Topic list
- สวนโมกข์สมัยใหม่ จู พเนจร
คำนำ
สวนโมกข์สมัยใหม่
(พิมพ์ครั้งแรก โดยสำนักพิมพ์เพื่อนเกลอ)
1)
เพื่อนซึ่งได้รู้จักมักจี่กันคนหนึ่งเอ่ยถามผมว่า "สวนโมกข์สมัยใหม่" นี้หมายถึงเช่นไร
แค่เพียงเห็นชื่อเรื่องก็เกิดความสนใจใคร่อ่านเสียแล้ว
(ด้วยเขาเองเป็นผู้หนึ่งที่สนใจใฝ่ศึกษาธรรมะของท่านพุทธทาส ภิกขุ)
หมายความว่าเป็นเรื่องราวหรือยุคสมัยหลังจากสิ้นท่านพุทธทาสแล้วใช่หรือไม่
ในอีกนัยยะหนึ่ง ธรรมะของท่านพุทธทาสนั้นนับว่ามิเคยล้าสมัย หากแต่กลับทันสมัยอยู่เสมอ
คำว่าสมัยใหม่จึงมีแง่คิดชวนสนใจ
ผมกล่าวของอกขอบใจเขาในเรื่องนี้ และรู้สึกตื้นตันใจลึกๆ
กอปรด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัวขึ้นมาอย่างที่สุด
(ด้วยความไม่นึกมาก่อนในแง่มุมดังกล่าว ซึ่งนับว่าน่านใจทีเดียวในกว่าทศวรรษการจากไปของท่าน)
ประการแรก ความรู้ความสามารถของผมนั้นคงไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมนั้นได้เลย อย่างน้อยก็ในขณะนี้
สำหรับประเด็นนี้ เราเองเห็นพ้องกันว่าออกจะเป็นโครงสร้างระดับมหภาคอยู่จริงๆ
ถ้าอย่างนั้น "สวนโมกข์สมัยใหม่" คือนัยยะใดเล่า
ผมบอกเขาว่า ผมมองสวนโมกข์ด้วยนัยยะของปุถุชนคนหนึ่ง ที่พึงมองได้จากเวล่ำเวลาที่ผ่านมา
เสมอคนๆหนึ่งที่ได้มารับรู้เรื่องราวในช่วงเวลาหนึ่งนับจากนี้ และถ่ายทอดออกมา
ดังกล่าวผมก็คิดว่าได้สำคัญตนไว้ไม่น้อยแล้ว
ว่านี่คือ "สวนโมกข์สมัยใหม่"
2)
อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงที่ว่าผมมีโอกาสได้ไปสวนโมกข์เมื่อครั้งท่านพุทธทาสไม่ดำรง(กาย)อยู่แล้ว
และเป็นความจริงที่ว่าธรรมะตามแนวทางคำสอนของท่านพุทธทาสเป็นเรื่องที่ไม่ล้าสมัยเลย
แม้กาลจะเลยล่วงไปเพียงใด ท่านพุทธทาสจะดำรงอยู่แล้วหรือไม่
และสวนโมกข์นี้เป็นที่ซึ่งใครไปใครมาก็มักจะเล่าขานถึงด้วยความชื่นชมยินดีเสมอ
จนเป็นที่เลื่องลือระบือไกลไปว่า ได้น้อมนำตนสู่ความสงบเย็น
ภายใต้ร่มเงาของธรรมชาติ และความเรียบง่ายธรรมดา
ความเรียบง่ายธรรมดาเช่นนี้ ก็คือธรรมะ
และธรรมะอันเรียบง่ายเช่นนี้ ก็คือธรรมชาติ
การได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติจึงเป็นหนทางที่จะน้อมนำตนเข้าสู่ธรรมะ
ธรรมะอันจะน้อมนำ "คน" มาสู่ความเป็น "มนุษย์" คือผู้มีจิตใจสูง ต่อไป
3)
สวนโมกขพลาราม หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม "สวนโมกข์" นี้ตั้งอยู่ที่วัดธารน้ำไหล อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ก่อตั้งโดยท่านพุทธทาส ภิกขุ (อริยะ)สงฆ์ฝ่ายเถรวาทรูปหนึ่ง เมื่อครั้งปีพุทธศักราช 2475
ผู้ซึ่งในกาลต่อมาได้ปฏิวัติธรรมจารีตอันล้าสมัยต่างๆประดามีเข้าหาแก่นธรรมโดยตรง
อันได้แก่ ลด ละ เลิก "ตัวกู ของกู" เป็นหลักใหญ่หลักเดียว
ธรรมะข้อที่ว่าเป็นการสอนหรือชี้ลงไปแบบตีแสกใจนี้ แม้เป็นสิ่งที่ปุถุชนคนทั่วไปอาจแสลงใจ
แต่ท่านก็ไม่ได้นำข้อนี้มายกเว้นหรือเกรงใจใคร
ด้วยเพราะท่านเองไม่ได้เห็นว่าจะต้องมี "ตัวใคร" หรือ "ของใคร"ให้ต้องถือหรือเกรงใจนั่นเอง
เพราะท่านเห็นว่านอกจากคนหรือพระจะสอนธรรมะได้แล้ว
ธรรมชาติเป็นเสมอครูสอนธรรมะได้เป็นอย่างดีด้วย
แม้เรามีใจที่คอยเพ่งพิจารณาด้วสงบรำงับแล้วไซร้
ก็จะเห็นสิ่งเหล่านั้นมีชีวิตจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด
ดังที่ท่านกล่าวไว้เสมอว่า "ที่นี่ต้นไม้ใบหญ้าก็พูดได้"
สถานที่ปฏิบัติธรรมของสวนโมกข์จึงอิงแอบแนบอยู่กับธรรมชาติ และความเรียบง่ายธรรมดาเสมอมา
งดเว้นพิธีรีตองต่างๆ โดยเฉพาะที่เอิกเริกทั้งหลายลงเสีย
แม้กอปรด้วยกุศโลบาย ก็ไม่เป็นด้วยความใหญ่โตโอฬารเป็นสำคัญ
ที่เรารู้จักกันดี เช่น ลานหินโค้ง โรงปั้น ธารน้ำไหล สระนาฒิเกร์ มหรสพทางวิญญาณ เป็นต้น
และการกวาดใบไม้ หรือเดินป่า เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เรียบง่าย สมถะ ติดดินอยู่กับธรรมชาติทั้งสิ้น
ยกเว้นบ้างก็แต่โรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งเป็นสถานที่ประดับรูปปริศนาธรรมไว้ทั้งภายในและภายนอก
กับโบส์ถทรงเรือหลังหนึ่งที่ทำไว้เป็นสัญลักษณ์บางประการเท่านั้น
ทั้งนี้เพื่อกอปรกิจกรรมดังกล่าวให้ลุล่วงไป ไม่ใช่สิ่งพึงยึดติดอันใด
การได้เดินชมนกชมไม้ เพ่งมองสายน้ำไหล นั่งแนบแอบหินติณชาติ และการกวาดใบไม้ก็ดี
ท่านพุทธทาสบอกว่านี้คือการปฏิบัติธรรม ฝึกจิตสมาธิอีกรูปแบบหนึ่ง
ให้พึงมีทั้งฆารวาสและบรรพชิต
สิ่งที่เราจะได้จากการนี้อย่างหนึ่งคือความโล่งโปร่งเบาสบาย
ดังที่ท่านเอ่ยเอื้อนอยู่เสมอว่าคือ นิพพานชั่วคราว หรือนิพพานชิมลาง
สำหรับสถานท .....- จุลสาร พื้นบ้านพื้นเมือง
จุลสาร พื้นบ้านพื้นเมือง
สื่อสืบสาน ข้าวพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง
ฉบับขึ้นอาน : มกราคม 2551
ข้าว ผัก จักรยานข้าว ผัก จักรยาน เป็นคำคล้องจองธรรมดาๆ ที่เราเลือกมาบอกเล่าถึงบางสิ่งบางอย่าง ที่เราคิดฝัน ความจริงที่เราเป็นอยู่ และรากเหง้าของเรา แม้เราจะเริ่มมักคุ้นกับการกินแฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิส ไก่เคเอฟซี อะไรต่างๆ กันแล้ว แต่เราก็ยังกินข้าวเป็นอาหารหลัก
กินผักเป็นเครื่องเคียง ที่ปักษ์ใต้บ้านเราเรียกว่า ผักเหนาะ
น้ำชุบเคย น้ำพริกอ่อง ปลาร้า บูดู-บีบส้มนาวหี้ด ฮาย... หรอยจังหู!กินข้าวกับกินผักนั้นเป็นของดีของแน่ แต่จะให้ดีเราลองมากินข้าวพื้นบ้านอาหารพื้นเมืองกันบ้างดีไหม ต้องดีแน่ๆ สด หอม กรอบ อร่อย อุดมคุณค่า และไม่ต้องกลัวสารพิษปนเปื้อน ถ้าเราปลูกเองกินเอง แบ่งปันเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ซื้อขาย
- Message
-
"ผมเขียนเรื่องเสร็จแล้วครับพี่เจี๊ยบ"
"ผมเขียนเรื่องเสร็จแล้วครับพี่เจี๊ยบ" ตี๊ดตี๊ด ตี๊ดตี๊ด เสียงดังขึ้น ข้อความที่ผมส่งไปปรากฏ
"กลางคืนอย่าลืมนอนห่มผ้านะ พี่เจี๊ยบ"
"กลางคืนอย่าลืมนอนห่มผ้านะ พี่เจี๊ยบ" ตี๊ดตี๊ด ตี๊ดตี๊ด เสียงดังขึ้น ข้อความที่พี่เจี๊ยบส่งมาปรากฏ
"ฮัลโหลครับ อ่อ พี่เจี๊ยบเหรอ ผมอยู่ที่งานครับ อะไรนะครับ ไม่ค่อยได้ยินครับ เดี๋ยวนะครับ แป๊บนึง เดินออกมาข้างนอกหน่อย ครับๆ ว่าไงนะครับ"
"จูได้รับข้อความของพี่ไหม"
"อ่อครับ ได้รับครับ"
"เอ่อ พี่ถามอะไรหน่อยได้ไหม"
"อะไรนะครับ อ่อครับ ได้ครับ ถามอะไรนะครับ"
"จูได้รับข้อความแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง"
- หน้าต่าง
-
ผมเพิ่งจะสร้างบ้านราคาล้านห้า โอโห เฉพาะดวงไฟมีกว่าร้อยดวง ค่าไฟเดือนที่แล้วหกร้อยกว่าบาท แหม ท่าจะอวดร่ำอวดรวย มีหน้าต่างหลายสิบบาน หน้าต่างหลายสิบบาน ทำไมนะรึ เพราะผมชอบอะไรที่มันโล่งๆ
ตอนแรกบ้านที่ว่าที่ดินส่วนหนึ่งจะถูกเวนคืนเฉียดๆครึ่งของที่ดินสองห้อง บนเนื้อที่ประมาณห้าสิบตารางเมตร จึงต้องร่นที่ถอยไปข้างหลัง ข่าวล่าสุดทราบว่าตอนนี้เมื่อที่นี่ยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง และได้สร้างเป็นถนนคอนกรีตกว้างแปดเมตรแล้ว โครงการสร้างถนนของกรมทางหลวงชนบทคงจะไม่สร้างล่ะ ผมก็เลยเบาใจไปเปราะหนึ่งว่าได้มีที่ข้างหน้าบ้านเหลืออยู่หน่อยนึง สำหรับปลูกต้นไม้อะไรต่าง ๆ เพิ่ม นอกจากส่วนข้างหลัง ซึ่งเป็นที่ถมแล้วของเขาบ้านทิ้งร้างข้าง ๆ มีป่าหญ้าและต้นไม้ขึ้นรกเรื้อ จนถัดไปข้างหลังเป็นป่าบอนผมกะจะลงแปลงปลูกผักสวนครัวตรงที่ว่างๆ ส่วนอีกข้างเป็นบึงเล็ก ๆ และที่น้ำขังและหญ้ารกอาจจะลงผักบุ้งกับผักกรูดแทรกข้าง ๆ ตลิ่ง แต่ที่สำคัญคือผมไม่ต้องอพยพโยกย้ายหาที่ทางสักผืนไปอยู่ในป่าเสียให้รู้แล้วรู้รอด ก็ถ้าถนนสี่เลนตัดเลียบผ่านหน้าบ้านไปแบบแนบสนิทเช่นนั้น
- ละกง
- เรื่องสั้น จู พเนจร ละกง ครูเจี๊ยบบอกว่าครูนะห์มาเล่าให้ฟัง ตอนที่เด็กๆเค้าคุยเค้าเถียงกันนั้นครูนะห์ได้ยิน เด็กๆพูดว่า ยครูนะห์เป็นผีย ยไม่ใช่ ครูนะห์เป็นพระย ยเป็นพระยังไง ถ้าเป็นพระต้องใส่ชุดสีเหลืองย เด็กผู้หญิงในกลุ่มถาม ยก็...ครูนะห์เคยบอกเราว่าครูนะห์น่ะสวดมนต์ไงลูก พระสวดมนต์ย เด็กผู้ชายทำปากเบ้หรี่ตาข้างหนึ่งใส่ ย.......ย ยไม่ใช่ ครูนะห์เป็นผีหรอก เราเคยเห็นในหนัง ผีใส่ชุดสีขาวย ยใช่ๆย ยไม่ใช่ๆย ชุดสีขาวที่ห่มคลุมจากหัวจรดข้อเท้า ไหวพะเยิบพะยาบขึ้นลงอยู่ไปมา ย่อตัวโค้งก้มลง น้อมคำนับ นอบตัวอยู่ที่พื้น ไหวเคลื่อนลุกขึ้นมา พลิ้วสะบัดเบาๆตามมือที่รวบไว้ ยืนนิ่งอยู่สักครู่ก็ก้มตัวลงอีกครั้ง ในลักษณะท่าทางเดิม เด็กๆเหลือบตาไปมองพลาง ตอนนั้นครูนะห์กำลังละหมาดอยู่ จึงไม่ได้พูดอะไรและก็ไม่ได้คิดอะไรด้วย แล้วก็มาเล่าให้ครูเจี๊ยบฟังแล้วก็หัวเราะด้วยนึกขันในความสงสัยประสาซื่อของเด็กๆ ในศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์บ้านยารียะห์ซึ่งครูเจี๊ยบแวะไปเยี่ยมนั้นจะมีทั้งเด็กไทยพุทธและมุสลิม ปกติก็คือครูนะห์จะทำการละหมาดเวลาที่เด็กๆนอนพักกลางวัน เพียงแต่บังเอิญว่าวันนั้นเด็กสามสี่คนซึ่งเป็นเด็กพุทธตื่นขึ้นมา แล้วไม่รู้นึกอย่างไรจึงได้ชักชวนกันเดินออกมาเห็นครูนะห์กำลังละหมาดอยู่ที่มุมห้อง จึงหยุดดูและพูดคุยกัน ผมในฐานะที่ได้ฟังเรื่องนี้มาก็มองว่าครูนะห์อาจจะเห็นว่านั่นคือความใสซื่อประสาเด็ก ไม่ได้คิดอะไร เป็นเรื่องที่ชวนขัน เท่านั้นเอง ในฐานะของคนเป็นครูอย่างครูเจี๊ยบก็เห็นไม่ต่างกันเพียงแต่กลับมามองต่อในอีกมุมหนึ่งว่าแล้วใครจะเป็นคนอธิบายให้เด็กเขาได้เข้าใจ น่าสนใจทีเดียวว่าป่านฉะนี้เด็กสามสี่คนนั้นเค้ายังคิดเชื่อว่าครูนะห์เป็นผี ขณะอีกคนว่าครูนะห์เป็นพระอยู่อย่างนั้น เด็กเหล่านั้นอาจจะสงสัยในสิ่งที่เพื่อนเขาพูด เกิดไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองคิด และเขาก็อาจทะเลาะกัน ถึงวันนั้นบางทีการที่ใครจะไปอธิบายอะไรให้แกฟังว่าใครถูกใครผิดอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลยก็ได้ ความเชื่อมักอยู่เหนือเหตุผลเสมอ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง ในฐานะของครูพี่เลี้ยงในศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดบางดาน แม้จะไม่ได้เรียนเอกจิตวิทยาสังคมมาอย่างครูเจี๊ยบ แต่ก็เป็นเรื่องที่ชวนคิดเหมือนกันกับคำถามที่ว่า แล้วใครจะมาคอยบอกอธิบายให้เด็กๆได้รู้ได้เข้าใจในสิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้ได้ และจะอธิบายอย่างไร นั่นก็คือการเอาใจใส่ในเรื่องราวของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่จะจำอะไรก็จะจำฝังจิตฝังใจ อยู่ในจิตใต้สำนึก เด็กที่ด้วยวัยและประสบการณ์ย่อมมีความคิดฝันอยู่ในโลกของจินตนาการมากกว่าการจะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากกันได้ นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเด็กย่อมใสซื่อบริสุทธิ์ เขาว่าเด็กมักพูดความจริง จริงละหรือที่ครูนะห์เป็นผี จริงละหรือที่ครูนะห์เป็นพระ ครูนะห์ไม่ได้เป็นพระ เพราะพระต้องห่มจีวรสีเหลือง หรือใส่ชุดสีเหลืองเหมือนที่เด็กว่า และโกนหัว เด็กๆซึ่งยังไม่รู้จักแม่ชี แต่ครูนะห์ก็ไม่ใช่แม่ชีเช่นกัน ครูนะห์เป็นผี เพราะท่าก้มๆเงยๆขณะทำการละหมาด ในชุดละกง ซึ่งเป็นชุดห่มคลุมสีขาวสำหรับละหมาดของผู้หญิงมุสลิมแถวปักษ์ใต้บ้านเรานั้นเหมือนกับผีในหนังที่เด็กๆเคยดู แต่จริงๆแล้วเด็กคนหนึ่งก็จำได้ว่าครูนะห์เคยบอกว่าครูนะห์สวดมนต์ ครูนะห์ก็ต้องเป็นพระหรืออะไรสักอย่างแต่ไม่ใช่ผี ภายใต้ชุดห่มคลุมไม่ว่าจะสีขาวหรืออะไร โดยเฉพาะชุดสีดำที่รัดกุมปกปิดสรรพางค์กายไว้ทั้งหมดยกเว้นดวงตาที่คนแถวบ้านเราเรียกกันว่าชุดดาวะฮ์ ขณะเดินสวนหรือเราผ่านไปพบเห็นนั้น เราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไม่ว่าไทยพุทธหรือมุสลิมด้วยซ้ำไป นั่นคือพระหรือผี นั่นคือนักบุญหรือคนบาปละหรือ เป็นคำถามที่ล่อแหลมและน่ากลัว ขณะเดียวกันเป็นคำถามที่เราควรจะต้องตอบไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ตอบให้แต่เฉพาะกับเด็กๆ ที่ไม่รู้ประสีประสา แต่ตอบกับคนที่เป็นผู้ใหญ่และเป็นมนุษย์มนาเราทุกคนด้วย ๒) เพื่อนซี้ผมคนหนึ่งซึ่งเป็นมุสลิมเคยเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้วตอนอยู่บางกอก เด็กรุ่นน้องคนหนึ่งที่มาทำงานใหม่มันถามในทำนองว่าศาสนาอิสลามนี่เป็นศาสนาที่แตะต้องไม่ได้เลยนะ ต .....
- "ละไมหมอกพร่างพิภพพนาวัน" รวมบทกวีคัดสรรในรอบ ๑๕ ปี กวีหนุ่ม "ธารเมฆ"
- ก่อนอ่าน ยละไมหมอกพร่างพิภพพนาวันย รวมบทกวีคัดสรรในรอบ ๑๕ ปี รู้จักสักนิด กับ กวีหนุ่ม ยธารเมฆย (๑) ผมรู้จักชื่อของ ยธารเมฆย ทางหน้านิตยสารมานาน แต่เพิ่งได้รู้จักตัวเขาจริงๆเมื่อไม่นานมานี้ ยกวีถั่วงอกย เพื่อนมิตรวรรณกรรมคนหนึ่งบอกกับผมในค่ำคืนนั้น ก่อนที่เราจะนัดเจอะเจอกินกาแฟกัน ว่าเป็นเพราะตัวเขาขาวซีด ชอบหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ใคร่เจอแสงเดือนแสงตะวันเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา มโนภาพของเขาสำหรับผมเป็นเช่นนั้นทันที ตามคำบอกเล่าของเพื่อน หากแต่เจอตัวจริง เขากลับดูมีสง่าราศี หน้าตาดีกว่าที่คาดไว้มาก ออกจะดูอ่อนกว่าวัยด้วยซ้ำ แต่เพียงเขาเป็น ลูกจีน สูงโปร่ง ไว้ผมเป๋ ชอบใส่เสื้อแบบฮาวายลายดอก ไม่ก็ใส่เสื้อยืดที่เพ้นท์รูปเองสีขาว เขามักเดินห่อไหล่ที่กว้างของเขามากับตัวเปล่าๆ ไม่เดินสะพายย่าม กระเป๋า ถือหนังสือ หรือไม่ก็สมุดปากกา ไปไหนมาไหน เหมือนบุคลิกของกวีหรือนักเขียนทั่วไป บุคลิกของเขาน่าจะขับเก๋งหรูเสียด้วยซ้ำ เขามีเก๋งขับ แต่เขาขับมอเตอร์ไซค์ธรรมดาไปไหนมาไหนเหมือนคนทั่วไป ผิดแต่ว่าจะมีอิฐอยู่ก้อนหนึ่งบนตะแกรงหน้ารถของเขาเสมอ ยเอาไว้ปาหมาแถวบ้านย นั่นคือข้อมูลส่วนตัวอีกอย่างที่ผมรับรู้มาจากเพื่อนก่อนจะได้เจอกัน มักเป็นกลางคืน เวลาที่เรานัดดื่มหรือกินน้ำชากาแฟคุยกัน เขาอาจจะประเดิมด้วยกาแฟสักถ้วยก่อน ถ้านึกครึ้มเขาอาจจะดื่มเบียร์ต่อ โดยขอรินใส่ถ้วยกาแฟ ๒ หรือ ๓ ถ้วย ไม่มากไปกว่านั้น ละเลียดละไล้ แล้วถ้าติดลมกันขึ้นมาเขาจะเรียกขอเมนู ถามน้องๆเด็กเสิร์ฟถึงเครื่องดื่มอะไรที่ชื่อแปลกๆ แล้วเขาก็จะพูดว่า ยเอ่อ เอามาลองดูย เป็นเช่นนี้เสมอ เขามีสำนวนภาษาการพูดการจาเป็นของตัวเอง เขามักไม่สั่งอะไรซ้ำๆ เขาคุยไม่มาก พูดไม่มาก และไม่อยู่นาน ยชอบใครก็ชอบเลย ไม่ชอบใครก็ไม่ชอบเลยย นั่นคือบุคลิกอีกอย่างที่ผมรู้มาจากเพื่อน เขาจะมีเพื่อนไม่มากคนด้วยหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าเขาเป็นคนหนึ่งในประดาเพื่อนที่ตามตัวยากที่สุด ไม่ใช่เขาหยิ่ง เล่นตัว หรือเก็บตัว แต่ไม่มีใครรู้เวล่ำเวลานอนเวลาตื่นที่แท้จริงของเขาตะหาก ยตื่นหรือนอนย คำถามแรกๆเมื่อโทรไปแล้วเขารับสาย หมายถึงเขาเพิ่งตื่น หรือกำลังจะเข้านอน และนั่นไม่ได้หมายถึงเวลาเช้าหรือเวลาค่ำด้วย แต่อาจจะเป็นเวลาเที่ยง ไม่เที่ยงวันก็เที่ยงคืน เพราะนั่นหากจะเป็นเวลานอนของเขาก็หมายถึงว่า ๒ วันล่วง หรือ ๔๘ ชั่วยามมาแล้วที่เขาไม่ได้นอน และถ้าหากว่านั่นคือเวลาที่ตื่นอยู่ของเขา ก็ไม่แน่ว่าอาจจะหมายถึงเขาเพิ่งจะตื่น หรือใกล้เวลานอนเต็มแก่ของเขาแล้ว เขาเป็นมนุษย์ที่นอน ๑ วัน และตื่น ๒ วันเต็ม โดยเฉลี่ย มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว เขาบอกว่านับแต่เขาริเขียนเรื่องสั้นแล้วติดพันไปจนข้ามวันข้ามคืนอยู่ช่วงหนึ่ง ด้วยติดใจในอรรถรสของอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างหรืออะไรก็ตาม จากวันนั้นมาวันนี้ เขาจึง ยเดินข้ามคืนย อยู่เสมอจนเป็นกิจวัตร แม้ว่าตอนนี้จะเปลี่ยนมาเขียนแต่บทกวีเป็นหลัก แต่ก็ยังตื่นและนอนไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนอยู่เหมือนเดิม (ยกเว้นเวลาไปเที่ยวค้างอ้างแรมต่างจังหวัดเขาจะตื่นจะนอนเหมือนคนปกติ) ยโทรมาทำไมวะป่านนี้ กูจะนอนย ยอ้าว แล้วใครจะรู้ว่ามึงตื่นหรือนอนวะย ยจะนอนแล้วโว้ยย นั่นหมายความว่าไม่รู้อีกเมื่อไรที่จะติดต่อเขาได้ นัดเจอะเจอกันได้อีกตอนไหน ว่ากันว่าบ่อยครั้งเขาจะเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ครั้งหนึ่งเขาแค่ขัดคอกับเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง เขาไม่พูดไม่จากันเลย ตลอด ๒ วันที่ไปเที่ยวเกาะด้วยกัน หรือกับเพื่อนกวีและนักเขียนอีกคนที่อยู่บ้านใกล้กันคนละไม่กี่ฟากถนนก็ไม่เคยแวะเวียนไปหากันเลย เพียงแค่ไม่มีอารมณ์จะพูดคุย แฟนเพื่อนอีกคนตั้งข้อสังเกตว่าคนที่มีสัมมาอาชีพอย่างเขานั้นเป็นคนเหลี่ยมจัดหรือเปล่า หากแต่เพื่อนเราบางคนกลับบอกว่าเขาออกจะใสซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กๆ อย่างนั้น อย่างไรก็ตาม บทกวีหลายบทของเขากลับโรแมนติ๊กโรแมนติก เขาน่าจะได้รับอีกสักฉายาว่า ยกวีโรแมนติ๊คซึ่มย ด้วยซ้ำไป เขาเขียนบทกวีเกี่ยวแก่ผู้หญิง สะท้อนโลกย์ ชีวิต สัจจะ ปรัชญา อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของชายหญิง มนุษย์ และสังคม ก็เหมือนกับใครที่เขียนบทกวีทำนองนี้ แต่เขาเขียนเยอะเขียนมาก นับเป็นเรื่อ .....
- ค่ำคืนแห่งมิคสัญญี!
- (๑) ตอนนั้นประมาณหนึ่งทุ่ม ทั้งริมฟุตบาธและบนถนนคนกำลังพลุกพล่านทีเดียว ทันใดนั้นเอง ไฟก็แลบขึ้นแปล๊บ!นึง หรี่ และก็ดับวูบมืดลงทันที มีเสียงครางฮือเบาๆขึ้นทั่วตลาดและท้องถนน เหลือแต่แสงไฟจากรถราที่กำลังวิ่งกันอยู่ขวักไขว่ โดยทั่วไปก็นึกกันว่าไฟฟ้าดับธรรมดา สำหรับผมเองนั้นแวบแรกเมื่อไฟฟ้าดับลง สายตาปราดมองไปใจก็นึกและปากก็พึมพำขึ้นทันที ยสงสัยระเบิดแน่แล้วๆๆย ตอนนั้นมีบางคนเท่านั้นที่เร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ไปแบบรีบร้อน และเห็นคนหับประตูเหล็กแบบลุกลี้ลุกลน ยิ่งขับรถลัดเลาะไปตามทางกลับที่พักผมก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความมืดไม่ปกติธรรมดา ดูเหมือนหลายๆคนก็เริ่มจะเห็นเค้าลางของอะไรบางอย่างย่างกรายมากับความมืดที่ครอบคลุมไปทั่วตัวเมืองยะลา เริ่มเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ขึ้นก็ยังไม่เห็นวี่แววส่วนไหนของตัวเมืองจะสว่างอยู่ ยิ่งขับรถไปก็ยิ่งดูเหมือนว่ามีแต่ความมืดที่เข้าครอบคลุม จนทันทีที่มาถึงทางเข้าประตูด้านหลัง ล้อรถมอเตอร์ไซค์เทียบมาถึงประตูพอดิบพอดี ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ป้อมยามกำลังใส่กุญแจล็อคและลังเลใจอยู่นิดนึง ยได้รับแจ้งว่าไฟฟ้าดับทั่วเมืองแล้วตอนนี้ ให้ไปเข้าทางประตูหน้าเท่านั้นย เขาบอกระคนตื่นๆ แม้แต่พี่ที่เป็นตำรวจอีกคนหนึ่งซึ่งมาถึงพร้อมกันก็เข้าไม่ได้ คงมีคำสั่งเด็ดขาดมาเดี๋ยวนั้นแล้ว วูบนั้นเองผมรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดและน่ากลัวของบ้านเมือง ทุกหนทุกแห่งดูเหมือนมืดไปหมด และเริ่มจะมีความโกลาหลอยู่เงียบๆ เข้าใจว่าขณะที่ผมขับรถกลับมาคงมีระเบิดขึ้นบ้างแล้ว ตอนขับรถอ้อมไปทางประตูหน้านั้นผมเร่งเครื่องขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ดูเหมือนว่ามอเตอร์ไซค์คันหน้าของพี่ตำรวจคนนั้นช่างไปเร็วและหายลิบไปเหมือนจะทิ้งผมไว้ข้างหลังเอาตัวรอดไป และถนนเลียบกำแพงซึ่งโอบคลุมด้วยต้นไม้และตีโค้งอยู่กับถนนรอบวงเวียนนั้นยิ่งเปลี่ยวและน่าหวาดหวั่นอันตราย แม้เป็นระยะทางสั้นๆ ถึงตรงแยกรถกระบะเบรคล้อเอี้ยด มอเตอร์ไซค์อีกคันก็พุ่งสวนไปแบบลุกลี้ลุกลน รู้สึกใจหายขึ้นวาบนึง แสงไฟหน้ารถที่ส่องฝ่าความมืดวิบวับไปมานั้นบอกถึงอากัปกิริยาของบางสิ่งบางอย่างได้ดี ผมรีบหักรถเลี้ยวซ้ายตีเข้าถนนใหญ่หน้ากองร้อย จึงค่อยๆหายเสียวสันหลังลงบ้าง โชคดีที่เข้ามาได้โดยสะดวกเพราะผ่านเข้าออกอยู่ประจำ (๒) เมื่อกลับเข้ามาถึงบ้านพัก เห็นไฟหน้ารถยนต์ของพี่ชายที่จอดอยู่ด้านหน้าเปิดส่องไว้ บ้านพักแต่ละหลังซึ่งเป็นแบบห้องแถวไม้เรียงรายกันอยู่นั้นบ้างจุดเทียนและเปิดไฟสำรองกัน เห็นแต่ละคนพยายามโทรมือถือ เดินสะละวนพูดกันอยู่ไปมา และทยอยมารวมตัวกันที่ลานหน้าบ้านพัก เพราะสิ่งที่มาพร้อมกับข่าวต่างๆในความมืดที่ครอบคลุมไปทั้งเมืองนั้นก็คือระเบิดตูม ตูม และได้ยินเสียงปืน ปุง ปุง ดังใกล้บ้างไกลบ้าง...ส่งให้เราแต่ละคนพอเข้าใจสถานการณ์อะไรไม่ต่างกันแล้ว พี่ชายผมเอาปืน 9 มม. ซื้อใหม่เอี่ยมของแฟนมาดึงลำขึ้นนกไว้พร้อม แม้เราจะอยู่กันในกองร้อยฯและแฟนพี่ผมจะบอกว่าไม่ต้องก็ได้ แต่พี่ผมสำทับว่ามันบุกแล้ว ต้องเตรียมตัวพร้อม ขณะเสียงระเบิดตู่ม ตู่ม ดังขึ้น ตามด้วยเสียงเหมือนรัวปืนปะทะกันไม่หยุด แต่ละคนเดินไปมาและเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ตำรวจแต่ละคนสะพายปืนยาวพร้อมใส่เสื้อเกราะขับมอเตอร์ไซค์ลาดตระเวนกลับไปกลับมา เสียงวิทยุซื่อซ่าดังขึ้นเซ็งแซ่ พวกผู้หญิง คนแก่ แม่บ้านกับเด็กๆก็มาอยู่รวมกันส่งเสียงพูดจ๊อกแจ๊กและคาดคะเนกันไม่หยุด แต่ละคนต่างก็กดโทรมือถือซึ่งไร้สัญญาณติดต่อกันได้ เครือข่ายล้วนขัดข้อง ทันทีที่ผมมาถึงนั้น สิ่งแรกที่ผมถามพี่ชายคือมีปืนอีกไหม พี่จึงไปเอาปืนของพี่ตำรวจอีกกระบอกนึงมาให้ เป็นลูกโม่.38 กลางเก่ากลางใหม่ อาบน้ำมันจักรเรี่ยม บรรจุกระสุนเต็มรังเพลิงหนักเต้งทีเดียว สักพักพี่ผมก็เดินไปกอบเอากระสุนมาให้อีก 6 นัด ผมเอาปืนยัดใส่กระเป๋าสะพายแทนหนังสือ 2 เล่ม ยัดกระสุนทั้งหมดลงกระเป๋ากางเกง เสียงระเบิดตูมดังใกล้เข้ามา ผมนึกถึงพระหลวงพ่อทวดชุดใหญ่ เอามาสวมอีกเส้นหนึ่ง นึกไปทีๆก็ขำตัวเองอยู่เหมือนกันตอนนั้น สารพัดข่าวกำลังเดินทางเข้ามา หนึ่งในนั้นเขาว่าเป้าหมายคือจะบุกกองร้อยนี่แหละ(แต่ผมคิดว่าคงเป็นข่าวลว .....
- ใบไม้สีทอง!
- (๑) ผมกลับมาเอนตัวนอนอ่อนระโหยโรยแรงทอดถอนใจเฮือกอยู่บนเสื่อนอนที่ห้อง ความคิดฟุ้งๆระเรื่อยทยอยออกมา วันสองวันมานี้ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง นึกคิดว่าทำไมช่วงนี้ถึงรู้สึกท้อแท้เหนื่อยหน่าย ผมเหลือบไปที่เก๊ะพลาสติคเล็กๆที่วางอยู่ข้างโต๊ะญี่ปุ่นตรงมุมห้องแล้วก็นึกถึงใบไม้สีทองสามใบที่ผมได้มาวันก่อนซึ่งผมเก็บเอาไว้ในนั้น อาจเป็นไปได้ว่าใบไม้นี้นำสิ่งไม่ดีเข้ามาในชีวิตของผม ให้ตายเถอะผมไม่เคยนึกคิดถึงเรื่องความเชื่ออะไรทำนองนี้มาก่อนเลยในชีวิต ผมอาจจะใส่พระ อาจจะมีผ้ายัญห่อทรายพ่อทวดหน่อ ตะกรุดของพ่อเฒ่าไว้ในกระเป๋าสตางค์อยู่บ้าง ผมก็ไม่เคยนึกว่ามันจะเป็นความขลังอะไรทำนองนั้นของมันทั้งสิ้น นึกบ้างก็ไว้เพื่อระลึกถึงปู่ย่าตาทวด หรืออย่างพระว่าไปแล้วผมมีพระเครื่องดีๆเยอะที่บ้าน พี่ชายผมก็สนใจเล่นพระให้ผมมาใส่อยู่บ่อยๆ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเอามาใส่ ผมจะเลือกใส่เฉพาะองค์ที่ชอบของผมเอง อาจเป็นองค์เล็กหรือสวยๆเพราะชอบด้วยแง่มุมอะไรสักอย่าง มากกว่ารุ่นที่เขาเล่นกัน ผมมองพระใส่พระแขวนเพราะมันสวยงามเป็นพุทธศิลป์มากกว่า ผมไม่เคยมีความเชื่อเรื่องที่ว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ถึงจะเป็นมงคลอะไรทำนองนั้นกับอะไรมากนัก ไม่รู้สึกเชื่อเฉยๆ และผมก็ไม่ขัดใครแย้งใครว่าใครจะถือจะเชื่อยังไงด้วย เพียงผมไม่ชอบไม่เชื่อขี้เกียจก็เท่านั้นเอง ก็เพิ่งจะคราวนี้แหละผมเกิดนึกอะไรทำนองนี้ขึ้นมา เป็นคำถามตั้งแง่ให้แก่ชีวิตตนเองขึ้นมา นึกไปแล้วก็ตลกดี อาจเป็นเพราะว่ามันเป็นอะไรที่บังเอิญได้มาแปลกๆพิกลไม่ได้นึกคิดมาก่อนก็ได้ หรือว่ามันจะเป็นเรื่องจริง! (๒) ผมได้ใบไม้สีทองสามใบนี้มาจากตลาดเปิดท้ายแห่งหนึ่งซึ่งอยู่เยื้องออกมาจากตลาดเปิดท้ายใหญ่ของเมือง ผมชอบมาเดินเล่นดูของขายที่นี่ เพราะจะมีของประเภทมือสองที่ใช้แล้ว ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า จานชาม แก้ว แจกัน หนังสือ ม้วนเทป โดยเฉพาะข้าวของเครื่องใช้จิปาถะที่แปลกๆบางทีหาไม่ได้ทั่วไป และสินค้าก็จะเปลี่ยนมาเรื่อยๆ เพราะคนขายไม่ใช่แม่ค้ามืออาชีพแต่จะเอาของที่ไม่ใช้แล้วทยอยมาขายเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมจะชอบมาเดินดูหนังสือที่เขาไม่อ่านไม่เอาแล้ว อาจจะเป็นเล่มละห้าบาทสิบบาท ใบไม้สีทองสามใบนี้มันซ้อนกันอยู่ในนิตยสารเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นแผงแบกะดินเล็กๆอยู่ในมุมมืดๆที่มีหนังสือบ้างข้าวของกะจุ๊กกะจิ๊กบ้าง คนขายเป็นสามีภรรยากัน น่าจะมาขายใหม่ เห็นผมหยุดยืนดูก็ออกปากคะยั้นคะยอให้ซื้อนั่นซื้อนี่ตามประสา ผมจะแวะกลับแล้วตอนนั้น แต่ในที่สุดผมก็ย่อเข่าลงไปนั่งหยิบนิตยสารเล่มนั้นขึ้นมา มันเป็นฉบับฉลองครบรอบสิบปี ยเล่มละสิบบาทย พี่ผู้หญิงบอกราคา ผมแวบเห็นอะไรบางอย่างสอดอยู่ในหน้าหนังสือ ยเอ้อมันมีใบไม้อยู่ในนั้นด้วยย แกพูดต่อเมื่อเห็นผมเปิดหนังสือดู ผมหยิบใบไม้นั้นออกมาด้วยความไม่แน่ใจสองอย่าง คืออย่างแรกผมไม่คิดว่าจะเอาติดมาด้วย คือไม่รู้จะเอามาทำอะไร อีกอย่างผมคิดว่าจะบอกและจะถามเค้าว่าใบไม้มันติดมาในหนังสือด้วยนะ ก็ถือๆค้างๆไว้พร้อมกับหนังสือ พี่ผู้หญิงหันไปถามแฟนซึ่งนั่งเอนๆตัวพิงขอบฟุตบาทอยู่ เค้าก็บอกว่า ยอ๋อมันเป็นใบไม้สีทองน่ะ ได้มาจากไหนยังไงนะย เค้าคุยกัน ยตกลงยังไงครับ ขายด้วยไหมย ยเท่าไหร่ดีล่ะ อ่ะสามใบ ยี่สิบบาทก็พอย ยใบไม้นี้เค้าเอาใส่กรอบกันนะ ไม่ค่อยมีแล้ว ที่บ้านพี่ก็มีย พี่ผู้ชายพยายามจะบอกเล่าถึงที่มาของมัน ยใบไม้นี้ได้มาจากตำหนักทักษิณฯที่นราฯ เอามาจากที่นั่น ที่อื่นก็มีนะ แต่แปลกเฉพาะที่นี่ที่เดียวใบมันจะเป็นสีทอง สีนี้สีน้ำตาลกำมะหยี่นี่แหละ เค้าเรียกใบไม้สีทองต้นไม้สีทองย ยเป็นเพราะภูมิประเทศภูมิอากาศมันด้วยใช่ไหมย ผมนึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินเรื่องใบไม้นี้มาที่ไหนสักหนเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ไม่นึกว่าจะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าเวลาเห็นผีเสื้อหรือใบไม้สีที่คล้ายๆนี้ที่เหมือนใบโพธิ์บ้างอะไรบ้างที่ใส่กรอบวางขายทั่วไปนั่นแหละ ผมไม่แน่ใจนักว่าอยากได้เอาไปทำไม บางทีเวลาจะซื้ออะไรก็ไม่ค่อยมีเหตุผลแบบนี้แหละบ่อยคนเรา ยงั้นเอาหนังสือนี่ด้วยยี่สิบบาทแล้วกันย ผมบอก ในที่สุดก็ได้มา อาจจะคิดว่าคนขายหลอกขายหรืออะไรทำนองนั้น แต่แหม ถ้าจะหลอกก็หลอกไปเหอะ ใบเ .....
- ผู้มาเยือน!
- ตลอดเวลาที่นั่งทำงานคงเงียบมาก เวลาบ่ายคล้อยที่แดดกล้านั้น ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ ช่วงเวลาเช่นนี้ของทุกวัน ไม่เฉพาะวันอาทิตย์ เป็นเวลาที่ไม่ใคร่มีใครสังเกตใครบอกไม่ได้ว่าใครทำอะไรกันบ้าง ไม่เหมือนยามเช้า ตอนเที่ยงหรือตอนเย็นๆ ผมไม่แน่ใจว่ามันเพิ่งจะเข้ามา หรือเข้ามาพักนึงแล้ว ทันทีที่ผมหันไปทางด้านซ้ายมือ เพียงแค่หันไปเฉยๆ มันเป็นจังหวะที่คล้ายๆกับลมพัดหวนกระโชกมาขณะกระดาษหรือถุงไปเกี่ยวติดอยู่กับกิ่งไม้อะไรสักอย่างพึ่บพั่บๆ และรู้สึกว่าลมมันวูบมาแรงจัง แต่แล้วผมก็เอะใจเพราะเสียงมันดังแรงขึ้นเร็วขึ้น ถุงกรอบแกรบใบนั้นวางอยู่ตรงซอกระหว่างลังใส่เครื่องปริ๊นเตอร์ ที่ผมเพิ่งได้มาจากเพื่อน กับบานประตูสีชาหน้าบ้าน ซึ่งถัดไปตรงมุมผนังวางกระติกน้ำร้อนอยู่บนลัง กรอบรูปใบใหญ่สองรูปหันหลังวางเรียง พาดทับอยู่ด้วยเก้าอี้ผ้าใบและคั่นอยู่กับถุงใส่กระดาษ ทิชชู่ หนังสือพิมพ์ ผมผินไปที่ถุงกรอบแกรบสีขาวนั้นอีกที จากลมพัดกระโชกกลายเป็นอะไรสักอย่างที่อยู่ตรงนั้น ทันทีนั้น ยหนูย ผมนึก ยอ่อ ไอ้เจ้าหนูมันคงมาเที่ยวหาอะไรกินแน่ย แล้วตาดำๆใสหัวดำๆก็โผล่ออกมาทางปากถุงกรอบแกรบ เหมือนกับว่ามันก็ตกใจหรือบังเกิดรู้สึกขึ้นมาพอดีว่ามีอะไรไหวๆอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวนี้ จังหวะที่มันฉุกสะดุ้งขึ้นมาเป็นจังหวะเดียวกับที่มันชูหัวแล้วเหลือบมาแลทางผม หัวมันเชิดไปทางหลัง คอมันยืดยาวออกมา ผมมองลอดซี่ลูกกรงชั้นหวายเก่าๆที่วางอยู่ตรงมุมประตูทางเข้าไป เป็นช่วงที่มันตกใจ ผมก็ตกใจ เพราะมันไม่ใช่หนู และดันมีคนอยู่และดันนั่งอยู่เงียบๆ พรวดพราดๆ สะบัดตัวดีดดิ้นคล้ายกับดีดดิ้นตัวจะออกจากถุงกรอบแกรบใบใหญ่นั้นให้ไวๆ แล้วหัวกับท่อนบนมันก็โผล่ออกมาจากปากถุง เห็นหน้ากันชัดๆ ชั่วหยุดหายใจ ชั่วที่ผมหันขวับไปนั้นเอง แล้วมันก็เหมือนกับกระโดดโหยงจะไปทางใดทางหนึ่ง มันเข้ามาด้วยจุดประสงค์อะไรแน่ผมก็ไม่รู้ แล้วนึกยังไงถึงได้เข้ามาบ้านคนไม่บอกไม่กล่าวกันมั่ง แต่เข้าใจได้ไม่ยากว่าคงเข้ามาหาอะไรกิน แต่แหม จนเวลานาทีนี้ผมถึงสังเกตว่าทั้งนอกบ้านและในบ้านผมเริ่มกลับมาเป็นรกปกติอีกแล้ว หรือดีไม่ดีอาจจะรกมากกว่าปกติ เพียงฝนโปรยมาสองสามวันให้หลัง หญ้าข้างนอกที่เพิ่งถากถางไปไม่นานก็ขึ้นพรึ่บๆ และช่วงงานยุ่งๆ ในบ้านกองกระดาษหนังสือเสื้อผ้าข้าวของจิปาถะเริ่มวางหรกกองระเกะระกะ งูนั้นมันคงรู้ได้ถึงสัญชาตญาณแห่งความรกชัฎอะไรอยู่บ้างแหละ มันถึงได้กล้าเข้ามา แต่มันจะเข้ามาหาอะไรกินล่ะ ถ้ามันไล่หนูไล่คางคกมาก็ว่าไปอย่าง แต่ดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่ ส่วนหมูเห็ดเป็ดไก่อะไรประเภทนั้นในบ้านที่ผมพักอยู่นั้นไม่มีแน่ เพราะผมกินข้าวนอกบ้าน มีขนมนมเนยบ้างก็นิดหน่อยไว้สำหรับกินกับกาแฟเล่น งูมันไม่น่าจะเข้ามาหาขนมกิน มันคงได้กลิ่นอะไรบางอย่าง มันผินตัวและทำท่าขยับไปซ้ายขวาละล้าละลังอยู่นิดนึงแล้วมันก็พุ่งตัวเลื้อยไปทางผนัง บนกองหนังสือ ลัง ถุง กระดาษ กระเป๋าและของวางระเกะระกะอยู่ สร้างความหนักใจให้กับผมทันที ตัวมันไม่ใช่เล็กๆ ยาวใหญ่ดำเลื่อมกำลังรุ่นทีเดียว งูเข้ามาในบ้าน จะเป็นงูอะไรก็ช่างเหอะ สำหรับคนทั่วไปแล้วอยู่ไม่เป็นสุขแล้วล่ะ ทำไมมันไม่ผินตัวออกไปทางประตูซึ่งก็อยู่ใกล้ๆนะ ซวยจริงๆเลย อาจเป็นเพราะว่าถ้ามันจะเลื้อยมาทางประตูกระจกฝ้าสีชาทึบซึ่งเปิดแง้มอยู่นั้น มันต้องเลื้อยกลับมาทางผม ถึงแม้จะอยู่ห่างกันเกือบสามสี่เมตร แต่โดยสัญชาตญาณของงูนั้นมันต้องไปหาที่รกๆก่อน ถ้ามันออกไปทางประตูผมก็แค่ออกมาดูว่ามันเลื้อยไปทางไหนก็คงพอ ผมนึกถึงงูอีกตัวหนึ่งวันก่อนที่มันเข้ามาไล่คางคก เอาหัวซุกอยู่ใต้หินในกระบะเปล่าข้างบ้าน ตัวและหางโผล่ออกมา ผมพยายามทำเสียงให้ได้ยินมันก็เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ จนพี่ผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยดู มันถึงได้ผงกหัวขึ้นมาเหมือนกลับออกมาสู่โลกใบนี้อีกครั้ง แล้วทันใดก็พุ่งตัวไปทางป่าหญ้าเลียบเลาะลุกลี้ลุกลนหายลงไปตรงไหนสักแห่งตามแนวกำแพง มันจะเป็นตัวเดียวกันหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ มันระเลื้อยหลบไปหลังกองหนังสือ ลัง และหลบไปอยู่หลังถุงกรอบแกรบใส่หนังสืออีกสองสามถุงที่เพื่อนเอามาฝากไว้ซึ่งติดอยู่กับมุมผนังห้องน้ำที่ทำยื่นออกมาบล็อกหน .....
- ค่ำคืนที่ค้างคา!
- (๑) ออกจากร้านเหล้าประมาณสองทุ่ม ดื่มเบียร์ขวดที่สองยังไม่ถึงครึ่ง แต่รู้สึกว่าเมาแล้ว อาจเป็นเพราะผมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการตระเวนหาบ้านเช่ามาค่อนวัน และพรุ่งนี้ผมก็ตั้งใจจะตระเวนหาบ้านเช่าต่อแต่เช้า ทางที่ดีไปหาโรงแรมพักนอนก่อนดีกว่า ส่วนจะไปเที่ยวที่ไหนต่อยังไงค่อยว่ากันทีหลัง ถามไถ่พอทราบว่ามีโรงแรมราคาถูกๆอยู่แถวไหนจากเจ้าของร้านแล้วก็นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างมา โรงแรมที่ว่าเป็นโรงแรมกึ่งไม้กึ่งปูนสองชั้นกว้างสองคูหา กลางเก่ากลางใหม่ ตั้งอยู่ต้นซอยติดกับปั๊มน้ำมันเล็กๆใกล้ถนนสายหลัก สำหรับที่นี่แม้จะเป็นเมืองค่อนข้างใหญ่อยู่ริมทะเล แต่ก็ไม่ใช่เมืองทางผ่าน พอค่ำคืนหน่อยก็ค่อนข้างจะซบเซา แม้บริเวณนั้นยังพอมีรถราและคนเดินไปมาอยู่บ้างประปราย แต่บรรยากาศโดยเฉพาะในซอยซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ทอดไปตลอดสองฝั่งนั้นออกจะมืดและเงียบเชียบแล้ว บริเวณส่วนหน้าของโรงแรม ทีวีสียี่สิบสี่นิ้วในคอกเหล็กแขวนเปิดตั้งอยู่เหนือเคาน์เตอร์ด้านซ้ายมือ ด้านขวาพัดลมเพดานหมุนคว้างอยู่เบาๆเหนือบริเวณชุดโซฟาพักอ่านนิตยสารหนังสือพิมพ์ ตรงกลางเป็นทางเดินแคบๆทอดไปนั้นเป็นผนังเรียบสีเหลืองนวลมีประตูห้องรายเรียงอยู่สองฝั่งๆละสี่ห้าห้องเห็นจะได้ จรดไปด้านหลังเป็นผนังทึบเป็นส่วนห้องเก็บของและบันไดหลบขึ้นไปทางชั้นบนซึ่งออกจะมืดสลัว พี่ผู้ชายตัวเล็กใส่แว่นสายตากรอบเงินแต่งตัวดูสุภาพเรียบร้อยเปิดประตูออกมาจากห้องแรกฝั่งขวามือ พูดจาคล้ายถามไถ่อะไรสักอย่างไม่ได้ยินชัด พยักหน้าแล้วเดินอ้อมผมไปที่หลังเคาน์เตอร์ ผมสอบถามถึงห้องว่างและสนนราคาที่พักเห็นว่าพอพักได้ รับกุญแจแล้วเดินไปที่ห้องซึ่งอยู่กลางๆทางเดินฝั่งซ้ายมือ ขณะไขกุญแจห้อง รู้สึกเห็นเงาตะคุ่มๆของใครสักคนเคลื่อนไหวผลุบโผล่ไปมาอยู่ที่มืดๆสลัวด้านใน เห็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งเดินไปมาอยู่ ผมคิดว่าถ้าไม่เป็นเด็กรับจ้างดูแลห้องพักก็คงเป็นเด็กที่รู้จักมักคุ้นอยู่แถวนั้น ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าเข้าไปหายหลังผลึ่งลงบนเตียงนอนสักหน่อยแล้วลุกขึ้นอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวเฉิบ จากนั้นค่อยว่ากัน ล็อคประตูลงกลอน วางเป้สะพายลงบนเตียงพร้อมๆกับทิ้งตัวลงนั่งและกำลังจะเอนหลังลงพัก (๒) เสียงเคาะประตูก๊อกๆ ดังขึ้น อีกอึดใจหนึ่งเสียงเคาะก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมเสียงเรียกคล้ายๆว่าให้เปิดประตูหน่อย ยใครครับย ผมเรียกถามออกไป เพราะดูท่าแล้วไม่น่าจะใช่พี่ผู้ชายคนที่ดูแลห้องพักจะเอาน้ำเอาท่าอะไรตามมาให้ รู้สึกว่าจ่ายค่าที่พักรับกุญแจมาแล้วก็แล้วกัน เห็นพี่เขาก็เดินเนิบๆออกไปด้านนอกแล้ว ห้องพักที่นี่ก็เหมือนห้องพักโรงแรมทั่วไป มีตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง ทีวี เตียงนอนและก็ห้องน้ำในตัว แม้จะทาสีดูใหม่แต่ออกจะแคบมากทีเดียวและไม่มีหน้าต่างด้วย เตียงหลังเล็กนั้นตั้งเบียดชิดอยู่กับขอบประตู เพียงเข้ามาแวบแรกจนถึงขณะนั้นผมไม่ชอบบรรยากาศต่างๆเสียเลย ผมนึกขึ้นมาได้ว่าถ้าเดินเข้าไปอีกโรงแรมหนึ่งซึ่งผมเคยมาพักครั้งหนึ่งนานแล้วน่าจะเข้าท่ากว่า เสียงเรียกและเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอีกครั้งเหมือนกับว่าเร่งเรียกและรอคอยอยู่ ผมลุกขึ้นไปแง้มเปิดประตูและชะโงกหน้าออกไป เด็กหนุ่มวัยรุ่นคนที่ว่านั่นเอง รูปร่างหน้าตาเขาก็เป็นบุคลิกลักษณะของเด็กปักษ์ใต้วัยรุ่นขนานแท้ ผมรองทรง ตัวดำสูงใหญ่ อกผายไหล่ผึง ท้วมๆนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับอ้วน ใส่เสื้อยืดสีทึมตัวเล็กรัดติ้วกับเนื้อตัว กางเกงยีนส์ขาม้าสีกรมท่า สวมรองเท้าแตะ เมื่อผมถามเรียบๆว่า ยมีอะไรหรือครับย เขาก็บอกเบาๆว่า ยขอเข้าไปหน่อยได้ไหมย พร้อมพยักหน้าหงึกๆแล้วเหลือบตาเงยมามองหน้า พร้อมๆกับดันประตูเข้ามาทีละนิดๆ ตอนนั้นผมก็ยังผลักประตูคาไว้ เขายังดันประตูเข้ามาเรื่อยๆคล้ายๆกับว่าขอเข้ามาข้างในก่อนเถอะมีเรื่องอะไรสักอย่างจะพูดคุยด้วย อย่าชักช้าอยู่ ผมนึกหงุดหงิดนิดหน่อย แต่เมื่อเขายิ่งดันประตูเข้ามาเหมือนถือวิสาสะ ในจังหวะนั้นผมก็เลยเปิดประตูกว้างด้วยนึกรำคาญอะไรบางอย่าง และเพียงเขาเบียดแทรกประตูเข้ามาได้ ระหว่างที่เขาออกปากถามไปพลางว่า ยมาพักคนเดียวหรือย และผมยังมีท่าทีงุนงงสงสัยนั้น เขาก็เอามือรุนประตูไปด้านห .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว
