู่) แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องชีวิตในโรงเรียนของจอห์นนีซึ่งถูกศาสตราจารย์พิมโกพาไปฝึกให้เขาเป็นเด็กหนุ่มผู้แสนบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ส่วนที่ ๒ คือเหตุการณ์ที่ศาสตราจารย์พาเขาไปอยู่กับครอบครัวยูธฟุล เพื่อให้เขามีชีวิตวัยเยาว์ที่ดี (หลังจากที่เห็นว่าการหล่อหลอมโดยโรงเรียนประสบผลสำเร็จไประดับหนึ่งแล้ว) ขณะที่ส่วนที่ ๓ คือการเดินทางของจอห์นนี โดยระหว่างแต่ละส่วนมีบทแทรกซึ่งเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับโครงเรื่องหลัก แต่เป็นเวทีที่ผู้เขียนใช้เหน็บแนมความดัดจริตของศิลปะและศักดินา     กอมโบรวีชนั้นไม่ใส่ใจกับขนบทางวัฒนธรรม หรือแม้แต่ความสำเร็จของบรรพชน จะเรียกว่าเขา .....
คนปลูกดอกไม้ : ถวัลย์ ดัชนี
Submitted by Pookun on August,07 2007 22.40
ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของถวัลย์ ดัชนี ในนิตยสาร เห็นว่าเขาได้ให้ทัศนะ มองมองที่น่าสนใจไม่น้อย บางอย่างสามารถนำมาตั้งคำถามกับชีวิตการลงทุนของเราได้ จึงอยากแบ่งปันกันอ่าน คนปลูกดอกไม้ : ถวัลย์ ดัชนี http://www.marsmag.net/?ref=http%3A//www.marsmag.net/s1000obj/frontpage/page/35.html&url=http%3A//www.marsmag.net/s1000obj/frontpage/page/131.html%3Fcontent_id%3D1239 ในฐานะของคนที่ทั้งเรียน ทั้งทำงานศิลปะในประเทศตะวันตกมาสิบกว่าปี หากเจาะจงเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมการอ่าน คุณมองเห็นความต่างเรื่องนี้อย่างไร ระหว่างประเทศตะวันตกกับบ้านเรา เรื่องการอ่าน ม.ล. มานิจ ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ทรงภูมิด้านการอ่าน การเขียนของของบ้านเรา ท่านบอกว่าในจำนวนคนหกสิบล้านคนในบ้านเรา เฉลี่ยแล้วปีหนึ่งอ่านหนังสือคนละไม่ถึงสิบหน้า ซึ่งเรื่องการอ่านนี้ผมวิเคราะห์ว่า... เนื่องจากคนตะวันออกนั้นอ่านจากธรรมชาติ เรามีฤดูร้อน มีฤดูฝน มีฤดูหนาว เรามีลมพัด มีภูเขา มีทุ่งราบ ขณะเดียวกันก็ไม่มีแผ่นดินไหว เราไม่มีโคลนถล่ม ไม่มีภูเขาไฟระเบิด เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราอ่านจึงเป็นธรรมชาติ เราแทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะมาอ่านข้อมูลที่เขียนเอาไว้ ซึ่งเป็นข้อมูลแห้ง ส่วนในยุโรป เขามีฤดูหนาวอันยาวนานถึง 10 เดือนต่อหนึ่งปี ฉะนั้น เขาจึงต้องถนอมทั้งความคิด ทั้งอาหาร รวมไปถึงการใช้ชีวิต สื่อต่างๆ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม และนาฏกรรม จึงถูกนำมาเสนอแก่ผู้ซึ่งถูกตรึงไว้กับภูมิอากาศที่ครอบคลุมอยู่ ฉะนั้น เขาจึงต้องมีวรรณกรรม มีวัฒนธรรมในการอ่านหนังสือ ส่วนในบ้านเรา-ไม่มีวัฒนธรรมในการอ่านพระไตรปิฎก เพราะคนที่อ่านคือพระเท่านั้น เพราะท่านรู้ภาษาบาลีและสันสกฤต บ้านเราจึงไม่มีวัฒนธรรมการอ่าน ไม่มีวัฒนธรรมการฟัง ถึงฟังเราก็ไม่รู้ความหมาย มีเพียงศรัทธาจริตที่ฟังว่า นะโม ตัสสะ ภควโต เราก็ฟังไปอย่างนั้นแหละ หรือพ่อแม่สอนให้ไหว้พระเราก็ไหว้ไปอย่างนั้นแหละ ตรงนี้คือการควบคุมกายชนิดหนึ่งเรียกว่ากายานุสติปัฏฐาน คือรู้จักการนั่ง นอน ยืน เดิน หายใจ แต่ไม่เข้าใจ เพียงแค่รู้สึกว่านี่คือของศักดิ์สิทธิ์ เป็นความสูงส่ง แต่ไม่เข้าใจ เพราะวัฒนธรรมของเราไม่ได้สอนเพื่อการเข้าใจ วัฒนธรรมของเราสอนให้เกิดศรัทธาจริตและความรู้สึก แล้วปกติ 10 เดือนเราอยู่ข้างนอก ส่วนฤดูหนาวเราก็มีแค่เดือนเดียว อย่างมากก็สองเดือน แต่ทุกวันนี้อาจะเหลือครึ่งเดือนด้วยซ้ำ เราจึงสนุกสนานกับการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกบ้าน สนุกสนานกับชั้นบรรยากาศ เรามีผลไม้กินตลอดปี มีอาหารอุดมสมบูรณ์ เราจึงไม่ต้องถนอมอาหารทีละมากๆ ไม่จำเป็นต้องมีตู้เย็น ส่วนประเทศแถบยุโรปเขาจำเป็นต้องอยู่ในบ้านเป็นสิบๆ เดือน ขณะที่บ้านเรามีแต่พระเท่านั้นที่อ่านพระไตรปิฎก ส่วนบ้านเขาใครๆ ก็อ่านไบเบิลได้ เพราะเป็นภาษาที่เขาอ่านรู้เรื่อง เด็กๆ อ่านรู้เรื่อง มีครูสอน ขณะเดียวกัน-จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม มันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเขา มีอยู่ในบ้านเมืองเขาสามพันปีมาแล้ว เช่น อียิปต์ กรีก โรมัน ส่วนบ้านเราเกิดมีวัฒนธรรมขึ้นมาจริงๆ ก็แค่เจ็ดร้อยปี ก่อนหน้านี้เราอาจจะมีศรีวิชัย มีทวารวดี มีลพบุรี แต่ก็ไม่เรียกยุคอารยธรรม เพราะยังไม่มีศิลาจารึก พอมีศิลาจารึกเราก็ขาดตำนาน บางทีมีตำนาน มีศิลาจารึก แต่ขาดศิลปะ เมื่อใดที่มีศิลปะ มีศิลาจารึก มีตำนาน เราจึงจะอ้างอิงได้ว่านี่คือประวัติศาสตร์ แต่เมื่อประวัติศาสตร์ของเราเป็นเพียงแค่เชียงแสนขึ้นมา แต่เราก็ไม่รู้ว่าเชียงแสนมาจากไหน อยู่ดีๆ ก็เป็นคลาสสิกขึ้นมาเลย สุโขทัยก็เป็นคลาสสิก อู่ทองก็เป็นคลาสสิก อยุธยาก็เป็นคลาสสิก เราไม่มี primitive มาก่อน ไม่มี Ascetic มาก่อน อยู่ๆ ก็เป็นคลาสสิกขึ้นมาเลย เราไม่มีชุมชนบุรพกาลว่าเราสร้างบ้านแปงเมืองมาขนาดไหน เราค้นตัวหนังสือไทยได้แค่เจ็ดร้อยปี วัฒนธรรมที่มีมาเพียงเจ็ดร้อยปีจะไปเทียบกับวัฒนธรรมที่เขามีสามพันปีได้อย่างไร หรือจะบอกว่าอเมริกาที่เขาเพิ่งก่อตั้งมาสองร้อยปี แต่บรรพบุรุษเขาก็มาจากยุโรปกันทั้งนั้น อ่านหนังสือกันมาทั้งนั้น เมื่อไม่ใช่วัฒนธรรมการอ่าน การดู และการฟัง เราจึงไม่มีวัฒนธรรมในการดูจิตรกรรม ประติมากรรม อย่างมากก็เป็นได้แค่รูปเคารพในการทำศาสนพลี แล้วบ้านเรือนของเราก็เป็นแค่บ้านเรือนเครื่องผูก เป็นแค่กระต๊อบ นอกจากขุนนางวังน้ำเท่านั้นที่เป็ .....
อารมณ์ศิลปินของนักเขียน
Submitted by Pookun on August,05 2007 23.25
อารมณ์ศิลปินของนักเขียน เออเนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ชอบยืนเขียนหนังสือหน้าเครื่องพิมพ์ดีด และจะชอบมากถ้าได้ใส่รองเท้าอยู่บ้านคู่หลวม เขาเริ่มเขียนตั้งแต่ ๗ โมงเช้า ตั้งกฎเพียงว่าวันหนึ่งต้องเขียนได้ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คำ (๕๐๐ คำประมาณค่อนหน้ากระดาษหนังสือ) เฮมิงเวย์จะหยุดเขียนตอนกำลังเขียนได้ลื่นไหล เพราะจะได้เขียนต่อได้ว่องไวในวันรุ่งขึ้น เฮมิงเวย์เชื่อว่าการเขียนที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนกำลังมีความรัก แกรห์ม กรีน (Graham Greene) เขียนหนังสือวันละ ๕๐๐ คำ เมื่อถึงเป้าหมายแล้วจะหยุดทันที แม้จะยังเขียนไม่จบประโยค ลูอิส แครอลล์ (Lewis Carroll) เขียนหนังสือเกือบทุกเรื่องด้วยการยืนเขียน รวมถึง การผจญภัยของอลิซในแดนมหัศจรรย์ โทมัส วูล์ฟ (Thomas Wolfe) ยืนเขียนหนังสือในครัว โดยใช้หลังคาตู้เย็นต่างโต๊ะ วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) ชอบยืนเขียนหนังสือลงในบัตรคำขนาด ๓ x ๕ นิ้ว โดยเขียนบางประโยคหรือบางฉากลงไป แล้วค่อย ๆ เติมให้สมบูรณ์ โดยการเติมนั้นไม่เป็นไปตามลำดับ นาโบคอฟเป็นคนหลับยากจึงเก็บบัตรคำไว้ใต้หมอน เผื่อตื่นดึก ๆ จะได้เอามาเขียนต่อ สตีเฟน คิง (Stephen King) เขียนหนังสืออย่างต่ำวันละ ๑๐ หน้าทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด แดน บราวน์ (Dan Brown) ตื่นมาเขียนหนังสือตั้งแต่ตีสี่ ตั้งนาฬิกาทรายกำหนดเวลาหนึ่งชั่วโมงไว้บนโต๊ะ พอครบชั่วโมงจะพักจากการเขียนไปยืดเส้นยืดสายและวิดพื้น เพื่อให้เลือดและความคิดแล่น จอห์น สไตน์เบก (John Steinbeck) ชอบเขียนหนังสือด้วยดินสอยี่ห้ออีเบอฮาร์ด เฟเบอร์ รุ่นแบล็กวิง ๐๖๒ เขาว่าเป็นดินสอดีที่สุดแม้จะแพงกว่าดินสอทั่วไปสามเท่า ดอน เดอลิลโล (Don DeLillo) คิดค้นวิธีใหม่ในการเขียนคือขึ้นหน้าใหม่ทุกครั้งที่ขึ้นย่อหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นย่อหน้าสั้นเพียงใด วิธีนี้ช่วยให้เขาเห็นประโยคชัดเจนขึ้น แก้ต้นฉบับง่ายขึ้น และทำให้มีสมาธิกับสิ่งที่เขียนมากยิ่งขึ้น เคิร์ต วอนนิกัต (Kurt Vonnegut) เขียนทีละหน้า จากนั้นจะแก้แล้วแก้อีกจนกว่าพอใจ ทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะเขียนจบเล่ม มาร์เซล พรูสต์ (Marcel Proust) เขียนหนังสือส่วนใหญ่ตอนกลางคืน โดยเขียนบนเตียง โรเบิร์ต ฟรอสต์ (Robert Frost) ชอบเขียนงานบนเก้าอี้ โดยเอาแผ่นไม้วางบนที่วางแขนเก้าอี้ต่างโต๊ะ ทรูแมน คาโพที (Truman Capote) จะเขียนโดยใช้กระดาษสีเหลืองเท่านั้น บัลซัก (Balzac) ดื่มกาแฟวันละไม่ต่ำกว่าสิบแก้ว เชื่อว่าการจะเขียนหนังสือที่ยอดเยี่ยมขึ้นได้ จำเป็นที่ตัวเขาต้องคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของร่างกายเอาไว้ ทุกครั้งที่ไปนอนกับผู้หญิงมา เขาจะบอกตัวเองว่า "สูญงานมาสเตอร์พีซไปอีกเล่ม" กุสตาฟ โฟลแบรต์ (Gustave Flaubert) เก็บรองเท้าแตะของคนรักเอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะ เอมิลี ดิกกินสัน (Emily Dickinson) เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวยิ่งและไม่ออกจากบ้านไปไหน จอห์น ชีเวอร์ (John Cheever) สมัยพักที่นิวยอร์กตอนหนุ่ม ๆ ทุกเช้าจะใส่ชุดทำงานลงลิฟต์มากับผู้ชายร่วมตึกที่ออกไปทำงาน ลงลิฟต์แล้วเขาจะเดินลงบันไดต่อไปชั้นใต้ดินของอาคาร ไปเขียนหนังสือในห้องเก็บของไร้หน้าต่าง ห้องนั้นร้อนมากจนเขาต้องถอดเสื้อผ้าออกหมดเหลือแต่กางเกงชั้นใน เขียนจนเที่ยงก็ใส่เสื้อผ้าขึ้นลิฟต์มากินข้าวบ้าน พอกินข้าวเสร็จก็กลับลงไปถอดเสื้อผ้าเขียนต่อ ฟรีดริก วอน ชิลเลอร์ (Friedrich von Schiller) เคยเก็บลูกแอปเปิลเน่าไว้ในลิ้นชักโต๊ะ คอยเปิดสูดดมขณะแต่งบทกวี แอนโทนี ทรอลลอป (Anthony Trollope) เขียนหนังสือตั้งแต่ตีห้าครึ่งถึงแปดโมงครึ่ง โดยวางนาฬิกาไว้ตรงหน้า เขาบังคับตัวเองให้เขียนให้ได้ ๒๕๐ คำต่อสิบห้านาที ถ้าเขียนหนังสือจบเล่มก่อนแปดโมงครึ่ง จะเริ่มเขียนนิยายเล่มใหม่ต่อทันที (หลังแปดโมงครึ่งเขาไปทำงานประจำ ณ ที่ทำการไปรษณีย์) ด้วยวิธีนี้ เขาเขียนนิยายได้ ๔๙ เล่มภายใน ๓๕ ปี วิลเลียม ฟอล์กเนอร์ (William Faulkner) กล่าวว่าเครื่องมือจำเป็นในการเขียนหนังสือของเขาได้แก่ กระดาษ บุหรี่ อาหาร และวิสกี้ เขาดื่มเหล้าตลอดเวลาที่เขียนหนังสือ โคเลตต์ (Colette) ชอบอ่านและเขียนหนังสือบนเตียง ก่อนเริ่มเขียนเธอชอบหาเห็บให้แมวก่อน Saint-Pol-Roux แขวนป้าย "กวีกำลังทำงาน" ไว้หน้าประตูห้องนอน คาร์ล ไฮยาซัน (Carl Hiaasen) เขียนงานหน้าคอมพิวเตอร์โดยใส่ที่อุดหู แฟรงก์ แบร์โรวส์ (Frank Barrows) สมัยเขียนข่าวกีฬาให้หนังสือพิมพ์ เมื่อนั่งเขียนข่าวจะใส่ที่อุดหู และหยิบเข็มขัดสีดำเส้นใหญ่มารัดตัวเองไว้กับเก้าอี้ บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนัง .....
126 items|« First « Prev 2 3 (4/13) 5 6 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว