ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

วรรณกรรม

324 items(1/33) 2 3 4 5 Next » Last »|
ความสงบที่มนุษย์แสวงหา แต่ไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไป
Submitted by พรายฟ้า ภาณุมาศ on December,17 2008 18.36

ผมหวนกลับมาอ่าน วอลเดน อีกครั้ง เมื่อไม่นานมานี้เอง งานเขียนชิ้นเอกของ เฮนรี เดวิด ธอโร ผมถึงกับประหลาดใจที่เรื่องราวต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ ช่างเหมือนกับแนวความคิดบางอย่างที่ฝังอยู่ในหัวผมเสียเหลือเกิน ผมหันกลับมาพินิจดูหนังสือทั้งตู้ที่ผมเก็บสะสมไว้ จึงได้ถึงบางอ้อ เพราะส่วนใหญ่ของหนังสือที่เสาะแสวงหามาประดับความรู้ มีมากที่มีแนวความคิดคล้ายๆ กัน

การอ่านหนังสือย่อมมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ วันที่ผมเริ่มหัดอ่านหนังสือนั้น ได้ผ่านพ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนานมากแล้ว เรื่องราวที่อ่านก็ได้เปลี่ยนผ่านไปหลากหลายแนว การเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้สึกตัว ผมพยายามค้นหาตัวเองอยู่เงียบๆ เป็นเวลานาน จนป่านนี้ก็ยังบอกไม่ได้ว่าพบแล้วหรือยัง คงบอกไม่ได้ว่าพบแล้ว ผมก็ยังคงอยู่ในวังวนของโลกยุคใหม่ ยังต้องขวนขวายอยู่ในโลกแห่งทุนนิยม เฉกเช่นมนุษย์คนอื่นๆ

ผมอ่านวอลเดนครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงวิกฤตของวัยแห่งชีวิต ถามว่าเรื่องราวในนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผมประทับใจส่วนไหนหรือ ผมตอบไม่ได้เลย หลังจากทอดทิ้งไปนาน เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้งในช่วงวัยที่มากขึ้น พร้อมทั้งเรื่องราวหลากหลายที่ผันผ่านเข้ามาในชีวิต ผมกลับเจอแนวความคิดที่ผมก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นกับตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่แฝงซ่อนอยู่ในนั้นมากมาย รู้เพียงว่าแนวคิดเหล่านี้ฝังอยู่ในหัว ให้คิด ให้ทำ ให้คำนึง อยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว

วอลเดน เป็นหนังสือที่อ่านยากอีกเล่มหนึ่ง หนักมาก(อาจจะเพราะเล่มใหญ่พอสมควร) มีเรื่องราวเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งที่หลายคนอยากเป็น ธอโรบอกว่า คุณสามารถสร้างบ้านสำหรับอยู่อาศัยหนึ่งหลังได้ในราคาเพียงแค่ไม่กี่บาท ซึ่งขัดแย้งกับแนวความคิดของคนในปัจจุบัน ที่ใครก็ตามที่อยากมีบ้านเป็นของตนเอง ต้องหาเงินดาวน์เรือนแสน และภาระผ่อนส่งอีกนานนับ 20 ปี คุณอาจจะได้บ้านไว้ที่เป็นที่คุ้มหัวนอน หาใช่บ้านไว้สำหรับพักพิงจิตใจไม่ และนั่นก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ทุกคนต้องมุมานะทำงานให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อจะได้มีทรัพย์สมบัติที่มากยิ่งขึ้น และทำให้หลายๆ คนไม่สามารถทำตามความฝันของตนเองได้

วันนี้ ผมมานั่งคิดถึงคำถามที่เคยถามกับตนเองมาตลอดช่วงวัยที่ผ่านมา ชีวิตคืออะไร และชีวิตต้องการอะไรกันแน่ ? แม้จะยังหาคำตอบที่ชัดเจนให้ไม่ได้ แต่ก็พอรู้แนวทางของตนเองบ้าง แม้เพียงเล็กน้อย ก็รู้สึกคุ้มค่ากว่าการดำรงชีวิตและทำงานไปวันๆ

ลงในหนังสือพิมพ์โฟกัส ภาคใต้ ฉบับที่ 221 11 มีนาคม 2545-18 มีนาคม 2545

กลับไปอ่านเจอเรื่องเก่าที่เคยเขียนลงโฟกัส นานมาแล้ว เลยเอามาเก็บไว้

มนุษย์กลม ๆ
Submitted by arty on November,02 2008 14.39

มนุษย์กลม ๆ คนหนึ่ง

ก็ย่อมมีด้านที่ดี ด้านที่ไม่ดี

อย่างไรล่ะ

ในเมื่อมันกลม

หากเรามองโลกเพียงด้านเดียว

ขั้วโลกเหนือ

แล้วเราบอกว่า

โลกนี้ช่างเหน็บหนาวเหลือเกิน

โลกทั้งโลกเหน็บหนาวเหลือเกิน

อย่างนั้นหรือ


มนุษย์กลม ๆ

อาจจะมิใช่คนชั่วร้ายทั้งหมด

อาจจะมิใช่คนดีทั้งหมด

อาจจะมิใช่คนที่เราเห็นทั้งหมด


ในเมื่อเรามองโลกเฉพาะขั้วโลกเหนือ

ในเมื่อเรามองเฉพาะด้านหนึ่งของมนุษย์กลม ๆ

เราจะรู้ได้อย่างไร

ว่าแท้จริงแล้ว

มันคืออะไรกันแน่

มันเป็นอย่างไรกันแน่

มันใช่แบบไหนกันแน่


ด้วยสายตาที่คับแคบ

อันประกอบด้วยแท่งเซลล์รับภาพตีบตัน

ด้วยหัวใจที่มืดบอด

อันประกอบด้วยทัศนคติโง่เขลา

จะบอกเราได้หรอกหรือว่า

โลกทั้งโลกหนาวเหน็บ

ชีวิตทั้งชีวิตของคนคนหนึ่งชั่วร้าย


ทุก ๆ ชีวิตต้องการความอบอุ่นด้วยกันทั้งนั้น

ประโยชน์อะไร

กับการทำลายผู้อื่น

ทำร้ายผู้อื่น

ด้วยกาย

วาจา

แม้กระทั่งจิตใจ


ให้อภัยเขาเถิด

ศัตรูผู้น่าสงสารของเรา


02/11/2551

ปรัชญานิพนธ์ ฉบับปฏิบัติการณ์
Submitted by nukman on November,01 2008 03.46

เกณฑ์กวีมีมาร่วมห้าร้อย  กวางตัวน้อย  เล็มหญ้า  เมินไม่เห็น
นักปราชญ์  ท้า กาพย์กลอน  เช้าถึงเย็น
จันทร์ลอยเด่น    ร่วมแหงนหน้า
มองฟ้า.......หาแผ่นดิน  (งานเลี้ยงในสวนดอกไม้)

หากน้ำทะเลจะเริงระบำ  มันก็คงเป็นด้วยเสียงใบไม้ที่พลิ้วไหว
หากพระจันทร์จะยิ้มให้ดวงดาว  ก็คงเพียงเพื่อปลุกดวงอาทิตย์ ให้ขับสายรุ้ง
หากสายน้ำ  จะสะท้อน ภาพใด  นอกเหนือ จากเธอและฉัน  ก็คงเป็นเพราะ
เสียงนกตัวน้อยๆ  ที่ร้องเพลงประสานผ่านร่มเงาไม้

ฌอง-มารี กุสตาฟ เลอ เคลซีโอ โนเบลวรรณกรรม 2008
Submitted by Pookun on October,18 2008 17.09

ก่อน หน้านี้ชื่อของนักประพันธ์เมืองน้ำหอมอย่าง ฌอง-มารี กุสตาฟ เลอ เคลซีโอ (Jean-Marie Gustave Le Clezio) หรือ J.M.G. Le Clezio คงจะไม่ค่อยคุ้นหูเราๆ-ท่านๆ มากนัก

แต่หลังจากนี้อาจจะได้รู้จักผู้ชายมากขึ้น จากสื่อต่างๆ ทั่วโลกที่จะช่วยเผยทั้งตัวตนและผลงานของเขา

เพราะ เลอ เคลซีโอ เจ้าของวาทะที่ว่า ภาษาฝรั่งเศสเป็นขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาลทางความรู้สึกของเขา คือนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสคนล่าสุด ซึ่งได้รับรางวัลคัดสรรอันทรงเกียรติอย่าง รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ตามรอยรุ่นพี่ชาติเดียวกันอีก 13 คนมาติด ๆ

บทกวี : อย่า.!..ฆ่ากันเลยไทยมันไม่ดี
Submitted by พีรมิตร on October,13 2008 12.20

บทกวี  :  อย่า.!..ฆ่ากันเลยไทยมันไม่ดี

ทุกย่างก้าว  มีนัย  อะไรหนุ่ม ทุกแรงทุ่ม  มีนัย  อะไรสาว ทุกค่ำคืน  มีนัย  อะไรดาว ทุกสีขาว  มีนัย  อะไรครอง

ทุกแรงสู้  ผู้เฒ่า  มิเปล่าว่าง ทุกแรงย่าง  มีแรงกล้า  ตาจับจ้อง ทุกแรงใจ  มีแรงเหนี่ยว  โน้มเกี่ยวดอง ทุกแรงกาย  มีสมอง  กับสองมือ

อย่าได้มี  อะไร  ที่ไกลเกิน อย่าเผชิญ  อะไร  ที่ไม่ซื่อ อย่าได้รุม  สุมไม้  ให้ไฟฮือ อย่าได้ซื้อ  อะไร  ที่ไม่จริง

อย่าเป็นเหยื่อ  เชื่อไหม  นัยเหยื่อ เหตุผลเพื่อ  ตัวกู  ผู้เย่อหยิ่ง เป็นวานร  เชื่อไหม  นัยลิง เหตุผลวิ่ง  หลอกเจ้า  ทุกเช้าเย็น

ถอยเถอะพวก  สะดวกดี  ไม่มีกัก ถอยเถอะพรรค  คืนฐาน  นานจักเหม็น ถอยเถอะพ่อ  รอไป  ก็ไม่เป็น ถอยเถอะแม่  แค่ลำเค็ญ  เข็นกันไป

โลกเขาคอย  ความแจ่มใส  ...อภัยเถิด โลกเขาเปิด  เส้นทาง  ...จงย่างใหม่ โลกที่หมอง  หมายจักพริ้ม  ยิ้มละไม ลืมได้ไหม  ความบาดหมาง  ลางนักเลง

ลบรอยเศร้า  เสียที  พี่น้องเอ๋ย จงกล้าเอ่ย  คำขอโทษ  โปรดอย่าเบ่ง เป็นเลือดเนื้อ  เชื้อไข  ไทยกันเอง ควรร้องเพลง  ชาติไทย  ให้ดังดัง

หันมาสร้าง  หวนมาเสริม  เติมความรัก กลับมาทัก  คืนมาเพรียก  ร้องเรียกสั่ง มาสู่เหย้า  มาจับเข่า  เล่าสู่ฟัง ถอยมายัง  ครอบครัว  โดยทั่วกัน

ครอบครัวไทย  ในวันนี้  หรือวันไหน ควรเป็นไทย  บริสุทธิ์  ดุจดังฝัน ถ้อยที  ถ้อยอาศัย  สายสัมพันธ์ อย่าฆ่ากัน  เลยไทย  มันไม่ดี

“ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว” น้ำใจ  แพรวพราว  ถิ่นไทย  ทุกที่ เป็นยอด  นักสู้  รู้รัก  สามัคคี ชั่วนา  ตาปี  มีไทย  นิรันดร์

กลมเกลียว  ปรองดอง  เถิดผอง  เพื่อนไทย หากิน  กันไป  สนุก  สุขสันต์ ขนบ  ธรรมเนียม  ที่ไทย  มีนั้น ร่วมด้วย  ช่วยกัน  รักมั่น  ยืนยาว

ทุกย่างก้าว  มีนัย  อะไรหนุ่ม ทุกแรงทุ่ม  มีนัย  อะไรสาว ทุกค่ำคืน  มีนัย  อะไรดาว ทุกสีขาว  มีนัย  อะไรพราง  ฯ

ปรัชญ์  วลีพร

ได้โปรดเถิด....ลูกไหหลำ...หยุดนำคนไปตาย
Submitted by เชน พิชัย on October,06 2008 21.03

จับมหาฯ....คนไม่มา ( มาก )  อย่างที่คิด
พันธมิตร..คิดมุกใหม่...ได้แล้วหนอ
จะกู้ชาติทั้งที........อย่ารีรอ
จึงอยากขอ... 4 แกนนำ...รีบทำเลย

                คนต่อไป ลูกไหหลำ ต้องนำหน้า
                วัดเลยว่าม็อบจะมา...มากไหมเอ๋ยยยย...
                มันเป็นไพ่...ใบสุดท้าย...ใช่ไหมเอยยยย....
                รีบทิ้ง ! เลย...เฉยอยู่ไย...ทำไม? มี

คุณกล่าวก้อง...ต้องใช้หนี้ประเทศชาติ
คุณสิ...ขลาด...ล้มละลายไม่จ่ายหนี้
ยังมีหน้า.....มาชักชวนประชาชี
ใช้ ( AS ) ทีวีชี้นำ....ช้ำเหลือทน

              คนเป็นสื่อ ..แต่..Take Side…. ยังไงเนี่ย !!!???
              เสี้ยม.!..กันเสีย..คนไทย..ให้สับสน
              สื่อมวลชน....ดัน..ปลุก...ระดม...ชน
              ป่วน...!.เสียคน..แตกแยก...สามัคคี

หากปล่อยไว้อย่างนี้....นะพี่น้อง
ชาติอาจต้อง....ลุกเป็นไฟ...ใช่ไหมนี่ ?
รีบคลี่คลาย...กันก่อนหนา...ท่าจะดี
วอนผองพี่...พลังเงียบ..ออกมาไว

                มายืนยันว่าเหลืออด....กันแล้วว่ะ
                พันธมิตร....จะ....ก่อหวอดไปถึงไหน
                หยุดทีเถิด...ก่อนที่ไทย....จะฆ่าไทย
                หยุดได้ไหม..?....ลูกไหหลำ....หยุดนำคน....
                (ไปตายยยย !!!! เหมือนมหาห้าขัน.. ! )

มั่ว
Submitted by มั่วนิ่ม on September,19 2008 12.45

บางครั้งก็ยังอยาก อยากไปชื่นชมในสีสรร สีสรรมันรวยรื่น ชุบชื้นชีวิตให้เหมือนฝัน แต่ฝันนั้นไกลกว่า กว่าใจฉันจะไปถึง  บางครั้งก็เลยเบื่อ เบื่อมันวุ่นวายและสับสน หนทางนั้นไกลกว่า กว่าใจฉันจะหลุดพ้น หรือเป็นที่โลกหมุนชีวิตจึงเคว้งคว้าง ใฝ่หาจุดหมายแห่งตน เฝ้าค้นไม่พบทาง ห่างฝันใจจึงสับสน โลกนี้ช่างวกวน ไม่พ้นเบื่อเบื่ออยากอยาก

บทกวี : อย่า ! เสี้ยมเขาโคให้ชนกัน
Submitted by พีรมิตร on August,28 2008 16.36

อย่า ! เสี้ยมเขาโคให้ชนกัน

พ่อเมฆบ้านเหนือ  พ่อเสือบ้านใต้
เขานัดกันไว้  ว่ามีการแข่งขัน
ไอ้ถึกตัวเขื่อง  ปราดเปรื่องเข้มขลัง
พ่อเมฆเขาสั่ง  มาจากสุพรรณ
บักดำตัวดี  ศักดิ์ศรีแชมป์เก่า
พ่อเสือเสียงกระเส่า  โคราชกะบ่ยั่น
แม่หมอกแม่แมว  เห็นแก้วแตกร้าว
ตะโกนปาวปาว  อย่าเสี้ยมเขาชนกัน
มันบาปมันกรรม  ระยำสิ้นดี
ทั้งผิดประเพณี  อย่ามีเลยวันนั้น
ทิดเข้มมือซ้าย  ทิดคล้ายมือขวา
เสี้ยมเขาโคกล้า  พ่อเมฆยิ้มหยัน
บักเม้งมือดี  บักมีมือฉมัง
พ่อเสือร้องสั่ง  เขาต้องเหนียวมั่น
ถึงวันแข่งแล้ว  แม่แมวแม่หมอก
น้ำตากระฉอก  คงบอกไม่ทัน
หลวงพ่อจำศีล  มิสิ้นกำหนด
ได้แต่สลด  ฟังเสียงเขาฮาลั่น
ทรายใส่กะลา  นำมาวางตั้ง
สิ้นเสียงร้องสั่ง  โคก็วิ่งชนกัน
ไอ้ถึกบักดำ  พุ่งตำขวิดขวิด
ฝุ่นตรลบฟุ้งปิด  มิเห็นสองมัน
ชายฉกรรจ์สามสี่  หลาวตีกันผลัก
ให้สองศรีศักดิ์  สู่สนามโรมรัน
ตรงดินชุ่มน้ำ  เจ้าดำเจ้าถึก
โหมแรงแกร่งคึก  กรำศึกสนั่น
เสียงเชียร์ครึกโครม  ต่างโถมแตกหัก
เลือดแดงทะลัก  คนยิ่ง มัน มัน
ดำขวิดเข้าตา  ถึกล้าถอยร่น
คลุ้งฝุ่นอลวน  คนดูอกสั่น
เสียงดังเปรี้ยงโครม  โหดโจมสุดท้าย
สิ้นเสียงฝุ่นหาย  โคสองตัวนั้น
นิ่งหมอบซบดิน  หลั่งเลือดอาบพื้น
รอบตัวเลือดลื้น  ตอนจบสำคัญ
คนดูครุ่นคิด  สะอิดสะเอียน
นี่แหละสังเวียน  ของการแข่งขัน
คนดูสะใจ  แต่ใครสาหัส
เรื่องราวของรัฐ  ก็ไม่ต่างกัน
ส่วนใครเป็นไผ  คิดให้รอบคอบ
คิดให้ถึงระบอบ  ประชาธิปตัน  ฯ

ปรัชญ์  วลีพร

สวนโมกข์สมัยใหม่ จู พเนจร
Submitted by จู พเนจร on July,27 2008 23.34

เมื่อย้อนนึกไปถึงวันเวลาเหล่านั้น
มีความประทับใจหลายๆอย่างเกิดขึ้น
ประสบการณ์ชีวิตนั่นเอง คือความอิ่มเอิบใจ
บางทีธรรมะอาจเป็นเพียงกระพี้
แต่ความเป็นมิตรของเพื่อนใหม่ๆที่ได้พบ
กลับทำให้วันเวลาเหล่านั้นชื่นบานขึ้น
แง่มุมเล็กๆที่เราสะดุดเห็น
ทั้งเรื่องราวดีๆและไม่ดีที่รู้สึกชอบไม่ชอบ
นั่นคือโลกหนึ่ง
และแท้ที่จริงแล้วบางทีมันคือโลกภายในด้วย
บันทึกในคราวนั้น
(หรืออนุทิน อนุธรรม ในคราวนี้)
อย่างน้อยที่สุดทำให้เราได้มองเห็นเรื่องราว
และแง่มุมหนึ่งของเราย้อนกลับไป
ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนเขลาเบาปัญญา
และความดีความงามนิดๆหน่อย
นั่นก็ช่างมันเถอะ
ถ้าอ่านแล้วยิ้มได้(บ้าง)นั่นก็คงจะดี

อนุสรณ์ ติปยานนท์ กับ “ตัวตน” ร่วมสมัย
Submitted by Pookun on July,16 2008 21.49

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 06:07 น.

“ใน โลกวัตถุนิยม มันคือโลกที่ “มนุษย์” ใช้ “วัตถุ” ยืนยันถึงการมี “ตัวตน” จึงไม่แปลกถ้าจะมีคนไปกางเต็นท์รอเพื่อซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจนเป็นข่าว เกรียวกราวไปทั่วโลก หรือผู้หญิงญี่ปุ่นยอมเข้าแถวต่อคิวเป็นวันๆ เพื่อซื้อกระเป๋าหลุยส์-วิตตอง เพราะสิ่งเหล่านั้นมันยืนยันความเป็นตัวเขาได้"

“ผมจึงคิดว่า การที่เราจะบรรยายถึงใครคนหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องพุ่งตรงไปที่ตัวเขา แต่เราพุ่งไปที่ “ของ” ของเขา มันก็น่าจะทำให้เรามองเห็น “ตัวตน” คนๆ นั้น ได้มากขึ้น”

                        ....................

คงไม่เกินจริงไปสักกี่มากน้อย หากจะกล่าวว่าโมงยามนี้เนื้องานและนามของ อนุสรณ์ ติปยานนท์ ได้รับการกล่าวขานพอสมควรในแวดวงนักอ่านผู้นิยมความ “ร่วมสมัย” ลุ่มหลงบรรยากาศ “ ชวนค้นหา” ทั้งหลงใหล “พื้นที่ว่าง” ซึ่งนักเขียนทิ้งไว้ในงานมากกว่าจะนำพาผู้อ่านไปสู่บทสรุปชัดเจน

324 items(1/33) 2 3 4 5 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว