บทกวี
- อัศจรรย์แสงอโณทัย
อัศจรรย์แสงอโณทัย
กลางคืนมืดปานกำตา พอแจ้งแสงมา สว่างกระจ่างหัวใจ แลใดหมดจดสดใส พิลาสพิไล เหมือนไม่เคยมืดสักที เหน็บหนาวยาวนานที่มี มลายคลายคลี่<br /> อบอุ่นสบายอัศจรรย์ ดุจแสงปัญญาอนันต์ เกิดในใจอัน พิสุทธิ์พิสิฐแจ่มใส อัศจรรย์แสงอโณทัย หนาวมืดเพียงใด ขับไล่ผลักดันสัญจร โอ่อ่าโอภาสอมร อำไพอาภรณ์ อริยะอรุณอลังการ- เสียงที่คิดว่าเงียบ

เสียงที่คิดว่าเงียบ ราตรีที่โลกกำลังหลับไหล ในบรรยากาศอันเยียบเย็น ใต้เงาไม้ป่าโบกไกว
ณ ที่หลุดจากเมือง กลางผืนป่าเลื้อยดิน และนอนราบราวเถาว์ถั่ว เธอพอใจความเงียบ และดวงดาวที่กระจ่างทั่วฟ้า
แขวนตัวเองอยู่สักช่วงยาม และเธอจะเสียวถึงกลางสันหลัง ที่เห็นวิญญาณตนเองรางเลือน ถูกสะพายเป้ก้าวล่องไป สู่เทวะสถานอันลี้ลับ
ถนนแห่งความจริงที่ทอดยาว ลึกลงไปสู่ความรู้สึก มายาจะก้มหน้าจำนน และทรุดกองความเย่อหยิ่ง ตกใจกับประตูบานแรกที่สัมผัส คือความเงียบที่ปกคลุมโลก
เสียงเงียบของป่านั้น ไม่ได้แว่วจากธรรมชาติภายนอก หากแต่หัวใจเธอ ได้เลี้ยงจั๊กจั่นโบราณไว้ตัวหนึ่ง นานมาแล้ว
ปิ่นณรี รำพันผ่านบอร์ดนี้มาหลายหนแล้ว ครั้งนี้ขอแสดงตัวตนและยื่นสองมือออกไปเปิดรับมิตรภาพบนอินเตอร์เนตด้วยคนนะครับ
- เธอ...
สาวน้อยในความจริงเสมือน กับมายาภาพอันงดงามและอ่อนหวาน ณ วันคืนอ่อนล้าเปลี่ยวเหงา...
พูดคุยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต บอกเล่าเรื่องราวร้อยพันผ่านใยแก้วนำแสง ผัสสะและอายตนะพิเศษแห่งโลกาภิวัตน์ ดั่งความจริงในลวง หรือล่อหลอกในเปลือกผิวก็ยากจะรู้
เธอเป็นใครก็ได้...ที่อยากเป็น ฉันเป็นใครก็ได้... ในตัวตนซึ่งอยากให้ตนเองและผู้อื่นยอมรับ
สารภาพคำหวานผ่าน msn บอกเล่าผ่านเว็บบอร์ด และอีเมล์หลากชื่อ
เธอรู้เหมือนที่ฉันรู้ ฉันรู้เช่นเดียวกับเธอ
รู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้
หรือรู้ไม่ได้ในสิ่งที่ควรเข้าใจ ก็ไม่ทราบชัดเธอ...
ร่องรอยดิจิตอล จำหลักด้วยลำแสงพิเศษ บนพื้นผิวโลหะของฮาร์ดดิสต์ไดรว์
ความจริง ความลวง และความทรงจำเสมือน
ภาพ เสียง และข้อความบนจอจะจริงหรือไม่ จะเท็จสักเพียงไหน...ก็ยากจะรู้
แต่ที่แน่ชัด คือหยาดน้ำตาบนคีย์บอร์ด และร่องรอยหม่นเศร้า... ในใจของใครบางคน
- คนกลุ่นควัน
เมฆหมอกคลุ้มกลุ่มควันเหงา เงาโดดเดี่ยวเด่นชัด เกิดผลัดหนี ปุถุชนธรรมดา สายวารี เป็นเศษหินเคลื่อนที่ ไร้ลีลา
หน้าต่างหม่นตาคนพร่าเลือน รอยเปื้อนตีนจิ้งจก ปีกนกถลา เงาปีกดำแห่งอีกา พื้นที่แห่งไขว่คว้า ข้าฯอาดรู
ดอกไม้โรยวัยชรา ม้าหายพยศ ภาพสวยในกรอบสีสด อรรถรสสิ้นสูญ คนสีเทาห้องสีทึม- บริบูรณ์ ทวีคูณความจำนน คนกลุ่นควัน
วิจิตรจริตษ์
- จตุคาม - รามเทพ
จตุ รัสหลากล้นคลื่น มหาชน คาม เขต ประเทศ สถล เถื่อนถ้ำ ราม สูร ส่งเสริมผล เศรษฐกิจ
เทพ เช่า ซื้อ ปลุกปล้ำ ต่อ, กระตุ้นจีดีพีฯ- บทกวี : กวี นักเขียนและฉัน
บทกวี กวี-นักเขียน-และฉัน ปิติ ระวังวงศ์
- ๑ - นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนโซฟา สายตาจับจ้องอยู่บนเพดานหรือฝาผนัง ก่อนลุกขึ้น เขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ ล้มตัวลงนอน มองเพดานว่างเปล่าอีกครั้ง แล้วเอื้อมปากกา ขีดฆ่าลงบนข้อความที่เพิ่งเขียนไป นั่นแหละ คือกวี
- ๒ เก็บตัวอยู่ในห้องสมุด
นั่งด่าสังคมอยู่ตามร้านเหล้า
นอนเกลาจินตนาการอยู่ในเปล ใต้ต้นไม้กลางป่าเขาลำเนาไพร นั่นแหละ คือนักเขียน- ๓ -แกะกล่อง ตรวจนับจำนวน ลงบัญชี ติดราคา แยกหมวดหมู่ ก่อนจัดวางตั้ง บนชั้นหนังสือ นั่นแหละ คือฉัน- คนขายหนังสือ
*****************************
[p align=right][p align=right][p align=ri๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ : ๒๓.๕๕ น. [p align=right]
[p align=right><p วิวรณ์ : เขียน / สำนักพิมพ์ทางเลือก : จัดพิมพ์[/p>[/p]- เหงา
...
เหงา
...
กับ
...
เงา
...
เพียงลำพัง
...
- ส่งบทกวีมาให้ช่วยพิจารณาครับ
หยุดพัก...
โค้งคุ้งหาดทรายขาวดาววาดฝัน คลื่นคืนฝั่งรำพันจันทร์ถักแสง สนเรียวร่างร่วงใบไล้ลมแรง ใจดวงแล้งโหยไห้ร่วงโรยรา คืนคลื่นครวญคืนหาดดาวสาดแสง ใจดวงหนึ่งเหือดแห้งหมดแรงล้า เที่ยวดุ่มเดินดั้นด้นออกค้นหา เพื่อทายท้าสิ่งใด บนทางดิน...
หยุดเถิด หยุดพัก บนหาดฝัน โอ้หนุ่มสาวผู้มุ่งมั่นเที่ยวผกผิน คืนคุ้งหาดครืนคร่ำหยุดโบยบิน แล้วร่วมรินร่ำดื่มสุราธาร... ลมทะเล ซัดครืนคลื่นคืนฝั่ง แสงดาวยังวาดฟ้าจันทร์สีหวาน ใจดวงแล้งอ่อนแรงมายาวนาน ก็หยุดพักสักกาล ค่อยย่างกราย... โลกก็เป็นเช่นนี้มิมีเปลี่ยน เพียงแต่ใจว่ายเวียนทางแสนสาย คลื่นซัดครืนอีกครั้งโค้งหาดทราย กลบลบหายริ้วลายแห่งวันคืน
เพลงเพลิง พิณพระจันทร์- ลมดึกในความครุ่นคำนึง
-หนึ่ง-
เราเวียนวนว่ายวาด ในปรารถนา แสวงสวรรค์ชั้นฟ้า ภูผากว้าง ปีนป่าย โลดทะยานท่องผ่านทาง ล่องทะเลเคว้งคว้าง กางปีกใจ ผลักคืนวัน คลื่นลม, เราบ่มเพาะ โลกลดเลี้ยว ได้ลัดเลาะเสาะสิ่งใหม่ สบตาฟ้ากางปีกบิน แผ่นดินใด ทุ่งหญ้าไกว ไหวยอดหญ้า,เราท้าลม แผดตะวันแสงสาด, เราอาจฝัน หนาวเอาจันทร์ดาริกาเป็นผ้าห่ม ฝานฝัน แห่งใจให้เข้มคม เจ็บปวดนัก ให้รักข่มโถมทำลาย
- สอง-
เราอุทิศวันเวลาของชีวิต แนบสนิทด้วยรัก ไม่หนักหน่าย เป็นปีเดือน เคลื่อนขับ ไม่กลับกลาย แม้อาจพ่าย, เผชิญหน้า เราฝ่าไป! เราเลือก เรารักที่เราเลือก ร้อนหรือหนาวจนยะเยือก, เราเลือกได้ รื่นรมย์หรือเจ็บปวดรวดร้าวใจ ใช้ชีวิตวางเดิมพัน ไม่สั่นคลอน
- สาม -
เราเวียนวนวาดว่าย หลายเวลา ในปรารถนาด้วยรัก ไม่พักผ่อน เราชนะ และพ่ายหลายวรรคตอน กัดกร่อน บ่อนเบียน, ไม่เปลี่ยนเรา เคยทะยานโถมท่อง มองฟ้ากว้าง อาจมีบ้าง มองเหม่อละเมอเหงา สูดหายใจ พักบ้างก่อนย่างเท้า แม้บางเบาก็มาดมั่น, ก้าวมั่นคง ยังขับเคลื่อนกางปีกใจ ได้บินโบก เวียนท่องโลก เผชิญหน้าฟ้าสูงส่ง แรงอาจเหนื่อย, เราไม่หน่ายใฝ่ทะนง ใจยืนยงและยืนยัน ฝันถึงดาว.
สานิตย์ สีนาค
- ณ ร่มเงาแห่งต้นมะม่วงหิมพานต์
เขามีมุมยามพลบสงบนัก
ได้นั่งพักผ่อนเพลาความเหงาบ้าง
แดดละมุนสะท้อนแสงไปแต่งวาง
ใบไม้หล่นเคียงข้าง, เขาค้างคำ
มองแถวมดขนเสบียงเรียงแถวผ่าน
เขานั่งอ่านงานกลอน ถอนใจต่ำ
บ้างหดหู่กับรสวรรณกรรม
ได้ดื่มด่ำ ณ ค่ำพลบ มาหลบมุม
ณ ร่มเงามีมุมงาม มีค่ำสวย
ลมระรวยรินอ่อน หญ้าอ่อนนุ่ม
พลบสนธยาสวยโศก แผ่ปกคลุม
ละมุนกลุ่มกลิ่นกรุ่น ละมุนนัก
เขาครุ่นครวญถึงโลก นรก สวรรค์
งานของวันกัดกร่อน ร้อนกระอัก
เพื่อหนีโลกร้อนรุม สร้างมุมน่ารัก
หลบมาพักอ่านกลอน พักผ่อนใจ
สูดกลิ่นอายภายใต้เงา เขาได้พบ
มุมสงบพลบสนธยา น่ารักใหม่
หอมแดดค่ำ เย็นเงาร่ม ลมลูบไล้
ณ ภายใต้ร่มหิมพานต์ - อ่านชีวิต
พลิกหน้าอ่านวรรณกรรมดื่มด่ำรส
ซึ้งบางบท บางขณะคำสะกิด
โดนตรงใจ เจ็บยิ่ง จริงกว่าคิด
ให้พินิจชีวิตจริง ยิ่งกว่านิยาย
ผืนหญ้านุ่ม มุมสงบยามพลบหนึ่ง
รสซาบซึ้งงดงามแห่งความหมาย
กับงานเขียน เขาค้นหาหน้าสุดท้าย
กับชีวิตมีความตายให้หมายความ
ที่วนเวียนเพียรว่ายวาด ปรารถนา
เฝ้าค้นหาฟากฟ้าใด เพียรไต่ถาม
งานของวัน ฝันของใจ ไร้นิยาม
ต่างไร้รูปและไร้นาม โมงยามใด
ที่หมกมุ่น ล้วนฝุ่นผงหลงยึดติด
กระจิริดชีวิตหนึ่ง ถึงโลกใหม่
ย่อยสลายนามและรูป ดับวูบไป
ชีวิตเขา ชีวิตใคร ต่างไร้นิยาย.สานิตย์ สีนาค


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว