วรรณกรรม
- อากาศธาตุในดวงตาของเธอ
อากาศธาตุในดวงตาของเธอ
• ยังรูปรอยเปล่าว่าง เลือนรางนัก นิ่งงันราวรูปสลัก จำหลักหิน ไร้ถ้อยคำ ทำนองใดมิได้ยิน สายตาผินมองอื่น - เป็นอื่นไป
• วูบลมหวิวพัดพราย บ่ายแดดเหงา ต้นสะเดาทอเงาร่ม เอื้อร่มให้ ลมวูบหนึ่งพัดหนาว กรูกราวใบ เพียงกวัดไกวไหวสะเดา อยู่เบาบาง
• พบเพียงครู่ หดหู่นักจักลาจาก หวิวลมพรากเราไกล ออกไปห่าง เป็นความไกล ย้ำเตือนอันเลือนราง นัยน์ดวงตาแตกต่าง ออกห่างกัน
• พบเพื่อพราก จากไกลใจเป็นอื่น ฝืนยิ้มฝืน ฝืดเฝื่อนใจป่วนปั่น บ่ายแดดเหงา เราแตกต่าง ช่างตีบตัน คิดว่าฝัน แต่เป็นจริง - จริงยิ่งนัก
• ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ กระไรหนอ โลกหยอกล้อ เราเจ็บ จนกระอัก บ่ายแดดเหงา ใจผ่าวพิษ - พิษแห่งรัก พัดพรายลม ใจจมปลัก - รักเลือนลับ
• ลมพัดพราย บ่ายแดดเหงา ผ่าวแผลพิษ คิดถึงนัก บอกแดดบ่ายให้สดับ ลมไหวหอบรักมาสู่ อยู่เนืองนับ ภาพประทับกลับเลือนราง ว่างเปล่าใจ
• กระวนกระวาย บ่ายคล้อย ลมคล้อยเคลื่อน เหมือนไม่รู้จัก สักน้อย - รอยลมไหว เงียบเชียบ เยียบเย็น - เป็นอื่นไกล วูบลมไกว ไยผ่านลืม ลับเลือนลม
สานิตย์ สีนาค กลุ่มโดยสารวรรณกรรม
- ท้องฟ้าขังแสงดาว
โพ้นระยิบ แสงระยับ – เขานับดาว ทบทวนภาพเก็บเก่า ผ่าวผ่านผัน กลางราตรี ดึกนี้ไม่มีจันทร์
ดวงดาวนั้นระยิบพริบ กะพริบพรายนกกลางคืนโผผ่าน แหวกม่านมืด
มะพร้าวไหว เอื่อยอืดยืดยาดส่าย หมอกทะเลโบราณ หว่านระบาย
ลมเคลื่อนคลื่น รูปทราย – สลายรอยนั่นใช่ไหม? – ว่ายวาดปรารถนา
ห้วงเวลาแผ่วผ่าน พานถดถอย
ลบริ้วรอย ชีวิตอันนิดน้อย
ซึ่งคว้างคอย ระเหิดลม – ลมรำเพยวูบเปลี่ยนผ่าน การรู้โลกกู่ก้อง
ตั้งโจทย์ฟ้อง ภาคหน้า ถ้อยเฉลย เหมือนจะลับเลือนห่าง เริดร้างเลย
เคลื่อนเข้าเกยหาดทราย ชายทะเลโลกลับลา คว้างคอย รูปรอยนั่น
ลมลอยฝัน ชีวา ทรายว้าเหว่ เพียงลำพัง โล้เรือดึก ผนึกคะเน
ลมหักเห ชเลลึก คึก, เร่งเร้าปรารถนาเขียนทราย เพื่อถ่ายทอด
ได้โอบกอดห่มโลก พ้นโศกเศร้า กระไรเลย! วิบดาวไกล ไหวบางเบา
เรือชีพคว้าง ว่างเปล่า – เงาตะเกียงคลื่นเคลื่อนผ่าน กระจิริดชีวิตหนึ่ง
ฝันรำพึงถึงรำพัน สวรรค์เบี่ยง เรือ ทะเล เผาชลา ฝ่าลำ, เรียง
ดั่งภาพเพียงรูปดาว – เขลาชีวิตอย่างไรเถอะ! ชีพหนึ่ง ถึงเปลี่ยวเปล่า
โลกมิโดดเดี่ยวเขา เฝ้าจับผิด ชักสมอ ลงเรือ! เผื่อทางทิศ
กระจิริด วารหนึ่งถึงดาวไกลโพ้นระยิบ หมื่นดาว พราวระยับ
เขานอนนับ วิบฝัน วาบสั่นไหว ดาววิบนั้น ฝันพริบนี้ พลีดวงใจ
ชีพหนึ่งใช้เสียให้คุ้ม เถอะลุ่มลึก!สานิตย์ สีนาค
- บทกวี วัยวันแห่งรัก
เอ่ยคำพร่ำรักสักนิดก่อน เอื้ออาทรต่อจิตพิสมัย ชโลมทิพย์น้ำผึ้งเคล้าคลึงใจ สืบรสหวานซ่านในวัยแห่งรัก
ราวโลกสีชมพูดูแช่มชื่น กงวันคืนล้อหมุนกรุ่นประจักษ์ ช่อมาลีคลี่บานช่างหวานนัก ผีเสื้อสวยทายทักตระหนักรส
ยิ้มก็ยิ้มพริ้มละมุนอบอุ่นแท้ โลกก็แลวิไลแจ่มใสสด คำที่ทอดระทวยก็ม้วยมด ตาที่หยดก็ละม้ายประกายเพชร
หนาวที่เนื้อก็สยบความอบอุ่น ร้อนที่วุ่นก็คล้ายสลายเสร็จ นิยายรักเหมือนจริงใจไม่มีเท็จ รูปสำเร็จแห่งฝันวันแห่งรัก
“เอ่ยทักรักเธอเสมอไฟ ร้อนรุ่มรุมใจไข้หนัก วัยรุ่นวุ่นจิตพิษมัก สลักจักท้อทรมาน
เหตุผลกลใดใครรู้ ย่อมสู้ย่อมพอต่อต้าน อ่อนแออ่อนหัดจัดการ แหลกลาญล้มเหลวร้าวรอน”
เอ่ยคำพร่ำรักสัดนิดหน่อย ค่อยค่อยน้าวแรงแล้วแผลงศร กุหลาบแดงแจ้งจิตประดิษฐ์กลอน หมายปักใจสมรเสมอกาล ฯ
ปรัชญ์ วลีพร
- สาลิกาลิ้นทอง
"ระวังงูนะครับ งูเห่า งูเขียว งูจงอาง งูสารพัด ผมเจอมาหมดแล้ว"
เสียงที่ดังมาจากกระโจมผ้าใบทรงกลมคล้ายกระโจมแสดงละครสัตว์ ที่สร้างขึ้นมาอย่างง่ายๆ ด้วยผ้าใบและเสากลางเพียงต้นเดียวกับเชือกที่ผูกโยงเอาไว้โดยรอบ ร้องเรียกความสนใจของผู้เดินชมงานประกวดเรือพระ ที่บริเวณสระบัว ชายหาดสมิหลา
ผมเดินเตร่เข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผู้คนที่ยืนล้อมรอบกระโจมมีทุกเพศทุกวัย ต่างยืนดูกันอย่างตั้งใจ
"เอาละครับ ผมจะแสดงให้ดูอีกครั้ง แต่ว่างูที่ผมจะแสดงให้ดูนี่ดุมากนะครับ จับตาดูให้ดี"
ชายร่างอ้วนยืนอยู่กลางกระโจม หน้าตายิ้มแย้ม มือหนึ่งถือไมโครโฟน อีกมือถือเหล็กที่มีปลายงอสำหรับจับงู บนพื้นกลางลานมีงูตัวอ้วนนอนนิ่งอยู่ตัวหนึ่ง อีกฟากหนึ่งของลานมีลังไม้วางอยู่
เขาแหย่เหล็กลงไปในลังไม้ที่บอกว่ามีงูตัวใหญ่ แล้วกระชากออกมาอย่างเร็ว
"เอ้า เฮ้ย เอาแล้วไหมล่ะ นี่ขนาดเหล็กนะเนี่ย ยังไม่เว้น ดุจริงๆ เลย" เขาทิ้งเหล็กลงบนลังไม้ แล้วหันไปด้านหลัง
- ทรัพย์สิน…ดินดาน… ใครกัน? คือเจ้าของ
"ย่าบอกว่า ถ้าเราใช้จิตใจไปในทางโลภโมโทสันหรือเลวทราม ถ้าเราชอบทำร้ายผู้อื่นอยู่เสมอ และมัวแต่คิดหาผลประโยชน์ทางวัตถุ…จิตวิญญาณของเราจะหดเล็กลงเหลือขนาดเท่าฮิคกอรี่นัท" (ผมไม่รู้หรอกว่า 'ผลฮิคกอรี่นัท' มีขนาดเล็กสักแค่ไหน?)
"ย่าบอกว่า เรารู้ได้ไม่ยากว่าใครเป็นคนตาย…เมื่อเขามองผู้หญิง เขาไม่เห็นอะไรนอกจากคิดสกปรก… เมื่อมองต้นไม้ เขาไม่เห็นอะไรนอกจากไม้ซุงและผลกำไร มิใช่ความงาม ย่าบอกว่า พวกนี้แหละคือคนตายที่ยังเดินอยู่ทั่วๆ ไป"
- ป่าสุดท้าย
- เราจะไม่พูดถึงป่าเขาลำเนาทุ่งที่เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์พืชสัตว์ป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติต่างๆที่อนุรักษ์และสงวนเอาไว้ให้บุกรุกแผ้วถางตัดไม้ทำลายป่าได้ตามอัธยาศัยมาแต่ไหนแต่ไรนะครับ แต่จะพูดถึงป่าเล็กๆผืนหนึ่งในห้อมล้อมของเมืองที่กำลังรุกคืบเข้ามา ว่ามันจะยังคงอยู่ได้หรือไม่ นานแค่ไหน อย่างไร ณ ป่าแห่งนี้...มีนกแซงแซวด้วย ที่ก้นมันชอบแกว่งพร้อมๆกับหางมันชอบกระดกน่ะ นานๆถึงได้เห็นมันสักที ส่วนนกกระจอก ค่อนข้างตัวใหญ่ๆกัน นานๆทีเหมือนกันที่มันลงมาโลดเต้นกันอยู่บนราวไม้พุ่มพฤกษ์ แต่ส่วนใหญ่มันจะอยู่ทั่ว ชายคาบ้าน สายไฟ ตามพื้นต่ำๆ นกนานาชนิด เหมือนมาชุมนุม เสียงนกเขาขันกรู กรูฮุกกรู บางทีเหมือนดังอยู่ที่ไหนสักแห่งก้องกังวานลึกลับ แต่บอกได้เลยว่ามีนกเขาหลายชนิด และตัวมันใหญ่เชียวแหละ นอกจากนี้ยังมีนกกรง นกกรงหัวจุกนั้นเห็นไม่บ่อยเท่านกกรงหน้าหมา คุณเคยเห็นไหม บางวันนกกรงแม่พะจะมาด้วย แล้วก็นกกรงดิน นกเอี้ยงส่งเสียงร้องอออี๊เอี้ยงดังระนาวแต่เพื่อน เรียกว่าอย่างนั้น วันก่อนผมเห็นนกเหยี่ยวบินโฉบตีวงแคบๆอยู่ใกล้ๆเหนือหลังคาห้องแถวระหว่างหนองน้ำกับแนวชายป่า แม้แต่นกนางแอ่นที่บินฉวัดเฉวียนไปมาระเรี่ยผิวน้ำ บางวันเห็นโผไปเกาะอยู่ที่พุ่มไม้ นกกระปูดตาแดงก็พาร่างอันใหญ่หนักเหมือนบินไม่ใคร่รอดมาเกาะอยู่บ่อยๆ มักบินลงไปตรงพุ่มไม้ไผ่กอเล็กกลางพงหญ้าถัดไปจากหนองน้ำเล็กๆ ก่อนจะตวัดปีกพึ่บพึ่บกระพือไปที่พุ่มไม้รกที่อยู่ข้างบ้านห้องแถว นานครั้งถึงจะเห็นนกน้ำสีเทาดำบางชนิด เหมือนกับว่าบินหลงมาจากที่ไหนสักแห่ง และนกกระยางขาว และที่มาพร้อมกับส่งเสียงดังอยู่เหนือยอดกระถินต้นสูงที่สุดก็คืออีกาตัวหรือสองสามตัว ตรงที่นกแซงแซวกับต้อยตีวิด และนกกระจอกที่มักโฉบตามลงไปกระโดดโลดเต้นด้วยเสมอนั้น อยู่ใต้ร่มสะตอเบาหรือต้นกระถิน กับต้นหูกวางเพรียวระหงระอยู่ด้วยไม้ล้มและไม้เลื้อยกับย่านเชือกและพงหนามห้อยย้อยปกคลุมอยู่เหนือแอ่งน้ำขังสีขุ่น เป็นทุ่งหญ้าป่ารกหย่อมเล็กๆติดกับถนนปูคอนกรีตกว้างแปดเมตรในซอยซึ่งเทศบาลเมืองเพิ่งทำแล้วเสร็จไม่นาน(ที่อีกด้านหนึ่งเป็นทุ่งป่าบอนก่อนจะระไปเป็นท้ายบ้านตึกรามใหญ่น้อยที่ขึ้นอยู่เรียงๆรายๆ) ตรงเนื้อที่ด้านยาวประมาณยี่สิบเมตรจรดมาถึงด้านข้างของกำแพงห้องแถวสองชั้นขนาดห้าห้อง ซึ่งขึ้นรกอยู่ด้วยกอบอนและพุ่มไม้ที่เหมือนพยายามจะระเลื้อยขึ้นไปไม่ได้ หลังห้องแถวลาดลงมานิดหน่อยคลุมด้วยพืชหญ้าไม้เลื้อยและต้นบอนประปรายจรดมาเป็นทุ่งหญ้าน้ำขังซึ่งเกิดจากที่รอบๆข้างๆถมลงบนที่ท้องทุ่งนาเก่า รวมทั้งบ้านผม เป็นเนื้อที่ประมาณสองห้องทอดเป็นทางยาวไปจนสุดความยาวห้องแถวเลยไปจากนั้นก็เป็นทุ่งบอนไม่เล็กไม่ใหญ่ไปจนจรดหลังบ้านหลังต่างๆซึ่งมีมะพร้าว มะละกอ มะม่วง กระถินและไม้อื่นๆสองสามสี่ต้นขึ้นอยู่ขอบๆบริเวณหลังบ้านแต่ละหลัง และจากขอบด้านบ้านห้องแถวด้านติดถนนปูคอนกรีต กับขอบหลังบ้านผมจะเยื้องเหลื่อมกันประมาณสองสามเมตร ความกว้างเป็นเนื้อที่ประมาณสองห้อง จากหลังบ้านผมตรงแนวกลางบ้านไปเป็นที่ถมสูงเท่ากันกับบ้านผมเนื้อที่ประมาณห้าหกห้อง เป็นที่ทางของบ้านชั้นเดียวทิ้งร้างที่คนแถวนี้เรียกว่าบ้านฝรั่งเพราะเคยมีฝรั่งมาเช่าอยู่ กำแพงของบ้านฝรั่งนั้นอยู่สูงเลยเข่าผมไปเล็กน้อย มองต่ำลงไปบริเวณในบ้านลาดปูนหมดมีหญ้ากับฟ้าทะลายโจรขึ้นแซมอยู่ห้าหกต้น ส่วนด้านหน้ามุมกำแพงมีศาลพระภูมิตั้งอยู่ นกเขาชวาหลายตัวจะนอนที่แถวนั้น แนวชายคาหลังบ้านลางสาดสองต้นดูโตเกร็งอยู่บนพื้นซึเมนต์เพราะขาดการเหลียวแลมีไม้เลื้อยพันขึ้นไปนิดหน่อย ตรงมุมกำแพงตรงมุมท้ายบ้านมีอ่างเก็บน้ำสี่เหลี่ยมจตุรัสปูกระเบื้องมีน้ำปริ่มอยู่ประมาณครึ่งเมตร ผมแอบหย่อนผักบุ้งลงไปกับเลี้ยงปลาหางนกยูงเอาไว้ ถัดออกไปจากด้านข้างบ้านนายฝรั่งก็จะเป็นป่าบอนกับหญ้าน้ำรกประมาณหนึ่งห้อง ระไล่ขึ้นไปเป็นอาณาบริเวณที่เค้าเลี้ยงหมู (แถบนี้คนเลี้ยงหมูกันมาก และพวกทุ่งหญ้าป่าบอนยังมีอยู่ไม่น้อย) ตรงบริเวณหลังๆคอกหมูจะมีมะพร้าวแก่เล็กบ้างแกร็นบ้าง มีส้มจุกและต้นพ้อแก่ซึ่งเป็นที่นกเอื้ยงจะมาเล่นไล่จิกตีและส่งเสียงร้องครั้งละหลายๆต .....
- บทกวี : สาส์นรักวาเลนไทน์
-
"วาเลนไทน์" วันที่ใครใฝ่ฝันให้วันถึง เพียงหวังพบมวลภาพอันซาบซึ้ง และตราตรึงต่อไปให้นานพอ
ใครทั้งหลายว่ายฝันในวันนี้ ทั้งที่ใจไม่มีรักเลยหนอ ทำเป็นฝันหวั่นไหวเหมือนใครรอ หรือรอใครสานก่อหลอกล่อใจ รักแท้จริงมิได้อยู่กับผู้รับ รักแท้กลับชอบอยู่กับผู้ให้ รักสุภาพนุ่มนวลยวนหทัย รักมิได้หวือหวาชั่วนาที รักนั้นแสนบริสุทธิ์มีจุดหมาย อาจเรียบง่ายแต่ซับซ้อนซ่อนวิถี รักนั้นแยกจากความใคร่ได้ทันที เพราะรักมีใจรักเป็นหลักประกัน เราฝันได้ตามใจปรารถนา แต่ใช่ว่าจะเป็นไปตามใจฝัน ด้วยมนุษย์มีคุณธรรมเป็นสำคัญ เพื่อยืนยันให้เห็นความเป็นคน - สาวโรงงาน
เธอเข้างานเป็นกะ กระฉับกระเฉง พูดคุยเป็นกันเองและซื่อซื่อ ผลงานเธอผอง มือสองมือ หยิบถือทุ่มทำและนำพา
มาก่อนมาตอกบัตรเหมือนนัดไว้ เพลาคลาไคล มากมีค่า ทำโอเว่อร์ไทม์-ล่วงเวลา ส่งไป-รับมา พางานเดิน
อ่านนิยายเล่มห้าบาทแล้ววาดฝัน ถึงพ่อหนุมคนนั้นแล้วขวยเขิน โอ้ละหนอ...พ่อมหาจำเริญ กับลูกน้อยวัยเพลินร้องเยโย
เก็บหอมรอมริบ สิบเป็นร้อย ใช้สอยรู้เขียมเจียมอักโข ไม่ใช่เป็นเจ้าใหญ่นายโต แต่ไม่อดไม่โซและมีกิน
แถมมีรถรับส่งลงถึงที่ หวังอยู่ดีกินดีพ้นหนี้สิน ไม่มากมายมากมีที่ราคิน คนเดินดินกินข้าวแกงเป็นแรงงาน
จู พเนจร
- อนิจจา
อย่าไหว้ฉันเลย ยายเอ๋ยยาย หากยายจะขายขายข้าวของ ยกมือวับรับไหว้ ใจหล่นกอง กระเป๋าฉันมันพร่อง พร่องเหลือเกิน
ฉันไหว้ล่ะยาย ฉันไม่ซื้อ กำหมัดกำมือเหมือนจะเกริ่น ใช่เป็นเรื่องเป็นราวร้าวหมางเมิน แต่เจ็บปวดเหลือเกินประเทศเรา
ลูกหลานเหลนหลายทั้งชายหญิง ไยทอดทิ้งผู้แก่แลผู้เฒ่า จากแผ่นดินถิ่นฐานย่านลำเนา มาจับเจ่างันงกน่าตกใจ
หรือตกต่ำย่ำแย่เกินแก้กอบ จนแยบยอบครอบครัวระรัวไหว จะให้อยู่สบายได้อย่างไร กะเบี้ยใบคนชราค่ากะตัง
เฒ่าชะแรแก่ชราหนังนาเหี่ยว
ต้องทนเทียวเหมือนว่ามัดตราสัง โอ้ละหนอมืดมิด อนิจจัง แม้กระทั่งมือจะควักให้สักกะแดงจู พเนจร
- กาฝาก
-
หน้าหมู่บ้านเต๊นท์หลังใหญ่วางชิดบนลานซิเมนต์ติดเนินดิน สนามหญ้าอีกฟากหนึ่งว่างโล่ง แทงค์เก็บน้ำสูงทะมึนเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่ในสายหมอกหม่นมัวยามเช้า ด้านขวามือถัดไปจากป้อมยาม มีเก้าอี้วางซ้อนเป็นชั้นๆ บริเวณลานปูนเกลื่อนกลาดอิเหลกเขลกขละไปด้วยซากใบไม้และลูกหูกวางเน่า โต๊ะกลมตั้งซ้อนอยู่ไม่ไกลออกไปนัก ส่วนบ้านของประธาน(อ้อ ผมควรใช้คำว่า ‘เอกชน’ จึงจะถูก) ที่อยู่ถัดไปยังปิดเงียบ แต่มีรถจอดอยู่ในบ้าน..
หมอกยังไม่เลือนจาง สองฟากทางราวกับไม้ใหญ่ในพงพนาที่ยืดตัวแผ่เงาปกคลุมไม้เล็ก มันช่างโตพรวดพราดเบ่งบานจนเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วแปลงโฉมเป็นป่าตึกพาณิชย์สีสันบาดตา ร้านอาหารริมควน ไม่เว้นแม้กระทั่งสาขาของพรรคการเมือง ฟากหนึ่งเริ่มถางป่าปรับที่เตรียมก่อสร้างศูนย์ราชการใหม่ อีกฟากหนึ่งดินตรงหัวควนเหี้ยนเตียนโล่งไปกว่าครึ่ง ป่าเขียวๆหดหายไปเกือบหมด เหลือแต่ป่าตึก นี่เป็นเค้าลางแห่งความเปลี่ยนแปลงเช่นไร?


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว