ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

11 items(1/2) 2 Next » Last »|
กวี; ถนนมาราธอน
Submitted by sanit on March,07 2008 02.42

กวี; ถนนมาราธอน

บนมรรคาแห่งเรา, ท่าน ทอดยาวด้วยวิญญาณ งานสร้างสรรค์ เปรียบขณะหว่านเพาะ เมล็ดพันธุ์ หัวใจ มุ่งมั่น ดั้น ด้น เดิน

ต่างออกวิ่ง ช่วงชิง ลาน, ลู่ ระหกระเหิน ท่วงเท้าก้าว ร้าวร้อน – ทน ผจญเผชิญ เพื่อก้าวเกิน ล้ำหน้า – มาราธอน

ไหวไหมล่ะ ? ยืนระยะ โดยที่ขาไม่อ่อน ลงทรุดนั่ง ระหว่างเขียนกลอน ใจถอด! ทอดถอน ก่อนถึงเส้นชัย

กวี; ถนนมาราธอน ยินดีต้อนรับ สำหรับผู้มาใหม่ บนถนนแห่งการพิสูจน์กำลังใจ ยังยาวไกลกับกาละ จงหยัดทะนง

อีกยาวไกล ในความเดียวดาย สูดหายใจส่ง ร้อน หนาว ร้าว รัก ต้องจำหลักลง หัวใจจง แกร่ง! ดุจเพชรเม็ดงาม

พิสูจน์สิ กวี
ณ นาทีสีทองของชีวิตอร่าม เหลืองไสวใสกระจ่าง วาววาม อยู่ที่ความมุมานะ จะเขียนกวี!

สานิตย์ สีนาค
กลุ่มโดยสารวรรณกรรม


พิมพ์ "The City Journal" 15 - 30 มิถุนายน 2550

กรอบรูปเก่า
Submitted by sanit on March,07 2008 02.37

กรอบรูปเก่า


•  แดดของหนาว เช้าของหมอกมาบอกข่าว กับสายลมและเรื่องราวของความหลัง มาบรรยายถึงความรักและความชัง จากฟากฝั่งของทะเล ว้าเหว่ใจ

• พลิกรูปเก่า เป่าฝุ่นจับ ฉันนับนิ้ว อีกหนาวหนอ พรายลมปลิว - ริ้วรอยใหม่ หมอกของเช้า หนาวของวัน ผันผ่านไป กรอบรูปเก่าทิ้งเงาไว้ ในทรงจำ เงาของเธอฉันเพ้อจับ เพียงวับผ่าน กรีดเจ็บลึกร้าวราน ฉันจมต่ำ อยู่กับภาพและกรอบเก่า เงามืดดำ เช้าถึงค่ำ คืนจวบเช้ากับเงาเธอ อีกหนาวหนอ ฉันบอกรักกับรูปเก่า ก่อนน้ำค้างสลายเงา เศร้าเสมอ แหละลมหนาวกับแดดสาย บ่ายละเมอ ได้เพียงเผลอคว้าจับเงา - ไม่เข้าใจ กรอบรูปเก่าเขรอะฝุ่น กรุ่นความหลัง ฉันทรุดนั่งฟังความเงียบ อย่างเงียบใบ้ สนทนาอยู่ลำพังกับความไกล มองไม้ใบระบายเงา เศร้าเหลือเกิน ลมพัดพราย ฉันพลัดหลงลงหุบเหว ดังเพลิงเปลวลุกไหม้ฉัน นับนานเนิ่น เธอพลัดจากพรากห่าง หนทางเดิน ฉันห่วงหา เธอห่างเหิน เกินจะนับ มองกรอบรูปเก่าคร่ำ ย้ำความหมาย ฟุ้งกระจายฝุ่นความหลัง - หันหลังกลับ ฉันจมปลักในรักเก่า - แพ้พ่ายพับ หมกมุ่นในห้องหับ อับฝุ่นควัน เหลือฝุ่นควันจากภาพเก่า เล่าอดีต กรีดหัวใจไหม้ลน จนหนาวสั่น ภาพแล้ว หรือภาพเล่า เข้าโรมรัน ลุกไหม้ฉัน เธอรู้ไหม? ใครเพ้อรัก

• แดดของหนาว เช้าของหมอก มาบอกเล่า กรอบรูปเก่า เงาอดีตกรีดหน่วงหนัก พรายความหลังบาดลึกล้ำ ฉันสำลัก อกกระอัก! กรอบรูปหล่น แตกกระจาย

สานิตย์ สีนาค กลุ่มโดยสารวรรณกรรม

อากาศธาตุในดวงตาของเธอ
Submitted by sanit on February,22 2008 18.32

อากาศธาตุในดวงตาของเธอ

• ยังรูปรอยเปล่าว่าง เลือนรางนัก นิ่งงันราวรูปสลัก จำหลักหิน ไร้ถ้อยคำ ทำนองใดมิได้ยิน สายตาผินมองอื่น - เป็นอื่นไป

• วูบลมหวิวพัดพราย บ่ายแดดเหงา ต้นสะเดาทอเงาร่ม เอื้อร่มให้ ลมวูบหนึ่งพัดหนาว กรูกราวใบ เพียงกวัดไกวไหวสะเดา อยู่เบาบาง

• พบเพียงครู่ หดหู่นักจักลาจาก หวิวลมพรากเราไกล ออกไปห่าง เป็นความไกล ย้ำเตือนอันเลือนราง นัยน์ดวงตาแตกต่าง ออกห่างกัน

• พบเพื่อพราก จากไกลใจเป็นอื่น ฝืนยิ้มฝืน ฝืดเฝื่อนใจป่วนปั่น บ่ายแดดเหงา เราแตกต่าง ช่างตีบตัน คิดว่าฝัน แต่เป็นจริง - จริงยิ่งนัก

• ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ กระไรหนอ โลกหยอกล้อ เราเจ็บ จนกระอัก บ่ายแดดเหงา ใจผ่าวพิษ - พิษแห่งรัก พัดพรายลม ใจจมปลัก - รักเลือนลับ

• ลมพัดพราย บ่ายแดดเหงา ผ่าวแผลพิษ คิดถึงนัก บอกแดดบ่ายให้สดับ ลมไหวหอบรักมาสู่ อยู่เนืองนับ ภาพประทับกลับเลือนราง ว่างเปล่าใจ

• กระวนกระวาย บ่ายคล้อย ลมคล้อยเคลื่อน เหมือนไม่รู้จัก สักน้อย - รอยลมไหว เงียบเชียบ เยียบเย็น - เป็นอื่นไกล วูบลมไกว ไยผ่านลืม ลับเลือนลม

สานิตย์ สีนาค กลุ่มโดยสารวรรณกรรม

ท้องฟ้าขังแสงดาว
Submitted by sanit on February,22 2008 18.27

โพ้นระยิบ แสงระยับ – เขานับดาว ทบทวนภาพเก็บเก่า ผ่าวผ่านผัน กลางราตรี ดึกนี้ไม่มีจันทร์
ดวงดาวนั้นระยิบพริบ กะพริบพราย

นกกลางคืนโผผ่าน แหวกม่านมืด
มะพร้าวไหว เอื่อยอืดยืดยาดส่าย หมอกทะเลโบราณ หว่านระบาย
ลมเคลื่อนคลื่น รูปทราย – สลายรอย

นั่นใช่ไหม? – ว่ายวาดปรารถนา
ห้วงเวลาแผ่วผ่าน พานถดถอย
ลบริ้วรอย ชีวิตอันนิดน้อย
ซึ่งคว้างคอย ระเหิดลม – ลมรำเพย

วูบเปลี่ยนผ่าน การรู้โลกกู่ก้อง
ตั้งโจทย์ฟ้อง ภาคหน้า ถ้อยเฉลย เหมือนจะลับเลือนห่าง เริดร้างเลย
เคลื่อนเข้าเกยหาดทราย ชายทะเล

โลกลับลา คว้างคอย รูปรอยนั่น
ลมลอยฝัน ชีวา ทรายว้าเหว่ เพียงลำพัง โล้เรือดึก ผนึกคะเน
ลมหักเห ชเลลึก คึก, เร่งเร้า

ปรารถนาเขียนทราย เพื่อถ่ายทอด
ได้โอบกอดห่มโลก พ้นโศกเศร้า กระไรเลย! วิบดาวไกล ไหวบางเบา
เรือชีพคว้าง ว่างเปล่า – เงาตะเกียง

คลื่นเคลื่อนผ่าน กระจิริดชีวิตหนึ่ง
ฝันรำพึงถึงรำพัน สวรรค์เบี่ยง เรือ ทะเล เผาชลา ฝ่าลำ, เรียง
ดั่งภาพเพียงรูปดาว – เขลาชีวิต

อย่างไรเถอะ! ชีพหนึ่ง ถึงเปลี่ยวเปล่า
โลกมิโดดเดี่ยวเขา เฝ้าจับผิด ชักสมอ ลงเรือ! เผื่อทางทิศ
กระจิริด วารหนึ่งถึงดาวไกล

โพ้นระยิบ หมื่นดาว พราวระยับ
เขานอนนับ วิบฝัน วาบสั่นไหว ดาววิบนั้น ฝันพริบนี้ พลีดวงใจ
ชีพหนึ่งใช้เสียให้คุ้ม เถอะลุ่มลึก!

สานิตย์ สีนาค

จตุคาม - รามเทพ
Submitted by sanit on May,04 2007 01.25

จตุ รัสหลากล้นคลื่น      มหาชน คาม เขต ประเทศ สถล      เถื่อนถ้ำ ราม สูร ส่งเสริมผล      เศรษฐกิจ
เทพ เช่า – ซื้อ ปลุกปล้ำ      ต่อ, กระตุ้นจีดีพีฯ

ลมดึกในความครุ่นคำนึง
Submitted by sanit on March,15 2007 16.10

-หนึ่ง-

เราเวียนวนว่ายวาด ในปรารถนา แสวงสวรรค์ชั้นฟ้า ภูผากว้าง ปีนป่าย โลดทะยานท่องผ่านทาง ล่องทะเลเคว้งคว้าง กางปีกใจ ผลักคืนวัน คลื่นลม, เราบ่มเพาะ โลกลดเลี้ยว ได้ลัดเลาะเสาะสิ่งใหม่ สบตาฟ้ากางปีกบิน แผ่นดินใด ทุ่งหญ้าไกว ไหวยอดหญ้า,เราท้าลม แผดตะวันแสงสาด, เราอาจฝัน หนาวเอาจันทร์ดาริกาเป็นผ้าห่ม ฝานฝัน แห่งใจให้เข้มคม เจ็บปวดนัก ให้รักข่มโถมทำลาย

- สอง-

เราอุทิศวันเวลาของชีวิต แนบสนิทด้วยรัก ไม่หนักหน่าย เป็นปีเดือน เคลื่อนขับ ไม่กลับกลาย แม้อาจพ่าย, เผชิญหน้า เราฝ่าไป! เราเลือก เรารักที่เราเลือก ร้อนหรือหนาวจนยะเยือก, เราเลือกได้ รื่นรมย์หรือเจ็บปวดรวดร้าวใจ ใช้ชีวิตวางเดิมพัน ไม่สั่นคลอน

- สาม -

เราเวียนวนวาดว่าย หลายเวลา ในปรารถนาด้วยรัก ไม่พักผ่อน เราชนะ และพ่ายหลายวรรคตอน กัดกร่อน บ่อนเบียน, ไม่เปลี่ยนเรา เคยทะยานโถมท่อง มองฟ้ากว้าง อาจมีบ้าง มองเหม่อละเมอเหงา สูดหายใจ พักบ้างก่อนย่างเท้า แม้บางเบาก็มาดมั่น, ก้าวมั่นคง ยังขับเคลื่อนกางปีกใจ ได้บินโบก เวียนท่องโลก เผชิญหน้าฟ้าสูงส่ง แรงอาจเหนื่อย, เราไม่หน่ายใฝ่ทะนง ใจยืนยงและยืนยัน ฝันถึงดาว.

สานิตย์  สีนาค

ณ ร่มเงาแห่งต้นมะม่วงหิมพานต์
Submitted by sanit on March,15 2007 16.04

เขามีมุมยามพลบสงบนัก ได้นั่งพักผ่อนเพลาความเหงาบ้าง แดดละมุนสะท้อนแสงไปแต่งวาง ใบไม้หล่นเคียงข้าง, เขาค้างคำ มองแถวมดขนเสบียงเรียงแถวผ่าน เขานั่งอ่านงานกลอน ถอนใจต่ำ บ้างหดหู่กับรสวรรณกรรม ได้ดื่มด่ำ ณ ค่ำพลบ มาหลบมุม ณ ร่มเงามีมุมงาม มีค่ำสวย ลมระรวยรินอ่อน หญ้าอ่อนนุ่ม พลบสนธยาสวยโศก แผ่ปกคลุม ละมุนกลุ่มกลิ่นกรุ่น ละมุนนัก เขาครุ่นครวญถึงโลก นรก สวรรค์ งานของวันกัดกร่อน ร้อนกระอัก เพื่อหนีโลกร้อนรุม สร้างมุมน่ารัก หลบมาพักอ่านกลอน พักผ่อนใจ สูดกลิ่นอายภายใต้เงา เขาได้พบ มุมสงบพลบสนธยา น่ารักใหม่ หอมแดดค่ำ เย็นเงาร่ม ลมลูบไล้ ณ ภายใต้ร่มหิมพานต์ - อ่านชีวิต พลิกหน้าอ่านวรรณกรรมดื่มด่ำรส ซึ้งบางบท บางขณะคำสะกิด โดนตรงใจ เจ็บยิ่ง จริงกว่าคิด ให้พินิจชีวิตจริง ยิ่งกว่านิยาย ผืนหญ้านุ่ม มุมสงบยามพลบหนึ่ง รสซาบซึ้งงดงามแห่งความหมาย กับงานเขียน เขาค้นหาหน้าสุดท้าย กับชีวิตมีความตายให้หมายความ ที่วนเวียนเพียรว่ายวาด ปรารถนา เฝ้าค้นหาฟากฟ้าใด เพียรไต่ถาม งานของวัน ฝันของใจ ไร้นิยาม ต่างไร้รูปและไร้นาม โมงยามใด ที่หมกมุ่น ล้วนฝุ่นผงหลงยึดติด กระจิริดชีวิตหนึ่ง ถึงโลกใหม่ ย่อยสลายนามและรูป ดับวูบไป ชีวิตเขา ชีวิตใคร ต่างไร้นิยาย.

สานิตย์ สีนาค

บนแผ่นดินแห่งวิถีพอเพียง
Submitted by sanit on February,05 2007 15.10

โลกสะเทือนเคลื่อนไหว ได้ตระหนัก งานแห่งรักผลิช่อดอกแล้วออกผล เสาศิลา จารึกจาร ตำนานคน ผืนแผ่นดินแตกต้น จนเต็มใบ

หยั่งรากหญ้า เติบแนวคิด ทฤษฎี เกษตรวิถีเรียบงาม นิยามใหม่ ปรุงปรับเปลี่ยนสอดคล้อง จนต้องใจ วันเคลื่อนไป สมัยยุค จึงสุกงอม บนแผ่นดิน ทุ่งธาร หวานลมไหว เพลงพฤกษ์ไพรขับขาน อยู่หวานหอม งามภูเขา เงาของเมฆ แดดเสกย้อม ไกวลมกล่อมสำเนียง อยู่เพียงพอ สงบสงัด สารัตถะ กระบวนคิด เสถียรสถิต ผสมผสาน สืบงานต่อ ยิ่งผ่านกาลนานฉนำ ยิ่งแตกกอ ร้อยถักทอทำนองธรรม ล้ำค่าความ ใช้ชีวิตเพียงพอ ก็พบสุข ผ่านพ้นยุค ทุกข์ภัยได้ก้าวข้าม ไปปลูกฝังถือธรรมดำเนินตาม วิถีพอเพียง ง่ายและงาม ตามสายกลาง

โลกสะเทือน เลื่อนไหล ใจปีติ แผ่นดินผลิ เผล็ดผล เพียรทนสร้าง ความพอเพียง เป็นวิถีที่นำทาง พัฒนาอย่างยั่งยืน ผืนดินไทย.

สานิตย์ สีนาค

ผู้ปัดเป่า
Submitted by sanit on December,04 2006 18.22
หล่อนยื่นไม้ขีดติดไฟเข้าไปจุดด้ายไส้เทียนสีขาวสองเล่มด้วยมือค่อนข้างสั่นเทา เมื่อไฟลุกติดดีแล้วจึงได้หดมือกลับมาพนมไว้ระหว่างอก สายตายังคงจับจ้องเปลวไฟปลายเทียนที่กำลังลุกไหม้ด้ายไส้เทียนลามเลียแท่งเทียนทีละน้อย แล้วค่อยๆ หยาดน้ำตาลงในบาตรน้ำมนต์ทีละหยดๆ พร้อมกับเสียงท่องบ่นคาถาพึมพำเบาๆ เป็นทำนองของหลวงตาคำผุย แสงแดดยามบ่ายแก่ๆ ของวันในเดือนพฤศจิกายนส่องลอดใบไม้ตกกระทบพื้นดิน มองเห็นเป็นลวดลายแปลกตา ขณะที่หล่อนกำลังมองบาตรน้ำมนต์อย่างเหม่อลอย พลางก็ครุ่นคิดถึงสายลมหนาวของเดือนพฤศจิกายนเมื่อหลายปีก่อน นั้นช่างเป็นสายลมหนาวอันหนาวเหน็บเข้าไปถึงเลือดถึงเนื้อ พัดโชยโบยโบกมาตั้งแต่ปลายตุลาคม จนกระทั่งล่วงพ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงแห่งการพัดโชยโบยโบก แต่นั่นเป็นลมหนาวเมื่อหลายปีก่อน ครั้งล่วงมาถึงพฤศจิกายนของปีนี้ลมหนาวที่เคยมี ยังไม่รู้ว่าพัดพายไปสู่หนแห่งใด มีแต่เพียงแสงแดดระอุร้อน ไม่หยุดหย่อน แผดประกายกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ท้องนา ท้องไร่ของชาวหมู่บ้านริมฝั่งแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในประเทศ นี้ก็ล่วงเข้ากลางเดือนแล้ว ไยสายลมหนาวที่เคยพัดโบยโชยมาสู่หมู่บ้าน ถึงยังไม่เดินทางมาเสียที หรือจะรอให้ถึงการเก็บเกี่ยวข้าวในท้องนาเสร็จสิ้นเสียก่อน ปลายด้ายไส้เทียนติดไฟกระทบถูกน้ำในบาตรส่งเสียงดังฉ่าๆ นานๆ ครั้งจึงค่อยปลุกภวังค์ของหล่อนให้กลับมาสู่ปัจจุบัน สนใจต่อกิริยาอาการเสกน้ำมนต์ของหลวงตาคำผุย นิ้วมือของท่านมีรอยตกกระ เหี่ยวย่น ตรงปลายเล็บซีดเหลืองของหลวงตานั้น หล่อนก็เพิ่งจะสังเกตเห็นในคราวนี้เอง แม่ของหล่อนเคยเล่าให้ฟังว่า หลวงตาคำผุยเป็นคนจังหวัดมหาสารคาม เมื่อยังเป็นพระหนุ่มได้ออกธุดงค์จากจังหวัดบ้านเกิดไปร่ำเรียนวิชาอาคมถึงเขตแดนประเทศเขมร เกี่ยวกับเรื่องลงคาถาอาคม ทำนายทายทัก ดูดวงชะตา ผูกลัคนาราศรี ปลุกเสก เลขยันต์นั้นหลวงตาคำผุยเป็นจอมขมังทีเดียว เมื่อท่านเดินทางมาจำพรรษาที่วัดประจำหมู่บ้านนี้นั้นแม่ยังเพียงเป็นสาวรุ่นเท่านั้น  ชาวหมู่บ้านที่เดือดร้อนด้วยเหตุเภทภัยอันลึกลับ ก็ได้หลวงตาคำผุยนี่แหละเป็นคนปัดเป่าทุกข์ร้อนให้ผ่อนคลาย แม้กระทั่งในคราวที่ข้าวของสูญหาย ชาวหมู่บ้านก็จะมาเพื่อให้หลวงตาคำผุยทำนายทายทักถึงลักษณะของคนขโมย ทิศทางที่จะต้องติดตามนำสืบ  ท่านสามารถชี้บอกได้ทั้งนั้น หรือแม้กระทั่งบอกได้ว่าเจ้าของเองนั่นแหละหลงลืมไว้ที่ตรงไหน หล่อนไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่า ทำไมหลวงตาจึงได้เลือกที่จะอยู่จำพรรษาที่หมู่บ้านของหล่อนและไม่เคยย้ายไปที่ไหนอื่นอีกเลย ถึงเวลานี้หลวงตาคำผุยก็แก่ชรามากแล้ว ท่านคงบวชเป็นเวลานานมากทีเดียว หล่อนไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้าหล่อนมีลูกชายจะให้บวชได้นานเหมือนอย่างหลวงตาคำผุยหรือเปล่า หรือไม่เช่นนั้น ลูกชายของหล่อนเองนั่นแหละ จะสามารถอดทนนุ่งห่มผ้าเหลืองได้นานสักแค่ไหนกันเชียว เท่าที่หล่อนรับรู้ความเป็นไปของหมู่บ้านนั้น เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกัน ทั้งหญิงและชายต่างก็ได้แต่เที่ยวเตร่ แต่งตัวกรีดกราย ขับรถเครื่องคันโปรดที่ออดอ้อนเอาจากหยาดเหงื่อแรงงานของพ่อแม่ โฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียนไปมาในหมู่บ้าน ส่วนงานบ้าน งานนาแม้เพียงเล็กน้อยนั้นก็ไม่เอาใจใส่ ไม่เคยคิดจะแบ่งเบาภาระให้กับพ่อแม่ นี้ช่างแตกต่างจากวันเวลาของหล่อนเสียเหลือเกิน ทั้งที่ยังเรียนหนังสือไม่จบชั้นประถม เด็กรุ่นเดียวกับหล่อนต่างก็ช่วยเหลืองานพ่อแม่เท่าที่จะทำได้ หล่อนตั้งใจหนักแน่นว่า ลูกชายของหล่อนจะต้องไม่เอาเยี่ยงอย่างเด็กวัยรุ่นทุกวันนี้แน่นอน หล่อนจะดูแลลูกของหล่อนเป็นอย่างดียถ้าเพียงแต่หล่อนจะมีลูกสักคน ลูกสาวหรือลูกชายดีล่ะยหญิงหรือชายก็ได้ทั้งนั้น ถ้าเพียงแต่เป็นลูกของหล่อน เพราะไม่ว่าลูกหญิงหรือลูกชายต่างก็เป็นเลือดเป็นเนื้อของหล่อนทั้งนั้น ไม่เห็นจะต้องเกี่ยงงอนว่าหญิงว่าชายเลยสักนิดเดียวยใช่สิ เลือดเนื้อของหล่อน เปลวไฟยังคงไหม้ลามเลียแท่งเทียน หยาดน้ำตาลงบนผิวน้ำในบาตรน้ำมนต์ เมื่อกระทบกับความเย็นก็จะจับตัวแข็งอย่างรวดเร็ว ปลายด้ายไส้เทียนยังคงจมน้ำลงไปบ้าง พ้นน้ำขึ้นมาบ้าง ตามอาการสั่นไหวของมือหลวงตา .....
รินเลือดรักลงแก้วแล้วแจกจ่าย
Submitted by sanit on November,30 2006 11.22

รินเลือดรักลงแก้ว แล้วแจกจ่าย ดื่มสิ สหายแห่งข้า เพื่อละลายและลดละอัตตา ชุ่มชีวา ข้ารักท่าน นิรันดร์ไป

เลือดแห่งข้า โลหิตท่าน บันดาลรัก มิตรภาพ หน่วงหนักจักยิ่งใหญ่ หมดแก้ว จำหลักรักหมดใจ เลือดหรือเหล้า แก้วใด มอบให้มิตร

รินอีกแก้ว แล้วแจกจ่าย ให้ถ้วนทั่ว ดื่มละลายตนตัว อย่ามัวออดอิด น้ำเนื้อนี้แหละ เป็นชีวิต ยังศักดิ์สิทธิ์ มิตรข้า อา..ดื่มกิน!

ละตัวตน อัตตาให้สลาย แล้วเมามาย ความหลังเคยหวังถวิล เลือดแห่งท่าน เลือดแห่งข้า สุราริน ก็เบิกบาน โบยบิน สิ้นตัวตน.

11 items(1/2) 2 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว