วรรณกรรม
- ข้อจำกัด
- ข้อจำกัด โดย ไร้นาม ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น?... ประเทศนี้อะไรต่อมิอะไรมันถึงได้สับสนอลหม่านผิดที่ผิดทางไปหมด... ความที่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำซากจนหลายปีมานี้ ผมท้อใจแล้วก็เหนื่อยหน่ายอย่างบอกไม่ถูก แต่ถ้าเราไม่อดทนอดกลั้นและรอคอยสิ่งดีๆที่เราฝันถึงก็คงไม่เกิด และหนึ่งในความเลวร้ายนั้น... สึนามิ-ผมพบตัวเองกลับมาจมลึกอยู่กับบางฉากภาพบางเหตุการณ์ เพื่อเสาะหาบทเรียนที่เกิดขึ้นดั่งแสงสว่างในอุโมงค์แห่งความมืด หากทว่ามันมีบางสิ่งตอกย้ำความเข้าใจของผมให้ฝังแน่นลงไปอีก และในวันที่ความโศกเศร้าโสมนัสถาโถมลงมานั้น... เสธ.ใหญ่- ผมปล่อยให้ภาพเก่าๆ ผุดพราย-ตามข่าว เขาเพิ่งได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ลงมาเป็น ผู้บัญชาการศูนย์ฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่นั่น ทุกคนที่รู้จักเสธ.พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าโชคเข้าข้างเขาแล้ว งานช่วยเหลือผู้ประสพภัยสึนามิ กำลังทำให้เลือดลมความเป็นทหารหาญแล่นสูบฉีดแผ่ซ่านขึ้นอีกครั้ง เมื่อกลับมาถึงบ้าน นายทหารขมีขมันให้ภรรยาเก็บสัมภาระติดตัวไปให้มากที่สุด เขาวาดภาพตัวเองเสมือนวีรบุรุษลงไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และแน่ละว่างานครั้งนี้เขาจะต้องกลับมาพร้อมความสำเร็จ สองวันต่อมา เขากับภรรยาเดินทางไปกับทหารกองช่างพร้อมด้วยอุปกรณ์ก่อสร้าง นายทหารลงไปรายงานตัวยังศาลากลางจังหวัด หาที่พัก ประชุมร่วมกับคณะทำงาน เขาพกพาความฝันอันแจ่มจรัส ขณะอยู่ในรถตู้เขาลำดับภารกิจที่ต้องทำเร่งด่วน ภาพบ้านเรือนอันยับเยินของผู้คนถูกคลื่นยักษ์พัดถล่มพังทลายไม่เหลือชิ้นดี ผุดกระจ่างขึ้นกลางห้วงนึก เขาลังเลว่าลงถึงฟื้นที่แล้วจะไปหาคนช่วยงานจากไหนดี และในตอนนั้นเองมีคนมากระซิบบอกว่าให้ไปหากำนัน อีกฟากหนึ่งของจังหวัดเดียวกัน วีรยุทธ บุญมาก พร้อมด้วยทีมงานอีก 4 ชีวิต พวกเขาลงมาอยู่ในพื้นที่ได้ 2 เดือนแล้ว ด้วยความตั้งใจว่าจะช่วยเหลือผู้ประสบภัย สิ่งแรกที่พวกเขาได้ทำไปก็คือสร้างบ้านพักถาวรให้ชาวบ้าน 3 หลัง และหาเงินบริจาคมาได้ 1 ล้าน 2 แสนกว่าบาทจากเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วโลก พวกเขาร่วมกับอาสาสมัครที่เป็นเด็กหนุ่มจากรามคำแหงอีก 5 คน อาสาสมัครชาวสวีเดน อเมริกา ออสเตรเลีย อีก 7 คน ผมเห็นพวกเขาวิ่งพล่านกับการจัดระบบการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ ซึ่งยังชุลมุนสับสน ภาครัฐที่ลงไปดูก็เอาอกเอาใจแต่จังหวัดใหญ่ๆ ที่มีผลประโยชน์การท่องเที่ยวเป็นหลักอย่างภูเก็ต พังงา กระบี่ จังหวัดเล็กๆอย่างระนองเลยถูกมองข้าม สื่อมวลชนเองก็เฮโลไปกองอยู่ที่ภูเก็ต คอยแต่ตามข่าว(อดีตและว่าที่)นายกรัฐมนตรีและคนสำคัญลงพื้นที่ วันแรกๆ นอกจากคอยดูแลเด็กๆ ผู้หญิง คนชราที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้...หาข้าวหาปลา สร้างพี่พักชั่วคราวให้อยู่ พวกเขาติดต่อไปยังองค์กรส่วนกลาง(ซึ่งเป็นมูลนิธิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ) ให้รีบจัดส่งเต็นท์มาให้(นั่นเพราะว่าราคาถูกกว่าที่ซื้อในระนอง) วิ่งเต้นหาน้ำหาท่ามาให้ทุกคนได้อาบ พร้อมๆกับเริ่มต้นเก็บข้อมูล ทำทะเบียนผู้ประสบภัย กว่าที่เจ้าหน้าที่ของทางการจะลงมา พวกเขาก็รวบรวมคนที่เดือดร้อนได้แล้วเกือบสองร้อยคน และในบรรดาผู้เดือดร้อนเกือบพันคนเหล่านี้ มีคนไทยพลัดถิ่นที่เป็นสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์ที่เขาดูแลอยู่เกือบ 50 คนมาทำงานรับจ้างบ้าง ทำประมงบ้าง พวกเขาแต่ละคนต่างเผชิญชะตากรรม ได้รับความยากลำบากไม่แพ้ชาวบ้านคนอื่นๆ ในท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาเห็นเป็นโอกาสที่จะต้องช่วงชิง ทำงานความคิดกับชาวบ้าน มีแต่ห้วงวิกฤตเท่านั้นที่จะทำให้คนจนๆ หาเช้ากินค่ำพร้อมที่จะเรียนรู้ค้นหาบทเรียนชีวิตใหม่ๆ กำนันชุม ประทุมรัตน์ ในฐานะผู้รับผิดชอบในพื้นที่เรียกประชุมชาวบ้าน แกหัวเสียไม่น้อยเมื่อรู้ว่ามีคนภายนอกลงมาเจ้ากี้เจ้าการช่วยเหลือลูกบ้านอีกแล้ว และนั่นทำให้แกนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ เหมือนถูกนักเลงดีมาเหยียบถึงถิ่น แกคิด เห็นทีจะต้องทำอะไรสักอย่าง ความที่ตะแกเป็นถึงหัวคะแนนสำคัญของนักการเมืองใหญ่ และก้าวขึ้นมาเป็นกำนันได้ก็เพราะอาศัยบารมีของตระกูลเก่า ที่ปกครองหมู่บ้านมานาน มีคนพูดว่า อีกไม่ช้าแกกำลังจะลงสมัครชิงชัยตำแหน่ง สจ. สองวันก่อนกำนันถูกเรียกตัวไปยังจังหวัด... ข่าวลือที่ว่าทางการให้เงินช่วยเหลือเป็นเงินสร้างบ้า .....
- มองวรรณกรรมในฐานะนักประวัติศาสตร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์
- มองวรรณกรรมในฐานะนักประวัติศาสตร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ คัดลอกจากถนนหนังสือ ปีที่๔ ฉบับที่๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๙ ฅนที่มีอาชีพอยู่ในวงวิชาการประวัติศาสตร์จะกระดากใจมาก ที่จะพูดถึงอะไรในฐานะนักประวัติศาสตร์ ถ้าผมแปลชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่าA Historian's view of Literary Study ก็ไม่เป็นไร สามารถพูดได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ผมก็มาพบคำว่า Historian ซึ่งโดยทั่วไปเรามักแปลว่า "นักประวัติศาสตร์" เอาเข้าจริงๆ แล้วในภาษาไทยนั้นไม่ใช่ คำว่า "นักประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษโดนตรง เพราะเหตุว่าสมัยที่เราเริ่มมีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบใหม่ในประเทศไทยเรามา ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่า "นักประวัติศาสตร์" สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ซึ่งว่ากันว่าเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์แบบใหม่ ท่านก็เรียกตัวท่านเองว่า "นักศึกษาพงศาวดาร" ไม่กล้าเรียกตนเองว่า "นักพงศาวดาร" หรือ "นักประวัติศาสตร์" ต่อมาภายหลังสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ก็ไม่มีอีกเหมือนกันที่กล้าเรียกตัวเองแบบนั้น แต่สามารถเรียกฅนอื่นได้ว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ ผมสามารถเรียกอาจารย์ประเสริฐ ณ นครและอาจารย์ประเสริฐก็สามารถเรียกผมว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ได้ ตรงกันข้าม ในภาษาอังกฤษใครถามผมจะบอกได้เลยว่า ผมเป็น Historian ไม่มีการกระดากกระเดื่อง ที่จริงแล้วคำว่า "นักประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยมีความหมายในเชิงยกย่องอยู่ด้วย เหมือนกับคำว่า "ศิลปิน" ก็มีความหมายในเชิงยกย่องเหมือนกัน ในขณะที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Artist ฅนที่พูดว่าตนเองเป็น Artist ไม่รู้สึกกระดากใจ มันก็เป็นอาชีพเหมือนช่างตัดผมอย่างหนึ่งนั้นเอง ผมพูดเรื่องนี้เพื่อที่จะบอกว่า การแปลวรรณกรรมไม่ว่าจะเป็นภาษาใดสู่ภาษาใดก็ตามแต่มันทำไม่ได้กันเลยเพราะว่าเวลาเราพูดถึงวรรณกรรมเราก็จะพูดถึงความหมายไปด้วยคำว่า "ความหมาย" มีความหมายอย่างไร ผมว่าอย่างน้อยที่สุด มันควรจะคลอบคลุม ๓ จุดใหญ่ ด้วยกัน ประการแรกก็คือ ความหมายของความหมาย คือศัพทืที่เราใช้แทนสิ่งต่างๆ นั้นเอง เช่น โต๊ะแทนไอ้ตัวที่มี ๔ ขา มันเป็นความหมายของความหมายพื้นๆ โดยทั่วไป ประการที่สองก็คือว่า นอกจากมันมีคำว่าอะไรแทนอะไรแล้ว มันก้ยังมีคำว่าอะไรที่แทนอะไรโดยเหลื่อมล้ำกันอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคำที่เป็นลักษณะของอารมณ์ ความรู้สึก และความคิด จะมีลักษณะที่เลื่อมล้ำกันมากๆ การเลื่อมล้ำกันของความหมายเหล่านี้ เวลาที่เราแปลวรรณกรรมจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง เราจะพบว่าฅนในแต่ละวัฒนธรรมจะเอาความเลื่อมล้ำของความหมายของคำนี้มาวางเปรียบโดยไม่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นเมื่อไรก็ตามเมื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นความคิด เมื่อนั้นความเหลื่อมล้ำของความหมายจะก่อให้เกิดปัญหาเสมอ เราไม่สามารถจะแปลวรรณกรรมภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งให้ตรงตาม ความหมายที่เขาใช้กันแท้จริงได้ ประการที่สาม ความหมายโดยนัยประหวัด ความหมายนั้นอาจจะตริงกันถ้าแปลตามตัวอักษร แต่คำทุกคำในภาษาใดๆนั้นมีนัยประหวัดคือเมื่อเราได้ฟังหรือได้อ่านคำนั้น จะทำให้เรานึกถึงสิ่งอื่นๆ ตามไปด้วย นัยประหวัดของคำจะไม่ตรงกันทุกภาษาเหมือนกัน ยกตัวอย่างคำว่า "แย่งราชสมบัติ" ผมพึ่งมารู้เมื่อสัก ๒-๓ ปีมานี้ ผมแปลคำว่า "ชิงราชสมบัติ" เป็นภาษาอังกฤษออกมาเป็น "usurpation" เพื่อฝรั่งอังกฤษบอกผมว่า เฮ้ยไม่ได้ แล้วผมถามว่าแปลว่าอะไร มันก็บอกไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่า "usurpation" ในภาษาฝรั่งนั้นมันรุนแรงมากเหลือเกิน เมืองฝรั่งตามที่เราเรียนประวัติศาสตร์มาแล้วนี่ คงจำกันได้ว่ามันไม่ค่อยจะแย่งราชสมบัติกันเพราะเป็นบาป มโหฬารของฝรั่ง ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ แต่ในเมืองไทยมันไม่ใช่การยาก เพราะเป็นประเพณีทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ทำกันเป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้วฉะนั้นฅนไทยจะมีความรู้สึกต่อคำว่า "แย่งราชสมบัติ" แบบ "กลางๆ" ก็แย่งกันตลอดเวลาจนเกิดเป็นภารกิจไปแล้ว นี่คือนัยประหวัดของคำ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องความหมายก็ต้องนึกถึงด้วยคือเรื่องรูปแบบ รูปแบบเป็นสิ่งที่ให้ความหมายโดยที่เราไม่รู้สึกตัวเลยก็ว่าได้ เป็นต้นว่ารูปแบบของกลอนเพลงช่วบ้าน โดยทั่วไปแล้วเราจะไม่พบคำประนามพจน์หรือคำเฉลิมพระเกียรติทั้งหล .....
- ประวัติชีวิต ชาติ กอบจิตติ
ประวัติชีวิต ชาติ กอบจิตติ
ประวัติชีวิตและผลงาน นายชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์นายชาติ กอบจิตติ ปัจจุบันอายุ ๕๐ ปี เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๗ ที่บ้านริมคลองหมาหอน ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เดิมชื่อ สุชาติ เป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวนบุตรชาย ๔ คน และหญิง ๕ คน ของ นายสุนทรและนางสมจิตต์ กอบจิตติ มีอาชีพค้าขาย ชาติ กอบจิตติ สมรสกับ นางสาวรุจิรา เตชะศีลพิทักษ์ ไม่มีบุตร
- ภาพผ่านกระจกหม่นมัว

มีสัจจะธรรมอยู่ข้อหนึ่งที่มนุษย์ทุกผู้จักต้องพบเจอ นั่นคือ "ความตาย" มีผู้กล่าวถึงความตายมาก็มากดอนฮวน เคยบอกไว้ใน หยุดโลก ว่า "ความตายเป็นสหายของเราตลอดไป มันอยู่ทางซ้ายมือของเราตลอดเวลา มันเฝ้าคุณไม่ห่างไปไหน จนกระทั่งถึงวันนั้น มันจะยื่นมือของมันออกมาแตะที่ตัวคุณ"
เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะจริงเท็จหรืออย่างไร นั่นคือสิ่งซึ่งมนุษย์ทุกผู้ย่อมไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว