บทความ
- ชิ สุวิชาน : บทเพลงนกเขาป่า เตหน่า เรื่องเล่างูใหญ่ และตะขาบ
- ชิ สุวิชาน : บทเพลงนกเขาป่า เตหน่า เรื่องเล่างูใหญ่ และตะขาบ ปว่า มี เลอ เปลอ เหน่ จี แว ปวา เลอ เปลอ เหน่ จี แวโข่ ที บ่อ ชะ นะ ปว่า บู เอาะ เต่อ เล่ โช โหม่ เต่อ ปูผู้เฒ่าเมื่อก่อนได้สั่งเรา ผู้แก่เมื่อก่อนได้สอนเราหัวกะโหลกยังอ่อนหน้าอกยังบาง กินยังไม่ครบรู้ยังไม่หมด....(เพลงสอนลูก อยู่ในชุด เพลงนกเขาป่า) สำเนียงเตหน่าอันแปลกแปร่งแต่แฝงความไพเราะ มีเสน่ห์อย่างประหลาด กังวานขึ้นท่ามกลางคนแปลกหน้าและแปลกถิ่น นำพากลิ่นอายอันชุ่มชื่นของขุนเขา และเรื่องเล่าอันเป็นคำสอนเก่าแก่ ถ่ายทอดผ่านเสียงร้องที่เปล่งออกจากปากของเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง เป็นบทเพลงอันเปี่ยมเสน่ห์ เพลงใหม่ของคนปกาเกอะญอ ชิ...คือเด็กหนุ่มคนนั้น เขาเรียกตัวเองอย่างถ่อมตัวว่า นกสื่อสาร นกเขาป่าผู้นำเรื่องเล่าจากปกาเกอะญอมาฝากคนเมือง ชิ เป็นชื่อภาษาปกาเกอะญอ เป็นชื่อเล่น หมายถึงลูกชายคนเล็ก ส่วนชื่อจริง คือ สุวิชาน นามสกุลเมื่อก่อน กัวมู แปลว่า ลายสวรรค์ แต่ใช้ไปใช้มากลับสูญหายไป พ่อของชิเลยตั้งนามสกุลใหม่ ส่งไปให้ทางอำเภอหลายชื่อแต่ก็ไม่ผ่าน ที่ผ่านแล้วใช้อยู่ตอนนี้ คือ พัฒนาไพรวัลย์ จะเห็นว่าหลังๆ นามสกุลปกาเกอะญอ จะมีพงไพร ไพรวัลย์ คีรี ออกมาเต็มเลยชิบอก ชิ ยังเป็นนักร้องหน้าใหม่ เขาเป็นผลิตผลล่าสุดที่พยายามนำเอาเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของคนปกาเกอะญอออกมาเผยแพร่สู่คนเมือง ณ วันนี้ ชิ เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อได้เปิดตัวเป็นทางการ ในฐานะแขกรับเชิญของ จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ชิไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินหรือนักร้อง เขาบอกว่าตนเป็นแค่คนสื่อสารคนหนึ่ง คนบอกเล่าเรื่องราวคนหนึ่ง เนื้อร้องที่แต่งขึ้นนั้นผมนำเอาเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่า คำบางคำที่หยิบมาใช้ ไม่ใช่คำที่ผมคิดขึ้นมาใหม่ หากเป็นคำที่อยู่มาตั้งแต่เมื่อก่อน ที่ปราชญ์ชาวบ้านเขาพูดมา เพียงแต่ผมหยิบตรงนั้นมาเล่าต่อ ภาพเด็กหนุ่มกับเตหน่า(ดนตรีที่เหมือนพิณของปกาเกอะญอ) เป็นภาพที่ติดตรึงในความรู้สึก เด็กหนุ่มกับดนตรีพื้นบ้าน...เป็นภาพที่หาดูได้ยากมากเหลือเกินในยุคสมัยที่วัยรุ่นนิยมกินพิฃฃ่า แมคโดนัล และฟังเพลงฮิป-ฮอบ ชิเดินทางมาพร้อมเรื่องเล่าอันหลายหลาก จนดูราวกับว่าทุกอย่างรอบๆตัวเขามีเรื่องราวซ่อนอยู่เต็มไปหมด อย่างเตหน่าเครื่องดนตรีพื้นถิ่นที่แกะจากไม้ ไม้ท่อนเดียวนี้ ชิเล่าประวัติว่ามีหญิงสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้าน ได้ถูกชายหนุ่มจากเมืองโย (เข้าใจว่าโยธยา) ลักพาตัวไป ชาวบ้านปกาเกอะญอต่างโหยหา ชายหนุ่มในหมู่บ้านล้วนฝันถึงหญิงสาวคนนั้น จึงแกะไม้ให้เป็นรูปหญิงสาว เป็นเครื่องดนตรี นำไปเล่นที่ไหน เป็นการส่งข่าว เผื่อว่าใครเจอผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน ให้กลับมาหาชาวเผ่าปกาเกอะญอ ที่ผมชอบมากก็คือ เรื่องเล่าเรื่องงูใหญ่ ชิบอกว่าเป็นเรื่องเล่ากึ่งๆคำทำนายของปกาเกอะญอ เรื่องมีอยู่ว่ามีเจ้าเมืองคนหนึ่งไปทำไร่ เจ้าเมืองคนนี้มีลูกสาว 7 คน จึงให้ไปเฝ้าไร่ ใกล้ๆกันนั้นก็มีไร่ของเด็กกำพร้า วันหนึ่งเด็กกำพร้าได้ยินเสียงโวยวาย จึงออกมาดู เห็นงูยักษ์ตัวหนึ่ง ตัวใหญ่มากกำลังกินลูกสาวเจ้าเมือง จึงชักดาบออกมาจะฟันคอ งูใหญ่ที่ฉลาดยกตัวลูกสาวเจ้าเมืองขึ้นบัง สุดท้ายลูกสาวเจ้าเมืองถูกดาบฟันตายจนหมด งูยักษ์ตัวนั้นหนีไปได้ ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าไม่ช้างูใหญ่ตัวนั้นจะกลับมาอีก และจะมากลืนลูกสาวลูกชายของเจ้าเมือง งูตัวนั้นใหญ่มาก ภายในท้องงูจะเป็นหน้าผา มีถ้ำ มีกบเข้าๆออกๆ และในถ้ำนั้น กบจะร้องเสียงดังอยู่ในท้องงู เมื่อย้อนมาดูชีวิตของปกาเกอะญอ ก็มีงูใหญ่เข้ามาจริงๆ ชิพูดยิ้มๆ งูใหญ่ก็คือถนนหนทางที่เข้ามาในหมู่บ้าน คดเคี้ยวลดเลี้ยวเหมือนงู ลูกสาวลูกชายปกาเกอะญอต่างหายเข้าไปในเมือง เมื่อมาดูสภาพในเมือง ก็พบว่ามีหน้าผาจริงๆ มีกบ-ยี่ห้อซีวิค เบนซ์ อยู่เต็มไปหมด เหมือนกบจริงๆ ซึ่งปกาเกอะญอบอกว่าถ้าเข้าไปในท้องงู แล้วได้ยินเสียงกบร้อง ขวัญจะหนีไปอยู่กับกบ ขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หูอื้อไปหมด เสียงผู้ใหญ่พูดก็ไม่ได้ยิน เสียงเตหน่าดังก็ไม่ได้ยิน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกวันนี้เสียงจากในเมือง เสียงกบดังกลบทุกอย่างหมด ชิเล่าว่าได้รับเชิญมาร่วมงานของสถาบันทักษิณคดี คิดกั .....
- แก็งค์รถซิ่งกับศิลปะบำบัด
- แก็งค์รถซิ่งกับศิลปะบำบัด โดย ชาคริต โภชะเรือง เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง อายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 16 คน มาจากคนละทิศละทาง พวกเขาถูกจับในข้อหาที่พูดแบบชาวบ้านๆก็คือ ขับรถซิ่ง พุธ21 มกราคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสดีได้ไปทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆในสถานพินิจ ฯ สงขลา พวกเขาเหล่านี้เป็นเยาวชนที่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมในค่ายบำบัดและเป็นกลุ่มแรก ที่ได้เข้าค่ายตามนโยบายใหม่ของทางการที่ต้องการให้เยาวชนต้องโทษจากคดีรถซิ่ง ซึ่งต้องถูกจับรวมกันมากกว่าครั้งละ 10 คนจะต้องเข้าค่ายรับการบำบัด ในค่ายแห่งนี้ ผมรับหน้าที่เป็นครูศิลปะ ชักชวนเด็กๆได้ปลดปล่อยตนเองผ่านกิจกรรมวาดรูป หรือที่เรียกขานชั่วโมงนี้ว่า ศิลปะบำบัด เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผมเหมือนกัน เด็กหนุ่มกลุ่มที่กล่าวถึงข้างต้นคือเด็กๆที่ผมจะต้องร่วมกิจกรรมด้วย คิวของผมถูกกำหนดไว้บ่าย แต่กว่าจะออกมาจากออฟฟิศเมืองน่าอยู่ได้ก็เป็นเวลาหลังเที่ยงวันแล้ว ผมจึงสายนิดหน่อย อุ๊-เจ้าหน้าที่ของสถานพินิจฯรออยู่ เรากุลีกุจอหอบหิ้ววัสดุอุปกรณ์อย่างกระดาษ สีไม้ สีเทียน สีเมจิก มารอเด็กๆอยู่ในห้องแล้ว เด็กๆชักแถวเดินเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ ดูเผินๆหน้าตาแต่ละคนเหมือนๆกันไปหมด สวมเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ผมถูกตัดกล้อนจนสั้น เหมือนกับนักศึกษาวิชาทหาร เด็กๆเหล่านี้แตกต่างจากเยาวชนคนอื่นๆในสถานพินิจที่สวมเสื้อยืดสีขาว กล่าวคือ เป็น พวกสีน้ำเงิน เด็กๆกลุ่มนี้จะอยู่ที่นี่เพียง 5 วัน ดูหน้าแล้ว ยังล่ะอ่อนทั้งนั้น เดาว่าคงไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งชีวิตของตนจะมาลงเอยอยู่ที่นี่ หน้าตาไม่ได้มีวี่แววจะยั่วยวนกวนเมือง หรือเป็นเด็กเหลือขอแต่ประการใด ผมยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าแต่ละคนไปทำอิท่าไหนจึงได้ถูกจับมา ผมแจกกระดาษให้เด็กๆถือไว้คนและแผ่น บอกพวกเขาให้แบ่งเนื้อที่บนกระดาษออกเป็น 3 ส่วน โดยที่ไม่จำเป็นว่าต้องแบ่งให้เท่ากัน รูปแบบการแบ่งเนื้อที่ก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแบ่งจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวาเสมอไป จะจัดสัดส่วนอย่างไรก็ได้ ตามความพอใจ ผมอธิบายเด็กๆว่า เนื้อที่ 3 ส่วนบนกระดาษ ก็คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของพวกเขาแต่ละคน อดีตก็คือชีวิตในวัยเด็กๆ แต่ละคนอยากเล่าเรื่องของตนเองอย่างไร ชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร มีความอบอุ่น แตกแยก เป็นไปในลักษณะใด ปัจจุบันคืออะไรที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกจับมายังสถานพินิจ หรือว่าแต่ละคนคิดอย่างไรจึงไปขับรถซิ่ง มีใจรัก ใจชอบ หรือว่าแค่เห็นว่าเป็นเรื่องสนุก และที่สำคัญ มันเชื่อมโยงกับชีวิตในวัยเด็กหรือไม่ สุดท้ายคืออนาคต หลังออกจากสถานพินิจ เมื่อโตขึ้นเด็กๆฝันอยากเป็นอะไร ผมเน้นกับเด็กๆหน่อยว่า ทั้ง 3 ส่วน อดีต-ปัจจุบันและอนาคต ควรจะมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ให้โจทย์เด็กๆ แล้ว เป็นหน้าที่ที่ผมต้องกระตุ้นต่อ อย่างไรก็ดีผมให้สิทธิ์เด็กๆในการแสดงออกอย่างเต็มที่ ใครจะวาดเป็นสัญลักษณ์ หรือเล่าเรื่องอย่างง่ายๆธรรมดาๆก็ได้ แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน ขอให้สามารถ สื่อสาร เล่าเรื่องของตนได้เท่านั้นก็พอ หน้าที่ผมก็คือจุดประกาย กระตุ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้เด็กๆ ซึ่งไม่ค่อยคุ้นกับการวาดรูปให้แต่ละคนให้กล้าแสดงออกเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เด็กๆว่าง่ายกว่าที่คิด ดูแววตาของพวกเขาแล้วก็อุ่นใจ กว่าครึ่งห้องเข้าใจโจทย์ที่ผมให้ได้ดี หลายคนเริ่มมีไอเดีย ลงมือวาดแล้ว บางคนหันไปปรึกษาเพื่อนๆ แต่บางคนยังนั่งคิดอะไรไม่ออก ครู ให้คะแนนหรือเปล่า? เด็กคนหนึ่งถาม กว่าที่ทุกคนจะวาดแล้วเสร็จ เราใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงกับอีกครึ่งชั่วโมง คือกินเวลาไปอีกวันหนึ่ง เนื่องจากตารางเวลาศิลปะบำบัดมีแค่ 2 ชั่วโมง แต่โชคดีที่มีชั่วโมงการพัฒนาบุคลิกภาพเสริมให้อีก 2 ชั่วโมง ผมจึงให้เด็กๆที่วาดไม่เสร็จมาวาดต่อในวันรุ่งขึ้น ก่อนที่จะออกมานำเสนอทีละคน ชีวิตของเด็กๆเหล่านี้คล้ายคลึงกัน นั่นคือพื้นเพทางครอบครัวส่วนใหญ่ฐานะค่อนข้างยากจน การศึกษาน้อย จบ ม.ต้น แล้วก็ออกหางานทำ ส่วนสาเหตุที่โดนจับก็เพราะตามเพื่อน แล้วก็คึกคะนองอยากรู้อยากลอง ตามประสาวัยรุ่น ครั้นดูการสื่อความหมายทางศิลปะ จากผลงานทั้ง 16 ชิ้น มีเพียง 2-3 คนที่นำเสนอแตกต่างออกไป คือคนหนึ่งเป็นนักมวย ชกมวยเสร็จก็หนีเ .....
- รายชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม เรียงตามปี ค.ศ. ที่ได้รับ
- รายชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม เรียงตามปี ค.ศ. ที่ได้รับ 1901 : ซุลญี พรูดอม (Sully Prudhomme) 1902 : เธโอดอร์ มอมเซน (Theodor Mommsen) 1903 : บิเยอร์นสแจร์เนอะ มาทินิอุส บิเยอร์นสัน (Bjørnstjerne Martinus Bjørnson) 1904 : เฟเดริก มิสตราล, โฮเซ เอเชการาย อี ไอซากีร์เร (Frédéric Mistral, José Echegaray y Eizaguirre) 1905 : เฮนริก ซีนคีวิช (Henryk Sienkiewicz) 1906 : โจซูเอ คาร์ดุชชี (Giosuè Carducci) 1907 : รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) 1908 : รูดอล์ฟ คริสตอฟ ยูเคน (Rudolf Christoph Eucken) 1909 : เซลมา ลาเกอร์เลิฟ (Selma Lagerlöf) 1910 : พอล โยฮัน ลุดวิก เฮย์เซ (Paul Johann Ludwig Heyse) 1911 : โมริซ โปลิดอร์ มารี แบร์นฮาร์ด แมเตอร์ลิงค์ (Count Maurice (Mooris) Polidore Marie Bernhard Maeterlinck|) 1912 : แกร์ฮาร์ท โยฮัน โรแบร์ท เฮาพ์ทมาน (Gerhart Johann Robert Hauptmann) 1913 : รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) 1914 : ไม่มีการมอบรางวัล เงินรางวัลมอบคืนแก่กองทุนพิเศษของรางวัลสาขานี้ 1915 : โรแมง โรลองด์ (Romain Rolland) 1916 : คาร์ล กุสตาฟ แวร์แนร์ ฟอน ไฮเดนสตัม (Carl Gustaf Verner von Heidenstam) 1917 : คาร์ล อดอล์ฟ เจลเลอร์รุป, เฮนริก พอนทอปปีดัน (Karl Adolph Gjellerup, Henrik Pontoppidan) 1918 : ไม่มีการมอบรางวัล เงินรางวัลมอบคืนแก่กองทุนพิเศษของรางวัลสาขานี้ 1919 : คาร์ล ฟรีดริช เกออร์ก สปิตเทลเลอร์ (Carl Friedrich Georg Spitteler) 1920 : นุต ฮัมซัน (Knut Hamsun) 1921 : อนาโตล ฟรองซ์ (Anatole France) 1922 : ฮาซินโต เบนาเวนเต (Jacinto Benavente) 1923 : วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ (William Butler Yeats) 1924 : วลาดีสลาว์ สตานิสลาว์ เรย์มอนต์ (Wladyslaw Stanislaw Reymont) 1925 : จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) 1926 : กราเซีย เดเลดดา (Grazia Deledda) 1927 : อองรี แบร์กซอง (Henri Bergson) 1928 : ซีกริด อุนด์เซท (Sigrid Undset) 1929 : ธอมัส มาน (Thomas Mann) 1930 : ซินแคลร์ ลิวอิส (Sinclair Lewis) 1931 : เอริก เอเซล คาร์ลเฟลด์ (Erik Axel Karlfeldt) 1932 : จอห์น กัลสวอร์ธี (John Galsworthy) 1933 : อีวาน อเลกเซเยวิช บูนิน (Ivan Alekseyevich Bunin) 1934 : ลุยจี ปิรันเดลโล (Luigi Pirandello) 1935 : ไม่มีการมอบรางวัล เงินรางวัล 1/3 มอบคืนแก่กองทุนหลัก และเงินรางวัล 2/3 มอบคืนแก่กองทุนพิเศษของรางวัลสาขานี้ 1936 : ยูจีน แกลดสโตน โอนีล (Eugene Gladstone O'Neill) 1937 : โรแฌร์ มาร์แตง ดู การด์ (Roger Martin du Gard) 1938 : เพิร์ล เอส บัค (Pearl S. Buck) 1939 : ฟรันส์ อีมิล ซิลลันปาอา (Frans Eemil Sillanpää) 1940-1943 : ไม่มีการมอบรางวัล เงินรางวัล 1/3 มอบคืนแก่กองทุนหลัก และเงินรางวัล 2/3 มอบคืนแก่กองทุนพิเศษของรางวัลสาขานี้ 1944 : โยฮัน ฟิลเฮลม์ เยนเซน (Johannes Vilhelm Jensen) 1945 : กาเบรียลา มิสตราล (Gabriela Mistral) 1946 : แฮร์มัน เฮสเส (Hermann Hesse) 1947 : อังเดร ปอล กิลโยม ฌีด (André Paul Guillaume Gide) 1948 : โธมัส สเติร์นส์ เอเลียต (Thomas Stearns Eliot) 1949 : วิลเลียม คิวธ์เรท ฟอล์กเนอร์ (William Cuthbert Faulkner) 1950 : เบอร์แทรนด์ รัสเซิลล์ (Bertrand Russell) 1951 : ปาร์ ฟาร์เบียน ลาเกอร์ควิชต์ (Pär Fabian Lagerkvist) 1952 : ฟรังซัว โมริยัค (François Mauriac) 1953 : วินสตัน ลีโอนาร์ด สเปนเซอร์ เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) 1954 : เออร์เนสต์ มิลเลอร์ เฮมิงเวย์ (Ernest Miller Hemingway) 1955 : ฮัลล์ดอร์ คิลยัน ลักซ์เนส (Halldór Kiljan Laxness) 1956 : ฮวน รามง ฮิเมนเซ (Juan Ramón Jiménez) 1957 : อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) 1958 : บอริส เลโอนิโดวิช ปัสเตอร์นัก (Boris Leonidovich Pasternak) 1959 : ซัลวาโตเร ควาสิโมโด (Salvatore Quasimodo) 1960 : แซงต์ ฌอน แพร์ส (Saint-John Perse) 1961 : อิโว อันดริก (Ivo Andric) 1962 : จอห์น เออร์เนสต์ สไตน์เบค (John Ernest Steinbeck) 1963 : กอร์กอส เซเฟริส (Giorgos Seferis) 1964 : ฌอง ปอล ซาร์ต (Jean-Paul Sartre) (ไม่รับรางวัล) 1965 : มิคาอิล อเลกซานโดรวิช โชโลคอฟ (Michail Aleksandrovich Sholokhov) 1966 : ชมูเอล โยเซฟ อักนอน, เนลลี ซาคส์ (Shmuel Yosef Agnon, Nelly Sachs) 1967 : มิเกล อังเฮล อัสตูริอัส (Miguel Angel Asturias) 1968 : ยาสุนาริ คาวาบาตะ (Yasunari Kawabata) 1969 : ซามูเอล บาร์คเลย์ เบคเกต (Samuel Barclay Beckett) 1970 : อเลกซานเดอร์ อิซาเอวิช โซลซ์เฮนิตซิน (Aleksandr Isaevich Solzhenitsyn) 1971 : ปาโบล เนรูดา (Pablo Neruda) 1972 : ไฮริค เบิล (Heinrich Böll) 1973 : แพทริค วิคเตอร์ มาร์ตินเดล ไวท์ (Patrick Victor Martindale White) 1974 : เอย์วินด์ จอห์นสัน, แฮร์รี มาร์ตินสัน (Eyvind Johnson, Harry Martinson) 1975 : อูเจนิโอ มอนตาเล (Eugenio Montale) 1976 : ซอล เบลโล (Saul Bellow) 1977 : วินเซนเต อเลอิฮันเดร (Vicente Aleixandre) 1978 : อิซาค บาเชวิส ซิงเกอร์ (Isaac Bashevis Singer) 1979 : โอดีสเซอัส เอลีติส (Odysseas Elytis) 1980 : เชสลอว์ มีลอซ (Czeslaw Milosz) 1981 : เอเลียส คาเนตติ (Elias Canetti) 1982 : กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ (Gabriel García Márquez) 1983 : วิลเลียม เจอร์รัล โกลดิง (William Gerald Golding) 1984 : ยาโรสลาฟ เซเฟอร์ต (Jaroslav Seifert) 1985 : โคลด ซิมง (Claude Simon) 1986 : โวเล โซยินกา (Wole Soyinka) 1987 : โจเซฟ บรอดสกี (Joseph Brodsky) 1988 : นากิบ มาห์ฟูซ (Naguib Mahfouz) 1989 : คามิโล โฮเซ เซลา (Camilo José Cela) 1990 : ออกตาบิโอ ปาซ (Octavio Paz) 1991 : นาดีน กอร์ดิเมอร์ (Nadine Gordimer) 1992 : ดีเรก วัลคอต (Derek Walcott) 1993 : โทนี มอร์ริสัน (Toni Morrison) 1994 : เคนซาบุโร โอเอะ (Kenzaburo Oe) 1995 : ซีมุส ฮีนีย์ (Seamus Heaney) 1996 : วิสลาวา ซิมบอร์สกา (Wislawa Szymborska) 1997 : ดาริโอ โฟ (Dario Fo) 1998 : โจเซ ซารามาโก (José Saramago) 1999 : กึนเธอร์ กราส (Günter Grass) 2000 : เกาซิงเจี้ยน (Gao Xingjian) 2001 : เซอร์ วี เอส ไนปอล (Sir Vidiadhar Surajprasad Naipaul) 2002 : อิมเร เคอร์เตซ (Imre Kertész) 2003 : จอห์น แมกซ์เวล โคเอตซี (John Maxwell Coetzee) 2004 : เอลฟรีเดอ เยลิเนค (Elfriede Jelinek) 2005 : ฮาโรลด์ พินเทอร์ (en:Harold Pinter) .....
- มุมมองใหม่ ประวัติศาตร์วรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยกับกึ่งศตวรรษที่หายไป
- อัลแบร์ กามูส์ เคยกล่าวไว้ว่าหากโลกไม่มีศตวรรษที่ 19 ของนักเขียนรัสเซีย เช่น ตอลสตอย ดอสโตเยฟสกี ก็จะไม่มีตัวเขาและนักเขียนคนอื่นๆ อีกมาก เช่นเดียวกัน เราก็อาจสรุปว่าถ้าไม่มีครึ่งศตววรรษของปัญญาชนแบบศรีบูรพาและคณะสุภาพบุรุษ ก็จะไม่มีครึ่งศตวรรษของปัญญาชนรุ่น 14 ตุลาคม สิ่งที่เราได้รับสืบทอดจากปัญญาชนรุ่นพ่อคณะนี้ก็คือ การนับถือในความจริง การต่อสู้กับความยุติธรรม และจิตวิญญาณเพื่อเสรีภาพ แต่สำหรับสังคมโดยทั่วไปและแม้แต่ในหมู่นักศึกษา นักวิชาการ ค่อนศตวรรษของศรีบูรพาและคณะ เป็นภาพที่ลางเลือน ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความทรงจำของสังคม ปัญหาอยู่ที่การสร้างกรอบความทรงจำที่คับแคบตามอิทธิพลปรัชญาตะวันตกนิยม ทำให้เรามักเริ่มต้นการสร้างกรอบครอบวรรณกรรมไทยด้วยสูตรอันว่างเปล่า ส่งผลให้นักเขียนไทย วรรณกรรมกลายเป็นไร้ตัวตน ไร้ความคิดสร้างสรรค์ ไร้อิทธิพลต่อสังคมไทย อันจำเป็นที่สังคมไทยต้องเร่งพยายามหามุมมองใหม่เพื่อแก้ไขสภาพดังกล่าว ผมมีปัญหา 3 ด้านที่ทำให้เราต้องสร้างมุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์วรรณกรรมโดยด่วน เมืองไทยยังขาดประวัติศาสตร์ทางความคิด เราไม่สามารถอธิบายความสืบเนื่องของนักคิดจากพระจุลจอมเกล้า เทียนวรรณ มาสู่พุทธทาสภิกขุ หรือจิตร ภูมิศักดิ์ ป๋วย อึ้งภากรณ์ อย่างไร ประวัติศาสตร์วรรณกรรมก็ว่างเปล่า มักเป็นสูตรทางช่วงเวลาปีศักราช เริ่มจากเขียนงานประพันธ์ตามแบบตะวันตก แล้วแยกตามยุคสมัยเป็นยุคต่อต้านเผด็จการ ยุคเพื่อชีวิต หรือไม่ก็แยกเป็น 2 กระแสใหญ่ คือ นวนิยายน้ำเน่าหรือพาฝันกับวรรณกรรมเพื่อชีวิต การขาดการมองประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรมสังคม ทำให้เราไม่สามารถกำหนดบทบาทตำแหน่งนักเขียนสตรีอย่างดอกไม้สด ก.สุรางคนางค์ สุวรรณี สุคนธา ในกระแสธาร วรรณกรรมว่าควรเป็นอย่างไร เราเรียกขานได้เพียงว่า ชิต บุรทัต เป็นอัจฉริยะกวี ยาขอบเป็นนักเขียนพรสวรรค์ หรือแม้แต่รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็เป็นเพียงพญาอินทรีย์แห่งวรรณกรรม แต่คุณค่าอย่างอื่นเล่าอยู่ที่ใด แต่คุณค่าอย่างอื่นเล่าอยู่ที่ใด ? ประวัติศาสตร์แนวมารก์ซิสม์มีข้อดี ที่ยืนอยู่กับแรงงานและคัดค้านการกดขี่ แต่มันก็มีอคติ ให้ความสำคัญกับเฉพาะส่วน จึงทำให้มันมีคติที่ดีต่องานบางแบบ และอคติต่องานบางแบบ ประวัติศาสตร์แนวนี้จะไม่มีที่อยู่ให้กับงานของยาขอบ ไม้ เมืองเดิม ป.อินทรปาลิต กฤษณา อโศกสิน หรืออังคาร กัลณพงศ์ได้ มีปัจจัยแอบแฝง ที่ผมเรียกอาณานิคมเชิงลึก หรือลัทธิตะวันตกนิยม ซึ่งทำให้เกิดภาวะการณ์เช่นนี้หลายด้านคือ ประวัติศาสตร์และปรัชญากระแสหลักของตะวันตกทุกกระแส (1) มองตะวันตกสูงส่ง คนชาติอื่น นักคิดนักเขียนชาติอื่นล้าหลัง ต้องลอกเลียนแบบ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ (orginality) ไม่มีงานคลาสสิกของตน ทฤษฎีพัฒนา (developmentalism) ทำให้ภาวะสมัยใหม่เป็นสิ่งยุ่งยาก ต้องผ่านกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ค่านิยม สังคม การเมืองที่ยาวนาน ทำให้ชาติอื่นล้าหลัง ต้องเดินตามตะวันตกไม่จบสิ้น ไม่มีวันถึงความเป็นสมัยใหม่ได้ ถ้าเปลี่ยนการมองว่าภาวะสมัยใหม่ของโลกเป็นเพียงประสบการณ์ก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลายแง่มุมก็ได้ หรือมีหลายเส้นทางซึ่งเกิดขึ้นเร็วช้าต่างๆ กันก็ได้ เราจะได้ประวัติศาสตร์สังคม วัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวามากขึ้น บิดเบี้ยวน้อยลง กรอบที่ผมเสนอเป็นทั้งประวัติศาสตร์ความคิดแบบหลังตะวันตกนิยม จึงให้คุณค่าแก่นักเขียนทุกชาติภาษา ซึ่งเริ่มทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่คือ ภาวะความเป็นสมัยใหม่ เป็นประวัติศาสตร์วัฒนธรรมซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมแบบที่เป็นของสูงหรืออุดมคติ แต่เป็นวัฒนธรรมซึ่งเป็นวิถีชีวิต อารมณ์ ความคิดของคนทั่วไป กรอบใหม่นี้จึงครอบคลุมงานที่เรียกว่าพาฝัน น้ำเน่า นิยายบู๊ นิยายประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์นิยม หรือ surrealism เอาไว้ด้วย กรอบใหม่ช่วยให้เราแบ่งยุคงานวรรณกรรมเป็น 4 ช่วงคือ 1.ยุคปฏิรูปหรือการทดองปรับรูปแบบใหม่ 2.ยุคสร้างค่านิยมความเป็นสมัยใหม่ 3.ยุคสะท้อนวิกฤตความเป็นสังคมสมัยใหม่ และสุดท้ายคือ 4.ยุคสังคมสมัยใหม่ช่วงปลายหรือสังคมหลังสมัยใหม่ กรอบการมองเช่นนี้ทำให้ถือได้ว่าเกือบทุกประเทศในโลกสามารถเป็นสังคมสมัยใหม่ขั้นสองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศเจริญขั้นสูงทางอุตสาหกรรม เพรา .....
- The Velocity Planet : Intro บทนำ
ณ กาแลคซี่
แม็กซ์โนนีมัส ซึ่งห่างจากกาแลคซี่ทางช้างเผือกเป็นระยะทางประมาณ 24 ล้านปีแสง มีดาวเคราะห์อยู่ในระบบสุริยะจักรวาล 34 ดวง และดาวฤกษ์ 29 ดวง ซึ่งเป็นบริวารของดวงอาทิตย์...ตูม!!!............. เสียงระเบิดจากเครื่องยนต์ของยาน ไทลเวอร์เจ็ท s-3924 ยานของหน่วยรบพิเศษ ไทลเวอร์ แห่งดาว วีซุส
ติ๊ด......ๆๆ....ๆ.ๆ......ๆ.......ๆ.
แจ้งหน่วยควบคุม ผม... นักเรียนฝึกหัด อลัน เฟรดดริกซ์ จากยานs- 3924 ตอนนี้ยานถูกโจมตีจาก กลุ่มกบฏ แคปลิคซ์ ตอนนี้เพาเวอร์เจ็ทกำลังหมดขอกำลัง...........เส...ริ...ม.....ซิดซ์ๆๆๆๆๆๆ...............ณ ดวงอาทิตย์
ความเยือกเย็นจากห้วงอวกาศ และความร้อนจากลาวาเหลวจากดวงอาทิตย์ เกิดพายุสุริยะซึ่งมีรังสีแกมม่าเป็นจำนวนมาก เป็นพลังงานที่เรียกกันว่า แกมมาติกฟิสต์ชั่นซึ่งเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายบริเวณจุดบอดของดวงอาทิตย์ ทันใดนั้นเอง... ... ฟิวช์............................. มีต่ออีกนะค๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ- มองวรรณกรรมในฐานะนักประวัติศาสตร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์
- มองวรรณกรรมในฐานะนักประวัติศาสตร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ คัดลอกจากถนนหนังสือ ปีที่๔ ฉบับที่๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๙ ฅนที่มีอาชีพอยู่ในวงวิชาการประวัติศาสตร์จะกระดากใจมาก ที่จะพูดถึงอะไรในฐานะนักประวัติศาสตร์ ถ้าผมแปลชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่าA Historian's view of Literary Study ก็ไม่เป็นไร สามารถพูดได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ผมก็มาพบคำว่า Historian ซึ่งโดยทั่วไปเรามักแปลว่า "นักประวัติศาสตร์" เอาเข้าจริงๆ แล้วในภาษาไทยนั้นไม่ใช่ คำว่า "นักประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษโดนตรง เพราะเหตุว่าสมัยที่เราเริ่มมีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบใหม่ในประเทศไทยเรามา ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่า "นักประวัติศาสตร์" สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ซึ่งว่ากันว่าเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์แบบใหม่ ท่านก็เรียกตัวท่านเองว่า "นักศึกษาพงศาวดาร" ไม่กล้าเรียกตนเองว่า "นักพงศาวดาร" หรือ "นักประวัติศาสตร์" ต่อมาภายหลังสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ก็ไม่มีอีกเหมือนกันที่กล้าเรียกตัวเองแบบนั้น แต่สามารถเรียกฅนอื่นได้ว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ ผมสามารถเรียกอาจารย์ประเสริฐ ณ นครและอาจารย์ประเสริฐก็สามารถเรียกผมว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ได้ ตรงกันข้าม ในภาษาอังกฤษใครถามผมจะบอกได้เลยว่า ผมเป็น Historian ไม่มีการกระดากกระเดื่อง ที่จริงแล้วคำว่า "นักประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยมีความหมายในเชิงยกย่องอยู่ด้วย เหมือนกับคำว่า "ศิลปิน" ก็มีความหมายในเชิงยกย่องเหมือนกัน ในขณะที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Artist ฅนที่พูดว่าตนเองเป็น Artist ไม่รู้สึกกระดากใจ มันก็เป็นอาชีพเหมือนช่างตัดผมอย่างหนึ่งนั้นเอง ผมพูดเรื่องนี้เพื่อที่จะบอกว่า การแปลวรรณกรรมไม่ว่าจะเป็นภาษาใดสู่ภาษาใดก็ตามแต่มันทำไม่ได้กันเลยเพราะว่าเวลาเราพูดถึงวรรณกรรมเราก็จะพูดถึงความหมายไปด้วยคำว่า "ความหมาย" มีความหมายอย่างไร ผมว่าอย่างน้อยที่สุด มันควรจะคลอบคลุม ๓ จุดใหญ่ ด้วยกัน ประการแรกก็คือ ความหมายของความหมาย คือศัพทืที่เราใช้แทนสิ่งต่างๆ นั้นเอง เช่น โต๊ะแทนไอ้ตัวที่มี ๔ ขา มันเป็นความหมายของความหมายพื้นๆ โดยทั่วไป ประการที่สองก็คือว่า นอกจากมันมีคำว่าอะไรแทนอะไรแล้ว มันก้ยังมีคำว่าอะไรที่แทนอะไรโดยเหลื่อมล้ำกันอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคำที่เป็นลักษณะของอารมณ์ ความรู้สึก และความคิด จะมีลักษณะที่เลื่อมล้ำกันมากๆ การเลื่อมล้ำกันของความหมายเหล่านี้ เวลาที่เราแปลวรรณกรรมจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง เราจะพบว่าฅนในแต่ละวัฒนธรรมจะเอาความเลื่อมล้ำของความหมายของคำนี้มาวางเปรียบโดยไม่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นเมื่อไรก็ตามเมื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นความคิด เมื่อนั้นความเหลื่อมล้ำของความหมายจะก่อให้เกิดปัญหาเสมอ เราไม่สามารถจะแปลวรรณกรรมภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งให้ตรงตาม ความหมายที่เขาใช้กันแท้จริงได้ ประการที่สาม ความหมายโดยนัยประหวัด ความหมายนั้นอาจจะตริงกันถ้าแปลตามตัวอักษร แต่คำทุกคำในภาษาใดๆนั้นมีนัยประหวัดคือเมื่อเราได้ฟังหรือได้อ่านคำนั้น จะทำให้เรานึกถึงสิ่งอื่นๆ ตามไปด้วย นัยประหวัดของคำจะไม่ตรงกันทุกภาษาเหมือนกัน ยกตัวอย่างคำว่า "แย่งราชสมบัติ" ผมพึ่งมารู้เมื่อสัก ๒-๓ ปีมานี้ ผมแปลคำว่า "ชิงราชสมบัติ" เป็นภาษาอังกฤษออกมาเป็น "usurpation" เพื่อฝรั่งอังกฤษบอกผมว่า เฮ้ยไม่ได้ แล้วผมถามว่าแปลว่าอะไร มันก็บอกไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่า "usurpation" ในภาษาฝรั่งนั้นมันรุนแรงมากเหลือเกิน เมืองฝรั่งตามที่เราเรียนประวัติศาสตร์มาแล้วนี่ คงจำกันได้ว่ามันไม่ค่อยจะแย่งราชสมบัติกันเพราะเป็นบาป มโหฬารของฝรั่ง ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ แต่ในเมืองไทยมันไม่ใช่การยาก เพราะเป็นประเพณีทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ทำกันเป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้วฉะนั้นฅนไทยจะมีความรู้สึกต่อคำว่า "แย่งราชสมบัติ" แบบ "กลางๆ" ก็แย่งกันตลอดเวลาจนเกิดเป็นภารกิจไปแล้ว นี่คือนัยประหวัดของคำ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องความหมายก็ต้องนึกถึงด้วยคือเรื่องรูปแบบ รูปแบบเป็นสิ่งที่ให้ความหมายโดยที่เราไม่รู้สึกตัวเลยก็ว่าได้ เป็นต้นว่ารูปแบบของกลอนเพลงช่วบ้าน โดยทั่วไปแล้วเราจะไม่พบคำประนามพจน์หรือคำเฉลิมพระเกียรติทั้งหล .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว