ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Party หนังสือ

15 items|« First « Prev 1 (2/2)
นิทานประเทศ
Submitted by 1 on November,01 2006 13.29
เต็มอิ่มกับการอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง...นี้เป็นความรู้สึกที่มีหลังจากห่างหายไปเสียนาน โดยเฉพาะกับหนังสือวรรณกรรมไทย ผมหยิบ "นิทานประเทศ" ผลงานล่าสุดของนักเขียนหนุ่ม กนกพงศ์ สงสมพันธ์ ที่ได้ลาลับไปแล้วมาอ่านอย่างหิวกระหาย อ่านนับแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย บอกได้เลยว่าความหนาของหนังสือหาใช่อุปสรรค จะมีเพียงแค่ถือลำบากนิดหน่อยขณะนอนอ่าน เพราะว่าหนังสือหนักไปหน่อย (ฮา) ผมอ่านจบรวดเดียว คืนเดียว! รุ่งเช้าถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร เห็นอะไรที่เปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไรจากผลงานเล่มก่อน ผมอ่านงานของเขาเกือบทุกเล่ม โดยเฉพาะเรื่องสั้น ผมเลยมานั่งทบทวนความเห็นที่มีต่องานของกนกพงศ์อีกครั้ง ก่อนที่จะมีความเห็นต่องานเล่มใหม่ จากผลงานเขียนเล่มแรกมาถึงเล่มล่าสุดนี้ หากมองรวมๆ ที่เห็นได้เด่นชัดสำหรับรูปลักษณ์ในงานของเขาก็คือ แนวคิดและรูปแบบวิธีการนำเสนอที่มีความเฉพาะตัว เป็นความเฉพาะที่เกิดมาจากการหล่อหลอมใน 2 ลักษณะ คือ จากเบ้าหลอมเพื่อชีวิตที่เกิดจากกระแสสังคมและกระแสแวดล้อมที่คลุกคลีกับพี่ๆในกลุ่มนาคร และจากประสบการณ์ชีวิตเฉพาะตัว ผมอยากจะกล่าวถึงในแง่หลังนี้มากกว่า เพราะว่าจะสะท้อนภาพของกนกพงศ์ได้ชัดเจนกว่า อย่างที่รู้กันว่า นักเขียนกับสังคมไม่อาจแยกขาดจากกัน ประสบการณ์ของคนในวัยล่วง 40 อย่างกนกพงศ์ก็เช่นกัน เมื่อมาวางทาบกับการเป็นไปของสังคมไทย จะพบว่าตกอยู่ในระหว่างห้วงกระแสแห่งการพัฒนา 2 ลักษณะเช่นกัน คือ กระแสโลกตะวันตกผ่านวิถีแห่งทุนนิยม และกระแสแห่งโลกตะวันออกที่รายล้อมเป็นพื้นฐานชีวิตในวัยเด็ก การเติบโตท่ามกลาง 2 แนวคิดที่เข้ามาปะทะกันดังกล่าว บวกกับความขัดแย้งทางการเมือง เหล่านี้เป็นเบ้าหลอมสร้างความรู้สึกนึกคิด สร้างตัวตนให้นักเขียนหนุ่มได้เป็นอย่างดี จากเบ้าหลอมของกลุ่มพี่ๆ ที่มีความพยายามลงลึกในวิถีอันเป็นรากเหง้าของตนทำให้นักเขียนหนุ่มพบรากของปัญหาที่การพัฒนาที่เกิดขึ้นในสังคม ความเป็นอื่นที่สะท้อนผ่านทั้งธรรมชาติ ผู้คน วิถีประเพณีวัฒนธรรม ได้เข้ามาเยือน และก่อตัวไม่เว้นแม้ในจิตใจคน ความเป็นอื่นสะท้อนผ่านตัวละครในแบบฉบับของกนกพงศ์ ตัวละครเด่นมักจะมีลักษณะที่แปลกแยก แตกต่าง มีบุคลิกเฉพาะที่ผสมผสานระหว่างความดิบเถื่อน รักอิสระ เจ้าคิด เจ้าอารมณ์ แฝงความไร้เดียงสา อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในวิถีแห่งโลกที่สาม เมื่อมาวางขัดกับตัวละครที่เป็นภาพตัวแทนแห่งวิถีสมัยใหม่ ทำให้เนื้อหาที่เขาต้องการนำเสนอเด่นชัดมากขึ้น ไม่นับรายละเอียดของฉากและสภาพแวดล้อมที่ว่าไปแล้วก็แทบจะสำคัญเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง สะท้อนความช่างคิดช่างสังเกต -นี้ก็เป็นอีกลักษณะเด่นของเขา ไม่พักเอ่ยถึงความจริงจังในการทำงาน ความจริงจังในวิธีคิด ซึ่งต่อมาทำให้เขาแยกตัวออกมาจากกลุ่มนาคร พบความแตกต่างในแนวทางของตัวเอง และกล้าที่จะแสวงหาเส้นทางของตนอย่างโดดเดี่ยว และสิ่งที่เขาค้ยพบก็เริ่มเด่นชัดขึ้นไปพร้อมๆกับผลงานที่ประดังออกมา แต่จะว่าไป ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไปด้วยตรงนี้ว่า ความแตกต่างระหว่างนักเขียนแนวเพื่อชีวิตกับความเป็นกนกพงศ์ในวันนี้อาจจะอยู่ตรงที่เขาทำให้งานเพื่อชีวิตไม่ดูเป็นสูตรสำเร็จจนเกินไป ขณะเดียวกัน เขาเองก็วางตัวอยู่กับบริบทของยุคสมัยมากกว่า งานของเขาสะท้อนสังคมร่วมสมัยมากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ได้สะท้อนแต่โลกของอดีต แต่พยายามก้าวมาเดินเคียงคู่กับโลกใหม่ที่ซับซ้อน หลากหลาย และรื่นไหล ที่สำคัญ งานเขียนของเขามักจะไม่ชี้ทางออกอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ใช้สูตรสำเร็จ งานเขียนของเขาดูเผินๆเหมือนแค่สะท้อนตัวปัญหา โดยหยิบยกโลกที่แตกต่าง โลกที่อยู่รอบๆตัวเรานั่นแหละ มาให้เราได้ตระหนักและพิจารณาอย่างละเอียดรอบด้าน จนกกระทั่งเกิดความฉุกคิด และเลยไปถึงการแสวงหาความเข้าใจ เข้าใจในความเป็นอื่นที่แฝงอยู่ในสังคมและในตัวเรา วิธีการชี้ทางออกของกนกพงศ์แบบนี้แหละที่ทำให้งานแนวนี้ยังสามารถต่อลมหายใจออกไปได้อีก กล่าวเฉพาะการสร้างตัวละคร ซึ่งเขาทำได้โดดเด่นมาก และน่าฉงนนักที่ตัวละครของกนกพงศ์มักจะเป็นคนแปลกๆ  แต่ละคนเหมือนไม่มีอยู่ในชีวิตจริง แต่ถ้าเราดูดีๆ เราจะพบคนเหล่านี้เต็มไปหมด ตรงนี้เองที่เป็นเสน่ห์ในงานของเขา .....
ฟ้าบ่กั้น
Submitted by 1 on October,28 2006 20.20

ผมรู้จักลุงคำสิงห์ หรือ ลาว คำหอม เมื่อหลายปีก่อน มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดลุงอย่บ้างแต่ก็ไม่นานนัก ความรู้สึกชิดใกล้นั้นเกิดจากการอ่านผลงานของลุงเสียมากกว่า โดยเฉพาะกับผลงานชิ้นเลื่องชื่ออย่าง "ฟ้าบ่กั้น"

จำได้ว่าแรกพบรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ก็เมื่อสมัยเรียนอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัย เข้าห้องสมุดหยิบมาเปิดผ่านๆ แล้วก็ผ่านเลยไปอย่างไม่มีอะไรติดตาติดใจ กระทั่งมาเมื่อเริ่มอ่านวรรณกรรมอย่างจริงจังและเริ่มฝึกเขียนเรื่องสั้น การอ่านฟ้าบ่กั้นอย่างใกล้ชิดจึงเกิดขึ้น

เรื่องแรกที่จำได้ดีเห็นจะเป็นเรื่อง "เขียดขาคำ" ทุกวันนี้ยังจำได้ถึงประโยคเปิดอันลือลั่นที่ว่า แดดกล้าเริงแรง...ผมได้ยินคุณไพฑูรย์ ธัญญา เปรยความรู้สึกประทับใจนี้กับหูในงานเสวนาครั้งหนึ่ง ถึงประโยคนี้จนทำให้ผมต้องกลับไปอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า

ที่สำคัญ ลุงใช้คำว่า "ฟ้าบ่กั้น" มาก่อนที่เราจะเห่อตามกระแสโลกาภิวัฒน์ หรือเพียรหาคำที่พยายามสะท้อนภาพยุคสมัยที่โลกหดเล็กลง จนไม่มีอะไรมากั้นขวางอีกต่อไป

เรื่องสั้นของลุงคำสิงห์ มีหลายอย่างที่ทำให้กลายเป็นอมตะ สามารถอ่านได้ไม่รู้เบื่อและไม่พ้นสมัยหล่นหายไปกับกาลเวลาง่ายๆ เหมือนกับผลงานของอีกหลายคน เมื่อคำนึงถึงว่าผลงานชิ้นหนึ่งได้การผ่านการพิสูจน์คุณค่ามาได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมารางวัลใดๆประทับตรา ยิ่งทำให้ผลงานชิ้นนี้ลอยเด่นอยู่เหนือกาลเวลามากขึ้นไปอีก

และคงมิใช่แค่เพียงความสมบูรณ์พร้อมถึงศิลปะและเนื้อหาที่บ่งฟ้องยุคสมัยแห่งความทุกข์ยาก เป็นภาพแทนความเดือดร้อน ความยากลำบากของคนชั้นล่างโดยเฉพาะเกษตรกรชาวไทย ซึ่งลุงบอกไว้ว่า เป็นฤดูกาลที่แสนยาวนานที่คนไทยหรือชาวอิสานประสบพบพาน แค่นี้เพียงอย่างเดียว หากทว่านัยทางการเมืองที่แฝงอยู่ในเนื้อหาและน้ำเสียงของผู้แต่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อเรื่อง ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะได้สะท้อนหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่งของคนตัวเล็กๆคนหนึ่งที่หาญกล้า ท้าทายต่อความเป็นจริง กล้าที่กะเทาะหรือเสียดเย้ยคนที่มีอำนาจสูงกว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สะท้อนอยู่ในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ ยังคงมีปรากฏอยู่ในทุกยุคทุกสมัย เป็นร่องรอยที่ไม่อาจประสานเข้าหากัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นระหว่าง มรว.กับกุลี นักการเมืองกับชาวบ้าน ข้าราชการกับชาวบ้าน เหล่านี้ล้วนเป็นภาพฟ้อง บอกเล่าทัศนของผู้เขียนที่ทิ้งรอยฝากไว้ผ่านถ้อยคำของตัวละครหรือผ่านโครงเรื่อง ไม่ว่าจะมองเห็นความเน่าเฟะของสังคมในยุคนั้นว่าไม่ผิดไปจากหนอนในหลุมส้วม ทำให้เรามองภาพสังคมสมัยนั้นได้อย่างแจ่มชัดมากขึ้น การเสียดเย้ยการพัฒนาที่ผิดรูปผิดทาง เดินตามก้นฝรั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา ท่ามกลางความไม่รู้ของชาวบ้าน และความแปรเปลี่ยนของธรรมชาติ ทำให้เราการอ่านฟ้าบ่กั้น และสามารถค้นพบความหมายใหม่และมีความสดท้าทายคนอ่านมาตลอด

การมองความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างกล้าหาญที่จะวิพากษ์ไม่เลือกหน้านี้เองทำให้รวมเรื่องสั้นชุดนี้มีเสน่ห์ท้าทายต่อการอ่าน และยิ่งสะท้อนความหมายผ่านมุมมองของคนตัวเล็กๆที่อยู่ชั้นล่างสุดของสังคม ยิ่งทำให้ขยายมิติการรับรู้ทั้งกว้างและลึกให้กับผู้อ่าน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ให้ค่ากับการอ่าน ให้เกียรติกับผู้อ่านที่จะค่อยๆกะเทาะเปลือกนอกที่ดูซื่อๆ เชยช้าลงไปทีละชั้นจนพบแก่นแกนแห่งความหมายที่แหลมคม

เป็นท่าทีของนักวิพากษ์ที่ยากจะหาได้ในนักเขียนยุคปัจจุบัน

เจ้าชายน้อย
Submitted by 1 on October,26 2006 20.46

เจ้าชายน้อย

มีหนังสือไม่กี่เล่มที่อ่านได้ไม่รู้เบื่อ อ่านแต่ละครั้งก็ได้แง่มุมใหม่ๆ นี้อาจเป็นจุดร่วมของหนังสือดีที่ได้รับการยอมรับและเห็นพ้องต้องกัน

หรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง ก็คงต้องบอกว่าการอ่านนั้นสัมพันธ์กับชีวิต...หากชีวิตตั้งอยู่บนฐานแห่งความเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์ที่พอกพูนอยู่ตลอดเวลาทำให้เรามีการเรียนรู้ และการเรียนรู้ทำให้เราค้นพบสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอไป

หนังสือเล่มหนึ่งอาจเป็นจุดเรียนรู้ที่เด่นชัดปรากฏขึ้นในตลอดเส้นทางชีวิต หากเรานำมาเป็นตัวบ่งชี้สิ่งที่เรียนรู้ในแต่ละห้วงเวลา ยิ่งหากเรามีการบันทึกแง่มุมการอ่านแต่ละครั้งก็จะค้นพบความจริงข้อนี้ได้แจ่มชัด

อ่านความสุขของกะทิ
Submitted by 1 on October,22 2006 21.32

เร็วๆนี้มีคนถามผมว่าอ่านความสุขของกะทิหรือยัง?

ผมตอบว่าอ่านแล้ว เรานั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่ ผมพอจะจับความได้ว่าคนถามเองคงอยากรู้ว่าในฐานะนักเขียนผมจะมองหนังสือเล่มนี้อย่างไร?

กระทั่งมีคำบ่นเปรยหลุดออกมาคำหนึ่งว่า เรื่องนี้ไม่ค่อยสมจริงสักเท่าไร? ผมได้แต่ยิ้มๆ แล้วก็บอกว่า การอ่านวรรณกรรมของผม คงไม่ได้อ่านแค่ว่าเรื่องนี้สมจริงหรือไม่สมจริง ถ้าหากเรามองตรงกันว่า วรรณกรรมก็คือเรื่องแต่ง หาใช่ภาพสะท้อนความจริงอันใดไม่ อาการไม่สมจริง(ซึ่งเราอาจมองไม่เหมือนกันอีก เพราะประสบการณ์ชีวิตแต่ละคนไม่เท่ากัน) ที่อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้างในหนังสือแต่ละเล่ม ก็มีส่วนทำให้ผู้อ่านสะดุดแล้วก็หยุดอยู่กับกำแพงแห่งความเคยชินนี้

แล้วก็ชวนให้ตั้งคำถามต่ออีกว่า การประเมินคุณค่าของหนังสือแต่ละเล่มเราจะมีมาตรฐานหรือกรอบเกณฑ์อะไรมาพิจารณาได้หรือไม่?

มีหรือไม่ที่หนังสือสักเล่มจะถูกยกย่องโดยทุกคนในโลกนี้โดยไม่มีเสียงคัดค้าน?

แล้วในการประกวดแต่ละครี้ง กรรมการสิบคนอ่านหนังสือร้อยเล่ม ให้คัดมาสิบเล่ม แน่ใจได้ละหรือว่ากรรมการซึ่งหากเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะคัดหนังสือออกมาได้ตรงกันหมดทั้งสิบเล่ม?

เหล่านี้เป็นคำถามที่อยู่ในใจผมเสมอมา (เพราะฉะนั้นเมื่ออ่านข่าวกรรมการรอบแรกกับรอบสุดท้ายถกโต้กันในส่วนที่เกี่ยวพันกับหนังสือ "ความสุขของกะทิ" ในฐานะที่ได้รับรางวัล ผมว่าเป็นเรื่องตลกดี ไอ้การที่เราเอารสนิยมการคัดสรรหนังสือในแต่ละรอบมาประกวดประชันกัน แล้วไปประกาศกับสาธารณะอย่างนั้นว่า รสนิยมใครจะดีกว่ากัน- ก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องสมมุติด้วยกันทั้งสิ้น กรรมการคงจะลืมตัวไปกับหัวโขนที่คนอื่นเขาสวมให้ละมัง จนเผลอคิดไปว่าหนังสือที่ตนคัดมาไมว่าจะรอบไหนก็ตามนี่คือมาตรฐานกลางที่คนอื่นพึงเคารพ-ก็แปลกดี) ผมบอกกับคนถามนั้นไปว่าผมไม่ค่อยสนใจว่าหนังสือเล่มนี้หรือเล่มไหนเขียนได้สมจริงหรือไม่อย่างไร ผมสนใจแง่มุมประเด็นเนื้อหาที่คนเขียนต้องการจะสื่ออกมามากกว่า

ผมแปลกใจเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ที่พบว่า คนเขียนซึ่งตัวเองน่าจะมีความทุกข์อยู่มาก(เพราะร่างกายที่ดูเหมือนจะป่วย)แต่ทัศนะในการมองโลกกลับมองมุมบวกได้ถึงเพียงนั้น การมองหาความสุขในความทุกข์ได้นั้น ทำให้ผมนึกไปถึงพ่อแม่เด็กออทิสติกบางคนที่รู้จัก พวกเขามองโลกในแง่บวกจนน่าประหลาดใจ

ผมบอกคนถามไปว่า ผมชอบหนังสือเล่มนี้ตรงที่มีความละเอียดอ่อน อบอุ่น ที่แฝงเร้นอบอวลอย่ในใจ ผ่านบรรยากาศความเป็นไทยเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายนักในวรรณกรรมร่วมสมัย

ความสุขของคนเราอยู่ที่ไหน? ผมได้ยินเสียงกะทิกระซิบถามอยู่เบาๆ

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ตะหลิว กะทะ ปิ่นโต สายน้ำ ไดอารี่ สิ่งเล็กๆน้อยๆที่รายล้อมรอบชีวิต?

ครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ลูกอยู่กันพร้อมหน้า? อุดมคติแห่งชีวิตคงเป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนไขว่คว้า ทว่าในครอบครัวที่ไม่มีเล่า...

การมองโลกในมุมที่ทำให้คนอ่านมองเห็นแง่งามรอบๆตัว อาจเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ยิ่งใหญ่เท่าพูดถึงการบรรลุความจริงของนักบวชคนหนึ่ง หรือไม่กระทบสาธารณะเหมือนเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่การจับประเด็นมาชั่งวัดตัดสินกันว่าหนังสือแต่ละเล่มดีกว่าเพราะเหตุที่ว่าเล็กหรือใหญ่ การมองลักษณะนี้ก็ตลกไม่แพ้กัน

ผมจึงพอใจที่จะอ่านหนังสือสักเล่มโดยที่ไม่อยากจะไปเปรียบเทียบกับเล่มอื่นๆ เราอ่านหนังสือเพราะอยากอ่านมิใช่หรือ? อ่านแล้วก็พบความสุข เราจะไปหวังจากหนังสือหรือคนเขียนไปมากกว่านี้ทำไม

ผมอาจโชคดีที่ไม่ได้มาเป็นกรรมการตัดสินงานประกวดใดๆ

ภาพผ่านกระจกหม่นมัว
Submitted by ดอกไม้แห่งกาลเวลา on March,30 2006 13.04

มีสัจจะธรรมอยู่ข้อหนึ่งที่มนุษย์ทุกผู้จักต้องพบเจอ นั่นคือ "ความตาย" มีผู้กล่าวถึงความตายมาก็มาก

ดอนฮวน เคยบอกไว้ใน หยุดโลก ว่า "ความตายเป็นสหายของเราตลอดไป มันอยู่ทางซ้ายมือของเราตลอดเวลา มันเฝ้าคุณไม่ห่างไปไหน จนกระทั่งถึงวันนั้น มันจะยื่นมือของมันออกมาแตะที่ตัวคุณ"

เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะจริงเท็จหรืออย่างไร นั่นคือสิ่งซึ่งมนุษย์ทุกผู้ย่อมไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

15 items|« First « Prev 1 (2/2)

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว