กระดานข่าว
- กองทุน-นิตยสารเรื่องสั้น การเกิดใหม่ของ 'กนกพงศ์'
- กองทุน-นิตยสารเรื่องสั้น การเกิดใหม่ของ 'กนกพงศ์' โดย เนชั่นสุดสัปดาห์ เหินห่างบ้าง แต่ไม่เคยร้างรา สำหรับบรรยากาศการทำหนังสือ ยัง สำนักพิมพ์นาคร ที่ตั้งอยู่ ณ ชั้น 3 ของอาคารหงสกุล ย่านทุ่งรังสิต โดยเฉพาะวันไหนที่ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ขึ้นมาจากใต้เพื่อทำหนังสือ วันนั้นๆ จะมีสีสันเป็นพิเศษ และหากไม่ป่วยไข้ เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมา กนกพงศ์จะปรากฏตัวที่นั่นพร้อมหอบต้นฉบับรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ และเลย์เอาท์ของ 'ราหูอมจันทร์' นิตยสารรวมเรื่องสั้นที่เขาหวังในใจให้เป็น 'เวทีเรื่องสั้นแห่งใหม่' ของวงการน้ำหมึก ได้คึกคักกันอีกครา และหากไม่ลาลับเมื่อตอนสายของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ตอนนี้เราคงได้เห็นความคิดความตั้งใจของเขาออกมาเป็นรูปเล่มแล้ว ทว่า เราต่างมิอาจหยุดยั้งการเกิดดับอันเป็นสัจธรรมของชีวิตได้ นับแต่นั้น คนที่ไปเยือนยังชั้น 3 แห่งนั้น จึงกลายเป็น กลุ่มคนทำหนังสือ ที่เป็นพี่ เพื่อน และน้องๆ ของนักเขียนหนุ่มคนนั้นแทน ไม่ว่าจะเป็น ขจรฤทธิ์ รักษา ชีวี ชีวา พินิจ นิลรัตน์ พิเชฐ แสงทอง อดีตมือปรู๊ฟไรเตอร์ ฯลฯ ทั้งหมดมุ่งหน้าไปที่นั่นโดยมิได้นัดหมาย แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อทำหนังสือที่ระลึก 'คืนสู่แผ่นดิน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์' ให้สมบูรณ์ที่สุด บรรยากาศทำหนังสือข้ามวันข้ามคืน หวนคืนมาอีกคราหนึ่ง เพียงแต่ไม่มีกนกพงศ์อยู่ที่นั่น-เท่านั้นเอง (เอ๊ะ! หรือจะมี?) พี่น้องผองเพื่อนของนักเขียนหนุ่ม ต่างคร่ำเคร่งกับตัวหนังสือที่เรียงรายบนหน้ากระดาษ ปรู๊ฟแล้วปรู๊ฟเล่า แต่ห้องเล็กๆ นั้น แม้จะมีความโศกเศร้าโรยเกลื่อนอยู่ทุกซอกมุม แต่ก็ไม่ขาดเรื่องตลกที่นำมาอำมาเล่าสู่กันฟัง ดังเช่นเรื่องป้ายหน้างานที่เขียนว่า 'นายกนกพงศ์' ก็มีคนไปถามว่า "ตกลงนี่กนกพงศ์ เป็นนายกอะไร เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเขาไปอ่านว่านายก-นกพงศ์ ก็แปลกดี" เจน สงสมพันธุ์ พี่ใหญ่ของน้องๆ เล่าไปหัวเราะไป แต่แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าสุดประมาณ ถึงอย่างนั้น ยังคงมีสติอยู่เต็มเปี่ยม ด้วยเข้าใจน้องชายดีว่า หากรำลึกถึงด้วยการตั้งเป็นอนุสาวรีย์ หรือทำเป็นรูปต่างๆ นั้น หาใช่ความปรารถนาของกนกพงศ์ไม่ การเน้นเนื้อหาสาระต่างหากคือคำตอบ โดยเฉพาะเรื่องของการทำให้วงการนักเขียนเกิดความคึกคักขึ้นมา เพราะถือว่ากนกพงศ์นั้นเป็นแรงบันดาลใจของนักเขียนหนุ่มอีกมาก แล้วคนที่เหลืออยู่ จึงมาคิดต่อว่า แล้วจะนำแรงบันดาลใจนี้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดกับวงการวรรณกรรมคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร ที่สุดจึงตัดสินใจร่วมกับสมาชิก 'นกสีเหลือง' ทั้ง 4 คือ เจน สงสมพันธุ์ ชีวี ชีวา ขจรฤทธิ์ รักษา และ ดิเรก นนทชิต (ถ้ารวมกนกพงศ์ด้วยก็เป็น 5 (ใน 7) เสียงส่วนใหญ่ถือว่า-ผ่าน) ร่วมด้วย ไพฑูรย์ ธัญญา ว่า 'ราหูอมจันทร์' นิตยสารรวมเรื่องสั้นรายสี่เดือน ที่น้องชายได้ริเริ่มไว้นั้น จะต้องคงอยู่ต่อไป ด้วยการจัดตั้ง 'กองทุน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์' ขึ้นมา เพื่อดำเนินการสานต่อความตั้งใจครั้งนี้ 0 0 0 นิตยสารรายฤดู 'ราหูอมจันทร์' นี้ เป็นโครงการที่กนกพงศ์ ริเริ่มมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา อาสาเป็น 'บรรณาธิการรวบรวมต้นฉบับ' ทั้งหมด โดยมีทีมศิลปะที่อยู่ในละแวกจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมสร้างสรรค์ด้านอาร์ตเวิร์ค พอเสร็จสรรพจากใต้มาแล้ว ถึงกรุงเทพฯ ก็คือเข้าโรงพิมพ์อย่างเดียว แต่คราวนี้บางอย่างคงต้องปรับเปลี่ยนไป อันที่จริง พอกนกพงศ์ไม่อยู่แล้ว คนที่เหลืออยู่ จะหยุดก็ย่อมทำได้ แต่ด้วยวัตถุประสงค์ของ 'ราหูอมจันทร์' ที่ว่า "มุ่งหวังที่จะสร้างและส่งเสริมนักเขียนรุ่นใหม่ในแนวของการเขียนเรื่องสั้น" นั่นเอง พวกเขาจึงมิอาจละทิ้งไว้ได้ ที่สำคัญ ความคิดในการเปิดเวทีสำหรับคนรุ่นใหม่ ยังอยู่ในใจของคนวรรณกรรมกลุ่มนี้เสมอ ดังเช่นครั้งตั้งสำนักพิมพ์ 'นกสีเหลือง' ก็มีความตั้งใจคล้ายๆ กันไม่แปรเปลี่ยน โดยเฉพาะกนกพงศ์ มีความคิดตรงนี้ด้วยเช่นกัน เพราะลักษณะของกนกพงศ์ที่ผ่านมานั้น ในขณะที่เขาทำงานเขียนหนังสือ เขาจะคิดถึงว่าจะทำให้แวดวงวรรณกรรม วัฒนธรรมดนตรีพวกนี้ เคลื่อนไหวอย่างไรตลอด จึงไม่น่าแปลกใจที่มวลมิตรของนักเขียนหนุ่มคนนี้จะแผ่ไพศาลไปหลากรุ่นหลายวงการ "ครั้งนี้เขาสรุปบทเรียนความล้มเหลวของคราวที่แล้วว่า มันล้มเหลวเพราะอะไร การออกมาของกนกพงศ์ในครั้งนี้ ก็ .....
- อาลัยกนกพงษ์
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ที่ฉันรัก
เขียนเรื่องสั้นดีนัก ฉันอ่านพบ
สะพานขาดประกาศฝีมือลือตระหลบ
ไม่เคยพบเรื่องดีเช่นนี้เลย
ฉันเขียนชมกนกพงศ์ลงนิตยสาร
เมื่อได้อ่าน สะพานขาดมิอาจเฉย
ฉันกล่าวว่าเขามาใหม่ไฉนเลย
จึงเขียนเหมือนคนเคยได้รางวัล
ฉะนั้นไซร้ต่อไปคงได้ผล
คงสร้างงานบรรดาลดลอักษรสรรค์
เขาก็สร้างงานเขียนพากเพียรครัน
แต่แล้วเขาดับขันธ์ ไม่ทันไร
ฉันเสียใจเสียดายกนกพงศ์
ลืมไม่ลงบทประพันธ์ที่สรรค์ไว้
เสียดายที่ฝีมืออันลือไกล
ชะงักงันทันใดเพราะ สิ้นบุญ
ไม่เป็นไรเพื่อนสนิทมิตรสหาย
แฟนทั้งหลายยังอยากอ่านงานที่คุ้น
สำนักพิมพ์จงมีจิตคิดเจือจุน
จงการุญพิมพ์งานเก่าของเขาซ้ำ.โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙--(ผมไปพัทลุงไม่ได้ ขอมอบบทกลอนนี้ให้เขาก็แล้วกัน)
........................................
ได้เขียน ได้คิด ได้สิทธิ์นี้
สรรค์สร้างวิถีตามที่หมาย
ดำรงค่าของมนุษย์ผู้จุดประกาย
ส่องแสงพรายโดดเด่นในเส้นทาง
ได้ใช้ชีวิตตามสิทธิ์นั้น
เต็มขั้น เต็มคราวทุกก้าวย่าง
เต็มตื่น เต็มฝัน ทุกชั้นวาง
โลกกว้างย่อมจดจารตำนานคุณโดย ประชาคม ลุนาชัย--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
....................................ยังจำคืนหนึ่ง ริมน้ำปิง
นิ่ง นิ่ง นิ่ง เงียบงัน
กนกพงศ์ สงสมพันธ์
เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างเขา
อ่านงานของคุณเล่มล่า
ลมปลิว ใบไม้ป่า
หลับตาถอนใจยาว
เจ้าหงิญของเรา เตาะแตะ ตามรอยเท้าคุณ หลายขวบปี
เสียดายหรือชีวิต
ถ้าคิด เขียน ได้เพียงนี้
วันหน้า ณ ริมฝั่ง มหานที
สอนผมอีกที ในความเงียบงัน
โดย บินหลา สันกาลาคีรี--๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙--(ผมไม่สนิทกับเขา แต่ผมรักเขา)- อาลัยรัก - - กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ โดย น.โหน่ง ณ นาคร
- อาลัยรัก - - กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ โดย น.โหน่ง ณ นาคร อีกมุมหนึ่ง ของวันที่ ๑๔ กุมภาฯ ๒๕๔๙ กลิ่นหอมหวลของวันที่ ๑๔ กุมภาฯ โชยมาจางๆ มีกลิ่นแห่งความรักแซมกลิ่นดอกไม้หอมจางๆมาจากหุบเขา "มันใกล้เข้ามาแล้วสิ" หนุ่มสาวคู่หนึ่งสนทนากัน เขาและเธอต่างเตรียมงานเลี้ยงเล็กๆไว้สำหรับกันและกัน และจากนั้นก็ต้อนรับการมาเยือนของมวลมิตร ผมรู้จักเขามาเป็นเวลา ๑๖ ปีแล้ว รู้สึกดีที่ได้พบและเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนจวบจนปัจจุบัน บ้านน้อยกลางป่าแห่งหุบเขาฝนโปรยไพรคือสถานที่ซึ่งต้อนรับเหล่ามวลมิตรเสมอมา เรามักจะไปจัดงานเลี้ยงกันที่นั่น ทุกๆครั้งที่จัดงานเลี้ยง จะมีแต่ความสุขสนุกสนานทุกๆครั้ง เธอ ........ ภรรยาเจ้าของบ้าน ก็จะนำสำรับอาหารที่มีสีสันและรูปแบบที่แปลกตา มาเสิร์ฟกับพวกเราให้อิ่มหนำสำราญ ก่อนดนตรีจะเริ่มบรรเลง จนกระทั่งเรื่องราวทั้งหมดจะเงียบหายไป และไม่มีข่าวคราวใดๆจากหุบฝนโปรยไพร เมื่อประมาณปีที่แล้ว ผมเคยคิดเล่นๆว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ โดยสมมติตัวละครขึ้น โดยตัวเอกของเรื่อง กำลังเฝ้าไข้เพื่อนสนิทคนหนึ่งที่กำลังนอนป่วยอยู่ที่เตียงคนไข้ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เขาป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ จากนั้นไม่นานเพื่อนของเขาก็ต้องตายจากไปเพราะโรคร้ายจากบุหรี่ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งในวันเดียวกัน เขาก็ประกาศเลิกสูบบุหรี่ตลอดชีวิตเพื่ออุทิศและไว้อาลัยให้แก่เพื่อนของเขา ประมาณวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ บุหรี่มวนสุดท้ายเหลืออยู่ในซอง ผมจุดมันขึ้นมาสูบ หลังจากบุหรี่มวนสุดท้ายมอดไหม้ ผมก็มีอาการระคายคอนิดหน่อย เลยคิดว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่เกินคาดคิดอาการมันยิ่งเป็นหนักขึ้นเพราะบุหรี่มวนนั้น ผมเจ็บคออย่างรุนแรง ไข้ขึ้นสูงกลืนอะไรไม่ได้ ปวดหัวมาก การทรงตัวไม่อาจทำได้ตามใจต้องการ ยิ่งวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ผมเป็นหนักขึ้นเป็นสองเท่า โธ่ มันเป็นวันที่คนรักของผมจะลงมาเที่ยวกับผมเสียด้วยสิ แต่อาการป่วยมันก็หายไปราวปาฏิหารย์ เพราะบุหรี่มวนนนั้นที่ทำให้ผมเกือบไปเที่ยวกับคนรักไม่ได้ ๑๓ กุมภาฯ ๒๕๔๙ เขาและเธอยังคงหยอกล้อกันในห้องพักผู้ป่วย เขายังพูดแซวเธอว่า "เราน่าจะยึดห้องพักนี้เป็นบ้านหรือโรงแรมเสียเลย เราจะอยู่กันกี่วันดีล่ะ" เขาพูดคุยกันต่อต่อว่า พรุ่งนี้เราจะไปฉลองกันที่ไหนดี วันนี้วันที่ ๑๓ กุมภาฯ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ มากกว่า ๒๔ชั่วโมงแล้ว ที่เขานอนซมอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีหมอเข้ามาดูอาการแม้แต่คนเดียว แต่เขาและเธอก็ยังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนานเช่นเดิม เช้าวันที่ ๑๔ กุมภาฯ ๒๕๔๙ เขานอนสงบนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ และไม่มีเสียงหยอกล้อเช่นทุกวัน เธอจับมือเขาแล้วเรียกชื่อเขาดังๆ ไม่ ! ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เขาหยุดความฝันของเธอไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ เขาจากไปก่อนอรุณรุ่งของวันที่ ๑๔ กุมภาฯ จะมาเยือน ยังไม่ทันได้ลิ้มรสอันหอมหวานแห่งวาเลนไทน์ มัจจุราชก็พรากเธอไป คุณป้าของผมบอกกับผมว่า เขาไปดีนะ เพราะเขาตายในเดือนเกิดของเขาคือเดือนกุมภาพันธ์ และวันนี้เป็นวันมาฆบูชาเสียด้วย นับว่าเขาไปดี แต่ใครเล่าจะปวดร้าวเท่ากับเธอ วันแห่งความรักเธอน่าจะได้ร่วมฉลองความสุขเช่นคู่รักคู่อื่นๆ แต่เธอกลับต้องมาลิ้มรสความขมขื่นแต่เพียงเดียว ๑๔ กุมภาฯ ๒๕๔๙ จึงกลายเป็นงานศพของคนรัก หากมัจจุราชจะพรากเขาอย่างไม่มีวันกลับจริงๆให้เขาตายในวันที่ ๑๕ กุมภาฯไม่ได้หรือ ให้เขาอยู่ร่วมกันในอ้อมกอดของ ๑๔ กุมภาฯด้วยกันสักวันไม่ได้หรือ แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยให้เขาจากไป ไม่ได้หรือครับ ไร้คำตอบจากสวรรค์ เขาตายด้วยอาการปอดติดเชื้อ เนื่องจากความชื้นของอากาศ และการสูบบุหรี่จัดมาเป็นเวลาอันยาวนาน ดูเหมือนว่า ผมจะเลิกบุหรี่เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่เขา แต่อาจไม่ใช่ ผมเลิกบุหรี่ก่อนหน้าเขาตายหลายเดือน แต่ก็ไม่เป็นไรหากผมจะขอเลิกสูบหรี่ตลอดชีวิตจริงๆเพื่อเป็นการอุทิศแต่การจากไปของเขา เขาเป็นทั้งเพื่อนและพี่ดี ซึ่งผมรักและศรัทธาตลอดมา นับจากนี้ งานเลี้ยงของพวกเรา จะไม่มีเสียงกีตาร์ของเขาขับกล่อมเราอีกต่อไปแล้ว ปาร์ตี้คงจะเงียบเหงาและอ้างว้างอย่างแน่นอน การเดินทางของพวกเราก็จะขาดผู้ร่วมทางไปอีกหนึ่งคน แต่ถึงอย่างไร แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เขาจะร่วมเดินทา .....
- กาลครั้งหนึ่ง ณ หุบเขาฯ ตอน เรื่องเล่าจากงานเลี้ยง โดย ธนาวัฒน์ อุ่นเรืองศรี
- กาลครั้งหนึ่ง ณ หุบเขาฯ ตอน เรื่องเล่าจากงานเลี้ยง โดย ธนาวัฒน์ อุ่นเรืองศรี แล้วงานเลี้ยงของพวกเราก็เริ่มต้นอีกครั้ง มันเป็นงานเลี้ยงประจำเดือนซึ่งจะจัดกันเดือนละครั้ง งานเลี้ยงของพวกเราก็ไม่ได้แตกต่างจากงานเลี้ยงอื่นทั่วๆไป ที่มีการทำอาหาร กินดื่มร้องรำทำเพลงเป็น ภาพที่เราทุกคนล้วนคุ้นตา เดิมที่พวกเราทุกคนต่างอยู่กันอย่างโดดเดี่ยว นับตั้งแต่เรามีปาร์ตี้เกิดขึ้น ทำให้กลุ่มของเราพบกันบ่อยขึ้น ได้มีการพบปะสังสรรค์ และแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องต่างๆซึ่งหมายถึงงานวรรณกรรมด้วย จนกระทั่ง เมื่อปาร์ตี้ประจำเดือนของเราก็เดินทางมาอีกหน คราวนั้นพี่ศักดิ์ชัย ลัคณาวิเชียร เป็นเจ้าภาพ ซึ่งงานวันนั้นเราได้เชิญ พี่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และศรีภรรยา อุรุดา โควินท์ มาร่วมงานเลี้ยงเป็นครั้งแรกอีกด้วย และนี่คือจุดเริ่มต้นของของความประทับใจที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป แม้ว่าพี่กนกพงศ์และพี่ชมพูจะมาร่วมงานเลี้ยงของพวกเราเป็นครั้งแรก แต่ทั้งสองก็หาใช่คนแปลกหน้าไม่ เพียงแต่อาจจะเป็นครั้งแรกสำหรับปาร์ตี้เท่านั้น งานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความสุขสนุกสนานเช่นเดิม หลังจากงานวันนั้น อุรุดาก็ได้บอกกับพวกเราว่า ยเอาแบบนี้สิ ปาร์ตี้คราวหน้าจัดที่บ้านพู พวกพี่ๆจะกินอะไรกันบ้างย พวกเราทั้งหมดบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ากินได้หมด พี่ชมพูพูดต่อว่า ยพูทำบาร์บีคิวหมูอร่อยมาก อยากกินกันไหมย ผมกับพี่หนุ่ม จิระ อุ่นเรืองศรีพยักหน้า โดยมีพี่กนกพงศ์ พยักหน้ารับอีกคน แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง พี่ปริทรรศ (หุตางกูร) บึ่งรถพาพวกเราทั้งหมดมุ่งหน้าสู่หุบเขาฝนโปรยไพร วิมานน้อยของพี่กนกพงศ์และแฟนสาว อันเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงนั่นเอง โดยพี่ศักดิ์ชัยไปรอเราอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่ถึงจุดหมายทุกอย่างในบ้านเงียบสงบ ดูเหมือนไม่มีอะไร พวกเราคิดในใจ มันคงไม่ต่างจากปาร์ตี้คราวก่อนๆเพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ แต่เมื่อเราเดินไปด้านนอกของตัวบ้าน ยโอ้โหย พวกเราทั้งหมดต่างร้องเป็นเสียงเดียวกัน ทุกคนต่างตื่นตะลึงกับภาพที่เห็น แม้ว่าจะเป็นงานเลี้ยงเล็กๆแต่จัดได้อย่างยิ่งใหญ่ตระการตาดีแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างสวยงามดั่งสวรรค์สร้าง พี่กนกพงศ์เป็นคนขยันมากๆ หากรู้ว่าวันไหนจะมีปาร์ตี้ พี่แกจะปลุกอุรุดาไปจ่ายตลาดแต่เช้าตรู่ พี่ชมพูก็จะช่วยพี่หนกจัดเตรียมสถานที่จัดงานไว้ล่วงหน้า และเมื่อถึงวันงาน ทุกอย่างก็พร้อมสรรพ ด้วยความที่เป็นคนขยันพี่แกจะขมักเขม้นอยู่ในครัวช่วยภรรยาทำกับข้าวไม่ได้หยุดหย่อน และคอยมาสอบถามพวกเราตลอดเวลาว่า ยมีอะไรขาดเหลือบ้างย แม้ว่าพี่ทั้งสองจะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีความสุขทุกครั้งกับการทำอาหารต้อนรับการมาเยือนพวกเรา อาหารคาวหวาน บรรจุอยู่ในจานชามที่สวยงาม ผักผลไม้ก็สลักเสลาอย่างประณีต จัดเรียงอย่างวิจิตรบรรจง นอกจากนั้น พี่ชมพูยังมีอาหารรูปร่างแปลกตามาเสิร์ฟให้แกพวกเราอีกด้วย ไม่นานนัก พี่ชมพูก็ยกบาร์บีคิวร้อนๆจากเตามาเสิร์ฟให้เรารับประทานกันสดๆใหม่ๆ แค่คำแรกผมก็สัมผัสได้ถึงความอร่อย บาร์บีคิวของพี่อุรุดาอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ ด้วยเนื้อหมูที่นุ่มหอม ผสานกับความฉ่ำหวานของสับปะรด เป็นส่วนผสมที่สุดแสนจะลงตัว ทุกคนที่ได้ชิมต่างพร้อมใจกันพูดว่า ย ขออีกไม้ ย อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเสน่ห์ของงานก็คือ เครื่องดื่มสีสันฉูดฉาดใส่อยู่ในเหยือกใบโตๆเป็นที่สะดุดตายิ่งนัก มันเป็นเครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้สีแดงสด รสชาติอร่อยอย่างประหลาด เหมือนได้ดื่มน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ เป็นอีกทางเลือกของผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล อุรุดาบอกกับพี่จิระว่า ยพี่หนุ่ม ช่วยตั้งชื่อให้หน่อยสิ เครื่องดื่มนี้ยังไม่มีชื่อเลยย เราทั้งหมดต่างหัวเราะกันอย่างสนุกสนานในเรื่องของการตั้งชื่อเครื่องดื่มของอุรุดา และจนบัดนี้มันก็ยังไม่มีชื่อ หลังจากที่รับประทานอาหารหนักจนอิ่มแปล้แล้ว จึงเข้าสู่ช่วงการสนทนาผ่านน้ำสีทองอำพัน การสนทนาเป็นไปอย่างมีรสชาติหลังจากนั้น ก็เป็นช่วงของการร้องรำทำเพลง เดิมทีในงานเลี้ยงจะมีพี่ปริทรรศเล่นกีตาร์เพียงคนเดียว แต่พอได้การเล่นพิคกิ้งที่ไพเราะเสนาะหูของพี่กนกพงศ์ ทำให้งานเลี้ยงมีสีสันมากยิ่งขึ้น ทำให้ปาร์ตี้แต่ละครั้งไม่สามารถขาดเสียงกีตาร์ของพี่กนกพงศ์ได้อ .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว