Topic list
- ลวกเส้นเป็นกวี ๐๓.
- เด็กๆที่ถูกทำร้าย วันก่อนที่ร้านหมี่เป็ดของผม บ่ายแก่ๆของวันที่ผ่านเช้าผ่านเที่ยงมาเหน็ดเหนื่อย เมื่อผมเดินออกจากครัวก็พบผู้ชายสูงวัยคนหนึ่งที่คุ้นตานัก แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าเคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน แกกำลังนั่งทานก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่อยู่ที่โต๊ะ๑ ด้วยความที่ผมเป็นคนไม่ค่อยจะจำรายละเอียดของใบหน้าคนนัก มันก็เลยต้องใช้เวลาคิดและพิจารณาให้ชัด ผมแกล้งเดินผ่านโต๊ะแล้วเหล่ชำเลืองเงียบๆ ใครและที่ไหนหนอคือคำถามที่ผมพยายามตอบ จึงตัดสินใจถามเอาดื้อๆในช่วงที่แกกำลังเงยหน้าหลังจากทานเสร็จแล้ว ยโทษครับ ใช่อาจารย์ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธไหมครับ?ย ผมตั้งคำถามอย่างสุภาพ แกเหลือบมองผมแล้วพยักหน้ายิ้มๆ ยใช่อาจารย์...ไหมครับ?ย ผมออกชื่ออย่างไม่แน่ใจ แกยิ้มอีกครั้งแล้วถามผมว่าผมจบรุ่นไหน ผมยกมือไหว้พร้อมกล่าวสวัสดีอาจารย์อย่างดีใจ มันนานมากแล้วที่ผมไม่ได้เจออาจารย์ที่สั่งสอนสรรพวิชาและการอยู่ร่วมในสังคม นับจากวันที่ผมรับใบ รบ. สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา ๒๕๒๘ ย ๒๕๒๙ ผมได้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าก็เพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่กลับไปงานเลี้ยงร่วมรุ่น ไม่ได้เจอะเจออาจารย์ท่านใดเลย อาจารย์มาหาดใหญ่เพื่อประชุมอะไรสักอย่าง เค้าหน้าอาจารย์ยังคงเป็นคนอารมณ์ดีเหมือนอย่างที่เคยเห็น มันทำให้วิชากฎหมายกลายเป็นเรื่องสนุกและไม่ใช่เรื่องไกลตัว อาจารย์คนนี้แหละที่แนะนำเด็กนักเรียนให้อ่านหนังสือการเมืองรายสัปดาห์ ขวบปีนั้นสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ยังเป็นนิตยสารการเมืองที่ทรงพลังที่สุด และมติชนสุดสัปดาห์ก็กำลังแผ่ปีกสยายเงายิ่งใหญ่ ท่านเป็นครูคนแรกที่ปลุกพวกเราให้สนใจการเมือง เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองครั้งแรกก็จากอาจารย์ท่านนี้ แต่เด็กโปรแกรมพลานามัยที่วันทั้งวันอยู่แต่ในสนามจนตัวเขียว มันจึงเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งที่จะหันความสนใจไปยังด้านอื่น จนกระทั่งผ่านมาเป็น ๑๐ ปีนั่นแหละครับ ที่ผมจะได้สนใจการเมืองและเริ่มอ่านหนังสืออื่นๆที่ไม่ใช่สตาร์ซอกเกอร์ อาจารย์เล่าเรื่องราวความเป็นไปของโรงเรียนในห้วง ๒๐ ปีที่ผ่าน เล่าถึงครูคนอื่นๆที่ผมนึกชื่อถามขึ้นได้ แต่ประเด็นใหญ่ที่เราคุยกันหนักคือประเด็นของครูในปัจจุบัน อาจารย์เล่าว่ามีคนมาติดต่อท่านเพื่อขอ ยชื่อย ไปเปิดโรงเรียนสอนพิเศษเป็นเวลา ๓ ปี โดยให้เงินตอบแทนเป็นจำนวนที่ใช้ได้เลยทีเดียว อาจารย์ปฏิเสธ พร้อมทั้งกล่าวว่าชื่อของอาจารย์มันเทียบกันไม่ได้เลยกับชื่อของโรงเรียนมหาวชิราวุธ เพราะสังกัดที่อยู่นั้นยิ่งใหญ่เกินจะเอ่ยอ้างเอาไปใช้ในธุรกิจใดใดของใครคนใดคนหนึ่ง ผมฟังอย่างครุ่นคิดและกระตือรือร้น ด้วยเรื่องสถาบันติวเตอร์ที่กลาดเกลื่อนในปัจจุบันนี้ ผมได้รับฟังรู้เห็นปัญหาของเด็กนักเรียนมามากมาย แน่ล่ะ-ที่ต้องเป็นของผู้ปกครองด้วย มันเป็นปัญหางูกินหาง และนับวันดูท่าจะขยายยาวเหยียดยืดหางออกไปไม่รู้จบสิ้น ลูกค้าที่ร้านของผมนั้นเช้าๆจะเป็นนักเรียน ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยม ผมเห็นเด็กประถมแบกกระเป๋าหนังสือกันตัวโก่งทุกคน ย ทุกวัน ถามพวกเขาว่าเรียนกันหมดหรือ ? เขาตอบกลับมาอย่างแน่ใจว่าหมด ผมลองยกกระเป๋าของเด็กๆเหล่านั้น มันน่าจะหนักร่ำๆ ๑๐ กิโลเลยทีเดียว เด็กตัวเท่านี้กับกระเป๋าที่ผู้ใหญ่เองก็ยังหลังแอ่น ? ผมยืนตาปริบๆเงียบๆ มองพวกเขาหน้าดำหน้าแดงแบกกระเป๋าไปโรงเรียน จากผู้ปกครองของเด็กเองผมจึงได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ระดับประถมก็มีการสอบแข่งขันกันเข้าเรียนแล้ว ผมอุทานออกมาคำหนึ่งเบาๆ มองเห็นพวกเขาเรียนกันควันออกหู ไม่รับรู้ใดใดในโลกใบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นลมหายใจคือเรียนและเรียน ยามเย็นเมื่อโรงเรียนเลิก พวกเขาจะกุลีกุจอไปสถาบันติว เรียนต่อกันจนค่ำ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ควรจะได้นอนตื่นสายดูทีวี พวกเขาก็จะรีบอาบน้ำแต่งตัวไปสถาบันติว ผมเชื่อว่าวัตรปฏิบัติเช่นนี้ของเด็กๆ มันทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากหรืออาจจะพูดได้ว่าทุกคนพอใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องเด็กจะเกเร ไม่ต้องนั่งรอลูกกลับบ้านดึกๆดื่นๆด้วยไม่รู้ว่าหายไปไหนมาทั้งคืน ลูกเป็นเด็กน่ารักของพ่อแม่เสมอ และมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว วันหยุดเช้าๆก็ออกไปหาอาหารเช้ามาให้ เพื่อให้ลูกตื่นขึ้นมาจะได้รับทานก่อนไปสถาบันติว .....
- ลวกเส้นเป็นกวี ๐๒.
- ความรู้สึกผิด งานการแต่ละวันแต่ละวันทำไมมันเหน็ดเหนื่อยได้ขนาดนี้หนอ ให้นึกอิจฉาเพื่อนๆหลายต่อหลายคนที่ชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องทำงานทำการอะไรก็มีกินมีใช้ไม่รู้หมด แอบฝันเล็กๆว่าหากผมอยู่ในตระกูลร่ำรวยไม่รู้เบื่ออย่างนี้ ผมจะมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง ถ้าไม่หัวหกก้นขวิดก็คงดำเนินธุรกิจใหญ่โตอะไรสักอย่างแหงๆ แต่การไม่ต้องทำงานทำการอะไรเลยนี่มันไม่น่าจะดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยคุณค่าของชีวิตก็ลดทอนลงไปอย่างน่าเสียดายในวันเวลา อยากมีก็ต้องหาเองต้องลงมือทำ เหน็ดเหนื่อยบ้างก็ธรรมดาละน่า เพียงชีวิตมีความสุขดีก็พอ จิตใจดีเราก็มีแรงทำงาน วันก่อนอ่านข่าวต่างประเทศในกรอบเล็กๆของเดลินิวส์ เป็นเรื่องราวของซานต้าปริศนาที่หอบหิ้วถุงเงินแจกจ่ายผู้ขัดสนยากไร้ทั่วอเมริกา เขาเป็นมหาเศรษฐีที่ครั้งหนึ่งเคยอดอยากขัดสนไร้แม้ที่อยู่ที่กิน วันนั้นเขาสั่งอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง ทั้งที่รู้ตัวดีว่าไม่มีเงินอยู่เลย เมื่อเช็คบิลเขาก็บอกกับเจ้าของร้านว่าได้ทำเงินหล่นหาย เจ้าของร้านยืนนิ่งก่อนเดินไปที่เคาท์เตอร์ เปิดลิ้นชักแล้วก้มเก็บอะไรสักอย่างที่พื้น เดินกลับมาหาเขาพร้อมยื่นเงิน ๒๐ ดอลลาร์ให้ "คุณคงทำมันหล่นที่ตรงนั้น" เจ้าของร้านพูด ยิ่งกว่าเทพนิยาย เหมือนละครช่อง ๗ ราวกับนิทานก่อนนอนที่แม่เล่าให้ลูกน้อยฟัง เหมือนเรื่องเล่าปากต่อปากของนักอุดมคติ ผมอ่านข่าวนี้ด้วยความตื้นตันน้ำตาแทบไหลร่วง เป็นข่าวในกรอบเล็กๆไม่กี่บรรทัด ที่ผมต้องใช้เวลาอ่านนานยิ่ง อย่างต้องการให้มันแน่ชัดว่าไม่ได้อ่านผิดไป และใช้เวลาอีกนานในการขบคิดแล้วพบว่าเราช่างโชคร้าย ที่อยู่ในยุคสมัยแห่งความหวาดระแวงกันและกัน ข่าวบอกต่อว่าต่อมาเขาประกอบธุรกิจโทรคมนาคมจนร่ำรวยมหาศาล และได้ปฏิญาณตนในปี ๒๕๑๔ ว่าจะช่วยเหลือผู้ยากไร้ ซานต้าปริศนาจึงได้ปรากฏตัวทั่วอเมริกาตามสถานที่ยากจนข้นแค้น ไม่มีใครรู้ว่าซานต้าผู้นี้เป็นใคร แต่มันเป็นเสมือนหยดน้ำเล็กๆที่หยาดดวงร่วงมากลางผืนทะเลทรายแห้งแล้ง ซานต้าเป็นความหวังสุดท้ายที่ชาวอเมริกันปรารถนาจักได้พบเห็น เขากลายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต จากเด็กชายยากจนในมลรัฐมิสซิสซิปปี้ ดิ้นรนหางานพยุงชีวิตจนโต วันที่ท้องกิ่วแห้งที่สุด วันนั้นเขาได้รับเมตตาเอื้อเฟื้อจากเพื่อนมนุษย์ และอาหารหนึ่งมื้อพร้อมเงิน ๒๐ ดอลลาร์นั้น เขาคิดถึงซานต้าผู้ใจดีขึ้นมา อะไรกันนี่ ? มันยังมีอีกหรือ ? นั่นที่อเมริกาหรือ ? ผมเริ่มแปลกใจตัวเองที่แปลกใจในสิ่งที่ไม่ควรแปลกใจเช่นนี้ ทั้งที่การเมตตาต่อกันและกันเราได้รับอบรมมาอย่างยาวนานทั้งจากศาสนาและวิถีชีวิต และจริงๆแล้วมันควรเป็นเรื่องที่ไม่ต้องอบรมสั่งสอนเสียด้วยซ้ำ ผมนั่งกินข้าวมื้อค่ำที่ร้านข้าวต้มแห่งหนึ่ง ผมชอบกินข้าวไปด้วยและอ่านหนังสือไปด้วย มันเป็นช่วงเวลาส่วนตัวที่มีความสุขที่สุดของวัน อยู่ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาแล้วยกมือไหว้ โดยอัตโนมัติผมรีบโบกมือปฏิเสธทันที โต๊ะที่ผมนั่งมันอยู่ริมฟุตบาธ มักจะมีคนเร่ร่อนขอทานวณิพกกระทั่งคนเลี้ยงช้างเข้ามารบกวนเวลาอาหารเสมอ ผมเหลือบดูชายคนนั้น เขาแต่งกายสุภาพแต่เก่า รอยยิ้มแห้งๆเกรงใจๆทำให้เขาดูขัดเขินแปลกหน้ากับเมือง ผัดเผ็ดกบกำลังจะเข้าปากผมอยู่แล้วเชียว เขาก็ถามขึ้นมาว่า "เซี่ยงตึ๊งไปทางไหนครับ ?" ผมชี้นิ้วไปเบื้องหน้าตามทิศเซี่ยงตึ๊ง แล้วเคี้ยวผัดเผ็ดกบอย่างตั้งใจ รสชาติวันนั้นมันกำลังดี ไม่เผ็ดมากจนซี้ดปาก และข่าวที่อ่านก็ทำให้รสชาติข้าวมื้อนั้นอร่อยยิ่งขึ้น เขาชี้นิ้วไปอีกทางแล้วถามว่า "ทางนั้นหรือครับ ?" ผมพยักหน้ารับไปส่งเดช ผมไม่ชอบให้เวลามื้อค่ำของผมถูกรบกวนไม่ว่าด้วยสาเหตุใดใดทั้งสิ้น งานการแต่ละวันมันหนักมันเหนื่อยพออยู่แล้ว ผมขอเวลาสักช่วงของวันสำหรับการจมอยู่กับความสุขในพื้นที่ส่วนตัวได้ไหม ? เบียร์เย็นๆลอยฟองอยู่ปริ่มแก้ว น้ำแกงไก่ต้มขมิ้นที่ลอยควันกรุ่นๆหอมเตะจมูก การปรากฏตัวของเขาทำให้ผมฉุนพอควร และเขาคงจะรับรู้ได้จึงยกมือไหว้ขอบคุณแล้วเดินไปตามทางทิศเซี่ยงตึ๊งของเขา ที่เป็นคนละทิศกับเซี่ยงตึ๊ยงของผม วูบนั้น- ผมรู้สึกว่าข้าวที่กำลังเคี้ยวเหมือนเป็นกรวดทราย มันเป็นเรื่องแย่ที่ผมพบว่าตัวเองเลวร้ายในมื้อค่ำวันน .....
- ลวกเส้นเป็นกวี ๐๑.
รอยยิ้มของนักเก็บภาษี
นักเขียนนั้น- ร้อยทั้งร้อยละครับต้องเคยได้รับคำถามว่าด้วยแรงบันดาลใจ
อะไรจึงมาเป็นนักเขียน อันนี้ตอบยากนะครับ ตอบยากจริงๆ เพราะไม่ว่าจะยกเหตุผลอันใดมาอธิบายก็ตาม มันก็จะยังเรียวแหลมไปที่ความอยากจะสื่อกับผู้คนด้วยตัวหนังสือทั้งสิ้น คนบางคนอาจมีความสุขกับการสื่อด้วยเสียงพูด บ้างก็ได้แสดงท่าทาง คลาสสิคหน่อยก็ด้วยท่วงทำนองของเพลง ใครที่ไม่อยากสื่อสารอะไรกับใครก็อาจนั่งนิ่งๆ แต่การนั่งนิ่งๆเงียบๆนั้นก็นั่นแหละคือการสื่ออย่างหนึ่ง มนุษย์จึงมีการสื่อถึงกันในทุกขณะอิริยาบถ จริงๆสิ่งมีชีสิตทุกชนิดนั่นแหละที่มีการสื่อสารติดต่อกัน ต่างมีเครื่องส่งและเรดาห์รับอยู่ในตัว แม้แต่แมวที่ว่ากันว่าเป็นสัตว์โดดเดี่ยวที่สุดในโลกก็เถอะ มันยังคงครางเมี้ยวเมี้ยวสื่อสารกับแมวด้วยกันรวมทั้งสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ หรือกระทั่งพืชพันธุ์ต้นไม้ที่บานดอกสวยสดงดงามแตกต่างกันไป มันไม่น่าจะบานเล่งโดยไร้เหตุผลเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นมันจะมีเกสรตัวผู้ตัวเมียไว้ทำไมเล่า ? แต่วิวัฒนาการของมนุษย์เท่านั้นที่ซับซ้อนอลังการจนกลายเป็นตัวหนังสือ มันสามารถบ่งบอกได้ถึงอารยธรรมสูงสุดของวัฒนธรรมการสื่อสาร
มีหลายขณะที่เราไม่รู้จะพูดสื่อสารออกมาอย่างไรดีเหมือนกัน มันดูอึดอัดกระวนกระวาย
คันปากยิบๆหงุดหงิดไม่รู้สร่าง สมองนั้นได้เอ่ยถ้อยคำในใจไปหมดสิ้นแล้วแต่ปากกลับปิดสนิท หรือปากยังพูดเรื่อยเจื้อยเรื่องโน้นเรื่องนี้แต่สมองกลับคิดหาคำพูดที่ดีดีสักประโยคของความในใจออกมาไม่ได้ ทุกคนต้องเคยประสบภาวการณ์เช่นนี้ บางคนจึงใช้วิธีปล่อยให้เข็มนาฬิกาเดินหน้าของมันไปอย่างเงียบๆ บ้างก็เก็บเอามานึกประโยคสวยๆเพื่อเอ่ยในวันหลัง แต่ผมเก็บทุกเม็ดคำพูดในสมองมาเขียน เราต่างมีวิธีการที่แตกต่าง แต่มีจุดหมายเดียวกันคือการสื่อสิ่งที่คิด
และดวงตาโตๆของหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง หลังจากที่ตะลึงมองจ้องหน่วยตาคู่สวยคู่
นั้นนานนับนาทีนาที จนผมลืมไปว่ากำลังไปติดต่อเรื่องภาษีที่สรรพากรอำเภอ ก็มีสิ่งที่อยากพูดอยากบอกเล่าขึ้นมา
กฎหมายบอกผมว่าเป็นคนไทยต้องเสียภาษี ทุกประเทศก็คงเป็นเช่นนี้ เพื่อรัฐจะได้นำเงิน
ภาษีของเรานั้นมาสร้างสวัสดิการต่างๆให้แก่เรา ประเทศชาติจึงจะเจริญได้เท่าทันโลกที่มีแต่รุดไปเบื้องหน้า แต่การติดต่อราชการไทยนี่มันช่างเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวสำหรับผมเสียเหลือเกิน เมื่อตอนอายุ ๑๘ ขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา ผมขออนุญาตทางโรงเรียนเพื่อจะไปอำเภอทำบัตรประชาชน เช่นทุกคนนั่นแหละ- การได้ทำบัตรประชาชนมันทำให้เรามองเพื่อนของเราหลายคนที่อายุยังไม่ถึงนั้นด้วยหางตาเหยียดๆในความเป็นเด็ก ผมยิ้มมุมปากให้กับสมศักดิ์ ทำนองว่าไอ้หนู รออีกหน่อยนะ เดี๋ยวก็จะทำบัตรได้แล้ว สมศักดิ์ยิ้มฟันขาวตอบมาว่า โถไอ้แก่...
วันนั้นผมเดินขึ้นอำเภอด้วยหัวใจพองโต หอบหิ้วเอกสารที่คาดว่าจะต้องใช้ใส่ถุงกระดาษ
โชคดี เดินไปจนถึงโต๊ะที่มีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังแต่งหน้า ผมยกมือไหว้สวัสดีตามมรรยาทที่แม่ได้พร่ำสอน บอกว่ามาทำบัตรประชาชนครับพร้อมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ป้าคนสวยก็ยังคงนั่งทาลิปสติคสีแดงแปร๊ดอยู่อย่างนั้น ผมยิ้มแล้วบอกอีกครั้งว่ามาทำบัตรประชาชนครับ อาจยืนกระสับกระส่ายเล็กน้อยที่ไม่ได้รับการต้อนรับแม้เสียงสักเสียง ป้าแกเหลือบมองผมนิดหน่อย แล้วทำปากจู๋ก่อนเม้มริมฝีปากให้ลิปสติคหนาบางเท่ากัน ผมยืนทำตาปริบๆ ตัดสินใจโก้งโค้งค้ำโต๊ะยื่นหน้าไปชิด ยิ้มอย่างน่ารักบอกว่ามาทำบัตรประชาชนอีกครั้ง ป้าแกขมวดคิ้วทันทีเลย กระชากถุงกระดาษโชคดีอย่างแรงจนหูหิ้วขาดติดมือ ตรวจเอกสารต่างๆอย่างรวดเร็วแล้วถามว่าไหนใบต่างด้าว ? เตี่ยผมเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ครับ อยู่ประเทศไทยก็ต้องมีใบต่างด้าวแทนบัตรประชาชน ผมรีบกลับบ้านลนลานด้วยมันใกล้หมดเวลาราชการมะรอมมะร่อ กลับไปอำเภออีกทีป้าแกก็ยังสวยไม่เสร็จ ผมยื่นใบต่างด้าวให้แล้วยิ้มอย่างหอบเหนื่อย ป้าแกกระชากไปดูแล้วถามหาอะไรอีกสักอย่างนี่แหละ ผมจึงเริ่มคิดได้ว่ามันไม่น่าจะถูกต้องนัก เลยถามป้าไปตรงๆว่าต้องการอะไรกี่อย่าง จะได้เอามาทีเดียวให้พร้อมเลย ป้าโกรธมากหาว่าผมย้อนสวนผู .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว