ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

46 items(1/5) 2 3 4 5 Next » Last »|
ควนป่านาเล 5 ฉบับ"ขอคืนพื้นที่"
Submitted by จู พเนจร on July,21 2010 14.47

..

บทบรรณาธิการ ควนป่านาเล 5 ฉบับ : ขอคืนพื้นที่
Submitted by จู พเนจร on July,17 2010 16.12

ทำไมหนอการพัฒนาในนามโครงการของรัฐทั้งหลายแหล่ไม่ว่ายุคไหนสมัยใดมักไม่ใส่ใจรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชน มินับการใช้อำนาจที่ข่มขู่คุกคามทำร้ายอย่างเถื่อนๆแบบบ้านป่าเมืองเถื่อน ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังมะโก

การยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดิน 50 เมตรสุดท้ายของตนที่ขวางแนวทางพาดผ่านของท่อก๊าซไว้ด้วยชีวิตอย่างที่เรียกได้ว่าแต่เพียงลำพังของ “วะเน๊าะ” แม่เฒ่ามุสลิมวัย 70 แห่งบ้านป่างาม อำเภอจะนะ จะไปต่อกรสู้รบปรบมือกับสิ่งเหล่านั้นได้อีกนานเท่าใด และผลในบั้นปลายจะเป็นอย่างไรคงคาดเดากันได้ไม่ยาก

สิ่งเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง แต่อย่างน้อยคนที่มีหัวจิตหัวใจอย่างนี้มิใช่หรือคือหัวจิตหัวใจของคนที่ประเทศต้องการ ประเทศที่เพื่อนเราบางคนบอกว่าถ้ายกเลิกระบบสส.ไปก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรเสียหายเกิดขึ้นมา ท่านว่าน่าคิดไหม

เรื่องเด่นในฉบับกลับมาขอคืนพื้นที่นี้ นอกวงโคจร โดย ธารคีรี เมฆกาหยู ได้สะท้อนเรื่องราวในชั่วชีวิตของวะเน๊าะในอีกท่วงทำนองหนึ่งของความรู้สึกนำมาให้ท่านได้รับรู้ร่วมกัน

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย แม้แต่ในแวดวงราชการพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง ดูง่ายๆอย่างกรณีของ พล.อ.สมเพียร เอกสมญา หรือ “จ่าเพียร”นักรบแห่งเทือกเขาบูโด บันนังสตาที่ขึ้นมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ยอมแม้แต่ให้เข้าพบ ระดับนายตำรวจใหญ่ที่ต่างก็บุ้ยบ้ายบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ เพียงแค่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่บ้านเกิดบ้างในบั้นปลายของชีวิตก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแล

กระทั่งท่านกล้าออกมาตีแผ่ความฟอนเฟะของแวดวงตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลและผลประโยชน์ ร้องทุกข์ให้กับการทำงานของข้าราชการชั้นผู้น้อยในพื้นที่สามจังหวัดให้สังคมได้รับรู้ คล้อยหลังไม่กี่วันท่านก็กลับมาถูกระเบิดเสียชีวิตอย่างน่าอเนจอนาถเศร้าสะเทือนใจคนทั้งประเทศ หรือนี่ละหรือคือตัวอย่างผลตอบแทนของคนที่ทำงานรับใช้ประชาชนอย่างไม่เคยย่อท้อมากว่าชั่วชีวิต 30 ปี

ณ วันนี้ท่านได้เป็นเสมือนวีรบุรุษนักสู้ เป็นตำนาน แต่ก็ดังที่ลูกชายคนโตของท่านให้สัมภาษณ์ว่า “ประเทศนี้มักให้ค่าความสำคัญกับคนที่ตายไปแล้วมากกว่าคนที่มีชีวิตอยู่” ชุมพล เอกสมญา บอกเล่าถึงพื้นที่การสู้รบแห่งบันนังสตาตอนหนึ่งว่าแทนที่เช้าขึ้นมาจะมีแสงอาทิตย์ส่องสว่างบรรยากาศกลับปกคลุมไปด้วยหมอกฝน บ่อยครั้งที่จ่าเพียรและลูกน้องต้องยิงปะทะกับโจรผู้ก่อการร้ายในม่านหมอกฝนที่ตกติดต่อกันถึง 3-4 วัน ขณะที่เสบียงกรังมีแต่เพียงปลาแห้งและหัวกลอย และการข่าวที่ครั้งหนึ่งต้องแลกมากับการขายปืนของตน แลกกับงบประมาณการข่าวกว่า 2,000 ล้านบาทที่รัฐทุ่มเทลงไปในความว่างเปล่า

ในโหมเพลงฉบับนี้เรานำบทเพลง “ยูงทองแค้น” ที่น้ายาวลูกน้องของท่านแต่งไว้เป็นเพลงมาร์ชของหน่วยรบกว่า 30 ปีที่แล้ว  ที่ขึ้นต้นว่า “เช้าขึ้นตะวันดับ สายฝนก็สาดก็ซับ เมฆหมองน้ำนองไพรสณฑ์ หน่วยยูงทองก็ยังสู้ทน เพื่อรับใช้ประชาชน ไม่เคยให้เขาแคลน..” ขับร้องโดยชุมพล เอกสมญา ในงานรำลึก 100 วันจ่าเพียรมาบรรณาการท่านให้รับรู้ในอีกแง่มุม

และเปิดกรุพระจ่าเพียรโดย “ธารเมฆ”เพื่อเป็นการรำลึกและเรียกน้ำย่อยให้กับคอลัมน์ เครื่องรางของขลัง พร้อมกับคอลัมน์ใหม่ๆเช่น รหัสชีวิต ลิขิตดวงดาว เพื่อไขปัญหาต่างๆให้กับท่านที่จดหมายถามไถ่กันเข้ามา ตามหลักโหราศาสตร์โบราณและไพ่ยิปซีประยุกต์ โดยธูป เทียนธรรม รวมทั้ง Wild Seed ชุมพล เอกสมญา จะมาบอกเล่าเรื่องราวเมล็ดพันธุ์เถื่อนควบคู่ไปกับเส้นทางดนตรีของเขา

และภูมิปัญญาจากหนังสือเก่า โดยบังสมาน อู่งามสิน แห่งสำนักพิมพ์อัลอิหม่าน ฯลฯ

ในเล่มนี้ เราขออนุญาตนำเสนอคอลัมน์ใหม่ๆไปพร้อมกัน ส่วนคอลัมน์เดิมก็ยังอยู่ครบครัน เพียงอยู่ในแฟ้มรอและจะเรียงทยอยเข้ามาประจำการสลับกันไปบ้างเพื่อความลงตัว  และเราจะเคี่ยวให้ข้นขึ้นตามลำดับ พร้อมเปิดพื้นที่ใหม่ๆเอาไว้คอยรอ

เพื่อนำเสนอเรื่องราว “โลกทัศน์ชาวบ้าน จิตวิญญาณชุมชน” ของเราทุกคนร่วมกันครับ.

คำประกาศนักเขียน นักอ่าน ศิลปิน และคนทำงานสร้างสรรค์อิสระ ครั้งที่ 2
Submitted by จู พเนจร on April,10 2010 16.24

อ่านคำประกาศนักเขียน นักอ่าน ศิลปิน และคนทำงานสร้างสรรค์อิสระ ครั้งที่ 2

หยุดสร้างสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เนื่องจากวันที่ 7 เมษายน เวลา 18.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แถลงว่าคณะรัฐมนตรีได้ประชุม และมีมติให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง และมีข้อกำหนดต่างๆ มีมติการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและให้นายสุเทพเป็นผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลมีความมุ่งหวังที่จะใช้เครืองมือตามกรอบของกฎหมาย โดยมีเป้าหมาย 4 ประการคือ

ประการแรก คืนความเป็นปกติสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ต่างๆ ให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ

ประการที่สอง ยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนที่สร้างความแตกแยกและทำผิดกฎหมาย

ประการที่สาม ให้สามารถดำเนินคดีกับแกนนำได้ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ประการสุดท้าย เพื่อระงับการก่อวินาศกรรม

เพื่อชีวิตคืออะไร
Submitted by จู พเนจร on November,03 2009 18.15

(เห็นบทความที่น่าสนใจเลยเอามาฝากครับ)

เพื่อชีวิตคืออะไร โดย ธรรมเทพ

1) “เพื่อชีวิต” แปลตรงตามตัวภาษาอังกฤษว่า FOR LIFE

ไม่ว่าจะในกรอบของคำว่า “เพื่อชีวิต”โดดๆ หรือ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” หรือในกรอบของ “เรื่องสั้นเพื่อชีวิต”ก็ตาม เราคงไม่ย้อนไปไกลถึงเรื่อง “นายจิตรกับนายใจสนทนากัน”ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือดรุโณวาท ปี 2417 หรือเมื่อสมัย 135 ปีที่แล้ว ดังที่บรรณาธิการช่อการะเกด (สุชาติ สวัสดิ์ศรี) ให้ข้อสังเกตไว้ว่านับเป็นเรื่องสั้น(เพื่อชีวิต)เรื่องแรกของไทยเราก็ได้

มาจนถึงวลีที่ว่า “เพื่อชีวิตคนสุดท้าย”ดังที่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ประกาศตนเองไว้ทีเล่นทีจริงเมื่อไม่กี่ขวบปีที่ผ่านมา

สวนโมกข์สมัยใหม่ จู พเนจร
Submitted by จู พเนจร on July,27 2008 23.34

เมื่อย้อนนึกไปถึงวันเวลาเหล่านั้น
มีความประทับใจหลายๆอย่างเกิดขึ้น
ประสบการณ์ชีวิตนั่นเอง คือความอิ่มเอิบใจ
บางทีธรรมะอาจเป็นเพียงกระพี้
แต่ความเป็นมิตรของเพื่อนใหม่ๆที่ได้พบ
กลับทำให้วันเวลาเหล่านั้นชื่นบานขึ้น
แง่มุมเล็กๆที่เราสะดุดเห็น
ทั้งเรื่องราวดีๆและไม่ดีที่รู้สึกชอบไม่ชอบ
นั่นคือโลกหนึ่ง
และแท้ที่จริงแล้วบางทีมันคือโลกภายในด้วย
บันทึกในคราวนั้น
(หรืออนุทิน อนุธรรม ในคราวนี้)
อย่างน้อยที่สุดทำให้เราได้มองเห็นเรื่องราว
และแง่มุมหนึ่งของเราย้อนกลับไป
ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนเขลาเบาปัญญา
และความดีความงามนิดๆหน่อย
นั่นก็ช่างมันเถอะ
ถ้าอ่านแล้วยิ้มได้(บ้าง)นั่นก็คงจะดี

รวมเรื่องสั้น "ดวงตะวันยังจะขึ้นและลับลา" ธารเมฆ
Submitted by จู พเนจร on June,12 2008 20.05

คำนำครั้งที่2รวมเรื่องสั ้นพรรค์สมัย เฉิดฉาย : ดวงตะวันยังจะขึ้นและลับลา

ธารเมฆเขียนเรื่องสั้นไว้น ้อยจำนวน 8 เรื่องที่เขาเขียน นับเป็นเรื่องสั้นทั้งหมด ซึ่งปรากฏอยู่ในรวมเรื่องสั ้นพรรค์สมัย เฉิดฉาย : ดวงตะวันยังจะขึ้นและลับลา เล่มนี้

เรื่องสั้นทั้งหมด 7 เรื่องได้รับการตีพิมพ์ในน ิตยสารต่างๆมาแล้ว โดยส่วนมากในช่วงปี 2538-2542 ยกเว้นเรื่องใหม่ล่าสุด ณ โลกมัจฉานุษย์ ซึ่งเขียนในปี 2551 นี้

แน่นอนว่าการตีพิมพ์งานไม่ได้เป ็นเครื่องการันตีเรื่องคุณภาพใดๆ เพราะมีเรื่องสั้นที่ดีอ ีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการตีพ ิมพ์ และเรื่องสั้นอีกจำนวนมากๆที่ไม ่ได้ดีเด่อะไร แม้ได้รับการตีพิมพ์ตามน ิตยสารแล้วก็ตาม แม้แต่การได้รางวี่รางวัลอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่รับรู้ได้โดยท ั่วไป

เรื่องสั้นที่ดีเป็นอย่างไร อยู่ที่ตัวมันเองล้วนๆ เรื่องสั้นที่ดีควรจะมีความใหม่ และก็ไม่ควรขาดความเก๋า อันที่จริงความใหม่ก็คืองานศิลปะ หาใช่ห้วงระยะเวลา  เรื่องสั้นของธารเมฆมีลักษณะเด ่นทางด้านอารมณ์ความรู้สึกที่ใช ้ในการเดินเรื่อง สำนวนภาษามีสำเนียงลีลาละเม ียดละไมและเสียดเย้ย เฉิดฉาย ทระนงองอาจ ให้บรรยากาศแบบเฉพาะตัว ไม่ว่าจะบรรยายแบบตรงไปตรงมาอย ่างชัดเจน เช่น ดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ ใช่ไม่ใช่ หรือที่ปล่อยให้ผู้อ่านได้คิดเอง ในทุกเรื่องทุกแนวก็มีตัวละคร ความขัดแย้ง และประเด็น เหมือนเรื่องสั้นทั่วไป ประเด็นที่เขาพูดถึงก็ไม่ได้ใหม่ ไม่ได้เก่า มีการพูดถึงกันอยู่เรื่อยไป แต่ใหม่ที่ภาวะอารมณ์ในการนำเสนอ ตัวละครและมุมมองก็ไม่ได้มีมิต ิใหม่ๆ ยกเว้นก็แต่ชื่อของตัวละครที ่ออกจะเท่ๆ เป็นไปได้ว่าจะทำให้เกิดมิติใหม ่ๆบางอย่างได้ ส่วนความขัดแย้งในเรื่องดูเหม ือนจะมีอยู่ตลอดทุกตัวอักษร และมีความคลี่คลายในตัวมันเองเป ็นระยะๆไป

รวมเรื่องสั้นของธารเมฆในเล่มนี ้มีอยู่ทุกแนว-เนื้อหา อันได้แก่ แฟนตาซี กระแสสำนึก ปัจเจก โรแมนติค เพื่อชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่แตกต่างออกไปก็คือในท ุกๆแนวของเรื่องสั้นแต่ละเรื ่องของธารเมฆนั้นดูเหมือนว ่าจะผนวกรวมเรื่องทุกๆแนวเข้าไว ้ด้วยกันก็ได้ โดยระบุชัดหรือไม่ระบุชัดว่าเป ็นแนวใดก็ได้ อาจเป็นเพราะสำนวนภาษา วิธีการเล่าเรื่อง ประเด็นคิด ซึ่งเกิดสร้าง และดำเนินนัยยะอยู่ในพื้นที ่ของอิสรภาพ กาลเวลา และสกุลของมันเอง เอง.

บก.ควนป่านาเล

หมายเหตุ พบกับรวมเรื่องสั้นพรรค์สมัย เฉิดฉาย: ดวงตะวันยังจะขึ้นและลับลา ของ "ธารเมฆ" ในรูปหนังสือเล่ม(พิมพ์ครั้งที่2 เร็วๆนี้ครับ)

เขาและเรา (กรณีศึกษาด้ามขวานไทยประลัยกัลป์
Submitted by จู พเนจร on May,20 2008 23.18

เพราะใจเราเผาใจให้จำเจ็บ

ใจเราเก็บใจจำมาช้ำหมอง

ก็ใจเราอีกแหละชอบมาครอบครอง

โอ้ใจหมองก็ใจเราเผาไหม้ใจ


แต่ใจเขามิเคยจำย่ำและหยาบ

สันติภาพดูเหมือนว่าต่างคว้าไขว่

ลอบและกัดก็ดำเกิงดั่งเพลิงไฟ

บุญและบาปก็อ้างไว้พอได้ทำ


เราสิซ่อนน้ำตาอันปร่าขม

เขาขย่มไล่ล่าดาหน้าย่ำ

เราด่าเขาวอยวอยถ่อยริยำ

เขากระทำหน้าตายเหมือนทายท้า


เขาเป็นใครไม่รู้ดูไม่แท้

แต่แน่ๆเราเป็นอยู่ดูเหมือนว่า

เขาเหมือนคนอย่างที่สุดมนุษย์-มนา

แต่ทว่าเรากับเขาเลิก-เผากัน


เราเป็นคนธรรมดาตั้งหน้ารับ

วันคืนลับล่วงลาแต่อาสัญ

ถ้านับศพก็ทบท่าวมิคราวครัน

ถ้านับวันสันติสุขทุกข์ระทม


เราและเขานั้นหรือต่างคือใคร

แล้วทำไมยิ่งวันคืนยิ่งขื่นขม

ที่เรามีมากมายพ่ายระบม

ต่างอกตรมหน้าชื่นต่างยืนยัน


กรณีที่หลากหลายก็คล้ายคลึ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้มีเช่นนั้น...

เพียงแค่เพียง
Submitted by จู พเนจร on May,17 2008 15.35

ขอเพียงที่ทางได้สร้างทำ

ขอคำถ้อยคำสักหนึ่งเสียง

ขอใจเพียงพอแล้วก็เพียง

เดินเลี่ยงออกมาอีกครานึง


ฝากความทรงจำไว้รำลึก

ค่อยๆตรองตรึกสักเสี้ยวกึ่ง

ไม่คิดคาดหวังนั่งรำพึง

ฝากรอยเท้าหนึ่งในผืนทราย


ก่อนสายลมพรมพัดสะบัดพลิ้ว

ประปรอยปลิวแผ่วๆแล้วลับหาย

ไม่เคยคิดไหวติงนิ่งดูดาย

เพียงสบายสบายย่างกรายไป


เพียงพบหน้าคนรักเพียงสักครั้ง

ได้มานั่งแนบชิดพิสมัย

แม้ไม่พูดไม่เผยเอ่ยอันใด

แต่ที่ในตาสบเผลอหลบตา


เพียงเท่านั้นก็พอเติมต่อฝัน

ให้คืนวันล่วงหายเปล่าดายค่า

กลับมามีความหมายให้มองมา

เพียงรู้ว่ามีบ้างไม่ว่างวาย


ถึงกระนั้น

เราจะปันให้เป็นดังเส้นสาย

ถึงไม่มีก็จะมีไม่มากมาย

เป็นกระทายน้อยๆ จ้อยและเจียม.

การรินไหลใดรู้จบ (กรณีศึกษาการอพยพข้ามแคว้นของแรงงานเพื่อนบ้าน)
Submitted by จู พเนจร on May,16 2008 21.38

การรินไหลใดรู้จบ
เปรียบชีวินรินไหลข้ามไทแคว้น มาสู่แดนเสรีที่สถาน มาจากความร้าวแรกหรือแหลกราญ จากเรือนบ้านเคหาวนาดร มาสู่ความใหม่แปลกความแตกต่าง มาเหยียบย่างต่างหาอุทาหรณ์ มาเถอะมาแต่งแต้มมาแรมรอน ไหว้ขอพรวอนไหว้เมื่อได้มา
อาจบางทีแตกต่าง บางอย่างใช่ เป็นอย่างไรในเร้นลึกรู้สึกรู้สา อาจบางอย่างอีกบางอย่างอาจค้างคา แตะต้องตาต้องใจ คลับคล้ายคล้ายคลึง ให้เจ้าหวนครวญนึกระลึกย้อน วันคืนก่อนเวียงวังคราครั้งหนึ่ง ต่างมิต่างถูกผูกมัดถูกรัดรึง ต่างเอิบอาบซาบซึ้งคะนึงครวญ อาจมีสิทธิ์คิดหวังดั่งใจคิด แต่มิอาจมีสิทธิ์แม้คิดหวน ณ แดนดินถิ่นไหนไม่คู่ควร จึ่งรัญจวนหวนไห้จึ่งไหลริน..

สะเทือนไหวในใจเรา (กรณีศึกษาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วทุกระแหงแห่งโลก)
Submitted by จู พเนจร on May,13 2008 23.42

สะเทือนไหวในใจเรา

ฉันอ่อนโยนให้เธอเสมอว่า แม้นการฆ่าคือหมายว่ากลายผัน ใครจะเห็นใจใครไม่สำคัญ แต่ทุกวันโลกร้ายเกินหมายการณ์

ด้วยเหตุผลกลใดไม่อาจรู้ เราต่อสู้กับใครไม่อาจหาญ มีแตกต่างเรื่องราวอันยาวนาน เรารอนรานแตกยับกับอะไร

อาจบางทีมีทางอันสร้างสม ในสังคมสืบสานกาลสมัย อาจเป็นฉันและเธอเสมอไป ที่จุดไฟขึ้นก่อต่อต่อกัน

หากเป็นน้ำน้ำจะฉ่ำดั่งลำน้ำ ไม่ปลาบปลื้มดื่มด่ำทุกคำสรร น้ำจะทำลายล้างต่างต่างกัน ลมจะผันดินจะไหวใครจะเป็น

ไม่อาจรู้รู้แต่ว่าสายตาบอก ทุกระลอกความรู้สึกที่นึกเห็น เห็นแต่ความยอกย้อนซ่อนประเด็น ซ่านกระเซ็นรอบรายอยู่คล้ายคลึง

อาจเป็นเราคือโลกโลกคือเรา โลกแผ่วเบาเบาแผ่วอีกแล้วหนึ่ง โลกสะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นคะนึง กระทบถึงกระเทือนเท่าและเราเอง.

46 items(1/5) 2 3 4 5 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว
  • สำนักพิมพ์ต้นข้าว