Party หนังสือ
- สะเทือนไหวในใจเรา (กรณีศึกษาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วทุกระแหงแห่งโลก)
สะเทือนไหวในใจเรา
ฉันอ่อนโยนให้เธอเสมอว่า แม้นการฆ่าคือหมายว่ากลายผัน ใครจะเห็นใจใครไม่สำคัญ แต่ทุกวันโลกร้ายเกินหมายการณ์
ด้วยเหตุผลกลใดไม่อาจรู้ เราต่อสู้กับใครไม่อาจหาญ มีแตกต่างเรื่องราวอันยาวนาน เรารอนรานแตกยับกับอะไร
อาจบางทีมีทางอันสร้างสม ในสังคมสืบสานกาลสมัย อาจเป็นฉันและเธอเสมอไป ที่จุดไฟขึ้นก่อต่อต่อกัน
หากเป็นน้ำน้ำจะฉ่ำดั่งลำน้ำ ไม่ปลาบปลื้มดื่มด่ำทุกคำสรร น้ำจะทำลายล้างต่างต่างกัน ลมจะผันดินจะไหวใครจะเป็น
ไม่อาจรู้รู้แต่ว่าสายตาบอก ทุกระลอกความรู้สึกที่นึกเห็น เห็นแต่ความยอกย้อนซ่อนประเด็น ซ่านกระเซ็นรอบรายอยู่คล้ายคลึง
อาจเป็นเราคือโลกโลกคือเรา โลกแผ่วเบาเบาแผ่วอีกแล้วหนึ่ง โลกสะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นคะนึง กระทบถึงกระเทือนเท่าและเราเอง.
- บันทึกปากคำ จากบางห้วงขณะ .... !

บางขณะบางช่วง
อารมณ์ล่วงสู่ความงามสงบ
สัปปายะแห่งกาลอันพานพบ
ดังเลือนลบสรรพสิ่งลับทิ้งไป
บางขณะบางช่วงอารมณ์ลวงสู่มายาสาไถย
ลาญทุกอย่างที่เห็นลุกเป็นไฟ
รนหัวใจร้อนเร่าเผาตัวตน
บางหนรู้ในรู้อย่างผู้แจ้งบางคราวเหมือนโง่แกล้งไปทุกหน
บางขณะละว่างวางกมล
บางขณะสารวนแต่ครุ่นคิด
ฉันนั่งเฝ้ามองตัวฉันจากร่องรอยคืนวันอันสถิต
กระแสสายวิถีแห่งชีวิต
ล้วนเกิดแต่ความวิปริตของหัวใจ
บางขณะบางช่วงสรรพสิ่งเลยล่วงมาเริ่มใหม่
บางขณะบางสิ่งลับทิ้งไป
สู่หนใดทางใดดังมิรู้
โดยคำ ลานเทวา
พบกับรวมบทกวีนิพนธ์เพื่อชีวิต ชุดที่สอง
( บันทึกปากคำ จากบางห้วงขณะ )
โดยคำ ลานเทวา
พฤกษภาคมนี้
- ทรัพย์สิน…ดินดาน… ใครกัน? คือเจ้าของ
"ย่าบอกว่า ถ้าเราใช้จิตใจไปในทางโลภโมโทสันหรือเลวทราม ถ้าเราชอบทำร้ายผู้อื่นอยู่เสมอ และมัวแต่คิดหาผลประโยชน์ทางวัตถุ…จิตวิญญาณของเราจะหดเล็กลงเหลือขนาดเท่าฮิคกอรี่นัท" (ผมไม่รู้หรอกว่า 'ผลฮิคกอรี่นัท' มีขนาดเล็กสักแค่ไหน?)
"ย่าบอกว่า เรารู้ได้ไม่ยากว่าใครเป็นคนตาย…เมื่อเขามองผู้หญิง เขาไม่เห็นอะไรนอกจากคิดสกปรก… เมื่อมองต้นไม้ เขาไม่เห็นอะไรนอกจากไม้ซุงและผลกำไร มิใช่ความงาม ย่าบอกว่า พวกนี้แหละคือคนตายที่ยังเดินอยู่ทั่วๆ ไป"
- ฉลาม : เพราะนิยายมีจุดจบ
- ข้อดีของการอ่านิยายสักเรื่องคือได้เห็นตอนจบของเรื่องราวเหล่านั้น ไม่จำเป็นเลย...ไม่จำเป็น... ที่จะต้องเดินย่ำไปรอยเดียวกับตัวละครเล่านั้น ในขณะที่สังคมไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่ความเป็น ยวัตถุนิยมย ที่เรียกว่า เป็นวัฒนธรรมอุปโภคบริโภค อย่างเต็มรูปแบบ ลัทธิสุขนิยม (hedonism) ก็เข้ามาแทบจะแยกไม่ออก ทำให้ความเป็น ปัจเจกบุคคล ชัดเจนขึ้นทุกขณะ ทั้งสามสิ่งที่เอ่ยไปนั้นคน สังคมไทยกำลัง โดดเดี่ยว เราเปิดเผยความโดดเดี่ยวนั้นด้วยรูปแบบของ ภาษาและถ้อยคำสำนวนที่สะท้อนโลกทัศน์ของความเป็นปัจเจกนิยมได้แก่ เอาตัวรอด ตัวใครตัวมัน การทำสิ่งใดโดยไม่ตามใคร ยฉลามย เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว ที่โปรยปกท้าทายคนที่ไม่เชื่อมั่นในความรักว่า ยเรื่องรัก ที่จะกัดกินไปถึงก้นบึ้งของหัวใจย ตัวอักษรในหนังสือ165 หน้าถ่ายทอดเรื่องราวของ หญิงสาวชาวไทยที่ไม่ปลื้มกับชื่อเสียงเรียงนามของตัวเองนัก ยน้ำใจ บุญบดินทร์ย อายุเพียงยี่สิบปีเศษ หญิงสาวสุดเปรี้ยว แต่ในความเปรี้ยวของเธอนั้นเหมือนน้ำส้มสายชูมากกว่ามะนาวเพราะอะไรนะหรือ? ความเปรี้ยวที่เกิดในตัวเธอมันเกิดจากการแต้มแต่งชีวิตของเธอเอง ในขณะที่หัวใจและจิตวิญาณเธอยังสับสนกับความหมายของชีวิต เราจะรู้สึกทันที่ถึงความอ้างว่าง-เปล่าดายในลมหายใจของตัวละคร หลักๆ สองคน คือหญิงสาวกับชายหนุ่มนาม ยกระถิกย ผู้อาศัยอยู่ในต่างแดน เหล้า-บุหรี่ -โคเคน-กัญชา นำมาซึ่งคราบน้ำตาของตัวละครทั้งสอง ฉันอ่านเรื่องนี้แล้วอดคิดตามไปด้วยไมได้ว่า ชีวิตฉัน ถึงจะข้องแวะสารเสพติดบ้างแต่ก็แค่นิดๆหน่อย พอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เหตุผลหลักของฉันคือ ...ฉันจะไม่ยอมมีชีวิตอยู่อย่างเป็นทาสสิ่งใดฉันจะไม่ยอมอยู่อย่าง... คล้ายว่าต้องค่อยพึ่งพาสิ่งหนึ่งสิ่งนั้น หากไม่มีมัน ฉันจะทุรนทุราย นั่นคือ เหตุผลที่ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกันกับ ยน้ำใจย และยกระถิกย พวกเขาไม่ติดสารเสพติดเหล่านั้น แต่มีชีวิตอยู่เหมือนขาดแก่นแกนให้ยึดเหนี่ยว แม้กระทั้งความรักที่เกิดขึ้นก็ยังถูกปฎิเสธให้มันเติบโตอย่างที่มันควรจะเป็น ในความดิบ-เถื่อนและคำสบถหยาบคายต่าง ๆ ที่หลุดจากปากตัวเอกของเรื่องราวกับโลกทั้งโลกไม่มีความหมาย ภาพรูปแบบ ปัจเจกบุคคลอย่างชัดเจน ยตัวกู-อย่างยุ่งเรื่องของกูย ในสังคมที่ต้องเดินเบียดไหล่กับคนแปลกหน้าในท้องถนน เรามักโหยหาความเป็น ยส่วนตัวย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องการให้มีคน ยห่วงใยย แท้จริงแล้ว...เราจะยังดำเนินชีวิตอยู่โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้จริงหรือ? อ่านเพียงผิวเผิน ฉลามอาจไม่ต่างจากนิยายที่ว่าด้วยเรื่องเด็กสาวใจแตก กับวังวนของชีวิต แต่สิ่งที่ทำแตกต่างกว่านิยายเกลื่อนแผง คือการถามหาความหมายของชีวิตในตัวละคร และโดยเฉพาะเมื่อ ยน้ำใจย ต้องเปลี่ยนสถานภาพจากคนที่เป็นลูกมาเป็นรับบทแม่ แต่สิ่งที่บรรเทาและเยี่ยวหัวใจที่บาดเจ็บของ "น้ำใจ"คือความรัก ของ ผู้ซึ่งเธอเรียกว่า "แม่"น้ำใจ ที่กำลังจะเป็น "แม่" กับความรู้สึกสับสนว่าการเป็น "แม่" มันคืออะไร และบทบาท "แม่" ที่ต้องคอยดูแล "ลูก" ที่กำลังจะกลายเป็น "แม่" ฉันมองเห็นช่องว่างของสังคมที่ถ่างและกว้างสุดกว้าง ในขณะเดียวกันมันก็ใกล้แต่ใช้มือโอบกอด และสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนที่มีในซ่อนในตัวอักษร ไม่ต่างจากความอ่อนโยนของแม่ของน้ำใจที่มีให้ลูกสาวผ่านท่าทีที่เย็นชา ราวกับไม่ใส่ใจความทุกข์ร้อนของลูก ทว่าในความเป็นจริงมันตรงข้าม เธอแทบกลายเป็นคนเสียสติเมื่อลูกสาวได้รับอุบัติเหตุ ความรู้สึกของถิกที่มีต่อน้ำใจ ไม่ได้เด่นชัดพอให้ฉันประทับใจได้ แต่ในทางตรงข้ามทำให้ฉันเผลอยิ้มกับความอ่อนหวานของผู้ชายอ่อนโยนที่ใช้ถ้อยคำหยาบคายคนนี้ ทำให้เห็นว่า ความรัก เป็นได้มากกว่าทิ่คิด ยในท้องน้ำที่สงบร่มเย็น เราคิดอย่างดีแล้วว่า หนทางข้างหน้าคือปะการังที่สวยงาม ไม่มีภยันตรายใด ๆ ปลาน้อยแหวกว่ายเล่นได้ ไม่มีพิษ เราเลือกที่จะดำน้ำลงไป กับคนที่เรารักกับรอยยิ้มที่กำลังแค่เริ่มผลิ ...แต่บางทีเราก็ลืมคิดไปว่า อะไรบางอย่างที่กำลังตามมาหรืออยู่ข้างหลังอาจจะเป็น ในสิ่งที่ไม่มีวันคาดถึงย ข้อดีของการอ่านิยายสักเรื่องคือได้เห็นตอนจบของเรื่องราวเหล่านั้น ไม่จำเป็นเลย...ไม่จำเ .....
- ควน-ป่า-นา-เล เล่ม2ออกแล้ว!
นิตยสาร ควน-ป่า-นา-เล รายเดือน ฉบับ2 : แผ่นดินของเรา
นิตยสารระดับตำบล เพื่อคนทั่วประเทศ
ฉบับนี้ แจกจ่ายสำหรับที่ปรึกษา สมาชิกในกลุ่ม คอลัมนิสต์และผู้มีงานเขียนในเล่มแล้ว เหลือ...พอสำหรับ...สมาชิก...สมัครกันมาได้ ด่วน! แจ้ง ชื่อ ที่อยู่ หรือเบอร์โทรไว้ก่อนนะครับ แล้วเราจะส่งใบสมัครไปให้โดยทันทีกลับคืนมาตุคาม ในรังรักและจินตนาการ :ทัน โฟโต้ฯ
อ.ภาณุ พิทักษ์เผ่า :วิพากษ์สังคมใหม่ slow food จากอิตาลี ถึง สงขลา
บทกวี เรื่องสั้นและคอลัมนิสต์ระดับท้องถิ่น และภูมิภาค มนตรี ศรียงค์ จรรยา อำนาจพันธุ์พงศ์ ถนอม ขุนเพ็ชร์ ธารเมฆ ปรเมศวร์ กาแก้ว ฯลฯ
ฉบับนี้(จะ)วางขาย(สมาชิก)ที่ร้านนายอินทร์ สาขาหาดใหญ่ เล่มหน้า ฉบับ:โรงเรียนเปิดเทอม และพบกับเรื่องราวของ เงาะป่า บนเทือกเขาตะโหมด พัทลุง..
- ผลส้มสีน้ำเงิน : กวีนิพนธ์แห่งความเข้าใจและความรักที่แท้
"หากเรามีบ้านอยู่บนดวงจันทร์สักหลัง
เมื่อเปิดหน้าต่าง แล้วมองออกไปบนท้องฟ้า
คงจะเห็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินซึ่งใครก็ไม่รู้บอกว่า
คล้ายผลส้ม ลอยสง่าอยู่อย่างสงบนิ่งและสวยงาม
แต่ในความเป็นจริงบนพื้นแผ่นผิวโลก บางครั้งความรู้สึกกลับไม่เป็นเช่นนั้นขณะเดียวกัน ณ ริมขอบหน้าต่างที่บ้านของเราบนโลก
ในคืนดาวดับ เราเห็นกระต่ายสถิตอยู่กลางเดือนเด่นสีเงินยวงนวลตา
และใครก็ไม่รู้บอกเราว่า
มีตากับยายตำข้าวอยู่บนนั้น
แต่ในความเป็นจริงบนพื้นแผ่นผิวดวงจันทร์ กลับไม่เป็นเช่นที่เห็น
ทุกคนมี โลก เป็นของตัวเอง และทุกคนมีชีวิตอยู่บน โลก
ความเข้าใจและความรักที่แท้กระมังหนอ ที่จะทำให้ โลก สงบสุข"
( จาก คำนำ )
รายละเอียดหนังสือชื่อหนังสือ : ผลส้มสีน้ำเงิน ประเภท : รวมบทกวีนิพนธ์ ผู้ประพันธ์ : ทิวฟ้า ทัดตะวัน ISBN : ๙๗๘-๙๗๔-๗๓๐๓-๐๖-๓
พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม ๒๕๕๐ จำนวนพิมพ์ : ๑,๐๐๐ เล่ม หนา : ๑๖๐ หน้า ราคา ๑๑๙ บาทจัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ปัณฑา
จัดจำหน่ายโดย : บริษัท โพสพศุภกร จำกัด ๗๓๗ ซ.๔๖ ถ.จรัลสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพ ๑๐๗๐๐ โทร. ๐๒-๘๘๓๔๖๘๓
หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจ้า
- แม่มดบนตึก...แส้แห่งอารมณ์ขันอันร้ายกาจที่โบยกระหน่ำเราให้หัวเราะทั้งน้ำตา
- แม่มดบนตึก...แส้แห่งอารมณ์ขันอันร้ายกาจที่โบยกระหน่ำเราให้หัวเราะทั้งน้ำตา ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน อำนาจของสื่อมวลชน เป็นประเด็นซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ครั้งแล้วครั้งเล่าๆ ๆ...ในลักษณะตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ที่ห่างไกลจากการเป็นฐานันดรที่ 4 ของสังคมไปเรื่อยๆ โดยหลายครั้งลดทอนบทบาทตนเองลงเป็นเพียงสะพาน ผู้ถ่ายทอดภาพฝันแห่งลัทธิบริโภคนิยม และมายาภาพอันฉาบฉวยของความสวยหล่อ สู่สายตามวลชน ผ่านการนำเสนอแบบพาณิชย์ศิลป์ (Commercial Art) อย่างอุตสาหกรรมบันเทิง ทีวี และโฆษณา ที่ก้าวเข้ามาหยิบยื่นโลกอันเย้ายวนใจของการเข้าพระเข้านาง ครอบครัวสมัยใหม่ ความสมบูรณ์สวยสดของรูปร่างหน้าตา ฯลฯ ด้วยการครีเอทจากสมองบัณฑิต ด้วยอำนาจสื่อ ด้วยเม็ดเงินมหาศาล อย่างแนบเนียน อย่างปลุกเร้า และน่าหลงใหลครอบครอง ซึ่งกระบวนการดังกล่าว มุ่งหวังผลตอบแทนเป็นกำไรสูงสุด (Maximum Profit) มากกว่าจะเน้นการยกระดับสติปัญญาและจิตใจคน จึงเป็นเรื่องหลีกหนีไม่พ้น ที่การกระทำซ้ำๆ ของกระบวนการดังกล่าว จักกลายเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการสร้างกระแสค่านิยมแบบ ยบริโภคนิยมย (Consumerism) ที่ให้ความสนใจกับวัตถุและรูปลักษณ์ภายนอก เช่น เสื้อผ้าที่เราใส่ ยี่ห้อกางเกงในที่เราซื้อ รถที่เราขับ บ้านที่เราอยู่ มากไปกว่าคุณค่าของความงามที่แท้อย่างเรื่องของ สัจธรรม ศิลปะ และปรัชญา ความคิดที่ลุ่มลึกจึงกลายเป็นเพียงเรื่องชวนหัวในยุคสมัยนี้อย่างช่วยไม่ได้<br /> และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่กระแสบริโภคนิยมอันเชี่ยวกรากและสุดกู่ ผสมผสานกับกลยุทธ์ทางการตลาดที่ละเอียดยิบยับ-ซับซ้อนซ่อนกลได้อย่างลงตัว รูปแบบและพฤติกรรมการบริโภคของมวลชน ก็จะติดอยู่ในกับดักอันลวงตายิ่งขึ้นไปอีก กล่าวคือ เมื่อปัจเจกบุคคลหนึ่งซื้อเสื้อยืดแบรนด์เนม ราคาตัวละ 2,500 บาท เขาอาจไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพราะอรรถประโยชน์ที่แท้จริงอีกต่อไป หากแต่ซื้อเพราะต้องการเสพในภาพลักษณ์หรือตราสินค้า (ยี่ห้อ) ของเสื้อยืดตัวนั้น ทั้งนี้อาจเพื่อแสวงหาการยอมรับจากกลุ่มอ้างอิงทางสังคม (ที่ต่างก็ได้รับการปลูกฝังค่านิยมอันฉาบฉวยมาจากสื่อเช่นเดียวกัน) และเมื่อนั้นเองที่เราอาจกล่าวได้ว่า สภาวะ ยการตกเป็นเหยื่อย (Victimization) อย่างแท้จริงของลัทธิบริโภคนิยมได้เกิดขึ้นแล้ว การตกเป็นเหยื่อ (Victimization) ของลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism) อย่างไม่ทันรู้ตัว ยแม่มดบนตึกย ของปริทรรศ หุตางกูร รวมเรื่องสั้นแนวเสียดสี (Satire) ที่มีน้ำเสียงเย้ยหยัน ยั่วล้อในชะตากรรมอันไร้สาระและน่าสมเพชของมนุษย์ ท่ามกลางความสับสน ซับซ้อน วุ่นวาย และโกลาหลของชีวิตในศตวรรษที่ 21 พยายามตอกย้ำถึงสภาวะนี้ ผ่านเรื่องสั้นเรื่องแล้วเรื่องเล่า โดยเป้าหมายสำคัญที่ถูกกล่าวถึงซ้ำๆ ในฐานะตัวแปรหลัก (เครื่องมือ) ที่มีอิทธิพลต่อการปลุกปั่นกระแส-สร้างค่านิยมในการบริโภคอันฉาบฉวยและเกินพอดี ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นั่นก็คือ ยสื่อย ผู้นำเสนอภาพฝันสำเร็จรูปอันมีสีสันฉูดฉาดและฉาบฉวยเกินจริง ผ่านความสวยหยาดเยิ้มและหล่อลากดินของพระ-นางในละครหลังข่าว ที่มีเนื้อหาอยู่ในขั้วตรงข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งฉุดรั้งผู้รับสารให้ละทิ้งโลกของความเป็นจริงเอาไว้เบื้องหลัง (Escape From The Truth) แล้วหมกตัวเองอยู่กับเรื่องราวพาฝันเหล่านั้น รวมไปถึงกระตุ้นต่อมความปรารถนาอยากเป็นส่วนหนึ่งของโลกนั้นก็ด้วย ดังที่ผู้เขียนได้เสียดสีมายาภาพไว้ในส่วนหนึ่งของเรื่องสั้น ยหมอเปลี่ยนหัว (1)ย ย ยอย่ารีรอย มีเสียงจากพิธีกรหัวสีในทีวีตะโกนขึ้นมานะหมอ หัวเขาแดงหวานเหมือนงานภาพประกอบแมกกาซีน ยอย่ารีรอ การรอทำให้สับสน ผมคือผู้นำลัทธิหวาน มีลูกกวาดและน้ำตาลเป็นอาวุธเคลือบความสกปรกทั้งมวล คุณเคลือบของคุณหรือยัง ส่งใบสมัครมาที่เรา ผมอยู่ในทีวี ผมคือตำรา คือประชาสัมพันธ์ สนุกกันเข้าไว้ รื่นเริงกันเข้าไป ความอวบอั๋นกำลังเผยออก ลัทธิหวานแหววจงเจริญย ย และ ยผมรีบวิ่งไปล้างมือ ล้างตีน ล้างหน้า ทาโลชั่น ทาแป้ง ทาโรลออน โกนหนวด เปลี่ยนชุด ตัดผม แล้วเดินออกมา ยยู ลุค กู้ดย ย หรือ ยปี้ฮู้ว่าเจ้าฝันจะเป็นดารานักฮ้อง แต่มันยากแต๊ๆ ละน้องเอ๋ยย กระทั่งการนำเสนอซ้ำๆ ผ่านเนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาที่แสดงถึงไลฟ์สไตล์ (Life Style) อันสุขสบาย สมบูรณ์แบบไ .....
- อุทกภัย : สิ่งที่เขาเห็นคนอื่นมองไม่เห็น
อุทกภัย : สิ่งที่เขาเห็นคนอื่นมองไม่เห็น
รวมเรื่องสั้น : อุทกภัย ผู้เขียน : รัตนชัย มานะบุตร สำนักพิมพ์ : นาคร พิมพ์ครั้งแรก : เมษายน 2545
เมื่อน้ำท่วมโลก&โลกจะเหลือเพียงสัตว์อย่างละคู่ ซึ่งมีความดีพร้อมต่อการดำรงตนในโลก ความเชื่อนี้มีอยู่ในความรู้สึกอันยาวนาน
- ปฏิบัติการการุณย์รัก
- ปฏิบัติการการุณย์รัก หลักสำคัญ 3 ประการประจำชีวิต คือ 1.สัตย์ - ความจริง 2.สังยม - การควบคุมตัวเอง 3.เสวา - การรับใช้ผู้อื่น วิโนพา ภาเว ตอนที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ผมนึกถึงปฏิบัติการอุกอาจของสลัดอากาศที่บุกจี้เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดฯ ตึกแฝดกลางมหานครนิวยอรก กับอีกลำที่พุ่งชนตึกเพนตากอน ตึกที่ทำการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ตอนนั้นเพิ่งจะผ่านตาไปยังไม่ทันข้ามวัน ผมเองก็เป็นอีกคนที่นั่งเฝ้าหน้าจอระทึกไปกับการถ่ายทอดสดการก่อวินาศกรรมสะท้านโลกครั้งนี้ ภาพเครื่องบินจัมโบ้ แหวกอากาศเข้าพุ่งเข้าชนยอดตึก-ควันไฟพวยพุ่งออกมาพร้อมกับระเบิดประ กายเพลิงลุกท่วม-ตึกทั้งตึกค่อยๆทรุดร่วงถล่มลงจมพื้นราบเป็นหน้ากลอง -ฯลฯ ภาพเหล่านี้เราได้เห็นกันซ้แล้วซ้ำเล่าจากสำนักข่าวต่างๆ ยังสะทือนขวัญติดตาตรึงความรู้สึก ใครเลยจะคาดว่ารูปแบบการก่อการร้าย สมัยนี้จะก้าวล้ำไปไกลถึงเพียงนี้ ผมว่าเป็น "พล็อต" เรื่องที่แม้ฮอลลีวูดเองก็คงจินตนาการไปไม่ถึงก็ไม่รู้ล่ะครับว่าหลังจากนี้ อเมริกาในฐานะที่คิดว่าตัวเองเป็นตำรวจโลกจะตอบโต้ผู้มาลูบคมตนอย่างไร ที่แน่ๆ ไม่แคล้วว่าความรุนแรงคงจะ เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหา ซึ่งทำท่าว่าจะบานปลายไปกันใหญ่ เมือ จอร์จ บุช ประกาศว่านี่คือสงคราม เหมือนครั้งที่ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ ซึ่งต่อมาอเมริกาก็บอมญี่ปุ่นกลับไปด้วยระเบิดปรมณูจนมีผู้เสียชีวิตนับแสนคน ได้แต่ภาวนาอย่าให้ถึงกับเป็นชนวนให้เกิดสงครามครั้งใหญ่-สุดท้ายไม่ว่าอย่างไร ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจริงๆ ก็เห็นจะเป็นพลเรือน ตาดำๆ ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับเขานี่แหละ ยังไม่รู้ว่าจะเซ่นสังเวยให้กับความรุนแรงไปเท่าใด ไม่ว่าตึกเวิลด์เทรดฯ จะเป็นสัญญลักษณ์ของทุนนิยมหรือเป็นมหานครของชาวยิว ผู้หนุนหลังอเมริกาอีกที หรือว่าสงครามครั้งนี้ จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับทุนนิยม อะไรก็แล้ว ปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันนี้ ควรได้รับการประณามทั้งสิ้น นับตั้งแต่นี้ก็ได้แต่ลุ้นระทึกว่าบุชจะเลือกแก้ปัญหาอย่างไร สงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และไม่ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการสะทอืนขวัญครั้งน้ เป็นการระหว่างประเทศ เป็นการตอบโต้เอาคืนของศัตรู หรือเพียงตบหน้าสั่งสอน พี่เบิ้มอย่างสหรัฐให้พึงสังวรเสียบ้าง อะไรก็ตาม - มันก็อยู่บนพื้นฐานของการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาทั้งสิ้น ช่วงนั้น ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งให้มุมมองและทัศนต่อการแก้ปัญหาที่แตกต่างไปสิ้นเชิง หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า "ปฏิบัติการการุณย์รัก" เพิ่งจะลงแผงได้ไม่นาน ผมซื้อมาอ่านเพราะเห็นว่าเป็นงานที่มาจากอินเดีย นานมาแล้วที่ไม่มีหนังสือลักษณะนี้ออกมาให้อ่าน แล้วก็ไม่ผิดหวัง หนังสือเล่มนี้เนื้อในนั้นเป็นบทบันทึกความทรงจำของวิโนพา ภาเว กล่าวถึงปฏิบัติการ "ภูทาน" วิโนพา เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "นักบุญเดินเท้า" ของประเทศอินเดีย ได้ทำให้โลกตะลึงงันด้วยการปฏิบัติการยาตรา (แปลว่าเดินทางด้วยเท้า) ไปทั่วประเทศอินเดียเป็นเวลา 13 ปี เพื่อบิณฑบาต ที่ดินจากคนรวย นำมาแบ่งสันปันส่วนให้กับคนยากจน "ภูทาน" หรือ "ภูมิทาน" ในทีนี้แปลว่าการให้ที่ดิน เป็นโครงการที่เกิดขึ้นภายหลัง จากท่านมหาตมคานธีมรณกรรมได้ไม่นาน วิโนพา ภาเว ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ก้นกุฏิของท่านคานธี ได้รับช่วงแนวคิดมาสานต่อ เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองและความยากจน ของอินเดียในขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่แนวคิดสั งคมนิยมกำลังตื่นตัวประชาชนคนยากจนในอินเดียลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทางการเมือง และ ความเสมอภาคทางสังคม วิโนพาเล็งเห็นปัญหาที่กำลังลุกลามอยู่ เขาจับชีพจรที่กำลังเต้นแรงของสังคมในเวลานั้นได้ดี จึงได้รณรงค์โครงการโครงการภูทาน ให้เกิดขึ้น ด้วยการปลุกจิตสำนึกอุทิศตัวเพื่อผู้อื่น ผ่านการลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตอย่างง่ายๆ กินอยู่ในแต่ละมื้อให้ง่ายที่สุดและถูกที่สุด และดำรงชีวิตอยู่ได้ เพื่อกระตุ้นให้คนรวยหันมามีวิถีชีวิต เช่นท่าน จะได้ลดละสละส่วนเกินที่มีแบ่งปันให้กับผู้อื่น หนังสือเล่มนี้รวบรวมคำบรรยายที่ย่อยประสบการณ์ ในชีวิตจากปากคำของวิโนพา ภาเว โดยตรง อ่านไปอึ้งไป ค่อยๆบดย่อยความรู้ .....
- นิทานประเทศ
- เต็มอิ่มกับการอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง...นี้เป็นความรู้สึกที่มีหลังจากห่างหายไปเสียนาน โดยเฉพาะกับหนังสือวรรณกรรมไทย ผมหยิบ "นิทานประเทศ" ผลงานล่าสุดของนักเขียนหนุ่ม กนกพงศ์ สงสมพันธ์ ที่ได้ลาลับไปแล้วมาอ่านอย่างหิวกระหาย อ่านนับแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย บอกได้เลยว่าความหนาของหนังสือหาใช่อุปสรรค จะมีเพียงแค่ถือลำบากนิดหน่อยขณะนอนอ่าน เพราะว่าหนังสือหนักไปหน่อย (ฮา) ผมอ่านจบรวดเดียว คืนเดียว! รุ่งเช้าถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร เห็นอะไรที่เปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไรจากผลงานเล่มก่อน ผมอ่านงานของเขาเกือบทุกเล่ม โดยเฉพาะเรื่องสั้น ผมเลยมานั่งทบทวนความเห็นที่มีต่องานของกนกพงศ์อีกครั้ง ก่อนที่จะมีความเห็นต่องานเล่มใหม่ จากผลงานเขียนเล่มแรกมาถึงเล่มล่าสุดนี้ หากมองรวมๆ ที่เห็นได้เด่นชัดสำหรับรูปลักษณ์ในงานของเขาก็คือ แนวคิดและรูปแบบวิธีการนำเสนอที่มีความเฉพาะตัว เป็นความเฉพาะที่เกิดมาจากการหล่อหลอมใน 2 ลักษณะ คือ จากเบ้าหลอมเพื่อชีวิตที่เกิดจากกระแสสังคมและกระแสแวดล้อมที่คลุกคลีกับพี่ๆในกลุ่มนาคร และจากประสบการณ์ชีวิตเฉพาะตัว ผมอยากจะกล่าวถึงในแง่หลังนี้มากกว่า เพราะว่าจะสะท้อนภาพของกนกพงศ์ได้ชัดเจนกว่า อย่างที่รู้กันว่า นักเขียนกับสังคมไม่อาจแยกขาดจากกัน ประสบการณ์ของคนในวัยล่วง 40 อย่างกนกพงศ์ก็เช่นกัน เมื่อมาวางทาบกับการเป็นไปของสังคมไทย จะพบว่าตกอยู่ในระหว่างห้วงกระแสแห่งการพัฒนา 2 ลักษณะเช่นกัน คือ กระแสโลกตะวันตกผ่านวิถีแห่งทุนนิยม และกระแสแห่งโลกตะวันออกที่รายล้อมเป็นพื้นฐานชีวิตในวัยเด็ก การเติบโตท่ามกลาง 2 แนวคิดที่เข้ามาปะทะกันดังกล่าว บวกกับความขัดแย้งทางการเมือง เหล่านี้เป็นเบ้าหลอมสร้างความรู้สึกนึกคิด สร้างตัวตนให้นักเขียนหนุ่มได้เป็นอย่างดี จากเบ้าหลอมของกลุ่มพี่ๆ ที่มีความพยายามลงลึกในวิถีอันเป็นรากเหง้าของตนทำให้นักเขียนหนุ่มพบรากของปัญหาที่การพัฒนาที่เกิดขึ้นในสังคม ความเป็นอื่นที่สะท้อนผ่านทั้งธรรมชาติ ผู้คน วิถีประเพณีวัฒนธรรม ได้เข้ามาเยือน และก่อตัวไม่เว้นแม้ในจิตใจคน ความเป็นอื่นสะท้อนผ่านตัวละครในแบบฉบับของกนกพงศ์ ตัวละครเด่นมักจะมีลักษณะที่แปลกแยก แตกต่าง มีบุคลิกเฉพาะที่ผสมผสานระหว่างความดิบเถื่อน รักอิสระ เจ้าคิด เจ้าอารมณ์ แฝงความไร้เดียงสา อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในวิถีแห่งโลกที่สาม เมื่อมาวางขัดกับตัวละครที่เป็นภาพตัวแทนแห่งวิถีสมัยใหม่ ทำให้เนื้อหาที่เขาต้องการนำเสนอเด่นชัดมากขึ้น ไม่นับรายละเอียดของฉากและสภาพแวดล้อมที่ว่าไปแล้วก็แทบจะสำคัญเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง สะท้อนความช่างคิดช่างสังเกต -นี้ก็เป็นอีกลักษณะเด่นของเขา ไม่พักเอ่ยถึงความจริงจังในการทำงาน ความจริงจังในวิธีคิด ซึ่งต่อมาทำให้เขาแยกตัวออกมาจากกลุ่มนาคร พบความแตกต่างในแนวทางของตัวเอง และกล้าที่จะแสวงหาเส้นทางของตนอย่างโดดเดี่ยว และสิ่งที่เขาค้ยพบก็เริ่มเด่นชัดขึ้นไปพร้อมๆกับผลงานที่ประดังออกมา แต่จะว่าไป ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไปด้วยตรงนี้ว่า ความแตกต่างระหว่างนักเขียนแนวเพื่อชีวิตกับความเป็นกนกพงศ์ในวันนี้อาจจะอยู่ตรงที่เขาทำให้งานเพื่อชีวิตไม่ดูเป็นสูตรสำเร็จจนเกินไป ขณะเดียวกัน เขาเองก็วางตัวอยู่กับบริบทของยุคสมัยมากกว่า งานของเขาสะท้อนสังคมร่วมสมัยมากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ได้สะท้อนแต่โลกของอดีต แต่พยายามก้าวมาเดินเคียงคู่กับโลกใหม่ที่ซับซ้อน หลากหลาย และรื่นไหล ที่สำคัญ งานเขียนของเขามักจะไม่ชี้ทางออกอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ใช้สูตรสำเร็จ งานเขียนของเขาดูเผินๆเหมือนแค่สะท้อนตัวปัญหา โดยหยิบยกโลกที่แตกต่าง โลกที่อยู่รอบๆตัวเรานั่นแหละ มาให้เราได้ตระหนักและพิจารณาอย่างละเอียดรอบด้าน จนกกระทั่งเกิดความฉุกคิด และเลยไปถึงการแสวงหาความเข้าใจ เข้าใจในความเป็นอื่นที่แฝงอยู่ในสังคมและในตัวเรา วิธีการชี้ทางออกของกนกพงศ์แบบนี้แหละที่ทำให้งานแนวนี้ยังสามารถต่อลมหายใจออกไปได้อีก กล่าวเฉพาะการสร้างตัวละคร ซึ่งเขาทำได้โดดเด่นมาก และน่าฉงนนักที่ตัวละครของกนกพงศ์มักจะเป็นคนแปลกๆ แต่ละคนเหมือนไม่มีอยู่ในชีวิตจริง แต่ถ้าเราดูดีๆ เราจะพบคนเหล่านี้เต็มไปหมด ตรงนี้เองที่เป็นเสน่ห์ในงานของเขา .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว