ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

12 items(1/2) 2 Next » Last »|
สิ่งที่เลื่อนลอย...กลางแสงไฟ
Submitted by สิงห์ลา on November,15 2007 10.40
สิ่งที่เลื่อนลอย...กลางแสงไฟ แสงไฟหลากสีส่องประกายระยับให้สว่างราวกลางวัน ถนนเส้นรัชดามุ่งหน้าตัดไปพระรามเก้ายามราตรีไม่เคยหลับใหล สองข้างทางเต็มไปด้วยสถานบันเทิง รถบนท้องถนนยังคงคับคั่งแม้เวลาจะล่วงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ริมถนนหน้าตึกแฝดเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์ ผมกับกอฟนั่งดื่มเบียร์ช้างขวดที่สี่อยู่ตรงหน้าเซเว่นอีเลฟเว่นริมถนน ที่ป้ายไฟร้านแมลงเม่ากำลังบินตอมเล่นแสงไฟ กำลังเมาได้ที่ ยมึงว่าคนเราเกิดมาได้ยังไงวะย กอฟโพรงถาม ยวิวัฒนาการมาจากสัตว์เซลเดียว ขึ้นมาจากน้ำทะเลย ยกูว่าไม่ใช่ มนุษย์เราถูกสร้างขึ้นมาย ยถูกต้อง! ใช่นะสิก็พ่อแม่ไงย ยกูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น กูมีความรู้สึกว่ามนุษย์คนแรกไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาจากลิงหรือเป็นแพลงตอนว่ายขึ้นมาจากทะเลย ยเมาแล้วมึงย ผมกระดกเบียร์ ยถ้ามนุษย์คนแรกไม่ได้เกิดจากวิวัฒนาการ มึงก็หมายความว่า มนุษย์ถูกส่งมาจากนอกโลกหรือไง แบบมนุษย์ต่างดาวอย่างนั้นหรอย ยกูไม่รู้ แต่กูสงสัยว่าทำไมเราถึงต้องเกิดมา ต้องมีจิตวิญญาณเพียงหนึ่งเดียว ตัวตนเพียงหนึ่งเดียว ทำไมมึงต้องเป็นมึง กูต้องเป็นกู ทำไมมนุษย์ทุกคนไม่เหมือนกันย ยมันจะไปเหมือนกันทุกคนได้ยังไงล่ะ ลักษณะทางพันธุ์กรรม การศึกษา ครอบครัว สังคม สภาพความเป็นอยู่แค่นี้คนทุกคนก็ไม่เหมือนกันแล้วย ยแต่ความรักทำให้คนที่ไม่เหมือนกัน ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ย กอฟนิ่งไปชั่วครู่ทอดตาออกไปไกล ยมนุษย์แตกต่างโดยธรรมชาติหรือด้วยจิตใจตัวเองวะ บางเรื่องเราไม่แตกต่างจากคนอื่นได้หรือเปล่า กูอยากมีคนที่เหมือนกันสักคนย ยมึงไม่อยากแตกต่างจากคนอื่นหรือไงวะ เขามีแต่คนอยากแตกต่าง อยากเดินนอกกรอบกันทั้งนั้นย ยกูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น กูอยากมีใครสักคนที่มีใจตรงกันย ยอีกหน่อยมีก็มีเองแหละย ยคนเรามันจะเกิดมาทำไมวะ ถ้าไม่มีความรัก แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรย ผมกับกอฟเป็นพนักงานบริษัททำงานอยู่ในตึกนี้ หลังเลิกงานประจำอันแสนน่าเบื่อหน่ายที่ทำให้สูญเสียความเป็นคนไปตลอดเก้าชั่วโมง ตอนเย็น ๆ ถึงค่ำมืด ผมมักจะมานั่งกินเบียร์อยู่ตรงหน้าเซเว่นบาร์เป็นประจำเพื่อเรียกสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา แต่ผมเชื่อว่าผู้คนที่เดินผ่านคงพากันมองผมสองคนว่าเป็นขี้เมาประจำบาร์แห่งนี้   ช่วงนี้กอฟกำลังตกหลุมรัก เพราะเผลอใจไปชอบพนักงานสาวคนหนึ่งในบริษัท เธอเป็นนักศึกษาจบใหม่มาทำงานที่บริษัทนี้เป็นแห่งแรก ด้วยความถูกชะตาจากความรู้สึกข้างใน ทำให้กอฟพร่ำเพ้อและพยายามหาหนทางจีบเธอ แต่ทุกอย่างก็คว้าน้ำเหลว ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ส่งตอบกลับมาจากเธอเลย ความหมดหวังทำให้กอฟหมดกำลังใจ และมานั่งระบายอยู่ตรงนี้ได้ทุกวี่วัน ยผิดหรือเปล่าวะที่กูจะรักใครสักคนย กอฟหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ยไม่ผิดย ยแล้วทำไมทุกคนทำเหมือนกับกูมีความผิดวะ กูไม่ดีตรงไหนที่ไปชอบน้องเขาย ยมึงคิดมากไปหรือเปล่า บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรอย่างนั้นก็ได้ ไปฟังคนอื่นเขามากไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอกย ยกูก็อยากให้เป็นอย่างนั้นแหละ แต่คนที่ทำงานแม่งมองกูแปลก ๆ ว่ะ ตั้งแต่ที่รู้ว่ากูจีบน้องเขาย ยมึงแคร์สายตาคนอื่นมากเกินไปย ยบางทีเขาอาจจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาคู่กับกูก็เป็นได้ย ถ้าหากการกินเหล้าเป็นวิธีปลดปล่อยจิตวิญญาณได้ดีที่สุดสำหรับคน ๆ หนึ่งพึงจะหาทางออกจากความเหนื่อยหน่ายในการใช้ชีวิตได้ ผมกับกอฟคงกำลังเลือกวิธีนี้ในการหาทางหลุดพ้น จากสิ่งที่ทับถมอยู่ในจิตใจ จากจุดที่ผมนั่งหากจะไปรัชดาซอยสี่นั่งแท็กซี่ไปไม่เกินสี่สิบบาท ตรงข้ามเป็นโพโซดอน ผมไม่เคยเข้าไปแต่เป็นที่รู้กันดีว่าข้างในเป็นอาบอบนวด มีหญิงสาวมากมายคอยให้บริการอยู่ ถนนทั้งเส้นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ มองขึ้นไปบนไฟป้ายตัวอักษรบนยอดตึก ไม่รู้ว่าตอนนี้คนที่อยู่ข้างในนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ เขากำลังมีความสุขกันอยู่หรือเปล่า กับความรักที่สามารถใช้เงินซื้อได้เพียงชั่วข้ามคืน ทุกครั้งที่ผมมานั่งกินเบียร์ตรงนี้ ผมมักจะสังเกตเห็นภาพวิถีชีวิตผู้คนที่แตกต่างกันไป บางสิ่งบางอย่างถูกซ่อนเอาไว้ภายในชุดสูทและแววตา พนักงานบริษัทเดินกลับออกมาขึ้นรถเมล์ตรงป้ายหลังเลิกงาน มนุษย์บางชนชั้นขับรถออกไปจากตึกเพื่อไปติดบนถนนอี .....
บนกลอนเก่า ๆ
Submitted by สิงห์ลา on September,04 2007 11.32
บนกลอนเก่า ๆ เวลานำพาให้ผมมาพบเธออีกครั้ง     ไม่นึกเลยว่าบทกลอนในวันนั้นจะทำให้เธอยังจำผมได้ ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวระหว่างเรานั้นมันผ่านมาตั้งเจ็ดปีแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น     ภาพรอยยิ้มของเด็กผู้หญิงถักผมเปียคนนั้นโลดแล่นวิ่งผ่านเข้ามาอีกครั้ง หลังจากที่ผมได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง กับข้อความสั้น ๆ ที่เธอเขียนมา แม้จะเป็นตัวหนังสือที่พิมพ์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่ข้อความเหล่านั้นมันทำให้นึกย้อนลงไปในความทรงจำ ลายมือชื่อบนปกสมุดของเธอ ผมยังจำลายมือของเธอได้เป็นอย่างดี เหมือนกับเพิ่งได้เห็นมันเมื่อวานนี้ คลิกความรู้สึกแรกที่ได้รับอีเมลผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า จะมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นกับผม ทั้ง ๆ ที่เธอควรจะลืมผมไปแล้วแต่กลับยังหลงเหลือความทรงจำอยู่     เช่นเดียวกันกับผม ทั้ง ๆ ที่ควรจะลืมเธอไปตั้งนานแล้ว แต่ผมยังคงเก็บกับเธอเอาไว้ในความทรงจำเป็นอย่างดี ไออุ่นที่คุกรุ่นขึ้นมาในหัวใจ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า เรื่องทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้     อาจจะเป็นรักครั้งแรก รักในวัยเด็กที่เกิดขึ้นกับผมโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่แน่ใจว่ามนุษย์เราสมควรจะมีความรักครั้งแรกเกิดขึ้นได้เมื่อไร เวลาใด ณ สถานที่แห่งหนใด แต่สำหรับผมมันเกิดขึ้นในตอนเช้าวันนั้น กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งย้ายโรงเรียนเข้ามาใหม่     ผมแอบมองเธอด้วยความสนใจอย่างที่ไม่เคยมองใครมาก่อน หัวใจสูญเสียจังหวะการเต้น ร้อนรน วูบวาบ ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มของเธอ แม้รอยยิ้มนั้นจะไม่ได้ยิ้มมาให้ผมก็ตาม     กระวนกระวายทุกครั้งที่อยู่ภายในรัศมีใกล้เธอ อยากรู้จักและพูดคุยกับเธอใจจะขาด แต่ด้วยความเขินอายจึงทำให้ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากออกไปดังที่ใจคิดไว้ เก็บทุกคำพูดที่ล่วงหล่นออกมาจากจิตใจไว้จนมิดชิด     จนวันหนึ่งความลับมันไม่ได้กลายเป็นความลับอีกต่อไป     อาจจะเป็นเพราะท่าทางรั่ว ๆ ของผมที่ผิดแปลกออกไป ในจังหวะที่เธอเดินผ่านเข้ามา สายตา สีหน้า ท่าทาง แววตา มันถูกแสดงออกมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว เพื่อน ๆ ของผมจึงสามารถรับรู้มันได้โดยที่ผมไม่ต้องพูดจาออกไปแม้แต่คำเดียว     หลังจากคำพูดลอย ๆ พูดจาหยั่งเชิงเกี่ยวกับความรู้สึกผมที่มีต่อเธอ ถูกพัฒนากลายเป็นคำแซวล้อเลียน จนกลายเป็น เรื่องเล่าที่สนุกสนานกันในห้องเรียน ว่าผมชอบเธอคนนั้น ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยออกปากพูดเองแม้แต่คำเดียว     แม้จะไม่ชอบเสียงนกเสียงกาเหล่านั้นสักเท่าไร แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายไปซะทีเดียว เพราะเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นในใจผมอย่างนั้นจริง ๆ แม้ทุกสิ่งจะจุดประกายเริ่มต้น แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา มันกลับเหมือนราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในโลกจริง     ทุก ๆ วันที่เจอหน้าเธอคือบททดสอบความอดทนของผม ว่าจะขังความรู้สึกและคำพูดเหล่านั้นไว้ในใจ ไม่ให้หลุดออกมาเป็นคำพูดได้ยาวนานสักแค่ไหน     แม้จะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกันเจอหน้ากันแทบทุกวัน แต่สำหรับเรา(ผมและเธอ) การสนทนาพูดคุยแทบจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงเลยแม้แต่คำเดียว ในบางครั้งการทำรายงานกลุ่ม จะถูกจับให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะล่วงล้ำหรือทำอะไรเกินเลยไปกว่าสัมพันธภาพที่ยังคงรักษาระดับไว้เพียงแค่นี้ ในระยะห่างที่พอเหมาะพอดี ในบางทีที่ความคิดและความรู้สึกข้างในจิตใจ จะลุกล้ำเกินเลยไปกว่านั้นแล้วมากมาย     อาจจะเป็นเพราะว่าเธอรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไรกับเธอ การกระทำท่าทางและท่าทีต่าง ๆ จึงมีการเว้นระยะเอาไว้พอสมควร บางครั้งผมพยายามที่จะกล้าพูดคุยออกไป แต่เธอกลับนิ่งเฉย มันทำให้ผมประหม่า คิดมากวิตกและเป็นกังวลกลัวว่าเธออาจจะไม่ชอบ หรือว่าเกลียดผมก็เป็นได้     เวลาในแต่ละวันดำเนินไปอย่างเชื่องช้า การเรียนหนังสือกลายเป็นสิ่งรองที่ผมคิดถัดจากเธอ ในชั้นเรียน ผมนั่งแถวหลังสุด เธอนั่งแถวหน้าสุด ผมมักจะนั่งมองภาพเธอจากข้างหลัง ผมเปียที่ถักร้อยเป็นระเบียบของเธอ ทำให้ทุกสิ่งที่มีตัวตนอยู่ในห้องเรียนกลายเป็นความว่างเปล่าไร้ความหมาย บางครั้งสิ่งที่ไร้ความหมายนั้นรวมไปจนถึงผมด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้วซ้ำ ๆ กัน &n .....
ศุภสิทธ์กับสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น
Submitted by สิงห์ลา on July,12 2007 15.05
ศุภสิทธ์กับสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น ใคร ๆ ก็ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ศุภสิทธิ์ เป็นคนไม่ฉลาด ไหวพริบไม่ดี คิดช้า ไม่ทันคน  ด้วยเพราะบุคลิกที่ซื่อ ๆ เฉื่อยชา เชื่อในคำโกหกของเพื่อน ๆ ที่มักจะอำเล่นกันว่าเป็นจริงเป็นจังด้วยคำที่มักจะพูดออกมาบ่อย ๆ ว่า ยจริงเหรอย ยไม่น่าเชื่อย ยเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เหรอเนี่ยย เพื่อน ๆ มักจะได้ยินคำพูดลักษณะอย่างนี้ หลุดออกมาจากปากศุภสิทธิ์เป็นประจำ ขณะที่กำลังพูดจาโกหกใส่กัน ตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตในการเรียนหนังสือ ศุภสิทธิ์ยังเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง อย่างที่คนในสังคมมักจะพูดกันว่า ยโง่ย จึงทำให้ตั้งแต่อนุบาลจนกระทั่งเรียนจบ เขาได้เกรดเฉลี่ยไม่เคยเกินสองจุดห้าเลยสักครั้ง (แต่ไม่เคยสอบตก) ทุกครั้งที่เห็นเกรดตัวเองในสมุดพก เขารู้สึกเฉย ๆ ตัวเลขศูนย์หนึ่งสองสามสี่ และจุดทศนิยมเหล่านั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ฉลาดพอที่จะทำความเข้าใจกับค่านิยมของตัวเลขพวกนั้นก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ดูเหมือนว่าไม่มีเป้าหมายใด ๆ ในชีวิต แต่ชีวิตก็ถูกกำหนดเป้าหมายจากผู้ปกครอง บ้านเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง&nbsp; และมีศุภสิทธิ์เป็นลูกชายเพียงคนเดียว ความหวังทั้งหมดจึงตกอยู่บนบ่าทั้งสองข้างของเขา โดยมิอาจสะบัดทิ้งลงไปได้ ยต้องเรียนหนังสือให้เก่งย ยฉลาดทันคนย ยเอาตัวรอดในสังคมให้ได้ย ยจบออกมามีงานดี ๆ ทำย ยมีบ้าน มีรถย ยมีเงิน มีทองย ฯลฯ และอีกหลาย ๆ อย่างที่คนชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงทางรสนิยมพึงจะมี แม้เข้าใจความต้องการของพ่อแม่ เข้าใจความหวังดีทั้งหลายของท่าน แต่ก็เข้าใจและยอมรับตัวเองเหมือนกัน ว่าคงไม่สามารถทำได้อย่างที่ท่านหวังได้เต็มร้อย โชคดีที่ว่าพ่อแม่ก็เข้าใจในสิ่งที่ศุภสิทธิ์ไม่สามารถทำให้ได้ จึงหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุดและตรงประเด็น เรียนไม่เก่งก็ต้องเรียนเสริม สิ่งทียากที่สุดกลายเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด สำหรับสังคมที่เงินสามารถแก้ไขปัญหาได้ ถ้าเรามีมันมากพอ... ศุภสิทธิ์ถูกส่งไปเรียนกวดวิชาในสถาบันมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย สถาบันนี้มีการันตีว่าผู้เรียนจะมีผลการเรียนดีขึ้น และมีโอกาสเอ็นทรานติดมหาวิทยาลัยดัง ๆ สูงถึงสูงมาก เขาต้องใช้เวลาเรียนทั้งสิ้นอาทิตย์ละเจ็ดวัน วันธรรมดาจันทร์ถึงศุกร์ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสามทุ่ม เสาร์อาทิตย์ตั้งแต่เก้าโมงเช้าไปจนถึงห้าโมงเย็น แม้มันจะเป็นการเรียนแบบทรหดผิดมนุษย์ แต่ก็จำเป็นต้องยอมรับว่ามันไม่มากเกินไป สำหรับคนโง่อย่างเขา เพราะมันเป็นเรื่องที่คนอื่นอยากให้เขาฉลาด หรือว่าบางทีเขาอาจจะอยากฉลาดเหมือนคนอื่น<br /> ที่โรงเรียนกวดวิชามีนักเรียนฉลาด ๆ มากมาย ซึ่งศุภสิทธิ์ก็งงแบบไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าคนฉลาด ๆ ทำไมต้องมาเรียนกวดวิชา หรือจะเป็นเพราะว่าต้องการฉลาดมากยิ่งขึ้นไป เพราะมีความเข้าใจว่า โรงเรียนกวดวิชา มีไว้สำหรับคนที่อ่อนวิชา หรือคนโง่อย่างเขา ที่จะเข้ามาเรียนเพื่อเติมความฉลาดให้กับตัวเอง แต่กลับกันที่พบเห็น ศุภสิทธิ์กลับเจอแต่คนฉลาด ๆ เต็มไปหมด ทุกคำถาม ทุกคำตอบในชั้นเรียน เพื่อน ๆ มักจะตอบได้เกือบทั้งหมด พยายามหาคำตอบบางข้อให้เร็ว เท่า ๆ กับเพื่อน ๆ แต่ก็ไม่เคยทันสักที บางครั้งหาคำตอบได้เร็วพอ แต่ก็เป็นคำตอบที่ผิด เมื่อตอบผิดก็จะมีเสียงหัวเราะและเสียงแห่งความสุขดังขึ้นในห้อง เหมือนกับว่าช่วงเวลาที่ศุภสิทธิ์ตอบคำถามกลายเป็นช่วงเบรกทานขนม เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนกวดวิชา มีความสุขกับการที่มีศุภสิทธิ์เป็นเพื่อน เพราะเขาสามารถรับฟังรับใช้ เข้าข้างและอือออตามไปได้ทุกเรื่อง บางวันที่เพื่อน ๆ ไม่อยากเข้าเรียนก็ชวนกันโดดเรียนกวดวิชาไปเดินห้างสรรพสินค้า ทั้ง ๆ ที่เขาอยากจะเรียน แต่ก็ไม่อยากขัดใจเพื่อน จึงจำเป็นต้องหนีเรียนไปตามเพื่อน<br /> ศุภสิทธิ์ได้สำนึกถึงความเป็นเพื่อนแท้กับคำกล่าวที่ว่า โดดเรียนครั้งสองครั้งไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็ตามทันอยู่แล้ว วิชานี้ง่าย ๆ ถ้าไม่เข้าใจอะไรเดี๋ยวเราจะติวให้ แม้ยิ้มรับน้ำใจเพื่อน แต่เผลอลืมไปว่า เขาเป็นคนที่ฉลาดน้อยกว่าทุก ๆ คนในห้องเรียน เรื่องที่เพื่อนเข้าใจในทันที เขาไม่อาจเข้าใจในทันที ต้องใช้เวลาเรียนรู้และซึมซับนานกว่าคนอื่นในทุก ๆ บทเรียน เรียก .....
เมื่อฉันเดินหลงเข้าไปในดินแดนต้องห้าม
Submitted by สิงห์ลา on July,02 2007 18.21
เมื่อฉันเดินหลงเข้าไปในดินแดนต้องห้าม ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ฉันมักจะพาตัวเองมาอัพเกรด ณ ศูนย์สรรพสินค้าไอที ชานเมืองหลวงแห่งนี้เป็นประจำ ในทุก ๆ เช้าที่ฉันเปิดประตูการรับรู้สู่โลกภายนอก ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวงไอทีที่ล้ำหน้าไปในทุก ๆ วัน มันทำให้รู้สึกว่าโลกของเรากำลังหมุนเร็วเกินไปเสียแล้ว ขณะที่ฉันกำลังพยายามวิ่งไล่ตามมัน ยังจำได้ดีว่าเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วกับคอมพิวเตอร์รุ่นแรกจอสีเขียว ๆ ของฉัน จนมาถึงวันนี้โน้ตบุครุ่นล่าสุดที่เพิ่งซื้อมาเมื่อเดือนที่แล้ว...ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะตกรุ่น ทั้ง ๆ ที่เพื่อนในอินเตอร์เน็ตหลายคนให้คำคอมเมนต์ไว้มากมาย เกี่ยวกับข้อเด่นข้อด้อยในประสิทธิภาพเมื่อเทียบกันรุ่นต่อรุ่นกับยี่ห้ออื่น&nbsp; และราคาที่ยังไม่เหมาะสมของมัน<br /> ยรออีกสักนิด ให้ราคามันลดลงกว่านี้อีกสักหน่อยแล้ว ค่อยตัดสินใจซื้อ ตอนนี้ยังถือว่าราคาแพงเกินไปย เพื่อนในโลกไซเบอร์คนหนึ่งแนะนำกับฉัน<br /> ไม่ใช่ไม่เชื่อในข้อมูลเหล่านั้น แต่ด้วยอาการอยากจนอดใจไม่ไหว ขณะที่กำลังยืนสัมผัสรูปร่าง หน้าตามันจริง ๆ ที่บูธขาย ความสวยงามบางเฉียบที่ลงตัวของมัน ประกอบกับพนักงานขาย ที่พูดโน้มน้าวใจทุกรูปแบบ ทำให้ฉันตกลงใจทำสัญญาซื้อเงินผ่อนแบบสามสิบหกเดือน แล้วก็กลายเป็นเจ้าของมันด้วยความอิ่มเอมใจ แม้เรื่องราวทั้งหมดมันจะผ่านมาเพียงแค่หนึ่งเดือน แต่เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างรวดเร็วทำให้ฉันเหมือนกับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กับสิ่งที่กำลังล้าสมัย...<br /> สถานที่แห่งนี้แต่เดิมเป็นศูนย์สรรพสินค้า มีลานสเก็ตน้ำแข็งขนาดครึ่งสนามฟุตบอล เป็นจุดดึงดูดลูกค้า ตอนเปิดช่วงแรก ๆ ได้รับความนิยมจากผู้คนย่านนี้เป็นอย่างมาก ผู้คนแทบล้นทะลักออกมาตามประตูทางเข้า แต่กระแสความนิยมแบบฉาบฉวยก็ยืนระยะได้ไม่นาน เมื่อความเห่อในของแปลกตาหมดไป จากที่เคยพลุกพล่านเต็มไปด้วยผู้คน กลายเป็นห้างร้างและต้องปิดตัวเองไปในที่สุด การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอด ทำให้ห้างเปิดตัวอีกครั้งในรูปแบบใหม่ กลายเป็นศูนย์กลางอุปกรณ์ไอทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในย่านชานเมืองหลวงแห่งประเทศนี้ จากเดิมที่มีสภาพไม่ต่างจากสุสาน กลายเป็นสถานที่ที่คนพลุกพล่านอีกครั้ง ตระการตาเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ถูกนำเข้ามาจากแดนไกล ร้านขายคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซีดีเกมแผ่นโปรแกรมสำเร็จรูป หนังแผ่นทั้งซีดีและดีวีดี ผุดขึ้นราวดอกเห็นเพื่อแข่งกันขายสินค้าแห่งอนาคต <br /> ฉันยืนเลือกดูแผ่นเอ็มพีสามในรายการเพลงตัวอย่าง ที่หนีบกันไว้เป็นปึก ๆ เพลงไทยและสากลทุกชุดทุกอัลบั้มทั้งใหม่และเก่า ถูกเสนอขายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายสยามประเทศ แม้จะมีการรณรงค์เกี่ยวกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธ์จากทุกองค์กรที่เสียผลประโยชน์ ให้ทุกคนเลือกซื้อสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย การวิงวอนขอร้องกับแฟนเพลงจากนักร้องทุกสังกัด หรือแม้กระทั่งใช้มาตรการรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้แต่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด ไม่ต่างจากปาหินก้อนเล็ก ๆ ลงน้ำ วงกระเพื่อมบนผิวน้ำค่อย ๆ จางหายไปในที่สุด ฉันเคยได้ยินเพื่อนในอินเตอร์เน็ตคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วงการเพลงกำลังล่มสลาย เพราะยอดขายซีดีของศิลปินสมัยนี้ มียอดจำหน่ายเพียงหนึ่งในสามของแผ่นผี-เอ็มพีสาม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นต่อไปในอนาคต จากการที่มีเครื่องเล่นเอ็มพีสามแบบพกพาขายกันเกลื่อนเมือง ตั้งใจหลายครั้งว่าจะไม่อุดหนุนแผ่นผีพวกนี้ แต่แรงดึงดูดของพวกมันจากเรื่องราคาและคุณภาพ(แบบผิดกฎหมาย) ทำให้ฉันมักจะเหน็บแผ่นเอ็มพีสามใส่ในซองพลาสติกสีดำ กลับออกมาจากแผงมาด้วยทุกครั้ง<br /> ยคุณกำลังฆ่าศิลปินทางอ้อมย คำพูดหนึ่งของนักร้องผุดขึ้นมาในห้วงภวังค์ฉัน ขณะที่กำลังจ่ายสตางค์เพื่อแลกอุปกรณ์เชือดแผ่นกลม ๆ นั้นมา ถ้าไม่มีคนขายก็ไม่มีคนซื้อ ถ้ามีการเอาจริงเอาจังในด้านการแก้ปัญหาของรัฐบาล แผ่นเพลงพวกนี้คงไม่สามารถเสนอหน้าขายกันได้เกลื่อนเมืองกันอย่างทุกวันนี้ บางช่วงบางเวลาจะเข้าสู่เทศกาล ยตำรวจลงย ที่ห้างไอทีแห่งนี้ ร้านขายแผ่นเถื่อนต่างพากันปิดร้านกันจ้าละหวั่น แต่ปิดได้ไม่ถึงครึ่งวันก็กลับมาเปิดได้ตามปกติ เหมือนไม่มีอะ .....
เสียงศตวรรษ
Submitted by สิงห์ลา on June,25 2007 18.37
เสียงศตวรรษ เช้านี้อากาศแจ่มใส แต่จิตใจเขาขุ่นมัว บนถนนมุ่งสู่กลางเมือง การจราจรยังไม่กลายเป็นจลาจล ในรถยนต์ญี่ปุ่นสี่ประตูรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี แอร์ภายในรถเย็นฉ่ำ มือของเขากำพวงมาลัยหลวม ๆ นิ้วมือทั้งสิบขยับเคลื่อนไหวเบา ๆ ตลอดเวลาคล้ายหนวดปลาหมึก<br /> ภาพสะท้อนจากกระจกมองหลัง-คิ้วของเขาขมวดแทบจะผูกกันเป็นปม ตาหรี่เล็กหน้าผากย่นเข้าหากันเหมือนคนกำลังกังวลครุ่นคิดอะไรสักอย่างหรือหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กันอยู่ตลอดเวลา เกือบสัปดาห์แล้วที่เขาไม่สามารถข่มตาหลับได้เต็มตื่น กลางดึกเขาจะผวาสะดุ้งลืมตาโพรงในความมืด พร้อมกับเหงื่อเปียกชื้นเต็มฝ่ามือไรผมและแผ่นหลัง เนื้อตัวสั่นสะท้านหวาดกลัวกับเสียงแว่วที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก เสียงที่ทำให้เขารู้สึกถึงความไม่มั่นคง เสียงที่น่าขยะแขยง น่ารำคาญ เสียงที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า... เช้านี้เขาแต่งตัวไปทำงานด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว อาบน้ำด้วยความรู้สึกด้านชา ปล่อยหนวดเคราให้แทงขึ้นมาบริเวณผิวหน้าโดยไม่คิดจะโกนมันทิ้ง ขอบตาเขียวคล้ำดวงตาเหมือนจมอยู่ในหลุมลึก หม่นหมอง เมื่อคืนเป็นอีกคืนที่เขาฝันถึงมัน ไอ้เสียงนั้นมันตามมาหลอกหลอนเขาอีกแล้ว เขาอาจจะเป็นชายในฝันของหญิงสาวหลาย ๆ คน หากดูจากความสวยงามของเปลือกที่ห่มกายภายนอก คงไม่มีใครสังเกตเห็นได้ถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ ภาพลักษณ์อันเลิศหรูของชายหนุ่มอนาคตไกล มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี ตั้งแต่อายุอานามยังไม่ถึงสามสิบปี ผิวขาวสูงร้อยเจ็ดสิบแปด ผมเรียบแปล้แต่งตัวภูมิฐาน เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนม ใส่สูทผูกเนกไทไหมพรมราคาแพง รองเท้าเงาวาวเหมือนกระจก ชีวิตดี ๆ เช่นนี้ จะมีเรื่องทุกข์ใจใดที่ทำให้หวาดผวานอนไม่หลับได้ทุกคืน เลี้ยวรถเข้าตึก ยามเฝ้าทางเข้าออกลานจอดรถ ยกตวัดมือขึ้นที่หางคิ้วทำความเคารพเขาเหมือนทุกครั้ง แม้อยากจะยิ้มทักทายหรือหยุดรถเพื่อพูดคุยสักคำสองคำแต่เช้านี้มันห่อเหี่ยวเกินไปที่จะทำเช่นนั้น เขาค่อย ๆ เคลื่อนรถเข้าไปภายในอาคารจอดรถของตึกแฝดริมถนนรัชดาภิเษก ยังเช้าอยู่จึงยังพอมีที่จอดรถให้เขาเสียบเข้าไปโดยไม่ต้องวนขึ้นวนลงให้เปลืองน้ำมันเล่น เดินสืบเท้าเข้าไปในตัวตึกสำนักงานที่อยู่ติดกัน ออฟฟิตเขาอยู่ชั้นยี่สิบเอ็ด เช้านี้เขายังไม่เดินตรงไปที่ลิฟต์เหมือนเช่นทุกวัน มีบางสิ่งบางอย่างต้องทำก่อน เขาหยุดตรงหน้าตู้กดเงินสดภายในอาคาร หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา กระเป๋าที่ตุงไปด้วยนานาสารพัดบัตร ปลายนิ้วไล่ผ่านบัตรหลายใบ เขากระตุกคิ้วย่นถอนหายใจแรงหลุดออกไปทางโพรงจมูกด้านขวา เลือกบัตรพลาสติกสีขาวออกมาใบหนึ่ง สอดมันเข้าไปในตู้กดเงินสด กดรหัสแล้วเลือกรายการอย่างที่ใจคิดไว้ตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน บางทีเขาอาจจะคิดคำนวณไว้ก่อนหน้านั้นหลายตลบ คำตอบถูกส่งกลับมาหลังปลายนิ้วสัมผัสไม่เกินห้าวินาที รายการถูกปฏิเสธ ไม่มีจำนวนนับใด ๆ ถูกคายออกมาจากตู้กดเงินสด เขายกมือขวาขึ้นลูบใต้คาง ปล่อยปลายลิ้นไหลออกมาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ปลายนิ้วขยับเลือกรายการใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนแปลงตัวเลขให้ลดลงมาสักนิด... รายการถูกปฏิเสธเช่นเดิม เลือดลมสูบฉีดทั่วร่าง หัวใจเต้นแรง ความหงุดหงิดทวีคูณหนักหน่วงขึ้นมา ตามเส้นประสาทใต้ผิวหนัง นิ้วมือสั่นระริก แววตาที่ผลุบอยู่ในหลุมดำบ่งบอกถึงอาการหวั่นวิตก ยังไงก็ตามแต่เขาไม่ยอมยกเลิกความตั้งใจง่าย ๆ ทำรายการอีกครั้ง ลดจำนวนตัวเลขลงมาอีกนิดหน่อย ยืนมองตัวหนังสือในจอแคบ ๆ อย่างใจจรดจ่อ ชั่วเสี้ยววินาทีเหมือนยาวนาน คล้ายกับการรอฟังประกาศผลสอบเอ็นฯ ของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี และแล้วในที่สุดมันก็ได้ผล ธนบัตรจำนวนหนึ่งไหลออกมาจากตู้กดเงินสด เขาคลายกังวลกับเรื่องราวที่ฝังอยู่ระหว่างคิ้วชั่วครู่ ก่อนกระตุกมันกลับเข้ามาหากันเช่นเดิม<br /> ภายในลิฟต์ที่เคลื่อนตัวขึ้นสู่ที่สูง ขีดสัญญาณโทรศัพท์มือถือบนหน้าจอยังเต็มเปี่ยม การันตีความมั่นใจของผู้ใช้ว่าคุณจะไม่พลาดการติดต่ออย่างแน่นอน เขาจ้องโทรศัพท์มือถือเนิ่นนานจากชั้นหนึ่งจนถึงชั้นยี่สิบเอ็ด ประตูลิฟต์เปิดตัว เขาทิ้งมันลงในกระเป๋ากางเกงด้านซ้าย บางเวลาเขาก็ไม่อยากให้มันมีสัญญาณแม้แต่ขีดเดียว<br /> คิดถึงเนื้องานความรับผ .....
เรื่องสั้นสมบูรณ์แบบ
Submitted by สิงห์ลา on June,18 2007 13.06
เรื่องสั้นสมบูรณ์แบบ 1. ภายในห้องสี่เหลี่ยมอับ ๆ ไร้หน้าต่าง ลมชื้นพัดลอดเข้ามาแผ่ว ๆ ตรงช่องประตู พัดลมเพดานหมุนเอื่อยอาดไม่รู้ร้อนรู้หนาว เหมือนกับโลกที่ค่อย ๆ หมุนรอบตัวเองให้หมดไปในหนึ่งวัน บริเวณพื้นผิว-หนังสีน้ำผึ้งที่เริ่มแห้งเหนี่ยว เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ผุดพรายออกตามรูขุมขน ด้วยอุณหภูมิภายในร่างกายที่แล่นสูงขึ้นทุกที ๆ จนกระทั่งปลายนิ้วล่วงล้ำสัมผัสตัวอักษรสุดท้าย   ยสมบูรณ์แบบ!ย เขาตะโกนก้องออกมา เนื่องจากเก็บอารมณ์ตื่นเต้น ดีใจไว้ไม่อยู่ เหงื่อเม็ดเล็กหยดหนึ่งไหลลาดลงจากปลายจมูก ปะพรมลงบนแป้นคีย์บอร์ดสีขาวขุ่นที่ผ่านการสัมผัสจากปลายนิ้วนับครั้งไม่ถ้วน ทันทีที่เขาเขียนเรื่องสั้นเรื่องล่าสุดจบ ด้วยความรวดเร็วและชำนาญ เขาเซฟงาน-เอนตัวหยิบกระดาษเอสี่ในลิ้นชักใส่เครื่องปริ้นเตอร์-ปริ้นงานออกมา-หยิบมันดูด้วยความชื่นชมทีละแผ่นจนครบ-นำกระดาษใส่ซองเอกสารสีน้ำตาล-ใช้ปลายลิ้นเลียแต้มปิดผนึกซอง-เขียนที่อยู่ผู้ส่ง(ที่อยู่ของเขาเอง)-ผู้รับ(บรรณาการเรื่องสั้นนิตยสารรายสัปดาห์ฉบับหนึ่ง)-หยิบปากกาเมจิกสีแดงเขียนต่อท้ายรหัสไปรษณีย์ผู้รับตัวใหญ่ ๆ อย่างชัดเจนว่า ยด่วนย ยรีบวิ่งไปที่ไปรษณีย์หน้าปากซอย-ยืนต่อคิว-ยื่นจดหมายระบุกับพนักงานไปรษณีย์ว่า ยอีเอ็มเอสย ยถึงเมื่อไหร่ครับย เขาถามน้ำเสียงกระวนกระวาย พนักงานไปรษณีย์ก้มมองนาฬิกา ยพรุ่งนี้ประมาณบ่ายโมงย ยน่าจะทัน ๆย เขารำพันกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา 2. เขาเริ่มเขียนเรื่องสั้นมาสามปีแล้ว จุดเริ่มในการเขียนเรื่องสั้นของเขา เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจเมื่อได้อ่านหนังสือ ยสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนย ของวินทร์ เลียววาริณ ด้วยความบังเอิญที่เผลอเดินเข้าร้านหนังสือ ในวันที่ไปยืนรอแฟน(ที่มาช้ากว่าชั่วโมง)ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง   ในร้านหนังสือระหว่างเตร็ดเตร่ เขาหยิบหนังสือเล่มนี้ออกมาชั้นวางหนังสือโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจจะเป็นเพราะสายตาตวัดเห็นป้ายยซีไรต์ย แปะการันตีไว้ นึกเล่น ๆ ซื้อมาถือเท่ ๆ ก็คงไม่เสียหายอะไร แต่เมื่อหลงไปอ่านเรื่องแรก จนกระทั่งเรื่องสุดท้ายจบไป เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกระทบกระทั่งจิตใจอย่างหักห้ามไม่ได้ และสุดท้ายเขาก็เริ่มลงมือเขียนเรื่องราวจากจินตนาการของตัวเองเรื่องแรก ด้วยแรงกระตุ้นจากการอ่านหนังสือเล่มนั้นเป็นจุดเริ่ม   แม้จะไม่มีประสบการณ์เลยแม้แต่นิดเดียวในการเขียนหนังสือ แต่ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นที่อยากจะผลิตงานวรรณกรรมดี ๆ (บ้าง) เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง และหวังว่ามันจะเป็นที่ยอมรับแก่สังคมโดยรวม ทำให้เขามุ่งมั่นที่เขียนเรื่องสั้นออกมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย   จากวันแรกจนถึงวันนี้ เรื่องสั้นกว่าร้อยเรื่องถูกถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการ และรอยหยักในสมอง ด้วยกลเม็ดเคล็ดลับ, ไม่ลับ วิธีการต่าง ๆ ที่เขาสืบเสาะหามาเพื่อเติมแต่ง และตกแต่งผลงานของตัวเอง ยังจำได้ดีถึงเรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนเสร็จ หัวใจเต้นเร้าไม่เป็นจังหวะ ดีใจ อยากแสดงออกให้โลกภายนอกได้เห็นถึงคุณค่าของวรรณกรรมชั้นดีที่ได้อุบัติขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ แต่ความไม่กล้าพอ เขาจึงเก็บมันไว้อ่านเพียงคนเดียวและผลิตงานชิ้นต่อไป ๆ และต่อไป   หลังจากซุ่มเขียนเรื่องสั้นไว้อ่านคนเดียวมานาน จุดเปลี่ยนในการเขียนเรื่องสั้นเขา ถูกยกระดับเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อได้อ่านเจอในอินเตอร์เน็ตแล้วพบว่า มีนิตยสารรายเดือน รายปักษ์ รายสัปดาห์ หลายเล่มที่เปิดรับเรื่องสั้น เขาใช้เวลาตรึกตรองอยู่หลายวันในความคิดที่จะกล้าส่งผลงานออกไป   ในที่สุดผลงานเรื่องแรกเขาก็ถูกออกไปสู่โลกกว้าง หลังจากเขาเริ่มเขียนเรื่องสั้นได้สองปี กับผลงานกว่าหนึ่งร้อยเรื่อง เขาส่งเรื่องสั้นที่คัดสรรแล้วไปให้นิตยสารรายสัปดาห์ฉบับหนึ่งพิจารณา 3. หนึ่งปีเต็ม ๆ ที่เขาส่งเรื่องสั้นไปให้นิตยสารรายสัปดาห์ฉบับนั้นพิจารณา ตัวอักษรที่ถูกถักทอร้อยเรียงจากจินตนาการกว่าร้อยเรื่องที่ถูกส่งไป การรอคอยอย่างใจจรดจ่อทำให้เขาเหว่ว้า จมอยู่กับความเงียบในแรงสะท้อนกลับ เวลาที่หลุดพ้นปฏิทินไปทุกวันทำให้นึกท้อแท้ว่าจะไม่ส่งอีกต่อไปแล้ว จนสุดท้ายสวรรค์ก็ฉายแสงลงมา(แม้มันจะเป็นแสงจาง ๆ ก็เถอะ) ก่อนวันที่เขาจะเลิกล้มความตั้งใจว่าจะเป็น .....
เกมส์อุดมการณ์
Submitted by สิงห์ลา on June,13 2007 10.21
เกมส์อุดมการณ์ ผมเดินตามผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันได้สามนาทีกันมาตามตรอกเล็ก ๆ ที่เป็นซอยลัดเข้ามาจากถนนใหญ่ แม้จะรู้สึกหวั่นวิตกกับการไว้เนื้อเชื่อใจคนแปลกหน้าในเมืองหล วงที่มีแต่คนรู้หน้าไม่รู้ใจ  แต่นาทีนี้-เสียงร้องระงมของน้ำย่อยในกระเพาะมันทำให้จำต้องเสี ่ยงกับหนทางอยู่รอดที่รออยู่ตรงหน้า เขาใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายตารางหมากรุก กางเกงยีนสีดำ ผมรองทรงสั้น ใบหน้าหยาบกร้าน ผิวคล้ำ เรียกแทนตัวเองว่า ยเชิดย เดินมาทักผมขณะที่กำลังเดินเตร็ดเตร่โซซัดโซเซอยู่ริมถนนแถวราช ดำเนิน ตอนแรกผมนึกว่าเป็นคนรู้จักกันแต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ พูดคุยกันไม่กี่คำ ผมก็เผลอตัวเดินตามเขามาอย่างคนใจง่ายกับคำที่เหมือนแสงสว่างสำ หรับคนตกงานมาหลายเดือนอย่างผม ยหางานทำอยู่หรือเปล่าน้องย ยครับย ยพี่มีงานให้น้องทำย ยงานอะไรพี่?ย ยไม่ต้องห่วงไม่ใช่งานผิดกฎหมายย เขาพูดเต็มเสียง เอื้อมมือมาตบไหล่ผมเบา ๆ ขณะที่เห็นผมทำท่าทางลังเลเหมือนกำลังเดินหนี พี่เชิดพาผมเดินหลุดออกจากตรอกสู่ถนนใหญ่ที่อยู่อีกฝั่งถนน เต็นท์ผ้าใบสีเขียวเรียงต่อกันสามสี่อัน ป้ายผ้าสีขาวเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงโชว์หราอยู่เต็มแผงเหล็กกั้ น คนนับร้อยต่างนั่งนอนอยู่เต็มบริเวณนั้น ยกินข้าวมาหรือยังย พี่เชิดถาม ผมส่ายหน้า ยังไม่ได้กิน ตอบกลับไปเบา ๆ พี่เชิดเดินเข้าไปในเต็นท์ ผมไล่ตามองตามไปจนถึงมุมเต็นท์ แม่ครัวที่ทำกับข้าวอยู่ตรงนั้น มองมาทางผมยิ้มบาง ๆ แล้วตักกับข้าวใส่จาน เดินถือจานข้าวมาให้ ยกินซะ แล้วจะได้มีแรงทำงานย มองกระเพาไก่ในจาน เป็นอาหารพูนจานมื้อแรกหลังจากที่อด ๆ อยาก ๆ มาหลายเดือน ยพี่จะให้ผมทำงานอะไรหรือครับย ผมถามขณะที่เร่งรีบตักชิ้นไก่เข้าปาก พี่เชิดมองมาทางผมด้วยแววตาเอาจริงเอาจัง ยมีบัตรประชาชนติดตัวมาหรือเปล่าย ยมะ ๆ มีครับย แทบจะสำลักข้าวออกจากปากเพราะความประหม่ากลัว ยพี่จะเอาไปทำไมเหรอครับย ยเหอะน่า เอามาให้พี่ดูหน่อยสิ เป็นคนที่ไหน จังหวัดอะไรย ตอนแรกผมทำท่าจะไม่หยิบบัตรประชาชนให้ดู แต่ด้วยสภาพตัวเองที่ไม่ต่างอะไรจากหมาจนตรอกจำต้องหยิบบัตรออก มาให้ดู ,อย่างน้อยก็แค่กลับไปบ้านแจ้งความบัตรหาย ผมนึกทางหนีทีไล่ในใจ ดูรายละเอียดในบัตรประชาชนแล้วมองขึ้นมายังหน้าผม ยคนบ้านเดียวกันไม่ต้องกลัว เข้ามาหางานที่กรุงเทพฯนานหรือยังล่ะย น้ำเสียงพี่เชิดดูเป็นมิตรมากขึ้นกว่าเมื่อสักครู่ ยก็นานแล้วครับ ตกงานมาหลายเดือนแล้วย ยงานสมัยนี้หายากนะ ยิ่งคนแต่งตัวท่าทางโทรม ๆ อย่างเอ็งด้วยล่ะก็ ใครที่ไหนเขาจะรับเข้าทำงานย พี่เชิดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ยแต่อย่างนี้แหละเหมาะสำหรับทำงานกับพี่ยหัวเราะในลำคอ ข้าวหมดจานผมเดินเข้าไปนั่งหลบแดดในเต็นท์ รอคำสั่งจากพี่เชิดที่เดินหายไปไหนก็ไม่รู้พร้อมกับบัตรประชาชน ของผม มองไปรอบ ๆ คนหลายสิบคนต่างพากันนั่งและนอนเหมือนรอคอยอะไรสักอย่างไม่ต่าง จากผม เกือบชั่วโมงที่นั่งเฉย ๆ ฆ่าเวลากับการอ่านข้อความที่อยู่บนป้ายผ้า มันเป็นข้อความประท้วงขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล มีการเขียนโจมตีและด่าทอด้วยถ้อยคำแรง ๆ หยาบคาย ใส่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงหนึ่ง เขยิบก้นไปใกล้ ๆ ชายกลางคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจับกลุ่มคุยกัน ยเขาประท้วงเรื่องอะไรกันเหรอพี่ย พวกเขาพร้อมใจกันส่ายหน้า แววตาว่างเปล่า ไม่มีคำตอบใด ๆ ผุดพรายออกมา เสียงจากลำโพงดังขึ้นมาจากหัวถนน รถหกล้อมาจอดตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไรผมไม่ทันสังเกต ชายสูงอายุผมสีดอกเลาคนหนึ่งขึ้นไปยืนพูดอะไรสักอย่างอยู่ตรงนั ้น พี่เชิดเดินมาจากไหนก็ไม่รู้ ยื่นเงินมาให้ผมหนึ่งร้อยห้าสิบบาท ยค่าแรงล่วงหน้า เสร็จงานแล้วค่อยมาเอาอีกครึ่งหนึ่งย ผมอึกอักขณะรับเงินจากพี่เชิด ยเอ่อ แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับย พี่เชิดถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย ยมาถึงขนาดนี้แล้วยังไม่รู้อีกหรือไงว่าต้องทำอะไร งานง่าย ๆ แค่นี้ต้องให้บอกด้วยเหรอย ตวัดตาให้ผมมองตามไปยังกลุ่มคนที่กำลังลุกฮือ ไปยังชายผมดอกเลาที่กำลังตะโกนใส่ไมโครโฟนปาว ๆ อยู่บนรถหกล้อ ยมาใหม่ยังไม่ต้องทำอะไรมาก ไปยืนฟังเขาพูด ตอนนี้เอาแค่นั้นก่อนย ผมพยักหน้าหงึก ๆ  ไม่ต่างจากทหารที่กำลังรับฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา แล้วค่อย ๆ ย่างเท้าเดินตามฝูงชนร่วมอุดมการณ์เดียวกันไปยังต้นเสีย .....
หลังจากการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่
Submitted by สิงห์ลา on May,28 2007 08.29
หลังจากการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ หล่อนพยายามคิดประโยคภาษาอังกฤษสั้น ๆ ง่าย ๆ สำหรับการพูดเพื่อให้กำลังใจ ขณะที่กำลังทำแผลตามร่างกายให้กับเขา มันเป็นร่องรอยที่เกิดจากสะเก็ดระเบิด หล่อนจำได้ว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ ใคร ๆ ก็มักจะพูดผ่านสื่อว่า มันเป็นการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ เหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นตั้งแต่เช้ามืด เมื่อคนในพื้นที่สีแดงสองคนถูกกลุ่มคนลึกลับ ขับจักรยานยนต์ตามประกบ ใช้ปืนจ่อยิงที่หัวและตามลำตัวจนเสียชีวิตแล้วจุดไฟเผาซ้ำอย่างโหดเหี้ยม ความโหดเหี้ยมไม่ได้จบลงตรงแค่นั้นเหมือนทุกครั้ง เพราะขณะที่ทหารกำลังเข้าไปตรวจสอบพื้นที่จุดเกิดเหตุ เสียงระเบิดก็ดังกึกก้องไปทั้งบริเวณจากระเบิดตั้งเวลาที่คนร้ายวางแผนชั่วซ้อนเอาไว้ มีทหารเสียชีวิตทันทีหนึ่งนายจากแรงระเบิด ทหารอีกหลายนายได้รับบาดเจ็บสาหัส&nbsp; โชคยังดีที่มีการกั้นบริเวณจุดเกิดเหตุเอาไว้ไม่ให้เข้ามามุงดูได้ใกล้นัก จึงทำให้ไม่มีคนในพื้นที่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมจากแรงระเบิด<br /> เว้นแต่เขาที่ไม่ใช่ทหารและอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุโดนอัดจากแรงระเบิด จนกระเด็นกระดอนเกลือกกลิ้งไปบนพื้นถนน หลังระเบิดความโกลาหลเกิดขึ้นซ้ำอีกระรอก กับการลำเลียงผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หล่อนเป็นนางพยาบาลที่กำลังจะออกเวรในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แม้ว่าจะเหนื่อยล้าจากการเข้าเวรข้ามคืนมาเกือบยี่สิบชั่วโมง แต่ด้วยกำลังแพทย์และพยาบาลที่มีไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ ทำให้หล่อนต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อเพื่อให้ความช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งหล่อนคิดว่ามันเป็นหน้าที่ในวิชาชีพของหล่อน แต่อีกส่วนหนึ่งหล่อนรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเพื่อนร่วมแผ่นดินเดียวกัน หล่อนทำแผลให้เขา ทั้ง ๆ ที่เขาไม่มีเค้าโครงสัญชาติของคนบนผืนแผ่นดินนี้เลยสักนิด จากป้ายพลาสติกที่คล้องคอ หล่อนรู้ว่าเขาเป็นนักข่าวต่างประเทศที่มาทำข่าวในพื้นที่แห่งนี้ หล่อนไม่รู้ว่าเขาเข้ามาฝังตัวอยู่ที่นี่นานเท่าไรแล้ว หล่อนพยายามนึกหาเหตุผลว่าเขาคิดยังไงถึงยอมเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงในพื้นที่อันตรายเช่นนี้ เพราะในพื้นที่แห่งนี้ ดินแดนสีแดงที่คนในพื้นที่ถูกฆ่ารายวันราวกับผักปลา มีแต่คนอยากจะย้ายหนีออกไปเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง หล่อนคิดว่าถ้าเขาไม่บ้าก็คงเพี้ยน ผู้บาดเจ็บถูกลำเลียงเข้ามาเรื่อย ๆ ทหารเสียชีวิตเพิ่มเป็นสองรายเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว แม้ทางทีมแพทย์จะทำการช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ หล่อนมองเตียงรถเข็นที่มีผ้าขาวคลุมร่างจนมิดเข็นผ่านไปด้วยความเศร้าใจ ไม่รู้ว่าหล่อนจะต้องทนเห็นภาพนี้ซ้ำ ๆ กันอีกสักกี่ครั้ง ภาพซ้ำ ๆ ที่เห็นกี่ครั้งก็ไม่เคยทำใจได้สักที หล่อนเป็นคนในพื้นที่ตั้งแต่กำเนิด ครอบครัวของหล่อนพำนักอยู่นอกตัวเมืองออกไปสิบกิโลเมตร ครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีพ่อแม่และหล่อนเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว ด้วยพ่อแม่ไม่อยากให้หล่อนต้องประกอบอาชีพหาเช้ากินค่ำเหมือนอย่างตน จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อส่งหล่อนให้ได้เรียนสูงที่สุด และหล่อนก็ไม่ทำให้หยาดเหงื่อแรงกายของบุพการีผิดหวัง ด้วยการตั้งใจร่ำเรียนจนจบและประกอบอาชีพนางพยาบาลในโรงพยาบาลในตัวเมือง แต่เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง ให้ชีวิตของหล่อนไม่สามารถตอบแทนคุณบุพการีได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะเช้าวันแรกที่หล่อนแต่งชุดขาวไปที่โรงพยาบาล ก็คือเช้าวันเดียวกันกับที่พ่อแม่ของหล่อนถูกกลุ่มคนลึกลับใช้ปืนกราดยิงเข้าไปในบ้านจนเสียชีวิต เหตุการณ์เกิดขึ้นและหายเข้ากลีบเมฆไปเหมือนทุก ๆ ครั้งที่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อำนาจรัฐไม่สามารถจับมือใครดมได้ว่าเป็นฝีมือของใคร แม้ความเสียใจจากการสูญเสียบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิต จะทำให้หล่อนพยายามหาหนทางทุกวิถีเพื่อให้ทางการนำตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้ แต่สุดท้ายเสียงเล็ก ๆ ของหล่อนก็เหมือนโยนหินก้อนเล็ก ๆ ลงมหาสมุทร กับเสียงสรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันถัดไปว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ หล่อนจำไม่ได้ว่าตั้งแต่วันนั้นหรือตั้งแต่ก่อนหน้านั้น คำ ๆ นี้ถูกพูดออกมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว แม้ในหลาย ๆ ครั้งที่รัฐจะหาทางแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้ .....
เรื่องสั้นที่ดีที่สุดของผม
Submitted by สิงห์ลา on May,23 2007 08.44
เรื่องสั้นที่ดีที่สุดของผม เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เรื่องสั้นที่พวกคุณจะได้อ่านต่อไปนี้ อาจจะเป็นเรื่องราวที่อ่านดูแปลก ๆ สำนวนการเขียนอาจจะแปร่ง ๆ ขัดหูขัดตา โครงเรื่องเบาโหวงและไร้หลักการตามแบบฉบับการเขียนเรื่องสั้นที่ดี ฯลฯ (และอื่น ๆ อีกมากมายในช่องว่าง และจุดบกพร่องที่พวกคุณมองเห็นแต่ผมยังคิดไม่ออกในตอนนี้) ซึ่งถ้าพวกคุณคาดหวังที่จะได้อ่านเรื่องสั้นดี ๆ สักเรื่องหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ ผมขอแนะนำให้เรา (ผมและพวกคุณ) ยุติความสัมพันธ์กันตรงบรรทัดนี้ เพื่อเราจะได้ไม่เกลียดและเลิกคบกันเหมือนความสัมพันธ์ของผมและเพื่อนที่ขาดสะบั้นไปแล้ว ใช่! พูดถึงแล้วยังแค้นใจไม่หาย (ผมขอแสดงความเชิดชูเกียรติพวกคุณที่สอดรู้สอดเห็นที่จะอ่านต่อไป) ผมและมัน(คนที่เคยเป็นเพื่อนผม)เลิกคบกัน ก่อนอื่น(หมายความว่าก่อนที่จะเล่าเรื่องราวก่อนไป)ขอออกตัวก่อนว่านี่ไม่ใช่เรื่องสั้นแนวหักมุมที่มักจะเฉลยอะไรแปลก ๆ ในตอนจบให้หักหลังจนหลังหักกัน ผมจึงไม่ได้เป็นชายหนุ่มที่รักเพศเดียวกัน แล้วก็ไม่ใช่เพราะว่าจู่ ๆ เพื่อนผมมันก็แสดงออกว่าผิดเพศสาวแตก เหมือนชายหนุ่มบางคนที่นิ้วก้อยเพิ่งเผยโฉมออกมาหลังจากมีลูกชายคนที่สอง กับภรรยาคนที่สาม แต่จุดจบของเรื่องทั้งหมด มันเกิดขึ้นจากการแสดงออกอย่างชัดเจน ชัดเจนมากเกินไปในเรื่องหนึ่งของมัน&nbsp; และมันกลายเป็นเรื่องชัดเจนเกินไปสำหรับคนที่ไม่ได้ชัดเจนในเรื่องเดียวกับมันเช่นผม มันเป็นนักเขียนเรื่องสั้น ก่อนที่จะเล่าถึงจุดแตกหัก หรือในภาพยนตร์อาจจะเรียกได้ว่าจุดไคลแมกซ์ ผมจะขอเล่าเรื่องแบบยืดเยื้อเป็นการปูพรมแดงไปก่อนจะเข้าโรงฉายก่อนแล้วกัน<br /> ผมและมันเป็นเพื่อนกันกว่ายี่สิสบปี! ยี่สิบปีที่ผ่านไปรวดเร็วราวกับหายใจครั้งเดียว และสำหรับผมในนาทีนี้เหมือนหายใจทิ้ง ผมไม่รู้ว่าอาการอยากเป็นนักเขียนของมันนั้น เริ่มลงแดงตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่เพียงว่าระยะสามปีที่ผ่านมานี้มันมักจะเก็บเนื้อเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกมาสุงสิงกับเพื่อนฝูงเป็นประจำเหมือนแต่ก่อน และในที่สุดความจริงก็ปรากฏออกมาหลังจากที่มันมีงานเขียนเรื่องหนึ่งลงในนิตยสารรายสัปดาห์ ตอนแรกที่ได้รับรู้ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าเป็นเรื่องที่มันเขียนจริง ๆ (หลังจากที่มันพยายามยัดเยียดนิตยสารรายสัปดาห์ฉบับนั้นให้ผมอ่านและเก็บไว้เป็นที่ระทึกสองเล่ม) แต่ด้วยชื่อจริงนามสกุลจริงที่อยู่ด้านบนของเรื่องสั้นของมัน ทำให้ผมมิอาจไม่เชื่อได้ว่ามันเรื่องที่เขียนโดยคนอื่น ที่มีชื่อกับนามสกุลเดียวกันกับเพื่อนผม หลังจากยอมรับได้แล้วว่ามีเพื่อนเป็นนักเขียน ผมค่อนข้างที่จะรู้สึกยินดีและดีใจที่มีเพื่อนเป็นนักเขียน สำหรับผม นักเขียนในความหมายที่ผมเข้าใจก็คือคนที่มีความคิดที่ยอดเยี่ยม เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการและความสามารถในการใช้ภาษาที่สูงในการถ่ายทอดเล่าเรื่องราวออกมา ผมยอมรับว่าไม่มีพรสวรรค์หรือพรแสวงในด้านนี้เลยสักนิด แต่เพื่อนผมมีหลังจากผ่านการ(แอบ)ฝึกฝนมานานกว่าสามปี(หรือมากกว่านั้นผมไม่รู้เพราะมันไม่บอกภูมิหลังของตัวเองในวัยเด็กให้ผมฟังอย่างละเอียด)<br /> หลังจากที่ผมอ่านผลงานเรื่องแรกของมันจบในวันนั้น อันดับแรกผมต้องขอออกตัวบอกก่อนเลยว่า ผมอ่านงานเขียนของมันไม่รู้เรื่องและไม่สนุกเลยสักนิดเดียว เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมการเมืองและการใช้สัญลักษณ์ตีความที่สลับซับซ้อน ซึ่งผมไม่ใช่คนที่ใช้สมองไปในแนวทางนั้น แต่มันคงคิดว่าผมชอบงานเขียนมันละมั้งมันเลยบอกกับผมว่า ไม่คิดจะลองเขียนเรื่องสั้นดูบ้างหรือไง โน! แน่นอนผมปฏิเสธไปในทันที เพราะไม่ได้มีใจรักและมีความบ้าวรรณกรรมเฉกเช่นมัน ผมกับการเขียนหนังสือนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว คนละสังคมเหมือนอยู่ห่างกันคนละโลก คนละมิติดาวคนละดวงเลยก็ว่าได้ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเขียนภาษาไทยเป็นเรื่องเป็นราว ก็ตั้งแต่ตอนสมัยเรียนประถมกับการเขียนเรียงความเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติอะไรสักอย่าง อย่างแน่นอนและไม่ต้องสงสัยว่าผมมีความสุขกับการเบ่งสมองคิดเรื่องราวโม้ ๆ มาเขียนหรือเปล่า<br /> ถูกต้อง! ผมไม่มีความสุขกับการเขียนเลยสักนิด (และส่วนหนึ่งที่ผมไม่ชอบการเขียนก็คือ ป .....
ความจริงจากกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
Submitted by สิงห์ลา on May,14 2007 08.13
ความจริงจากกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หนังสือเล่มหนึ่งตกลงมาจากบนท้องฟ้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ตรงสี่แยกไฟแดงเด็กชายขายพวงมาลัยคนหนึ่งวิ่งไปเก็บมันขึ้นมาจากบนพื้นคอนกรีต ก่อนที่รถจะเอาล้อไปเหยียบมัน ผู้คนขวักไขว่ข้ามถนนจากฝั่งไปอีกฝั่ง ไม่มีสายตาคู่ใดสนใจสมุดเล่มนั้น นอกจากเด็กชาย เด็กชายอ่านหนังสือไม่ออกเพราะไม่ได้เรียนหนังสือ ตกเย็นเอาหนังสือเล่มนั้นไปให้ยายดู ยหนังสืออะไรเอามาจากไหน ไปขโมยใครมาหรือเปล่าย<br /> ยเปล่า เจอมันตกอยู่บนพื้นย ยป่านนี้เจ้าของเขาไม่หากันให้วุ่นแล้วหรือไงย ยไม่มีเจ้าของหรอก มันตกลงมาจากบนฟ้าย เอาหน้าปกหนังสือเข้าไปให้ยายดูใกล้ ๆ ยตัวหนังสือมันอ่านว่าอะไรยายย ยายดูเพียงแวบเดียว แล้วหันไปร้อยพวงมาลัยต่อ ไม่มีคำตอบใด ๆ ผุดพรายออกมา<br /> ทุกเช้าที่ไปขายพวงมาลัย เด็กชายจะพกหนังสือเล่มนี้ติดตัวไปเสมอ แม้จะยังอ่านไม่ออก แต่เชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะขึ้นชื่อว่าหนังสือ สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นต้องเป็นสิ่งที่พิเศษ ความรู้ทุกอย่าง มักจะถูกอัดแน่นอยู่ในหนังสือ ตอนเช้า ๆ รถที่จอดตามสี่แยก เด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน นอนหลับอยู่ในรถยนต์ที่จอดแน่นิ่งอยู่ตรงสี่แยก ชุดนักเรียนขาวสะอาด เด็กชายเหม่อตามมองเข้าไปในนั้น สิ่งใดเป็นผู้กำหนดให้เขาต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ในทุก ๆ เช้า ไม่ใช่เป็นที่ตรงนั้น ยพวงมาลัยไหมครับย ทุกครั้งที่ไฟแดงผลัดเปลี่ยนขึ้นมา เด็กชายจะวิ่งไปตามรถคันต่าง ๆ ที่ติดเครื่องทิ้งไว้บนถนน ชูพวงมาลัยที่เสียบไม้เรียงรายขึ้นเหนือหัว รถยนต์คันหรูน้อยคันนักที่จะเลือกอุดหนุน ขายประจำของเขามีเพียงแท็กซี่ รถตู้ รถกระบะ<br /> ช่วงเวลาไฟเขียว เด็กน้อยจะนั่งฆ่าเวลาด้วยการเปิดดูหนังสือที่ตกลงมาจากฟ้า ทั้ง ๆ ที่อ่านไม่รู้เรื่องกับภาษาที่บรรยายอยู่ในนั้น แต่เชื่อว่าสักวันหนึ่งจะเข้าใจสิ่งที่เขียนไว้ในนั้น<br /> เช้านี้ตรงสี่แยกพิเศษกว่าทุกวัน เพราะมีนักร้องสาวสวยสี่คนมาถ่ายทำมิวสิกวีดีโอกลางสี่แยก ผู้คนต่างจอดรถรอดูกันเป็นแถวยาวเหยียด ยิ่งรถติดอยู่แล้วก็ยิ่งติดมากยิ่งขึ้น เสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงดังลั่นถนน การถ่ายทำดำเนินไปจากเช้าจนถึงช่วงสาย ๆ ของวัน รถติดนานแต่ไม่มีใครสนใจซื้อพวงมาลัย ทุกคนสนใจแต่นักร้องที่แต่งตัวมั่นใจตามสไตล์วัยรุ่นไทยปัจจุบันอย่างน้ำลายสอ นักข่าวกำลังรุมสัมภาษณ์นักร้องสาวระหว่างรอสัญญาณไฟแดงจากตำรวจตรงสี่แยก ยalbumนี้พวกเรามีมุมมองความรักที่โตขึ้นกว่าเดิม และใส่ความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นย เด็กชายได้ยินถ้อยคำหวานใสบางประโยค ระหว่างที่พวกเธอกำลังให้สัมภาษณ์กับกล้องวิดีโอ ยแล้วมีความแปลกใหม่อะไรมาให้แฟน ๆ ได้surpriseกันบ้างครับย นักข่าวถาม ยนอกจากstyleการแต่งตัวที่ชัดเจนขึ้น ยังมีเรื่องเสื้อผ้าทรงผมที่พวกเราออกแบบกันเอง อืม...ท่าเต้นบางท่าด้วยย นักร้องคนหนึ่งยืนขึ้นแล้วเต้นท่ากระเด้ง ๆ ตรงสะโพก เรียกเสียงฮือฮาจากคนที่อยู่รอบ ๆ ได้พอสมควร ยมีความสามารถกันมากจังเลยนะครับ แล้วในส่วนของงานเพลงชุดนี้ มีส่วนร่วมอะไรกันบ้างครับย ยถ้าถามถึงภาพรวมของดนตรีแล้วก็เนื้อเพลงในชุดนี้ เราก็มีส่วนร่วมกับproducerในการคิดconceptของalbum มีส่วนในการเลือกsoundใหม่ ๆ แปลก ๆ แล้วก็เนื้อเพลงบางเพลง ที่คิดว่าเหมาะกับพวกเรามากที่สุดย เด็กชายมองพวงมาลัยในมือ ถ้าหากความเป็นตัวของตัวเองของพวกเธอ ต้องค้นหาจากการออกเทป แล้วเมื่อไรที่เด็กชายจะค้นพบสิ่งที่เหมาะกับตัวเองเสียที และจะต้องเริ่มค้นหาจากสิ่งใด<br /> เด็กชายนั่งฟังเพลงที่เปิดประกอบระหว่างที่น้องร้องสาวเหล่านั้นกำลังเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกกลางสี่แยกไฟแดงนับสิบรอบตั้งแต่เช้า ความหมายของเพลงค่อย ๆ ซึมซับให้ติดหูอย่างไม่รู้ตัว กับคำง่าย ๆ ที่พูดซ้ำ ๆ วนเวียนเกี่ยวกับความรักหักอก เด็กชายพยายามเข้าใจความหมายของเนื้อเพลงที่พวกเธอ แม้จะเป็นภาษาสมัยใหม่ ไทยคำอังกฤษคำปนกันไปปนกันมา จำทำให้ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็พอจับใจความได้ว่า มันเป็นเนื้อหาของความรักที่ผิดหวัง เด็กชายได้ยินเพลงที่มีเนื้อหาอย่างนี้ทุกวันจากบนรถเมล์ หรือรถยนต์คันหรูที่เปิดกระจกสูบบุหรี่ขณะที่กำลังติดไฟแดง เด็กชายเกิดความไม่เข้าใจขึ้นว่า ทำไมค .....
12 items(1/2) 2 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว