ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

ข่าว

มองโลกผ่านดวงตากวีซีไรต์ มนตรี ศรียงค์
Submitted by Pookun on August,31 2007 21.19
มองโลกผ่านดวงตากวีซีไรต์ มนตรี ศรียงค์ เรื่องราวต่างๆ ในโลกที่ดวงตาของแต่ละบุคคลมองผ่าน และบันทึกไว้ในความทรงจำส่วนตัว ย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ตามประสบการณ์ที่พานพบในชีวิต หลายคนที่เรียนรู้ชีวิตมาไม่มากมาย หรือเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาด้วยทางเดินแห่งกลีบดอกไม้นุ่มละมุน ก็มองอย่างฉาบฉวยผิวเผิน เห็นเพียงสิ่งที่โลกเผยให้เห็น แต่บางคนที่ชีวิตชอบเล่นสนุกกับสัจธรรมแห่งความผกผัน จึงมองปรากฏการณ์นานาด้วยสายตาที่ลุ่มลึก พลิกแพลงตะแคงหงายโลกจนค้นพบแง่มุมที่ถูกแอบซ่อนสายตา หนึ่งในนั้นคือ มนตรี ศรียงค์ หรือ กวีหมี่เป็ด ที่แปรรูปบทบันทึกแห่งชีวิต ให้กลายเป็นบทกวีที่คล้ายจะสามัญ แต่กลับลึกซึ้งเกินคาดเดา และกวีนิพนธ์เล่มที่ชื่อว่า โลกในดวงตาข้าพเจ้า ก็ได้ผ่านด่านการตัดสินจากคณะกรรมการ จนได้รับตราประทับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ ประจำปี พ.ศ.2550 มนตรีสนใจร่ายบทกวีโดยเฉพาะกวีรักมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.2 ที่โรงเรียนหาดใหญ่อำนวยวิทย์ จ.สงขลา แต่ด้วยความเข้าใจที่ว่าบทกวีเป็นเรื่องของผู้หญิง ลูกผู้ชายต้องเตะฟุตบอล ตีรันฟันแทง จึงต้องหลบๆ ซ่อนๆ เขียนมาตลอดด้วยความอาย และใช้ชีวิตแบบนักเรียน (นักเลง) หัวไม้ บู๊แหลกลาญเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว จนกระทั่งจบชั้น ม.ปลาย มนตรีก็เข้ากรุงเทพฯมาเข้าเรียนที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง ก็ยังไม่ทิ้งชีวิตโลดโผน แถมยังหนักกว่าเดิม จนถึงขนาดต้องกลับไปรักษาตัวที่บ้านก่อนกลับมาเรียนอีกครั้ง และการกลับมาครั้งนี้เอง ที่ชักพาเขาให้ก้าวสู่แวดวงวรรณกรรม หลังจากที่เพื่อนคนหนึ่งนำหนังสือเรื่อง ปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงศ์มาให้อ่าน และพลังของหนังสือนี้เองก็โน้มนำมนตรีให้หลงใหลในตัวอักษรอย่างเต็มตัว ถึงเลือดนักสู้จะยังวิ่งพล่านอยู่เช่นเดิม แต่ผลงานกวีที่ไม่ใช่แค่กลอนรักกลับปรากฏมากขึ้น ถึงจะสนใจงานกวี แต่หลังจากสอบตกซ้ำซากในวิชาร้อยกรอง วรรณคดีวิจารณ์ และภาษาบาลี มนตรีก็ย้ายคณะไปเรียนรัฐศาสตร์ แต่เพราะรู้สึกเบื่อตัวเอง ก็ตัดสินใจกลับบ้านแม้จะเรียนยังไม่จบ เพื่อมารับช่วงทั้งขาย-ทำบะหมี่ที่ร้าน หมี่เป็ดศิริวัฒน์ แถว ถนนละม้ายสงเคราะห์ กิจการของครอบครัวเมื่อปี พ.ศ.2534 และเริ่มเขียนบทกวีอย่างจริงจัง หลังจากกระทบใจจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเขียนสม่ำเสมอจนถึงวันนี้ วันที่ได้รับคำประกาศในฐานะกวีซีไรต์คนที่ 10 ของประเทศไทย โลกของรางวัล vs โลกไซเบอร์ 'ดีใจครับ ดีใจมาก'มนตรีกล่าวสั้นๆ ถึงความรู้สึกต่อรางวัล และแม้จะเหนื่อยกับการถูกรุมสัมภาษณ์ รุมถ่ายรูปมาทั้งวันแล้ว เขาก็ยังยินดีที่จะอธิบายขยายความต่อว่า 'มันเป็นเกม พอเราลงเล่นสนามนี้ต้องยอมรับทุกผลการตัดสิน พอส่งไปแล้วก็เป็นหน้าที่ของกรรมการเขา หน้าที่ผมจบไปแล้วตั้งแต่ออกมาเป็นเล่ม' มนตรีเป็นกวีคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าส่งงานเข้าแข่งขันในหลายเวที เพราะเขามีทัศนคติแง่บวกต่อการประกวด โดยมองว่านอกจากจะดีตรงที่ทำให้กวีมีเงินใช้ และเป็นแรงกระตุ้นให้กวีกระเตื้องในการสร้างงานแล้ว อีกประการก็คือช่วยเพิ่มพื้นที่สนามให้กวี 'สนามกวียังน้อยอยู่มาก เมื่อเทียบกับจำนวนกวีในประเทศไทยที่มีอยู่มากมายมหาศาล อินเตอร์เน็ตจึงกลายพื้นที่ทางเลือกที่เปิดกว้างและง่ายในการเสนอผลงาน แต่ในอินเตอร์เน็ตจะมีข้อด้อยตรงที่ไม่มีระบบบรรณาธิการ ทำให้คนเสนอผลงานสับสน และประเมินผลงานของตัวเองไว้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ฟีดแบ๊คที่กลับมาถึงจะเร็ว แต่ความน่าเชื่อถือไม่ค่อยมี บางคนชื่นชมกลับมาพียงแค่เพื่อเป็นมารยาท หรือเพื่อต้องการให้ได้รับคำชื่นชมบ้าง' มนตรีเชื่อมั่นว่าระบบบรรณาธิการ มีความสำคัญมากสำหรับนักเขียน แม้เขาจะมีผลงานมากมายในโลกไซเบอร์ก็ตาม 'โลกอินเตอร์เน็ตก็สามารถมี บ.ก. ได้ แต่เท่าที่เห็นทุกคนเขียนงานเสร็จก็โพสต์กันลงไป มันไม่ได้ผ่านระบบ บ.ก. บางคนอาจจะมาคอมเมนต์ความเห็นในฐานะ บ.ก. ภายหลังได้ แต่ก็คงไม่กล้าที่จะแรงๆ เล่นกันตามจริง ต่อให้งานชิ้นนั้นไม่ดีเลย ก็ต้องพูดอ้อมแอ้มๆ ออกไป เพื่อรักษาหน้า รักษาเกียรติของคนโพสต์ด้วย ไม่มีการติ การแก้ไข ให้กลับไปแก้แล้วมาโพสต์ใหม่ ไม่มีเลย' มนตรีอธิบายด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง สนามอินเตอร์เน็ตในความหมายของมนตรี .....
“กวีหมี่เป็ด” ลูกหลานชาวหาดใหญ่คว้าซีไรท์ปี 2550
Submitted by Pookun on August,28 2007 18.12
ยกวีหมี่เป็ดย ลูกหลานชาวหาดใหญ่คว้าซีไรท์ปี 2550 โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2550 16:50 น.       ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ ย "มนตรี ศรียงค์" นักเขียนหนุ่มชาวหาดใหญ่ รับรางวัลซีไรท์ ประจำปี 2550 จากผลงานรวมบทกวีร่วมสมัย ยโลกในดวงตาข้าพเจ้าย กลายเป็นคนสงขลาคนที่ 3 ที่ได้รางวัลนี้ หลังจาก "วินทร์ เลียววาริณ" และ "บินหลา สันกาลาคีรี" ลูกหลานชาวสงขลาเคยได้รับมาแล้ว       มีรายงานว่าการประกาศผลรางวัลซีไรท์ประจำปี 2550 นี้ ผลปรากฏว่า มนตรี ศรียงค์ นักเขียนหนุ่มชาว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เจ้าของรวมบทกวีร่วมสมัย ยโลกในดวงตาข้าพเจ้าย ได้รับรางวัลนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว       โดยมีการประกาศผลไปเมื่อเวลา 14.00 น. ณ โรงแรมโอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) โดยขณะนี้มนตรี ได้เดินทางขึ้นกรุงเทพฯ เพื่อรับการประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว ผลการตัดสินครั้งนี้ทำให้มนตรี ศรียงค์ กลายเป็นชาว จ.สงขลา คนที่ 3 ที่ได้รางวัลนี้หลังจากวินทร์ เลียววารินทร์ เคยได้รับรางวัลในผลงานนวนิยายเรื่อง ยประชาธิปไตยบนเส้นขนานย และ บินหลา สันกาลาคีรี ได้รับรางวัลในผลงานรวมเรื่องสั้น ยเจ้าหงิญย       การประกวดรางวัลซีไรท์ครั้งนี้คัดมาจาก 76 บทกวีจากนักเขียนทั่วฟ้าเมืองไทยส่งเข้าประกวด ยชิงรางวัลซีไรท์ยประจำปี 2550 หนึ่งในจำนวนนั้นมีบทกวีร่วมสมัย ยโลกในดวงตาข้าพเจ้ายของ ยมนตรี ศรียงค์ยกวีหมี่เป็ดชาวสงขลา ผ่านการคัดสรรจากคณะกรรมการทะลุเข้ารอบ       สำหรับมนตรี ศรียงค์ เกิดที่หาดใหญ่ อาศัยอยู่ย่านใจกลางเมือง (กิมหยง) เดินผ่านและแวะเข้าห้องสมุดประชาชนทุกวันในช่วงประถม เข้าเรียนที่อำนวยวิทย์ม.1-ม.3 จากนั้นไปเรียนที่มหาวิราวุธ เช่าบ้านอยู่กับเพื่อนจนจบม. 6 โปรแกรมพลานามัย แต่ไม่ได้ดีในแวดวงกีฬา ตั้งเป้าเข้ารามฯปี 2529 เศษๆ ตีตั๋วรถไฟขึ้นไปเรียนรามคำแหงคณะมนุษยศาสตร์ เลือกเอกภาษาไทย ทั้งที่รักการอ่านการเขียนแต่กลับสอบตกซ้ำซากวิชาร้อยกรอง-วรรณวิจารณ์ เลยตัดสินใจเปลี่ยนคณะมาลง รัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง ทำท่าจะไปได้ดี 3 ปีแรกทำได้ 84 หน่วยกิต(ทั้งที่เข้าเรียนน้อยถึงน้อยที่สุด)แต่เก็บกี่ยวประสบการณ์ใช้ชีวิตในเมืองหลวงมามากมาย ช่วงนั้นแม่เรียกกลับบ้าน มาช่วยกิจการหมี่เป็ดที่ร้านศิริวัฒน์ฯถนนละม้ายสงเคราะห์ หาดใหญ่ ที่ขายดิบขายดีมาจนถึงวันนี้       ยผมเป็นคนชอบอ่านมาแต่เด็ก สมัยเรียนประถม ป.4-5 เดินผ่านห้องสมุดประชาชนทุกวันจะแวะอ่าน พล นิกร กิมหงวน เป็นหนังสือที่อ่านแล้วขำอ่านแล้วติด และมีอิทธิพลต่อการมองโลกให้ขำมาจนถึงปัจจุบันและพลอยให้ชอบการอ่านหนังสือแนวอื่นๆตามมา พอย่างเข้าวัยรุ่นก็อ่านมากขึ้นนักเขียนในดวงใจมีตั้งแต่จอห์น สไตน์เบค หลู่ซิ่น แมกซิม กอร์กี้ ไม้เมืองเดิม ยาขอบ รมย์ รติวัน ส่วนใหญ่จะเป็นแนวเพื่อชีวิต       แรงบันดาลใจจับปากกาเริ่มจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ทำให้อยากพูดอะไรออกไปในสิ่งที่เราคิดออกไปสู่สาธารณะบ้าง เลยเขียน เป็นบทกวี ส่งไปตีพิมพ์ตามนิตยสารต่างๆที่ลงบ่อยคือ หนังสือข่าวพิเศษ ของพี่ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ จากนั้นก็เขียนมาเรื่อย เป็นการเริ่มต้นเอาจริงเอาจังทางด้านนักเขียน และเริ่มเขียนแบบมีเป้าหมาย คือการหาที่อยู่ที่ยืนในวงการวรรณกรรม คือการสร้างชื่อ การจะสร้างชื่อได้ในถนนวรรณกรรมไม่ใช่แค่การไปพบปะนักเขียน แต่จะต้องผลิตผลงานตีพิมพ์ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ผลงานมีคุณภาพ มีคนกล่าวถึง จึงจะมีตัวตน       ผมใช้เวลาไม่นานนักประมาณ 1 ปี ก็เริ่มมีคนพูดถึง งานผมจะมี 3 กลุ่ม หนึ่งเป็นงานสถานการณ์ที่เขียนด้วยอารมณ์ทันทีทันใดที่เห็นเหตุการณ์นั้นๆ สอง งานภาษาสวยๆภาพสวยๆ เป็นงานโรแมนติกปรัชญา ใช้คำสวยๆภาพสวยๆ และสาม คืองานที่ใช้ภาษาพูดธรรมดา ในการประดิดประดอยคำแต่นำภาษามาใช้จัดวางให้ลงตัว จากเรื่องราวที่มากระทบกับตัวเราเอง โดยใช้ภาษาง่ายๆ อ่านแล้วเข้าใจ เพราะกวีจะใช้คำฟุ่มเฟือยไม่ได้ย       มนตรี บอกเล่าผ่านปลายปากกาเกี่ยวกับสายตาของเขาในบันทึกจากคนเขียนว่า ยข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่าสายตาไม่ปกติเมื่อสัก 20 ปีที่ผ่านมา (วันนี้อายุย่าง 40 ปี) เป็น 20 ปีที่ใบหน้าข้าพเจ้าประดับด้วยแว่นสายตามาโดยตลอด มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของใบหน้าเมื่อใดที่ข้าพเจ้าถอดแว่นจะรู้สึกถึงความ .....
‘รงค์ วงษ์สวรรค์ OLD JOURNALIST NEVER DIE
Submitted by Pookun on August,11 2007 01.07
ยรงค์ วงษ์สวรรค์ OLD JOURNALIST NEVER DIE เรื่องราวของกว่า 50 ปีบนเส้นทางนักเขียนของยรงค์ วงษ์สวรรค์ ที่บางคนยกให้เป็นยพญาอินทรีแห่งสวนอักษรย ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนสัมภาษณ์ ถึงขั้นวิตกจริตว่าจะเขียนเช่นไร ไม่ให้ซ้ำ ไม่ให้เชย ซึ่งยากนัก เพราะนอกจากหนังสือรวมเล่มกว่า 100 เล่มที่เปล่งวาจาแทนเจ้าตัวมาเนิ่นนานแล้ว บทสัมภาษณ์ เล่าขาน นินทา ก็กำจรกระจายไปทั่ว ไม่หยุดหย่อน ไม่มีเว้นสักเรื่อง (จีบปากพูด) Anyway! ....ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณกรรรม ในวัย 72ปี และโรคภัยเบียดเบียดพอให้ไม่เหงา ยังคงทำงานเขียนหนักหน่วง เหน็ดเหนื่อย ที่บ้านหลังสุดท้ายยสวนทูนอินย บนม่อนดอยโป่งแยง เชียงใหม่ ชีวิตที่ยังคงต้องดิ้นรน ไม่อนุญาตให้ผ่อนพัก ไหนจะยังนวนิยายยาวเรื่องใหม่ ที่เริ่มลงมือแล้วหลังว่างเว้นมานานปี นั่นทำให้ยุ่งพอ กระทั่งหนังสือที่ส่งมาจากวิทยาลัยโยนก ลำปาง ยืนยันว่าสภาวิทยาลัยฯ อนุมัติให้ประสาทดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ ให้แก่เจ้าตัว กลายเป็นเรื่อง-แม้ไม่เล็กน้อยเกินไป-แต่ยังไกลเกินกว่าจะตื่นเต้น และบทสนทนาแรกของเรื่องนี้ จึงเป็นดั่งนี้.. ได้รับดุษฎีกิติมศักดิ์ ต้องเรียนดอกเตอร์ปุ๊ ณ โป่งแยงหรือเปล่า? เฮ่ย..บ้าน่า! นัยว่าเขายกย่องให้ได้ปริญญาทางหนังสือพิมพ์ เพราะคุณยรงค์เริ่มต้นด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์? เราเป็นนักข่าวในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เป็นนักข่าวเฉพาะกิจมากกว่า ไม่ได้วิ่งเข้าไปหาข่าว นอกจากข่าวที่รายสัปดาห์ต้องการ ทำงานตามที่นายสั่ง งานที่ได้ถึงต้องแปรออกมาเป็นสารคดี ไม่ใช่ข่าวแท้ๆ เอาวิธีการทำข่าวมาจากไหน?ก็เรียนวิชาการหนังสือพิมพ์มาบ้างที่จุฬาฯ ตอนนั้นเขาเปิดสอนวิชาการหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกในเมืองไทย รู้สึกจะหลักสูตร 2ปี ไม่ใช่ระดับปริญญา เรียนกันตอนเย็น อาจารย์ที่มาสอนระดับหัวกะทิทั้งนั้น อย่างอาจารย์จินตนา ยศสุนทร ส่วนคนที่มาเรียนก็พวกที่ทำงานหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว คนเก่งๆทั้งนั้น หลวงเมือง (นักเขียนแม่นข้อมูล ประจำมติชนรายสัปดาห์ ) ก็เรียน เรียนกันที่ตึกขาว คณะวิทยาศาสตร์ เขาสอนอะไรกันบ้าง? จำไม่ได้แล้ว โธ่..ตั้งห้าสิบปีแล้ว แต่ก็สอนทั้งนั้นแหละ สอนภาษาอังกฤษ วรรณคดี สอนหลักการหนังสือพิมพ์ แต่เราเรียนได้เทอมสองเทอมเท่านั้น แล้วก็เลิกเรียน เผ่นมาอยู่เมืองเหนือนี่ ทำป่าไม้ทำอะไร ฉะนั้นส่วนหนึ่งได้จากการเรียนที่จุฬา อีกส่วนได้จาก learning by doing? ก็เห็นจะเป็นอย่างนั้น อีกส่วนหนึ่งก็ได้จากที่เกเรมาบ้าง ไปเรียนวิชาหนังสือพิมพ์ก็แสดงว่าที่จริงอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์? ชอบ เราชอบ จุดแรกที่ทำให้อยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน คือหนังสือของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง (รพีพัฒน์ ) เรื่องละครแห่งชีวิต ( วาว..เล่ากันว่า EXOTIC NOVEL เรื่องแรกของเมืองไทยเล่มนี้ ทำให้นายวิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา พระเอกของเรื่องผู้เป็นนักหนังสือพิมพ์ ใช้ชีวิตโลดโผนในหลายประเทศ กลายเป็นต้นแบบของใครต่อใครในวงการหนังสือพิมพ์ ) เป็นหนังสือที่ดีมาก มีบทบาทมากในสังคมยุคนั้น มีอิทธิพลมากกับคนรุ่นเรา คนหนุ่มคนสาวอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ทั้งนั้นไม่ว่าใคร อย่างรัตนะ ยาวประภาษ ก็ใช่ เราอ่านกันตอนมัธยม อ่านแล้วอยากเป็นเหมือนพระเอกคนนี้ เมื่อเข้ามาจริงแล้วเหมือนอย่างที่อ่านมาไหม? คนละเรื่องเลย ตอนทำหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้วิชาการทำหนังสือพิมพ์จากมรว.คึกฤทธิ์ (ปราโมช- ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการยาวนาน ) หรือจากการฝึกฝนเองแค่ไหน? เราเข้าไปในฐานะคนตรวจปรู๊ฟนะ แต่เป็นคนตรวจปรู๊ฟที่พิเศษหน่อย เพราะเป็นคนตรวจปรู๊ฟที่ถ่ายรูปได้ พอมาทำงานไม่กี่วันก็เขียนคอลัมน์ได้ ( คอลัมน์รำพึงรำพัน โดยลำพู ที่ผู้อ่านอนุมัติให้เขาเป็นนักเขียนฉับพลัน ) ส่วนงานก็แล้วแต่ท่านคึกฤทธิ์ หรือบรรณาธิการ คือคุณประหยัด ศ นาคะนาท เป็นคนสั่ง ทำมาเพื่อใช้ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เราก็เขียนอย่างตั้งใจจะให้คนอ่านมากๆ อยากเป็นนักเขียนที่ดี แล้วก็โชคดีที่พอเขียนไปเรื่องสองเรื่อง จดหมายเข้ามาเต็มเลย คนชมมา คนที่ไปรับโทรศัพท์จากคนชมคือท่านคึกฤทธิ์ ท่านบอก ยเฮ้ยไอ้ปุ๊ !ยเอ็ง มีแฟนแล้วโว้ยย เราก็ดีใจ คือเราเป็นเด็กที่มีประสบการณ์มาก อายุน้อยแต่เรียนหนังสือเร็วกว่าอายุ อ่านหนังสือมาก อ่านตั้งแต่เด็ก อายุ4-5ขวบอ่านหนังสือได้แล้ว อ่า .....
“มาลีฮวนน่า” ตั้งกลุ่ม “อาร์ต แคร์”
Submitted by Pookun on August,03 2007 22.48

“มาลีฮวนน่า” ตั้งกลุ่ม “อาร์ต แคร์”
จัดคอนเสิร์ตช่วยทายาทครูเหยื่อใต้

สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ที่ยังคุกรุ่นอยู่ในปัจจุบันสร้างความสูญเสียให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มครูที่ถึงปัจจุบันเราสูญเสียทรัพยากรอันทรงค่านี้ไปแล้วถึง 68 ท่าน จนทำให้ครอบครัวของคุณครูเหล่านี้ไม่เพียงแต่ต้องประสบกับภาวะตึงเครียดทางจิตใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงอนาคตของครอบครัวและทายาทของพวกเขาอีกด้วย
คฑาวุธ ทองไท หรือ “ไข่ มาลีฮวนน่า” ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดังได้ประสานงานกลุ่มศิลปินเพลง จิตรกร กวีและนักเขียนจัดตั้งกลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคมขึ้นในนาม กลุ่มอาร์ต แคร์ (arts care) หรือ “กลุ่มศิลป์ใส่ใจ” จัดกิจกรรมทางศิลปะหารายได้ช่วยเหลือทายาทครูที่เสียชีวิตดังกล่าว

“กลุ่มอาร์ต แคร์ รวบรวมศิลปินหลายสาขาที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม ผมคิดว่าศิลปินควรมีบทบาททางสังคมที่ชัดเจนขึ้น ศิลปินหลายท่านนำเสนอผลงานสะท้อนภาพความรุนแรงในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพลง งานจิตรกรรมและวรรณกรรม กลุ่มอาร์ต แคร์ก็จะนำผลงานมานำเสนออีกครั้งในรูปของคอนเสิร์ต การแสดงงานศิลปะและวรรณกรรม” คฑาวุธ กล่าว และว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสะท้อนความคิดเห็นของศิลปินว่าสังคมควรก้าวเข้ามาโอบอุ้มดูแลเหยื่อผู้สูญเสียจากสถานการณ์ในภาคใต้ด้วย ไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของราชการแต่เพียงฝ่ายเดียว

คฑาวุธ หรือไข่ มาลีฮวนน่า เผยว่ามีศิลปินเข้ามาร่วมในงานคอนเสิร์ตครั้งนี้เต็มเวที เช่น คาราวาน, แอ๊ด คาราบาว, มาลีฮวนน่า, โฮป, แฮมเมอร์, สีเผือก คนด่านเกวียน, อี๊ด ฟุตปาธ, ด้ามขวาน, สมรักษ์ คำสิงห์, หลวงไก่, ตลกคณะเหลือเฟือ และศิลปินเพลงรุ่นใหม่อีกกว่า 20 วง ภายใต้ชื่อโครงการ “แสงเทียนหลังกระดานดำ เพื่อครูผู้ประสบภัยชายแดนใต้”

เจ้าของเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ และได้รับความนับถือเป็น “อาจารย์ใหญ่” ของวงการเพลงเพื่อชีวิตรุ่นใหม่เสริมว่ารูปแบบกิจกรรมของกลุ่มอาร์ต แคร์จะมี 2 ลักษณะ คือ การแสดงคอนเสิร์ตที่ร้านตะวันแดง สาดแสงเดือน ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 ตั้งแต่ 16.30 น. เป็นต้นไป หลังจากนั้นก็จะนำบันทึกเทปคอนเสิร์ตไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ พร้อมกับแสดงภาพเขียนในวันออกอากาศด้วยเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมทางบ้านบริจาคและประมูล ทั้งนี้ได้อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ และทวี เกษางาม ประสานงานด้านจิตรกรรม

ส่วนกิจกรรมด้านวรรณกรรม พิเชฐ แสงทอง คณะกรรมการบริหารภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ประสานงานด้านวรรณกรรมเผยว่าจะจัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วางจำหน่าย ค่าลิขสิทธิ์นักเขียนยินดีมอบให้กับโครงการนี้ ทั้งนี้สำนักพิมพ์นาคร โดยเจน สงสมพันธุ์ ให้ความสนับสนุนด้านการจัดพิมพ์ เพราะกิจกรรมนี้สัมพันธ์กับสิ่งที่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนผู้ล่วงลับซึ่งเป็นน้องชายของเจนเรียกร้องมาโดยตลอด นั่นก็คือการให้นักเขียนแสดงบทบาทในเชิงรูปธรรมต่อปัญหาสังคม โดยในเล่มจะมีเรื่องสั้นชั้นครูของมนัส จรรยงค์, รัตนะ ยาวะประภาษ, ประพนธ์ เรืองณรงค์, สถาพร ศรีสัจจัง ตลอดจนนักเขียนรุ่นใหม่อย่างศิริวร แก้วกาญจน์, ชาคริต โภชะเรือง, รัตนชัย มานะบุตร และอับดุลราซัค ปานามาแล และอีกหลายคน
คฑาวุธ กล่าวเสริมว่า กลุ่มอาร์ต แคร์ จะดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เสนอตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระตุ้นสำนึกของสังคมต่อปัญหาต่างๆ ด้วย โดยจะดำเนินการเป็นโครงการแล้วแต่ประเด็นปัญหาที่สำคัญๆ ทั้งนี้หลังจากเสร็จสิ้นโครงการนี้ อาร์ต แคร์ จะทำกิจกรรมรณรงค์กระตุ้นสำนึกต่อปัญหาโลกร้อน ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงในปัจจุบัน ส่วนรูปแบบการรณรงค์จะเป็นเช่นไร ทางกลุ่มจะได้ประชาสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่ง

“ศิลปินกับสังคมไม่อาจแยกขาดจากกันได้ นอกจากการสร้างสรรค์เพลง งานจิตรกรรม และงานเขียนแล้ว ศิลปินยังมีช่องทางอื่นๆ ที่จะช่วยเหลือสังคมอีก” คฑาวุธ กล่าว


จาก : จั๊กกะเดียม - - aarann@gmail.com - 13/05/2007 12:22

เมื่อหนังสือเด็กในเมืองไทยเริ่มตั้งไข่
Submitted by Pookun on July,27 2007 13.26
เมื่อหนังสือเด็กในเมืองไทยเริ่มตั้งไข่ โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กรกฎาคม 2550 16:49 น.   แม้จะรับรู้โดยเข้าใจทั่วกันว่า "หนังสือ" เป็นสื่อที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการแก่เด็กได้มากกว่าสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งเต็มไปด้วยความอันตรายล่อแหลมที่เคลือบแฝงอยู่ แต่ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดของคนไทยตามการวิจัยของต่างประเทศดูจะเป็นเรื่องที่ตรงข้ามทีเดียว         โดยเฉพาะกับเด็กเล็กในช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดถึงสามขวบ ซึ่งถือเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นปลูกฝังจินตนาการที่จะพัฒนาต่อยอดในอนาคตได้มากที่สุด         "คือความรู้เรื่องหนังสือเด็กในบ้านเรา พี่พูดได้เลยว่ามันไม่มี เพราะว่ามันเริ่มใหม่หมด มันไม่เหมือนเรื่องสั้น วรรณกรรม ที่ย้อนกลับไป 50 - 60 ปี มันยังมีคนสร้างสรรค์งานอยู่ แต่หนังสือภาพสำหรับเด็ก โดยเฉพาะที่เป็น Baby Book ซึ่งเป็นหนังสือสำหรับเด็ก 0 - 3 ขวบจริงๆ มันน้อยมาก"         "ระพีพรรณ พัฒนาเวช" อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสือเด็กมาเป็นเวลานานกว่า 14 ปี บอกเล่าถึงบรรยากาศตลาดหนังสือเด็กของบ้านเรา         "เราเพิ่งจะมาเริ่มทำกันไม่กี่ปี และเป็นในลักษณะที่ต่างคนต่างทำ ด้วยความเข้าใจว่า มันน่าจะใช่ ซึ่งจริงๆ มันใช่หรือเปล่าเราก็ไม่รู้"         "หนังสือนั้นเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาเด็กอยู่แล้ว หนังสือสำหรับเด็กเล็กมันก็เป็นการให้ประสบการณ์ เพราะเด็กเล็ก อายุหนึ่งขวบครึ่งถึงสองขวบนั้น เขาออกไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว โลกของเขาคือ บ้าน หรือสถานที่ที่พ่อแม่พาไป หนังสือสำหรับเด็กเล็กมันจึงถือเป็นการเปิดโลก"         "เป็นการให้ประสบการณ์แก่เด็กผ่านรูปภาพซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถสื่อสารกับเด็กได้อย่างเข้าใจมากที่สุด เป็นเครื่องมือพัฒนาเด็กที่ใช้ได้ง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากการที่แม่จะร้องเพลงให้ลูกฟัง ซึ่งสำหรับพ่อแม่บางคน เขาไม่รู้ว่าจะร้องเพลงอะไร หรือรู้สึกว่าเสียงตัวเองไม่เพราะจึงไม่กล้าร้อง หนังสือจึงเป็นตัวช่วยได้ อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ชี้ชวนกันดูรูปภาพ เป็นการกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้อีกวิธีหนึ่งค่ะ"         "ความแตกต่างมันอยู่ตรงที่หนังสือสำหรับเด็กเล็กส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่เป็นภาพเดี่ยวและภาพกึ่งเหมือนจริงมากๆ และส่วนใหญ่จะพื้นสะอาดๆ และถ้าพูดถึงอะไรก็พูดถึงเรื่องนั้นเรื่องเดียว เช่น เสื้อผ้า, สี, ลูกบอล หรือของกลมๆ อะไรอย่างนี้ มันก็จะเป็นภาพชัดๆ และภาพเสมือนจริง เด็กเล็กยังไม่สามารถเข้าใจภาพที่มันถูกลดทอนไปมากๆ ได้"         "แต่พอโตขึ้นมาหน่อย สมองเด็กเขาจะเริ่มพัฒนาแยกแยะได้แล้ว อย่างกระต่าย แค่เราวาดหูยาวขึ้นมานิดๆ เด็กก็จะรู้แล้วว่าเป็นกระต่าย แต่ถ้า Baby Book นั้นกระต่ายจะต้องเหมือนกระต่ายมากๆ น่ะค่ะ นี่คือข้อแตกต่างทางด้านกายภาพนะคะ"         อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก บอกว่า ปัญหาที่คนทำหนังสือเด็กในบ้านเราประสบอยู่ คือเรื่องของความรู้ ความเข้าใจ ทั้งในส่วนของผู้ซื้อและตัวผู้ผลิตเอง         "ปัญหาประการแรกเลยก็คือ เราทำกันตามความรู้สึก ซึ่งจริงๆ มันก็ดีนะคะ แต่ถ้ามันมีเรื่องวิชาการหรือความเป็นสากลมาช่วยย้ำเราอีกทีหนึ่ง เราจะมั่นใจมากขึ้น"         "ปัญหาที่เห็นคือเราขาดองค์ความรู้ ประการที่สองคือ กลุ่มผู้ซื้อ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่พ่อแม่ พี่รวมไปถึงภาครัฐ เอกชนที่รวมถึงโรงเรียนอนุบาลด้วย นั้นยังเข้าใจไม่มาก คนทำก็ขาดองค์ความรู้ คนซื้อก็ขาดความเข้าใจว่าหนังสือเด็ก มันส่งผลต่อเด็กอย่างไร พี่ไม่ได้หมายถึงว่าขาดถึงศูนย์เปอร์เซ็นต์นะคะ"         "แต่มีคนที่เข้าใจน้อยมากน่ะค่ะ ถ้าเทียบกับเด็กที่ต้องไปนั่งดูทีวีหน้าจอ ประการสุดท้ายคือ เราไม่มีแกนไม่มีการรวมตัวกันระหว่างคนทำงานด้านนี้ ปัญหาทั้งสามข้อดังกล่าว พี่คิดว่ามันใหญ่พอแล้วที่เราจะรวมตัวกันเสียที"         แม้ว่าพัฒนาการของหนังสือเด็กจะยังล่าช้า แต่เธอก็ยอมรับอย่างเข้าใจว่า เป็นช่วงการลองผิดลองถูก ตามประสาของผู้ที่เริ่มต้นใหม่ทั้งหลาย         "ในบ้านเราเพิ่งเริ่ม มันก็ต้องลองผิดลองถูกไป ประเทศในเอเชียบางประเทศ อย่างญี่ปุ่น เขาลองผิดลองถูกมา 50 กว่าปีแล้ว ซึ่งเขาก็เริ่มเรียนรู้มาจากฝั่งยุโรป ใน .....
วิกฤติภาษาไทย แก้ได้ด้วย“รัก”
Submitted by Pookun on July,27 2007 13.17
วิกฤติภาษาไทย แก้ได้ด้วยยรักย โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กรกฎาคม 2550 08:44 น.   เนื่องในโอกาสวันภาษาไทยแห่งชาติที่จะมาถึงในวันที่ 29 กรกฎาคม สมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย ได้จัดสัมมนาเรื่องการแก้วิฤติภาษาไทยขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล วานนี้( 26 ก.ค.) ซึ่งมีหลากหลายความคิดเห็นที่น่าสนใจยิ่งทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระแส "แอ๊บแบ๊ว ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมขณะนี้       คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงการอนุรักษ์ภาษาไทยที่ทุกคนสามารถช่วยกันได้ด้วยการสื่อสารภาษาไทยอย่างถูกต้อง ซึ่งจากที่กระทรวงวัฒนธรรมสำรวจปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย พบว่าเด็กและเยาวชนไทยมีปัญหาทั้งการพูดและการอ่าน มีการออกเสียงเพี้ยน โดยเฉพาะการออกเสียงคำควบกล้ำ ร.เรือ และ ล.ลิง มีปัญหาค่อนข้างมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะสามารถสื่อสารกันเข้าใจได้ แต่หากเราใช้ภาษาผิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ภาษาไทยเพี้ยนก็จะขยายวงกว้างมากขึ้นไปด้วย       ส่วนปัญหาในการเขียนภาษาไทยนั้น คือเขียนผิด ใช้คำฟุ่มเฟือย เว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง และใช้การันต์ผิด นอกจากนี้ยังพบปัญหาการใช้ภาษาทางอินเทอร์เน็ต และการส่งข้อความทางมือถือที่มีรูปแบบเฉพาะ ซึ่งหากใช้เฉพาะกลุ่มก็ไม่ถือว่าน่ากังวล แต่หากนำมาใช้สื่อสารในวาระอื่นๆ จะก่อให้เกิดปัญหาภาษาไทยผิดเพี้ยนขึ้นมาได้       ยสถาบันที่จะช่วยแก้ปัญหาการใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องได้ คือ สถาบันครอบครัว นั่นคือ พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ทั้งการพูด อ่าน และเขียน รองลงมาคือ สถาบันการศึกษา ซึ่งทุกสถาบันมีการเรียนการสอนภาษาไทยอยู่แล้ว โดยในระดับอุดมศึกษานั้น ควรมีการเพิ่มหน่วยกิตการเรียนภาษาไทยให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะบางแห่งเรียนเพียงแค่ 3 หน่วยกิตเท่านั้นซึ่งน้อยเกินไป และนักศึกษาที่เรียนภาษาไทยแล้วสอบตกก็ควรต้องลงเรียนใหม่จนกว่าจะสอบผ่านจึงจะจบการศึกษาได้ และสุดท้ายคือสถาบันสื่อ เนื่องจากเด็กและเยาวชนอยู่กับสื่อแทบตลอดเวลา มากกว่าอยู่กับพ่อแม่ และสถาบันการศึกษาด้วยซ้ำ ดังนั้น สื่อจึงควรมีจิตสำนึกและตระหนักว่าตนเองมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้น การสื่อสารสิ่งใดจึงควรมีวิจารณญานและใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องด้วยย       ด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มองปัญหาวิกฤติภาษาไทยผิดเพี้ยนว่า คำแสลงหรือศัพท์ที่วัยรุ่นใช้ ไม่ใช่วิกฤติของภาษาไทยเพราะคำเหล่านี้ เป็นสีสันและการเคลื่อนไหวของภาษาไทย อยุ่ในยุคหนึ่งแล้วก็จะหายไป       ยสมัยที่ผมเป็นวัยรุ่นก็มีศัพท์แสลง คำว่า แจกหมาก สะบัดช่อ เข้าไส้ แต่คำเหล่านี้ก็หายไป เราไม่ได้นำมาใช้สื่อสารในยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกัน ศัพท์วัยรุ่นปัจจุบัน เช่น แอ๊บแบ๊ว มาเดี๋ยวก็ไปเช่นกัน รวมถึงการร้องเพลงของศิลปินที่เปล่งเสียงโหยหวนเหมือนคนปวดไต ก็เป็นเรื่องของยุคสมัย เพลงในยุคสุนทราภรณ์ก็มีการเปล่งเสียงที่ผิดเพี้ยน เพียงแต่ไม่มากเท่ากับยุคปัจจบันเท่านั้น แต่ที่ผมกังวลมากที่สุด คือดีเจตามคลื่นวิทยุที่ออกเสียงตามฝรั่ง และพูดไทยไม่ชัดเจน ทำให้เด็กและเยาวชนเลียนแบบย       รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ปัญหาวิกฤติที่สุดของการใช้ภาษาไทย คือคนไม่พูดคำควบกล้ำ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการใช้ภาษาผิด แต่อาจจะทำให้สูญเสียโอกาสในการทำงานไปด้วย เนื่องจากการสื่อสารเป็น ยไวยากรณ์ทางสังคมย องค์กรบางแห่งให้ความสำคัญกับการสื่อสาร หากพูดภาษาไทยไม่ชัด ไม่มีคำควบกล้ำ ก็อาจจะไม่รับเข้าทำงาน เหมือนการใช้สรรพนามแทนตัวเองและผู้อื่น ก็เป็นไวยากรณ์ทางสังคมที่เราต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม ถูกต้องตามกาลเทศะเช่นกัน       รศ.ดร.วรากรณ์ สรุปวิกฤติของภาษาไทยว่า เกิดขึ้นจากการสื่อสารที่ผิดเพี้ยนของคนไทย และเมื่อมีการสื่อสารผิดเพี้ยน ก็ทำให้การเขียน และการใช้ตัวสะกดต่างๆ เพี้ยนตามไปด้วย ส่งผลให้ศักยภาพของภาษาไทยสูญหายไป ขาดความงดงาม และขาดความไพเราะอย่าน่าเสียดาย       ยสาเหตุที่ทำให้ภาษาไทยมีปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะพ่อแม่ไม่สนใจที่จะสอนให้ลูกใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเท่าที่ควร บางครอบครัวมีความข้าใจผิด ไม่สอนให้ลูกพูดภาษาถิ่นของตัวเอง เพราะคิดว่าการให้ลูกพูดภาษาถ .....
กวีศิลปินแห่งชาติ-นักแสดง ชี้ภาษา'แอ๊บแบ๊ว'เหตุการศึกษาไม่เน้นวรรณคดีไทย
Submitted by Pookun on July,22 2007 21.29
กวีศิลปินแห่งชาติ-นักแสดง ชี้ภาษา'แอ๊บแบ๊ว'เหตุการศึกษาไม่เน้นวรรณคดีไทย 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 17:01:00 "เนาวรัตน์" ชี้ภาษา"แอ๊บแบ๊ว" เหตุเด็กไทยไม่อ่านหนังสือ คิดคำศัพท์ใหม่สละสวยไม่ได้ "ครูมืด" ชี้โรงเรียนไม่เน้นสอนวรรณคดีไทยให้ซึมซับ "ครูลิลลี่"วอนผู้ใหญ่เข้าใจเด็กแค่ใช้สื่อในกลุ่ม กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กล่าวถึงการใช้ภาษาไทยแบบ "แอ๊บแบ๊ว" ว่า การใช้ภาษาไทยแบบนี้ของวัยรุ่นนั้น เกิดจากวิวัฒนาการใช้ภาษาสื่อสารแบบภาษากลาย และการสื่อสารแบบโพสโมเดิร์น หรือวัฒนธรรมมือถือ ที่เข้ามามีอิทธิพลทางด้านภาษาและการสื่อสาร เนื่องจากคนต้องการสื่อสารกันมากขึ้น แต่มีคำศัพท์ที่ใช้น้อยลง จึงทำให้คนต้องคิดคำศัพท์ใหม่ขึ้นมาใช้กันเอง ในขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชน ก็ไม่อ่านหนังสือ จึงทำให้เกิดจุดด้อย คือไม่สามารถคิดคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เป็นภาษาสละสวยได้ ส่งผลให้เกิดภาษาแสลง การใช้ภาษาแบบแอ๊บแบ๊ว การใช้สำเนียงฝรั่งเข้ามาสื่อสารมากขึ้น จนกระทั่งภาษาไทย กลายเป็น ภาษากลาย "การใช้ภาษาแบบแอ๊บแบ๊ว เป็นผลพวงมาจากระบบการศึกษาที่ล้มเหลว เมื่อเด็กและเยาวชนใช้กันมากขึ้นจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เพราะจะพูดกันไม่รู้เรื่อง อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรไปแก้ที่ต้นเหตุก็ คือ การที่เด็กไม่อ่านหนังสือจะดีกว่า ถ้าแก้ปัญหาการไม่อ่านหนังสือได้ก็จะทำให้การใช้ภาษาไทยแบบผิดเพี้ยนไม่เกิดขึ้น ซึ่งผมมองว่า การใช้ภาษาไทยแบบแอ๊บแบ๊วไม่ใช่วิกฤติของภาษาและรู้สึกเฉยๆ แต่การไม่อ่านหนังสือเป็นเรื่องที่น่ากังวลกว่ายนายเนาวรัตน์ กล่าว ด้าน นายประสาท ทองอร่าม หรือครูมืด ศิลปินอาวุโส นาฎศิลป์ กรมศิลปากร ผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ยกย่องเป็นผู้ใช้ภาษาดีเด่น ของกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวว่า ขณะนี้โรงเรียนไม่ได้เน้นการสอนเกี่ยวกับวรรณคดีไทย แตกต่างจากอดีตที่นักเรียนจะได้เรียนบทกลอนในวรรณคดี ซึ่งภาษาในวรรณคดีของไทยมีความไพเราะ สละสลวย การเรียนรู้จะทำให้เด็กได้ซึมซับโคลงกลอนเข้าใจความหมายลึกซึ้งว่า ภาษาไทยมีความสละสลวย พร้อมมีทักษะในการฟัง พูด อ่าน เขียนเป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันเด็กไทยขาดช่วงการใช้ภาษาไทย ส่งผลให้มีการออกเสียงที่ผิดๆ นำไปสู่การนำภาษาไทยไปใช้ไม่ถูกต้อง นายรอง เค้ามูลคดี นักแสดงอาวุโส ผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติและยกย่องเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น กล่าวว่า ขณะนี้สังคมอยู่ในสภาวะที่ภาษาและศิลปวัฒนธรรมไทยอยู่ในขั้นวิกฤตมาก โดยต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการพูดของนักแสดง พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และนักร้องในวงการบันเทิง ที่พูดไม่ชัดแล้วส่งผลต่อเด็กที่รับชมนำไปเลียนแบบ โดยส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้ คงโทษนักแสดง นักร้องรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะบางคนเป็นลูกครึ่ง เมื่อได้รับบทบาทการแสดงก็จะพูดผิดๆ ออกไป ส่วนผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ช่วยสอนและแก้ไข "คำว่า แอ๊บแบ๊ว นั้น เวลานี้ตัวผมเองไม่สนใจจะติดตาม เรียนรู้ความหมายของคำศัพท์แปลกๆ พวกนี้ เพราะขณะนี้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่ที่มาใช้มากเกินไปจนสังคมตามไม่ทัน ทำให้การพูดหรือใช้สื่อสารผิดความหมายออกไปทันทีอย่างคำว่า แอ๊บแบ๊ว หรือ คำว่า กิ๊ก เป็นต้น ดังนั้น ในฐานะที่เป็นนักแสดงอาวุโส และกระทรวงวัฒนธรรมยกย่องให้เป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จึงอยากเชิญชวนผู้ผลิตสื่อในวงการบันเทิงให้ช่วยระมัดระวังในการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง อย่าให้ผิดเพี้ยนมากเกินไป ที่สำคัญสื่อสิ่งพิมพ์ต้องระวังเรื่องการออกแบบคิดคำศัพท์ใหม่ หรือคำแสลง เช่น คำว่า กิ๊ก เป็นต้น" นายรอง เค้ามูลคดี กล่าว นายกิจมาโนจญ์ โรจนทรัพย์ หรือครูลิลลี่  ติวเตอร์วิชาภาษาไทยชื่อดังขวัญใจวัยรุ่น กล่าวว่า การที่เด็กและเยาวชนใช้ภาษาไทยแบบแอ๊บแบ๊วนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะบางครั้งเด็กจะใช้สื่อสารระหว่างเพื่อนระหว่างกลุ่มเท่านั้น เพื่อเป็นการสร้างรอยยิ้ม สร้างสีสันให้แก่กลุ่ม แต่บางคนอาจจะติดมาใช้กับผู้ใหญ่บ้าง ผู้ใหญ่ ก็ควรที่จะมีการแนะนำให้เด็กรู้วิธีการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องว่า ควรพูดอย่างไร เพราะภาษาไทยมีการพูดและการใช้หลายระดับ เช่น พูดกับผู้ใหญ่ พูดกับเพื่อนด้วยกันเอง พูดกับพระสงฆ์ จึงไม่อยากให้ไปกล่าวหาเด็ก .....
หลากมิติหลายมุมมอง ในซีไรต์ 2550
Submitted by Pookun on July,14 2007 02.58
หลากมิติหลายมุมมอง ในซีไรต์ 2550 เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กๆ ของ ศิริวร แก้วกาญจน์,ที่ที่เรายืนอยู่ ของ อังคาร จันทาทิพย์,ปลายทางของเขาทั้งหลาย ของ กฤช เหลือลมัย,แมงมุมมอง ของ พรชัย แสนยะมูล,ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์ ของ อุเทน มหามิตร,ลงเรือมาเมื่อวาน ของ ศิริวร แก้วกาญจน์,โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของ มนตรี ศรียงค์ และหมู่บ้านในแสงเงา ของ โกสินทร์ ขาวงาม ทั้ง 8 เล่ม คือบทสรุปของกวีนิพนธ์ที่สามารถฝ่าฝันผู้เข้าร่วมชิงชัยกว่า 76 เล่ม ในสนามซีไรต์จนเข้ารอบตัดเชือกมาได้ โดยการพิจารณาและลงมติของประธานกรรมการคัดเลือกคือ อดุล จันทรศักดิ์ และกรรมการที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอีก 6 ท่านอย่าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา,พินิจ นิลรัตน์,พิเชฐ แสงทอง, วชิระ ทองเข้ม,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายวรุณ น้อยนิมิต และรองศาสตราจารย์ อวยพร พานิช ชื่อชั้นของกวีแต่ละท่านคงไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากความ เพราะล้วนแต่มีตัวตนที่ชัดเจนอยู่ในบรรณพิภพมานาน เว้นเพียงโกสินทร์ ขาวงาม ที่แม้จะเพิ่งมีผลงานรวมเล่มเป็นครั้งแรก แต่ก็ส่องประกายกวีไม่น้อยเลย ประธานกรรมการอย่าง อดุล จันทรศักดิ์ เล่าให้ฟังว่าการตัดสินในปีนี้เข้มข้นน่าดู โดยจะแบ่งกันอ่าน 3 ครั้ง ครั้งละ 25 เล่ม แล้วจึงคัดออกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อนำมาเสนอ ผ่านกระบวนถกเถียง และลงประชามติร่วมกัน โดยจะเน้นตรงความแหลมคมทางความคิดและฝีมือการเขียน จึงไม่แปลกที่ผลงานของศิริวรจะเข้ารอบถึง 2 เล่ม "ผมก็สงสัยเนื่องจากทำงานกวีนิพนธ์มา ไม่เคยมีที่หนังสือโดยคนเขียนคนเดียวกันจะเข้ารอบทั้ง 2 เล่ม แต่คนที่เคยเป็นกรรมการรอบที่แล้วบอกว่าได้ เพราะปีที่แล้วงานของคุณประชาคม ลุนาชัย (เขียนฝันด้วยชีวิต และ กลางทะเลลึก) ก็เข้า 2 เล่ม เลยไม่มีข้อถกเถียงต่อ" สังเกตว่างานส่วนใหญ่จะเป็นแนวคิดปัจเจกบุคคล และไม่ค่อยมีบทกวีที่สะท้อนภาพรวมของสังคมที่กำลังเข้มข้นส่งเข้าประกวดมากนัก ซึ่งอาจทำให้หลายคนขัดอกขัดใจ เพราะมองว่าหน้าที่หนึ่งของกวีคือการสะท้อนสังคม ตรงจุดนี้อดุลเห็นว่าเป็นการตีกรอบมากเกินไป เพราะแม้จะไม่แสดงความเห็นทางสังคมและการเมืองแบบตีแสกหน้า แต่ในความเป็นปัจเจกนั้นก็แฝงข้อคิดของชีวิตอยู่ร่ำไป อีกประการหนึ่งอดุลเชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะด้านการเมืองยังสดใหม่อยู่ ทำให้กวีสร้างสรรค์งานเพื่อรวมเล่มไม่ทัน "จริงๆ แล้วช่วงนี้การเคลื่อนไหวของสังคมแรงมาก ไม่ว่าทั้งคุณทักษิณจะกลับมาได้หรือเปล่า พล.อ.สพรั่ง เป็นวีรบุรุษหรือไม่ คตส.จะทำอะไร แต่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดหลังมีนาคมทั้งนั้น ซึ่งหมดเขตส่งงานแล้ว ทำได้อย่างมากก็หลังเหตุการณ์ 19 กันยายนสัก 3 เดือน" และอีกเหตุผลคือเป็นเพราะหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำไปมา ทำให้เกิดอาการตันขึ้นในบทกวี "อย่างเหตุการณ์ภาคใต้เขียนไม่กี่ชิ้นก็จบแล้ว ประเด็นซ้ำมาก มีประณามผู้ก่อการร้าย เขียนเพราะห่วงครูและเด็กๆ ในภาคใต้ พรุ่งนี้จะตื่นไปโรงเรียนทำไม อย่าออกไปให้เขาฆ่าเลย ยากมากที่จะเขียนได้ทั้งเล่ม" นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นปีที่มีบทกวีไร้ฉันทลักษณ์เข้ารอบมาถึง 2 เล่มคือ เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กๆ และฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์ โดยอดุลให้เหตุผลว่าเป็นเพราะทั้ง 2 เล่มมีความถึงตามมาตรฐานของกวีนิพนธ์ "บทกวีไร้ฉันทลักษณ์เขียนง่ายแต่เขียนให้ดียากนะ เพราะไม่มีจังหวะของคำมาช่วยพาไปตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง เถียงกันเยอะว่าแต่ละเล่มถึงไหม ถึงในที่นี้คือฝีมือกวีที่มีคุณค่าและกระทบความรู้สึก" อดุลกล่าวยิ้มๆ ซึ่งในประเด็นนี้กรรมการซีไรต์หลายสมัยอย่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา ก็เห็นว่าในอดีตที่กลอนไร้ฉันทลักษณ์มักจะตกรอบ หรือเข้าอย่างเต็มที่เพียงเล่มเดียวนั้น เป็นเพราะความนิยมในกลอนฉันทลักษณ์มีอยู่มาก และกลอนไร้ฉันทลักษณ์ที่เคยส่งมาก็ไม่ค่อยดีนัก แต่ปีนี้ส่งมาค่อนข้างเยอะ และมีพัฒนาการขึ้นมากในเรื่องของประเด็น การร้อยเรียงความคิด พลังจินตนาการ และถ้อยคำที่เลือกสรร "อย่างเก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก ภาษาจินตนาการสวยมาก หรือฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์ ถึงจะมีกลิ่นอายฝรั่งมาก แต่ให้พลังจินตนาการสูง อย่างแมงมุมมองของพรชัยคล้ายจะไร้ฉันทลักษณ์ แต่ก็ไม่ได้ไร้ เพราะมีจังหวะเสียงที่ลงตัว พรชัยส่งม .....
เทศกาลเปิดขุมกำลังนักเขียนใต้
Submitted by Pookun on July,11 2007 21.51
เทศกาลเปิดขุมกำลังนักเขียนใต้ 27 - 29 กรกฎาคม  2550 โดย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  กระทรวงวัฒนธรรม หลักการและเหตุผล   เนื่องจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  กระทรวงวัฒนธรรม  ได้จัดรายการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ที่ภาคเหนือคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ที่ภาคอีสานที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  ที่ภาคกลางคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี  และที่ภาคใต้คือคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช  โดยให้องค์กรในคณะของแต่ละภาคเป็นแกนนำในการดำเนินงานร่วมกับส่วนต่างๆ    และสำหรับในภาคใต้นี้  ทางคณะกรรมการผู้จัดงานได้กำหนดให้เป็น ยเทศกาล            เปิดขุมกำลังนักเขียนใต้ย  เพื่อให้เป็นเวทีให้นักเขียนใต้ได้มีโอกาสแสดงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อวงการวรรณกรรม  ซึ่งกำลังขับเคลื่อนไปทั้งทางบวกและลบ  อาจขยายความพอสังเขปได้ดังนี้ ด้านบวกคือมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งวรรณกรรมจากอินเตอร์เน็ท  มีพื้นที่สำหรับวรรณกรรมทุกประเภท  มีสำนักพิมพ์มากขึ้น  มีรางวัลมากขึ้น  และสำหรับวรรณกรรมต่างประเทศก็มีเรื่องแปลมากมาย ด้านลบคือในความหลากหลายถูกมองว่ามิได้เติบโตไปพร้อมๆคุณภาพ  โดยเฉพาะในส่วนของวรรณกรรมสร้างสรรค์  มีนักวิจารณ์น้อยลง  ทุกอย่างมุ่งไปสู่การค้า  วัฒนธรรมการอ่านเน้นเรื่องความบันเทิงเช่นเดียวกับการอยู่รอดของสำนักพิมพ์ที่เน้นความบันเทิง  สถาบันส่งเสริมรางวัลแทนที่จะช่วยวงการวรรณกรรมอย่างแท้จริงกลับกลายเป็นส่งเสริมเพียงบางเล่ม และข้อมูลเหล่านี้ทั้งด้านบวกด้านลบที่นำมาเสนอ  ถือเป็นข้อมูลในระดับเบื้องต้นที่มาจากการสอบถามและสัมภาษณ์พูดคุยกับหลายๆผู้คนในแวดวงวรรณกรรม  ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่จริงอย่างไร  ประเด็นดังกล่าวก็ได้ถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญของงานเทศกาลเปิดขุมกำลังนักเขียนใต้ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 - 29 กรกฎาคม  2550    ทางคณะกรรมการผู้จัดงานจึงมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเรียนเชิญเพื่อนๆนักเขียนภาคใต้ผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างแรงขับเคลื่อนบนถนนสายวรรณกรรมตลอดมา    เข้าร่วมพบปะ  แลกเปลี่ยนเสวนา  ถ่ายทอดและสะท้อนปัญหาทีขัดเจนร่วมกัน  เพื่อจะเป็นประโยชน์ในทางข้อมูลที่พัฒนาต่อไปเป็นองค์ความรู้  และพัฒนาต่อไปจนถึงระดับนโยบาย  จึงนับว่าบรรลุเป้าประสงค์ วัตถุประสงค์ 1.  เพื่อเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนสนทนาในรูปแบบกัลยาณมิตรของนักเขียนใต้ 2.  เพื่อเป็นเวทีในการศึกษาเรียนรู้วรรณกรรมระหว่าง  นักเขียน  นักวิชาการ  สถาบันอุดมศึกษา  และหน่วยงานจากส่วนกลาง  โดยทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ 3.  เพื่อนำผลการเสวนามาจัดทำเป็นข้อมูลวรรณกรรมในเชิงลึกที่สะท้อนปัญหาโดยนักเขียนใต้  เพื่อเผยแพร่ และส่งขึ้นไปสู่ระดับนโยบายของสำนักศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย การดำเนินงาน 1.  ทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ได้มอบหมายให้คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช  โดยมีการจัดตั้งในรูปแบบการทำงานในแบบคณะกรรมการที่มาจากหลายๆส่วน  เพื่อประสานงานกับสมาคม  นักวิชาการผู้นำการบรรยาย  และนักเขียนภาคใต้ 2.  การจัดในครั้งนี้ภายใต้ชื่อที่กลั่นกรองจากคณะกรรมการคือ  ยเทศกาลเปิดขุมกำลังนักเขียนใต้ย  จะจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน โดยเมีระยะเวลาในการดำเนินงานดังต่อไปนี้ วันที่ 27 กรกฏาคม 2550  กิจกรรมของนักเขียนกลุ่มนาครเต็มวัน (รายละเอียดรายการแนบมาด้านหลัง) วันที่ 28 กรกฏาคม 2550  (รายละเอียดรายการแนบมาด้านหลัง)  เป็นกิจกรรมของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ร่วมกับหลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช วันที่ 29 กรกฎาคม  2550  นักเขียนรวมกลุ่มกันอีกครั้ง  เพื่อพบปะนักเขียนมาเลเซียผู้มาเยือน  และรายการวรรณกรรมในช่วงบ่ายจากหลักสูตรภาษาไทย  จนถึงพิธีปิดงาน ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1.  ผู้สนใจทั้งอาจารย์  นักศึกษา  นักคิด  นักเขียน  ที่เข้าร่วมเทศกาลเปิดขุมกำลังนั .....
เผยชื่อ 8 เล่มเข้ารอบคว้า “ซีไรต์” ปี 50
Submitted by Pookun on July,10 2007 19.53
เผยชื่อ 8 เล่มเข้ารอบคว้า ยซีไรต์ย ปี 50 โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2550 17:45 น.   หลังจากที่คณะกรรมการได้เคร่งเครียดถกเถียงกันอย่างหนักกับผล รางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) วันนี้ได้มีการประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือกรางวัลซีไรต์รอบแรก ประเภท "กวีนิพนธ์" ประจำปี 2550 ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล โดยมี ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน เป็นประธานการแถลงข่าว ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว       โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลรอบแรกมีทั้งหมด 8 คน ประกอบไปด้วย อดุล จันทรศักดิ์ รับหน้าที่เป็นประธานกรรมการคัดเลือก ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา, พินิจ นิลรัตน์ ,พิเชฐ แสงทอง ,วชิระ ทองเข้ม , ผศ.ดร.สายวรุณ น้อยนิมิตร และ รศ.อวยพร พานิช เป็นคณะกรรมการคัดเลือก       ในปีนี้คณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ได้พิจารณาคัดเลือกหนังสือ ประเภทกวีนิพนธ์ที่ส่งเข้าประกวดรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี 2550 จำนวน 76 เล่ม ได้มีมติเอกฉันท์ให้เสนอหนังสือกวีนิพนธ์ 8 เล่ม เพื่อให้คณะกรรมการตัดสินพิจารณารางวัลซีไรต์ในรอบต่อไป โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้       1เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็ก ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ ,2.ที่ที่เรายืนอยู่ ของ อังคาร จันทาทิพย์,3.ปลายทางของเขาทั้งหลาย ของ กฤช เหลือลมัย ,4.แมงมุมมอง ของ พรชัย แสนยะมูล,5.ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์ ของ อุเทน มหามิตร,6.ลงเรือมาเมื่อวาน ของ ศิริวร แก้วการญจน์ ,7.โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของ มนตรี ศรียงค์ และ หมู่บ้านในแสงเงา ของ โกสินทร์ ขาวงาม       ยเก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็กย เป็นบทกวีที่นำเสนอสาระเกี่ยวกับจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ตกอยู่ในพันธนาการของสังคม ด้วยมุมมองที่ทั้งขื่น ทั้งขัน ทั้งอ่อนโยน แต่บางครั้งก็ตรงไปตรงมา เป็นบทกวีที่จรรโลงอารมณ์อันประณีตของมนุษย์ ในโลกยุคบริโภควัตถุ ตัวเลขและเทคโนโลยี แม้จะเป็นเสียงแผ่วเบา แต่ก็เป็นเสียงตอกย้ำให้สังคมเชื่อว่ามนุษย์ยังมีคุณค่า เรื่องยที่ที่เรายืนอยู่ย เป็นกวีนิพนธ์ร่วมสมัยอีกเรื่องหนึ่งที่มุ่งนำเสนอในสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ เป็นไปของสังคมโดยมองจากที่ที่ ยเรายยืนอยู่ด้วยสายตาของกวี โดยได้หยิบเอาเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมานำเสนอเป็นเครื่องมือหรือ ยทางผ่านย พาไปสู่สภาพจริงของสังคมไทยที่เราพบเจออยู่ตลอด ด้วยภาษาที่ลื่นไหลสลักเสลา เรื่อง ยปลายทางของเขาทั้งหลายย เป็นกวีนิพนธ์ที่เปิดใจกว้าง สำรวจสัญลักษณ์และความหมายในรูปรอยอารยธรรม และวัฒนธรรมที่บิดเบือนผิดไปจากรูปเดิม กอปรกับความไม่รู้ของคนร่วมสมัย และอวิชชาอันมืดบอดในตัวตน แม้จะเป็นยุคไฟสว่าง แต่ก็เหมือนเดินอยู่ในทางที่มืดมิด       เรื่อง กวีไส้ชุ่ม ยแมงมุมมองยเป็นบทกวีที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน หยิกแกมหยอกตลอดเรื่อง สร้างความฉงนให้กับผู้อ่าน ก่อนลงมืออ่าน โดยจะหยิบคำพังเพยที่ว่ากวีมักไส้แห้ง เปลี่ยนมาเป็นกวีไส้ชุ่ม คือเต็มไปด้วยเงินทอง หรือเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ เรื่อง ยฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์ย เป็นกวีนิพนธ์แนวเหนือจริง ที่อุดมด้วยพลังแห่งจินตนาการ กวีได้เสกแมลง หิ่งห้อย นกหก พงไพร ทุกอิริยาบถของสรรพสิ่งประทะสังสรรค์ด้วยอารมณ์อันหลากหลาย เรื่อง ยลงเรือมาเมื่อวานย เป็นกวีนิพนธ์ที่พรรณนาอารมณ์ความรู้สึกสะเทือนใจของกวีที่มีต่อผู้คนและสิ่งต่างๆ ในสังคม ซึ่งได้ชี้ชวนให้ขบคิดถึงความสำคัญของการดำรงอยู่และความเป็นไปของวัฎจักรชีวิต แม้ว่าจะเป็นสัจธรรมที่รับรู้กันโดยทั่วไป แต่ก็ผู้เขียนก็นำเรื่องราวเหล่านั้นมาเขียนเป็นภาษากวี       ยโลกในดวงตาของข้าพเจ้าย เป็นบทกวีที่สร้างจินตภาพเชิงกวีแบบใหม่ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสอย่างตื่นเต้นและแปลกหูแปลกตา สะกิดเตือนให้ผู้อ่านหวนกลับไป มองเมือง ใหม่ มองคนธรรมดาสามัญด้วยสายตาแบบใหม่ อันจะนำไปสู่ความเข้าใจและยอมรับความเป็น ยคนย ของกันและกันมากขึ้น เรื่อง ยหมู่บ้านในแสงเงาย:กวีนิพนธ์บนเส้นชีวิต เป็นบทกวีที่บันทึกย้อนทวนสายธารแห่งชีวิต กลับไปสู่หมู่บ้านซึบซับความหลังครั้งเยาว์วัย มีสีสันและแสงเงาหวานล้ำลึกเป็นองค์ประกอบ โดยเลือกใช้วรรณศิลป์แบบฉันทลักษณ์อันราบรื่นและลงตัว       โดยภาพรวมของผลงานที่ส่งเข้าป .....

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว