ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

205 items(1/21) 2 3 4 5 Next » Last »|
นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล
Submitted by Pookun on June,01 2008 22.43

นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล


ธีรภาพ โลหิตกุล:"ความจริงมันคงไม่ใช่เพียงสารคดีเท่านั้น แต่สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์แมกกาซีนทั้งหลายก็ถูกถาโถมเข้ามา เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งตัว ตั้งรับ และรุกรับกับสิ่งเหล่านี้ ก็คือต้องพัฒนางานให้เข้มแข็งขึ้น รักษาคุณภาพของงานให้ดีมากยิ่งขึ้น และอาจขยายงานไปสู่สื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น"

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แทบไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากมายสำหรับคนทำงานสารคดีที่ชื่อ ธีรภาพ โลหิตกุล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในฐานะนักเขียนสารคดีมือฉมัง ทั้งที่เป็นข้อเขียนและบทโทรทัศน์

10 ปีแรกในภาระงานประจำ ก่อนเจ้าตัวจะปลดระวางตัวเองเพื่อ 'พักร้อน' และรับงานฟรีแลนซ์เลี้ยงตัวเองในช่วง 10 ปีหลัง ปัจจุบันนอกจากงานเขียนหนังสือ เขายังผันตัวไปเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของอุษาคเนย์บนหน้าปัดวิทยุที่คลื่น FM 96.5 ทุกวันอาทิตย์ บ่าย 2 และวิทยากรรับเชิญสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมของภูมิภาคแถบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังออกตัวว่าเป็น 'นักเดินทางมือสมัครเล่น' อยู่ดี

หลังจากอ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วลองมานิยามดูอีกทีว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นนักเดินทางประเภทไหนกันแน่...

บันทึก 100 วัน (10)
Submitted by Pookun on May,03 2008 12.30

29 เมษายน 2551

เรานัดหมายบังอาเส็มไว้ที่มัสยิดห้วยโอน ตอนที่ไปถึงเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำภาค 8 มาถึงแล้ว

พื้นที่ ม.9 ของบังอาเส็มมีปัญหาน้ำเสีย ชุมชนเดือดร้อนมานานแล้ว ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร นึกถึงปัญหาน้ำที่เกิดในหมู่บ้านของผมทำให้เข้าใจหัวอกคนใช้น้ำด้วยกันถึงความทุกข์

เราใช้เวลาพูดคุยกันไม่นานก็ได้ข้อสรุปแจงเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

1.สภาพปัญหา น้ำประปาของม. 9 ต.กำแพงเพชรมีสภาพขุ่นข้น เนื่องจากใช้น้ำจากต้นน้ำที่มีการขุดสระขนาด 40 เมตร ยาว 100 เมตร ลึก 4 เมตร รองรับน้ำก่อนสูบขึ้นไปขึ้นถังผลิตประปา ทำให้เกิดการหมักหมมของขยะใบไม้ กิ่งไม้ สารเคมีการเกษตร ชุมชนประสบปัญหามาเป็นเวลากว่าสิบปี

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ใช้น้ำไประยะหนึ่งประสบต้นทุนการใช้สารส้มในอัตราสูงกว่าที่รายได้ของการจัดเก็บน้ำสามารถรองรับได้ กล่าวคือมีต้นทุนต่อหน่วยตกประมาณ 9-10 บาท ขณะที่ปัจจุบันมีการจัดเก็บค่าน้ำอยู่ยูนิตละ 5 บาท เมื่อชุมชนไม่ใช้สารส้มในการดักตะกอน ปรับสภาพน้ำที่มีความเป็นด่าง ทำให้วงจรการทำงานของระบบประปาติดขัด ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำโดยรวม

2. ต้นทุนการผลิต -ค่าจ้าง เดือนละ 6000 บาท -ค่าบำรุงรักษา เดือนละ 2500 บาท -ค่าไฟ 10-15 ชั่วโมง 10,800-20,000  บาท -ค่าสารส้ม เดือนละ 7500 บาท รวม 26,800 บาท ต่อเดือน

ประชากร 3000 คน รวมค่าใช้จ่ายต่อยูนิต 8.93 บาท

3. ทางแก้ไข ผู้เข้าร่วมเสนอแนะทางออกได้ข้อสรุปดังนี้

1.จัดประชุมชี้แจงคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามสภาพปัญหา ความต้องการและเชิญชวนตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ(ถือว่าดำเนินการแล้วในวันนี้)

  1. จัดประชุมชี้แจงชุมชน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามความสมัครใจ และชี้แจงต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าข้อเท็จจริง พร้อมกับเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา(นัดวันศุกร์ ที่ 16 พค.)

  2. จัดซื้ออุปกรณ์ ทดลองปรับระบบการกรองน้ำที่ชุมชนตัดขั้นตอนการใช้สารส้มในการดักตะกอนออก โดยการกลับไปใช้ระบบการผลิตที่ครบวงจรอีกครั้งและดูผลคุณภาพของน้ำเป็นเวลา 1 เดือน

  3. จัดเวทีชุมชนสอบถามประชามติในการแก้ปัญหาด้วยการกำหนดราคาน้ำที่ตรงกับความเป็นจริงและค้นหาแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

4. งบประมาณ 30,000 บาท จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสนับสนุนผ่านแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้
-จัดซื้ออุปกรณ์สารส้ม ปูนขาว และทราย จำนวน 10,000 บาท -จัดประชุมชี้แจงชุมชน 2 ครั้งและมีการถ่ายทอดสดทางสื่อ 20,000 บาท

เราลงไปดูพื้นที่จริง บังอาเส็มขับรถนำไปถึงที่ สภาพป่าต้นน้ำของรัตภูมิ ว่าไปก็เหมือนที่อื่นๆ อยู่ใกล้ต้นน้ำแต่ก็ต้องซื้อน้ำดื่ม น้ำใช้ ไม่สามารถดึงน้ำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

สระน้ำที่ขุดไว้เป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาที่นี่ก็เป็นของเอกชน กรรมการประปาคนหนึ่งบอกว่าทำให้เขาไม่มั่นใจในอนาคต หากมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไปทำกิจกรรมอื่น ชาวบ้านจะเดือดร้อนไปหมด

"ผมอยากให้หาที่ดินขุดสระใหม่" เขาเสนอให้ชุมชนร่วมกันซื้อที่ ทำเป็นที่สาธารณะ

ผมนึกภาพ-เรื่องน้ำทำให้เราสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้ชุมชนเกิดความมั่นใจ หลังจากที่ฟิ้นระบบการผลิตน้ำเต็มรูปแบบ สร้างความมั่นใจให้พวกเขาแล้ว ต่อไป การแก้ปัญหาอื่นๆของชุมชนก็จะตามมา

ขอให้ทุกอย่างยืนอยู่บนฐานการเรียนรู้และมีส่วนร่วมเท่านั้น.

บันทึก 100 วัน (9)
Submitted by Pookun on April,29 2008 18.00
27 เมษายน 2551 24 เมษายน 2551 สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ใหม่ มาสมัคร 14 คน รับคนได้เพียง 2-3 คน ผ่านรอบแรกเราคัดไว้ 5 คน ผมส่งต่อให้อ.พงค์เทพ คุยต่อ เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ความคิดอยู่ในกรอบ เหมาะที่จะทำงานในระบบมากกว่าที่จะมาฝ่าฟันกับงานที่จำเป็นต้องมีความมั่นใจ มั่นคงกับเป้าหมายที่มิใช่เพียงแค่ตัวเอง แถมถามความสนใจ ความฝันในชีวิต จำนวนหนึ่งตอบไม่ได้ ตอบได้แค่ว่าอยากได้งาน 25 เมษายน 2551 เดินทางไปสกลนคร มีโปรแกรมร่วมกับ 13 จังหวัดเรียนรู้ดูงานในพื้นที่ของเครือข่ายจ.สกลนคร เราไปนั่งรออยู่ที่สุวรรณภูมิร่วม 3-4 ชั่วโมง กว่าเครื่องจะออก(ช้าไป 20 นาที) อากาศที่นั่นค่อนข้างหนาว หิวก็หิว ดีว่าเครื่องของ ppair มีบริการเลี้ยงข้าว เครื่องบินที่นี่มีขนาดเล็ก 60 ที่นั่ง ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษๆก็มาถึงสกลนคร สามทุ่มเราก็มาถึง เดินออกมาจากเครื่อง พบตัวสนามบินที่นี่ออกแบบได้ดี โปร่งโล่ง โอ่โถง นำรูปแบบทางศิลปกรรมและวัตถุดิบท้องถิ่นมาประดับประดา ได้กลิ่นอายอิสาน (นึกถึงสนามบินหาดใหญ่-ไม่มีสิ่งใดส่อเค้าความเป็นภาคใต้ต้อนรับผู้มาเยือน) น่าเสียดายว่าอาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่นัก มีเจ้าหน้าที่ของเครือจข่ายมารอรับ เราขึ้นรถสองคัน ขับไปนั่งคุยกันไป สกลนครใหญ่โตกว่าที่คิดมาก แถมทันสมัยน่าอยู่ การวางผังเมือง การออกแบบเมืองทำได้ยอดเยี่ยม บ้านเมืองดูสะอาด เงียบสงบ ประตูเมืองใหญ่โต นำเอารูปทรงสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ สกลเป็นเมืองใหญ่ มี 18 อำเภอ ประชากรกว่า 1 ล้านคน มีสส.ได้ 5 คน(แน่นอนว่าต้องพรรคพลังประชาชน) ถนนกว้างขวาง รถไม่พลุกพล่าน ดูแล้วรองรับการเติบโตของเมืองได้ร่วม 10-20 ปี (สร้างถนนก่อนสร้างเมือง) 26 เมษายน 2551 อ.พงค์เทพ ตื่นแต่เช้าตรู่นั่งสามล้อไปไหว้พระธาตุเชิงชุม ผมขี้เกียจตื่น สักราวๆ เจ็ดโมงครึ่งเราเดินทางออกจากโรงแรมเอ็มเจ.เดินทางเข้าสู่ราชภัฎสกลนคร(ต้องย้ายที่พักเนื่องจากที่ราชภัฎมีงานซ้อน โรงแรมที่นั้นเต็ม) มีเพื่อนฝูงจากอีก 13 จังหวัดทยอยกันเข้ามา ทั้งจากภาคเหนือ-เชียงใหม่ แพร่ น่าน ภาคกลาง-อ่างทอง พิจิตร เพชรบุรี สุพรรณบุรี เราเริ่มโปรแกรมดูงานวันแรกได้หลังเวลา 9 โมงเช้านิดหน่อย พิธีกรกล่าวต้อนรับ เขาบอกว่าจะพยายามสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่น "คนอิสานนี่เขาบอกว่า ถ้าเข้าป่า ยกเว้นฤาษีเท่านั้น นอกนั้นกินได้หมด แต่ถ้าลงทะเล ยกเว้นสะพานเท่านั้น นอกนั้นก็กินได้หมด" ประธานเปิดงานเป็นคณบดี มาถึงก็กางโพยอ่าน ทำให้บรรยากาศเป็นทางการไปหน่อยทำให้พวกเราดูเกร็งๆ(เหมือนมานั่งสอบปริญญาโท) *ช่วงหัวค่ำ ทีมงานที่ถ่ายวีดีโอไว้ นำภาพพฤติกรรม อริยบทของแต่ละคนมาให้ดู-เรียกรอยยิ้ม-แต่ภาพช่วงเปิดงานเห็นได้ชัดว่านั่งกันแบบเกร็งๆฝืดๆ พื้นที่ดูงานแรก อยู่ที่หมู่บ้านนาคำไฮ ที่นี่เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก ร้อยกว่าหลังคาเรือน ประชากรมาจาก 4 ตระกูลแตกลูกแตกหลานไปทั่ว ทำให้มีสายสัมพันธ์พร้อมจะทำกิจกรรมร่วมกัน ที่นี่ประสบปัญหาสืบเนื่องจากกองทุนเหล้า ซึ่งเดิมผู้คิดเจตนาดีต้องการช่วยเหลืองานศพ ด้วยการเรี่ยไรครัวเรือน เหล้า 1 ขวด พร้อมกับเงิน 20 บาท ช่วยเจ้าภาพงานศพ ทว่าผลที่ตามมาคือทำให้ชาวบ้านติดเหล้า ดื่มเหล้าจัด เมาสะเปะสะปะ(ตามคำของชาวบ้านที่เล่าให้ฟัง) มีเหตุทะเลาะวิวาท เสียเงินจากรายได้โดยใช่เหตุ ทำให้คิดที่จะแก้ปัญหา การทำงานได้เจ้าหน้าที่อนามัยเข้ามาเป็นตัวหลัก จัดกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาของพื้นที่ จนได้ประเด็นการเลิกเหล้าซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและเป็นปัญหาระดับชาติที่ไม่ค่อยมีใครอยากยุ่งนัก ที่นี่เริ่มต้นด้วยการให้ชาวบ้านแต่ละคนสมัครใจเลือกที่จะลด-ละ-เลิกเหล้า จนกระทั่งนำมาสู่การยุบกองทุนเหล้าและพัฒนามาเป็นกองทุนอื่นๆ ร่วม 10 กองทุนในเวลาต่อมา (เช่น กองทุนข้าว กองทุนถั่วลิสง กองทุนวัว กองทุนหม่บ้านฯลฯ) จากพื้นฐานแนวคิดกองทุนที่ต้องการพึ่งตนเองและช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันนำมาสู่ความร่วมมือจัดตั้งกลุ่ม to be numberone ดึงเยาวชนและครอบครัวเข้าร่วม และต่อยอดด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงในชีวิต เราลงจากรถตู้ ชาวบ้านยืนต้อนรับทั้งสองข้างทาง มีพวงมาลัยดอกคูน ดอกลั่นทม รอรับ สีหน้ายิ้มแย้ม อัธยาศัยในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของพวกเขาทำเอาตื้นตันใจ (มาภาคใต้ เห็นท่าจะทำได้ยาก) ทุกบ้านมีการปลูกไ .....
บันทึก 100 วัน (8)
Submitted by Pookun on April,28 2008 13.39

20 เมษายน 2551

เจีย โทรมาเตือนว่างานเลี้ยงน้ำชาของผู้ใหญ่เบีย จะจัดในวันนี้ มีกิจกรรมไปตั้งแต่ช่วงกลางวันไปถึงกลางคืน ทีแรกลังเลว่าจะไม่ไป แต่คิดดูอีกที วันนี้ไม่ได้ทำอะไร(ตั้งใจว่าจะพัก) อีกอย่างไปคูหาใต้ก็เดินทางไม่ไกลเลยตัดสินใจใหม่

อยากไปช่วยผู้ใหญ่ รู้จักพื้นที่ให้มากขึ้น ตอนไปเอ็กซ์ชวนพี่แป๋วครูข้างบ้านไปด้วย เราไปถึงวัดจุ้มปะช่วงเย็นแล้ว ไปถึงก็โทรหาเจียถามทางอีกเพราะว่าไปไม่ถูก

ระหว่างทางผ่านถนนใกล้สนามกีฬาเทศบาลตำบลกำแพงเพชร กำลังลงเตนท์จัดงานถนนคนเดินที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ไม่เคยมาร่วมกิจกรรม ท่าทางจะคึกคักไม่เบา

สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งกว้าง สลับเขาเป็นหย่อมๆ มีลำห้วย วัด บ้าน แทรกสลับเป็นช่วงๆ ดูแล้วก็เงียบสงบดี เราหาที่จอดรถ ด้านซ้ายมือเป็นท้องนากว้าง มีคนพลุกพล่านได้ยินเสียงโฆษกงานมาจากเต้นท์ใหญ่ เดินลงไปดูกิจกรรมที่มีการแข่งว่าว นัยว่ามาถึงรอบสดท้ายแล้ว ว่าวที่ผ่านเข้ารอบลึกๆกำลังเตรียมเข้าสู่ลานแข่งที่เป็นท่งนากว้างโล่ง มีเขาคูหาเป็นฉากหลัง ว่าวหลากสีโฉบเฉี่ยวอยู่บนฟ้ามองเห็นอยู่ไกลตา

มีคนมาร่วมงานไม่น้อยเลย บ้านของผู้ใหญ่เบีย มีงานเลี้ยงน้ำชาจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว แต่ปีนี้พิเศษตรงที่มีคอนเสิร์ตจากวงบาโรยมาสร้างสีสันในช่วงหัวค่ำ เรามาถึงก็เห็นรั้วผ้าใบขึงล้อมรอบชวนให้นึกถึงหนังกลางแปลงในวัดในอดีต

ใช้ทุ่งนาให้เป็นประโยชน์ ฟากหนึ่งแข่งว่าว อีกฟากหนึ่งล้อมรั้วจัดคอนเสิร์ต เจียพาไปหาผู้ใหญ่เบียที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมงาน เราไปถึงเห็นแต่โต๊ะวางเต็มไปหมด ยังไม่มีคน คอนเสิร์ตจะเริ่มช่วงหัวค่ำ มีแต่ทีมงานกำลังตระเตรียมน้ำแข็ง น้ำ มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น ช่วยกันขันแข็งดี

อ้อ มีนิทรรศการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีด้วย

เงินที่ได้จากการเลี้ยงน้ำชา จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณของหมู่บ้าน กลุ่มแกนนำที่มาช่วยผู้ใหญ่เบียส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บางส่วนมาจากกลุ่มอนรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี สมาชิกในกลุ่มเติบโตมาจากวัยรุ่นที่หลงผิดติดยาเสพติด ต่อมาคิดได้กลับตัวมาเป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือสังคมและตั้งใจที่จะทำกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ผลพวงจากการร่วมกิจกรรมรักษ์ป่าทำให้รู้จักกับอีกหลายๆกลุ่ม วงบาโรยก็มาจากสายสัมพันธ์การทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกัน

เท่ากับว่าเครือข่ายเติบโตและชักย่านความสัมพันธ์โยงไปถึงกิจกรรมอื่นๆ มีอะไรก็มาช่วยกันว่างั้น

นั่งฟังลุงนันท์แกนนำอีกคนเล่าให้ฟังเรื่องหนักอกของชุมชน นั่นคือการปกป้องเขาคูหาที่ถูกนายทุนสัมปทานต่อเนื่องระเบิดหินทำลายหายไปทุกวัน เขาคูหาเพี้ยนมาจากคำว่าโคหาย ที่นี่มีแร่ธาตุปนอยู่ในตัวภูเขาล้วนเป็นของดีหายาก แต่กำลังถูกทำลายไปอย่างไม่รู้คุณค่าและไม่มีใครกล้าที่จะส่งเสียงทัดทาน เนื่องจากนายทุนทำถูกต้องตามขั้นตอน และคงกลัวไม่อยากเสี่ยงกับผู้มีอิทธิพล(ชาวบ้านใกล้เนินเขาได้รับประโยชน์ด้วย) แม้นเสียงต่อต้านจะเริ่มมีมากขึ้น แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ รังแต่จะเร่งให้รีบระเบิดทำลายให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ

จัดงานเลี้ยงน้ำชา จัดคอนเสิร์ตใกล้ๆ อาจจะมีส่วนช่วยให้เสียงของชุมชนไปถึงหูนายทุนและผู้มีอำนาจบ้าง(ผมเดาเอา)

รัตภูมิเป็นพื้นที่เดือดในเรื่องของการทำบ่อทราย มีทั้งถูกต้องตามกฏหมายและลักลอบ สภาพโดยรวมเริ่มมีปัญหาด้านมลภาวะจากโรงงาน จากกลุ่มแรงงานอพยพ บางพื้นที่มีโรงงานจำนวนมาก ที่นี่มีจุดแข็งหลายเรื่อง กลุ่มองค์กรท้องถิ่นที่นี่ค่อนข้างเข้มแข็ง เป็นต้นแบบระดับชาติในหลายๆแห่ง ตำบลคูหาใต้เองก็มีสภาร้อยแปดเป็นองค์กรหลักของชุมชน แต่ก็นั่นแหละ ความเข้มแข็งดังกล่าว หากว่าไม่อาจปกป้องฐานทรัพยากรให้คงอยู่ต่อไปได้ ก็คงดูแปลกๆพิลึก

หมายเหตุ* ไม่ได้อยู่ฟังคอนเสิร์ต เพราะดึกเกินไป เรานั่งประเดิมงานเป็นโต๊ะแรก อยากจะบอกว่าปลาดุกย่างสดและอร่อยมาก.

บันทึก 100 วัน (7)
Submitted by Pookun on April,16 2008 20.53

16 เมษายน 2551

ต้อนรับสงกรานต์ด้วยโรคคางทูม เกิดมาเพิ่งรู้จัก...มาเป็นเอาก็ตอนโตเป็นผู้ใหญ่นี่แหละ วันหยุดติดต่อกันหลายวันแทนที่จะได้พักผ่อนให้หนำใจ กลายเป็นว่าต้องมาทรมานกับอาการปวดกราม แถมทำท่ามีไข้หน่อยๆ กรามสองข้างบวมตุ่ย ดูเผินๆไม่มีใครรู้ นึกว่าอ้วน คางหนาเป็นชั้นๆ ที่ไหนได้...

ปีนี้ชีวิตเสียศูนย์จริงๆ ป่วยแล้วป่วยอีก

ฟื้นไข้รอบนี้ตั้งใจว่าจะฟิตร่างกายใหม่ ที่สำคัญฟิตจิตใจที่เสียสมดุลเสียด้วย ตั้งใจไว้เช่นนั้น

ก่อนสงกรานต์วันเดียว ออกไปกินสุกี้กับหมี 2 ครัว พ่อแม่ลูก ตะรอนหาร้านอาหารอิสาน ที่ไหนได้ ไปที่ไหนก็หยุดหมด สุดท้ายไปแวะที่โรบินสัน

ขากลับออกมาเห็นขบวนแห่สงกรานต์ มีทีท่าว่าครึกครื้นจนทนไม่ได้ เราจอดรถลงไปดู ขบวนแห่ปีนี้ลงทุนเป็นพิเศษ เทศบาลปิดถนน มีกิจกรรมหลากหลายต้อนรับผู้มาเยือน นัยว่าหาดใหญ่ปีนี้คึกคัก ยอดนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นทะลักเข้ามามากมายเป็นประวัติการณ์ น่าดีใจแทนบรรดาโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารที่พากันเฉาแห้งเหี่ยวอยู่นาน

ต้องขอบคุณหลายฝ่ายที่มีส่วนช่วยกัน ส่วนหนึ่งก็มีผลมาจากการจัด event แต่ละครั้งก็เรียกลูกค้าได้มาก(แม้จะมีคนด่าอยู่บ้าง ตามประสาจัดงานลักษณะนี้ก็มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์)ที่สำคัญเรียกความมั่นใจจากต่างชาติคืนมาว่าหาดใหญ่ปลอดภัยแล้วนะ เว้นวรรคจากระเบิดไม่นานหาดใหญ่ก็ฟื้นได้...ศักยภาพที่นี่ว่ากันว่าภาครัฐไม่จำเป็นต้องช่วย ขอเพียงอย่าซ้ำเติมด้วยเงื่อนไขที่ไม่พึงประสงค์ก็แล้วกัน

เดินถ่ายภาพสาวๆ รวมทั้งสาวจริงและสาวปลอมที่วาดลวดลายดีดดิ้นบนขบวนพาเลซ ไทยมุงยืนดูกันเต็มไปหมด

บันทึก 100 วัน (6)
Submitted by Pookun on April,09 2008 20.32

8 เมษายน 2551

พี่เหมียว-อัจจิมา นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะไปหาผู้บริหารโรงเรียนมหาวชิราวุธ เรานัดพบกันก่อนที่สถานีตำรวจภูธร อ.เมือง ผมเข้าใจผิด เดินไปหน้าห้องของรองสาคร ทองมุณี ตำรวจหน้าห้องบอกว่าสงสัยจะมาผิดที่

พี่เหมียวเป็นแกนนำรับผิดชอบกิจกรรมลดอุบัติเหตุ ปกติทำงานเป็นนักวิชาการที่สสจ. ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณภัย รวมไปถึงงานด้านความมั่นคงที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ผมโทรหาพี่เหมียวทันทีที่ได้ยินเสียงรองสาครจากสถานีวิทยุที่มีการรายงานสดสถานการณ์การนับคะแนน การเลือกตั้งผู้บริหารเทศบาลนครหาดใหญ่ ทำท่าว่าจะมีการก่อม็อบยืดยาว รองสาครเข้ามาควบคุมสถานการณ์

"ผมมาในฐานะประชาชนคนหาดใหญ่ ไม่ใช่ตำรวจ ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆ ขอให้ส่งตัวแทนเข้ามาคุยกัน..." ผมพยายามเงี่ยหูฟังจับใจความได้สั้นๆ งานนี้ท่าทางจะยืดเยื้อ ผมคิด

บันทึก 100 วัน (5)
Submitted by Pookun on April,08 2008 22.46

4 เมษายน 2551

เดินทางมาถึงอบต.ปริก โทรถามทางแกนนำของหมู่ 10 ถึงทางไปสำนักสงฆ์ควนเสม็ด ผมขับรถย้อนเส้นทางขามา ไปเลี้ยวขวาตรงสำนักงานที่ดิน บึ่งรถเข้าไปในซอยอีกกว่า 10 กม.ก็ถึงที่หมาย

พวกเขารอผมอยู่ก่อนหน้าแล้ว

ที่นี่เป็นสำนักสงฆ์อยู่บนเนินสูง แลเห็นตัวพระเจดีย์เด่นสง่าแต่ไกล รอบข้างแวดล้อมไปด้วยป่ายางและเขาสูงของป่าต้นน้ำ ด้านซ้ายต่ำลงไปจากศาลามีสระบัวขนาดใหญ่ ดึงดูดสายตาใครต่อใคร

เข้าไปในโรงฉัน แนะนำตัวกันครู่หนึ่ง ทำให้รู้ว่าส่วนใหญ่อยู่ในหมู่ที่ 10 ทุกคนรวมตัวกัน ช่วยกันทำฝายให้กับหมู่บ้าน

ตั้งวงคุยกันถึงที่มาของกลุ่มซึ่งยังไม่รู้ว่าจะใช้ชื่อว่าอะไร

"เมียเราเรียกกันเล่นๆว่าพวกคนอยู่วัด" แกนนำกลุ่มหัวเราะ เขาบอกว่าทุกคนต่างอาชีพแต่ก็มาทำงานให้วัด อาศัยวัดเป็นที่พบปะชุมนุมกัน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่าน่าจะรวมตัวกันทำอะไรสักอย่างเพื่อประโยชน์ของชุมชน

"ผมเห็นตัวอย่างจากที่อื่น พอมาดูที่หมู่บ้านยังไม่เห็นมีกลุ่มไหนทำงานให้กับชุมชน" เขาเท้าความ ย้อนไปถึงวันแรกๆที่เริ่มเกิดความคิด รวมตัวกันเป็นกลุ่ม...เริ่มจากแก้ปัญหาเรื่องน้ำ

น้ำในวัดและในหมู่บ้านขาดแคลน พวกเขาจึงนัดกันทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ชักชวนกันไปลงพื้นที่ ช่วยกันทำฝาย

"อาศัยเงินส่วนตัว ไม่มีใครมาสนับสนุน ใครๆก็หาว่าเราบ้ากันทั้งนั้นแหละ" ประธานกลุ่มว่า

ทว่ากิจกรรมแรกที่พวกเขาทำก็คือ ช่วยวัดระดมทุนจัดสร้างโรงเรือนเก็บเรือพระที่จอดตากแดดตากลมอยู่ในวัด

จากสมาชิกรุ่นก่อตัวประมาณ 10 คน ตอนนนี้เริ่มมีเพื่อนเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเกือบ 20 คนแล้ว

"เราช่วยกันทำฝาย ย้ายพื้นที่ ทำไปหาเพื่อนไป สร้างกระแส จะได้มีคนมาช่วยกันมากๆ "

แลกเปลี่ยนความเห็นกันพักใหญ่ เรามาช่วยกันทำให้กลุ่มหรือชมรมมีความชัดเจนมากขึ้น เริ่มตั้งแต่เป้าหมาย...ช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอ จนได้ออกมาว่า

ต้องการพัฒนาหมู่บ้านในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม สร้างสำนึกให้กับสมาชิกให้มีความรัก ความสามัคคี สามารถพึ่งตนเองได้ ร่วมกันรักษาป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำดื่มน้ำใช้ ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรม และร่วมสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชน

พวกเขาปวารณาตัวเองว่าต้องการเป็นอาสาสมัครของหมู่บ้าน ร่วมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณสถาน สาธารณะประโยชน์ในด้านต่างๆของชุมชน

มาถึงชื่อ...เสนอกันมาหลายชื่อ เมื่อคำนึงถึงที่มา-จากในวัด พระรูปหนึ่งเดินเข้ามา ทุกคนเลยขอช่วยให้ตั้งชื่อ ท่านว่าขอให้มีคำว่าแสงธรรม

ผู้หญิงคนหนึ่งเสนอว่า กลุ่มมดงาน

อบต.คนหนึ่งเสนอว่า คนรักษ์ควนเสม็ด

รวมกันไปรวมกันมา สุดท้ายได้ชื่อว่าชมรมธรรมรักษ์บ้านควนเสม็ด รวมคำรวมความหมายที่ต้องการครบครันเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

เราคุยกันถึงกิจกรรมที่จะทำต่อไป ในช่วงแรกจะเน้นหนักการทำฝายเพราะว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และเป็นกิจกรรมที่สนุก ผ่อนคลายการทำงานสวนยาง ช่วงนี้พักงานจากการกรีดยาง มีเวลาได้ทำงานอย่างอื่น

"ผมมาทำนี่ก็เพราะสนุก ความจริงไอ้การทำฝายนี่ จ้างเขาทำก็ได้ แต่ผมเห็นว่าพวกเราทำกันจริงก็เลยมาช่วย" สมาชิกคนหนึ่งเล่า

ผมฝากให้ทีมงานช่วยสำรวจสายคลองและดูจุดที่จะทำฝายว่ามีสักกี่จุด จุดไหนบ้างที่สามารถทำฝายถาวรได้ ทำแผนที่และกำหนดจุดเอาไว้ ต่อไปเผื่อมีงบประมาณลงมา ชุมชนจะสามารถดำเนินการได้ทันที

เฉลี่ยสัปดาห์ละ 2 ฝาย คำนวณจากพื้นที่แล้วสามารถทำฝายแม้วได้ถึง 1000 ลูก

ร่วมคิด พัฒนา สามัคคี คุณธรรมนำชุมชน คือคำขวัญของชมรม

ได้เห็นความตั้งใจของคนหนุ่มในชุมชน นึกไปถึงอีกหลายๆพื้นที่ หากมีคนเช่นนี้ อนาคตของหมู่บ้านคงเต็มไปด้วยความหวัง ทำอย่างไรที่จะทำให้กลุ่มพวกเขาเข้มแข็งมากขึ้น เดินไปอย่างตลอดรอดฝั่ง

ช่วยกันวางระบบการทำงาน ระบบการเงิน ผมเชื่อมโยงงานของพวกเขากับเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ชี้ให้เห็นว่าการทำงานเช่นนี้ เรายังมีเครือข่ายที่พร้อมจะมาให้ความช่วยเหลือ

ผมนึกไปถึงงบจากมูลนิธิโคคาโคลา ซึ่งสามารถนำมาสนับสนุนชุมชนได้ คิดไปก่อนว่าปีหน้าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราคงได้หนุนช่วยตำบลแห่งนี้

มอง 'อมรินทร์พริ้นติ้ง' บนเส้นทาง 'Content Business'
Submitted by Pookun on April,06 2008 20.34

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นับจาก ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ได้ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด วารสารบ้านและสวน ขึ้นเมื่อปี 2519 เพื่อผลิตนิตยสารเกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัยชื่อ "วารสารบ้านและสวน" นี่คือ..สายธารเล็กๆ สายแรกที่ไหลรวมจนก่อเกิดเป็น  บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (APRINT) ดำเนินธุรกิจผลิตสิ่งพิมพ์ครบวงจร อย่างทุกวันนี้

ปัจจุบัน เครืออมรินทร์มีผลิตภัณฑ์หลักที่สามารถแบ่งได้เป็น 2 สายธุรกิจ ได้แก่ สายธุรกิจโรงพิมพ์ รับจ้างพิมพ์งานทั่วไป และสายธุรกิจสำนักพิมพ์  เพื่อผลิตสิ่งพิมพ์ของตนเอง ซึ่งได้ทำการจัดจำหน่ายผ่านบริษัทในเครือ บริษัท อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด (ร้านนายอินทร์) ที่บริษัทถือหุ้น 19%

วันนี้ ระริน อุทกะพันธุ์ กรรมการผู้จัดการสายธุรกิจสำนักพิมพ์ บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง ทายาทคนโตของ ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ที่ล่วงลับไปแล้ว กล่าวกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ภาวะเศรษฐกิจ ในปี 2550 ที่ผ่านมาจะค่อนข้างยากลำบาก แต่เครืออมรินทร์ก็ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

บันทึก 100 วัน (4)
Submitted by Pookun on April,02 2008 21.52

2 เมษายน 2551

28 มีนาคม 2551 ไปร่วมเปิดศูนย์เรียนรู้คุณธรรมเศรษฐกิจพอเพียง ของอ.ภาณุ พิทักษ์เผ่า ที่บ้านหาร บางกล่ำ ศูนย์อยู่ลึกกลางทุ่ง หลังคาสีส้มลอยเด่นแลตัดกับสีเขียวของท้องทุ่งชานเมือง

อ.ภาณู เป็นอีกคนที่เดินตามความฝันอย่างไม่ลดละ ความฝันอยากมีศูนย์อบรมกลายเป็นจริงแล้วในวันนี้

มีทหารและตำรวจใหญ่มาร่วมงานหลายคน แต่ที่มากันแน่นเต็มอาคารรวมก็เห็นจะเป็นเครือข่ายเกษตรวิถีธรรม-วิถีไทที่มีกระจายไปทั้งจังหวัด เป็นงานชุมนุมศิษย์เก่า(และใหม่)ของอ.ภาณุก็ว่าได้

หลายคนชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในชั่วเวลาก็จากการเข้าร่วมอบรม...ได้เรียนรู้ผ่านหลักสูตรดีๆ ที่ประกอบด้วยเงื่อนเวลา และการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความคิดคนก็สามารถปรับเปลี่ยนยกระดับจากที่เสื่อมทรามให้หันมาฝักใฝ่ในทางที่ดีงามมากขึ้นได้

ที่เห็นได้ชัดคือ ความเป็นกัลยาณมิตร ที่ยากจะหาได้ในสังคมบริโภคนิยม งานนี้ใครมีของดีอะไรมาสาธิตก็พามา อย่างเช่น พลังงานทดแทนจากดวงอาทิตย์ แก๊สชีวภาพ การทำขนมจีนโบราณ การทำน้ำมันมะพร้าว...ร่วมด้วยช่วยกัน

29 มีนาคม 2551 รอรถส่งเฟอร์นิเจอร์มาส่ง เราสั่งตู้เสื้อผ้ากับตู้เก็บเอกสารมาใหม่ หลังจากที่ไม่ได้ใส่ใจกับบ้านมานาน ปล่อยให้รกเรื้อ ฝุ่นผงเริ่มเกาะ ห้องนอนก็ไม่ได้ทำความสะอาด เสื้อผ้าก็วางกองใส่ตะกร้า

มัวแต่ทำงานๆ ไม่ค่อยได้ใส่ใจตัวเอง มารู้ตัวอีกที สุขภาพก็แย่ สภาพแวดล้อมก็แย่ เช่นนี้เห็นท่าไม่ดีแน่

จัดบ้านใหม่แล้วเสร็จ บ้านช่องสะอาดเรียบร้อยขึ้นทันตา ค่อยดูเป็นบ้านขึ้นมาหน่อย

ปีนี้ตั้งใจที่จะบริหารเวลาให้สมดุลมากขึ้น ปีที่ผ่านมา ชีวิตเสียสมดุลไปไม่น้อย

ปีนี้ขอเริ่มใหม่

30 มีนาคม 2551 กลับบ้านที่พัทลุง ทำบุญไหว้ก๋ง ปีนี้นัดหมายไม่พร้อมกัน แต่ก็ดีตรงที่ได้พบเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ไม่ได้เจอกันนานอีกหลายคน บางคนก็มาไหว้ก๋งตรงที่เดียวกันด้วยซ้ำแต่ไม่เคยรู้เพราะว่ามาไหว้ไม่ตรงกัน มาถึงก็เลยต้องนับญาติกันใหม่ จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร สืบญาติสาวย่านกันไปให้พอรู้

มีบางคนก็ทะเลาะกันแทบเป็นแทบตาย กะอีแค่กั้นรั้วกินแดนเข้ามา ต้องลากเจ้าหน้าที่มารังวัดตรวจหมุดหมายที่ปักไว้ ทำเอามองหน้ากันไม่ติด ทั้งที่ความจริงแล้ว แทบทั้งบางก็ล้วนเป็นพี่น้องกัน น้องก๋งบ้าง น้องทวดบ้าง สายเลือดเดียวกันทั้งนั้น

ที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือ มีแต่คนเฒ่าเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้าน รุ่นลูก รุ่นหลาน ได้แต่ไปเอาดีต่างบ้านต่างเมือง จะได้กลับมาพบกันทีก็ตอนวันว่าง วันทำบุญนี่แหละ

ตอนหัวค่ำ รับศึกหนัก...เลือกตั้งประธานและกรรมการหมู่บ้านแทนชุดเก่าที่หมดวาระไป

ยังเป็นอีกเรื่องที่ขมวดปมอยู่ในอก คลีคลายไม่ได้ ที่นี่เป็นหมู่บ้านชานเมือง ประสบปัญหาเรื่องขาดน้ำมานาน แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือการต่างคนต่างอยู่ ขาดความสามัคคี และความคิดที่แตกต่างในการพัฒนาหมู่บ้าน

ไม่มีโอกาสได้พูดจากัน ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด เวลามีการประชุมก็ไม่มาร่วม แต่ทุกครั้งก็ดึงตัวไปซักถามด้วยความอยากรู้ทุกครั้งว่าคุยอะไรกัน มีมติว่าอย่างไร เจอแบบนี้บ่อยๆก็น่าเบื่อเหมือนกัน

แต่ก็ต้องอดทนและเข้าใจคนอื่นให้มาก มิฉะนั้นหมู่บ้านก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้

นี่ดีว่ามีคนคิดเช่นนี้หลายคน ถ้าหากบ้าอยู่คนเดียวก็เห็นท่าว่าจะอยู่ไม่ได้

ไม่มั่นใจว่าจะมีสมาชิกออกมาร่วมประชุมสักกี่คน ตกเย็นฝนตกลงมาห่าใหญ่ แต่ครู่เดียวฟ้าก็โปร่ง

กว่าที่จะได้ประชุมก็เกือบทุ่มตรง ผมกลายเป็นคนนำการประชุม ผมเปิดประเด็นพยายามชี้ให้เห็นความสำคัญของการขาดความสามัคคี(หมู่บ้านยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม)การเลือกประธานหมู่บ้านควรที่จะหากรรมการหรือประธานที่มีคุณสมบัติมากพอที่จะแก้ไขปัญหาหนักนี้ ถามนำไล่ไปทีละคน ให้แต่ละคนได้แสดงความเห็นและเสนอแนะการคัดเลือกประธานและการบริหารหมู่บ้าน

ในที่สุดก็ได้ประธานคนใหม่ คือจ่าเจษ มีรองประธานที่มาจากกลุ่มประธานคนเก่า(บางคนก็เคยเป็นประธานหมู่บ้านมาก่อน)

บรรยากาศที่ไม่ตึงเครียด ถ้อยทีถ้อยอาศัย และมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะเกิดขึ้นทำให้พออุ่นใจได้บ้างว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในหมู่บ้านอาจจะมีแนวโน้มคลี่คลายมากขึ้น

แต่ก็ไว้ใจไม่ได้ คงต้องรอดูเหตุการณ์อีกสักระยะ

31 มีนาคม 2551 ได้รับหนังสือ "เดินไปให้สุดฝัน" ของพี่วินทร์ เลียววาริณ ส่งมาให้อย่างสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีผลงานใหม่ เห็นแล้วได้แต่อิจฉาและชื่นชมอยู่ในใจ

นอนอ่านรวดเดียวจบ นิ่งอึ้งไปนาน...ปล่อยความรู้สึกไปตามตัวอักษร พาใจล่องลอยไปตามจินตภาพ-โลกของคนๆหนึ่ง ที่แวดล้อมไปด้วยความจริงและความฝัน วรรณกรรม ภาพยนต์ การออกแบบ งานโฆษณา...ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะเดินเคียงข้างความฝันและเดินไปให้สุดฝันนั้น

คนเราจะมีสักกี่คนที่กล้าเดินตามความฝันและกล้าเดินไปให้สุดฝัน

บันทึก 100 วัน (3)
Submitted by Pookun on March,27 2008 23.17

27 มีนาคม 2551

เป็นวันที่ค่อนข้างเบาสบาย แม้ว่าจะมีงานประชุมที่คูขุดเรื่องทิศทางการท่องเที่ยว ปล่อยให้น้องๆได้ลงพื้นที่แทน ตัวเองนั่งสรุปรายงานที่คั่งค้างอยู่

ทบทวนการประชุมเมื่อวันที่ 16 มีนาคมและวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา...เราตัดสินใจจัดเวทีสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองหาดใหญ่...อาศัยช่วงจังหวะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 6 เมษายน ที่ใกล้เข้ามา หมอสุภัทรเสนอว่าน่าจะจัดเวทีประชาคมเมืองหาดใหญ่ ระดมข้อเสนอในการพัฒนา เสนอต่อผู้สมัคร

อันที่จริงก็เริ่มคุ้นกับเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งไม่จำเป็นที่มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่จะนำเสนอ ประชาชนอย่างเราๆท่านๆก็สามารถผลักดันร่วมกันได้ สองสามปีมานี้ สงขลาก้าวไปข้างหน้าในหลายๆเรื่อง การเมืองท้องถิ่นในช่วงเลือกตั้งนี้ก็เช่นกัน หากเรารวมตัวกันได้ จัดเวทีแล้วเชิญผู้สมัครมารับฟังข้อเสนอของภาคประชาชนบ้าง การเมืองจะได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปในทางที่ดี

เลือกตั้งหาดใหญ่คราวนี้มีผู้สมัคร 4 คน ต่างก็เสนอนโยบายออกมาแข่งขันกันซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี การเมืองอย่างน้อยก็เปลี่ยนรูปแบบการหาเสียง ที่เน้นกันในเรื่องนโยบายมากขึ้น แม้ว่าหลายๆนโยบายจะออกมาใกล้เคียงกันก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าแข่งขันในเรื่องซื้อเสียง หรือว่าอาศัยหัวคะแนนของใครของมัน

หาดใหญ่ในช่วงนี้อยู่ระหว่าง "ขาลง" สุดๆ โรงแรมก็ไม่มีคนพัก การท่องเที่ยวซบเซา เสน่ห์หาดใหญ่กำลังจะเลือนหาย จำเป็นต้องมีจุดขายใหม่ๆเข้ามาแทนที่ เมืองหลวงภาคใต้กำลังจะกลายเป็นอดีต

205 items(1/21) 2 3 4 5 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว