บทความ
- ผู้อยู่เบื้องหลัง ไอ้แขก กับปริศนาแห่ง ตันหยงบุหงา
- ผู้อยู่เบื้องหลัง ยไอ้แขกย กับปริศนาแห่ง ยตันหยงบุหงาย วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2005 19:06น. สมเกียรติ จันทรสีมา ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ย...สังขารเจ้าโดนฉีกขาด โดนตีให้แตกแยกเป็นส่วนส่วน คงมีเหลือไว้เพียงซากแห่งดวงวิญญาณ ตันหยงบุหงาประสบเคราะห์กรรม บังเกิดยสงครามแห่งกิเลสย และ ยสงครามแห่งจิตวิญญาณย ฉกคร่าชีวิตของประชาชนเป็นพันพัน...ชาวตันหยงบุหงาไม่อาจรู้แน่ ใครหนอใครเป็นผู้ร้ายตัวนั้น?ย เป็นบางช่วงบางตอนจาก ยปริศนาบทเพลงแห่งตันหยงบุหงาย โดย รัตติยา สาและ ซึ่งผู้แต่งระบุว่า มาจากความสะเทือนใจกรณีเหตุการณ์สังหาร 9 ศพที่บ้านกะทอง ต.บองอ และกรณีวิกฤตการณ์ที่บ้านตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทั้งนี้ ความท้าทายของปริศนาแห่ง ยบทเพลงแห่งตันหยงบุหงาย หรือ ยแหลมแห่งบุปผาชาติย ซึ่งถูกบอกเล่าผ่าน ยซาฌะย (กลอนเปล่า) ระหว่างการสัมมนาวิชาการ ยปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ย ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 สะท้อนให้เห็นการมองต่างมุมต่อคำถามที่ว่า ยใครหรืออะไรย อยู่เบื้องหลังความไม่สงบที่คร่าชีวิตผู้คนไปนับพัน โดยไม่แยกชาติ พรรณ วรรณะ ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปี รัตติยา สาและ รองศาสตราจารย์ด้านภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยทักษิณ อธิบายผ่าน ยบทเพลงแห่งตันหยงบุหงาย ว่า ฟาฏอนี ดารุสลาม (ปราชญ์นครแห่งสันติภาพ) ในอดีต หรือปัตตานีในปัจจุบัน มีความรุ่งเรืองโดดเด่นทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมถึงขั้นถูกเล่าขานว่าเป็น ยกระจกเงาและระเบียงแห่งมหานครเมกกะย ยปาตานีย หรือ ยปัตตานีย อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีมูลค่าสูงทั้งบนบกและในทะเล ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูมิศาสตร์ที่เหมาะสำหรับเป็นเมืองท่าสำคัญของภูมิภาคนี้ ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งด้านกสิกรรมและอุตสาหกรรม ทว่า อีกด้านหนึ่งก็กลายเป็นลักษณะที่ล่อแหลมและเสี่ยงอันตรายจากบุคคลภายนอกซึ่งต้องการใช้พื้นที่นี้เป็นทำเลสำหรับทำมาหากินและเข้ามากอบโกยทรัพยากรธรรมชาติ จนเกิดเป็นปัญหาต่อเนื่อง ยคนเท่านั้นที่จน แต่พื้นที่ไม่จนย เจ้าของบทเพลงแห่งตันหยงบุหงา ทิ้งเป็นปริศนาให้คิด และว่า ยสรุปว่าหลายปัญหาเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ ขาดความรู้ในเรื่องเนื้อหาของปัญหา จึงไม่เข้าใจปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นด้วยเหตุอันใด ใครเป็นผู้ก่อเหตุ จึงตั้งสมมติฐานว่า...คงเป็นไอ้แขกมั้ง เพราะมันจน... แล้วจะไม่มีใครบ้างเลยหรือที่ยืนอยู่เบื้องหลังไอ้แขกย เธอตั้งคำถาม มุมต่างมองข้างหลังยแขกย เกษียร เตชะพีระ นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อ สังเกตว่า ผู้นำรัฐบาลมักอ้างผ่านสื่อมวลชนว่า รู้ตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ปรากฎว่า จับกุมผู้กระทำผิดที่แท้จริงได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังพยายามผูกขาดการตีความปัญหา โดยอ้างความรู้จริงดังกล่าว ขณะที่วรรณกรรมชิ้นนี้กลับเปิดโอกาสให้ผู้อ่าน ยตีความย ได้อย่างหลากหลาย ประเด็นที่ เกษียร ยกขึ้นมาอธิบายสนับสนุนประเด็นดังกล่าวคือ บทสนทนาของ รัตติยากับผู้รู้พื้นถิ่น 2 ท่าน เกี่ยวกับเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ รัตติยา เล่าว่า พระสงฆ์รูปหนึ่งบอกเธอในเชิงเปรียบเปรยว่า ยปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของช้าง 2 เชือกชนกัน ขณะที่เราเป็นเพียงต้นหญ้า อยู่ใกล้เท้าช้างก็ถูกเหยียบราบไป ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งของพุทธกับอิสลามอย่างที่อธิบายกัน แต่ตอนนี้หญ้ามันสูงท่วมตัวช้างแล้ว ถ้าจะแก้ปัญหาก็ต้องแหวกหญ้าให้เข้าถึงช้างทั้ง 2 เชือก แล้วตัดเท้าช้างเสียย ขณะที่ผู้รู้อีกท่านเปรียบเทียบว่า ยแผ่นดิน 3 จังหวัดเปรียบเสมือนสนามฟุตบอลที่เปิดโอกาสให้กับนักฟุตบอลทุกคนมาใช้ ขณะที่ชาวบ้านเป็นเหมือนหญ้าในสนาม ซึ่งไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร และเมื่อมีการแข่งขัน ผู้ชมก็สนใจแต่ลูกบอลกับนักฟุตบอล ไม่สนใจหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำหรือถูกเตะอย่างขุดรากถอนโคนย เกษียร อธิบายว่า เนื่องจากที .....
- หั ว เ ชื อ ก วั ว ช น : สัมพันธ์หลากหลายในสายเชือก
- หั ว เ ชื อ ก วั ว ช น สัมพันธ์หลากหลายในสายเชือก ข้อมูล อาคม เดชทองคำ เรื่อง วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ ภาพ : ชัยชนะ จารุวรรณากร เชือกในมือเด็กเลี้ยงวัวถูกทอดออกไป ขดกลับเข้ามา แล้วก็ทอดออกไปอีก ปลายของมันพุ่งไปในทิศทางของวัวชนกลางลานทราย แต่ไม่ถึง อย่างนี้ไม่รู้กี่เที่ยวต่อกี่เที่ยวตลอดการพันตูของ "ไอ้โหนด" คล้ายกับจะสื่อความรู้สึกจากใจคนเลี้ยงว่า "เอาให้ตายเลยไอ้โหนด" ไอ้โหนดทดแทนใจพ่อแม่พี่น้องที่โยนมากับเชือกจูงวัว ด้วยลีลาชนอันจัดจ้าน เสยเขาทิ่มแทงคู่ต่อสู้ เสียง "ผลัวะ ๆ" ได้ยินถึงบนอัฒจันทร์ แลเห็นได้ชัดว่า "โคขาว" ฝ่ายตั้งรับกล้ามเนื้อสั่นระริกตลอดตัว อย่างนี้ราคาต่อรอง "สิบสองร้อย/ร้อย" ไม่มีใครรอง ความจริงตามคำบอกเล่า วัวชนไม่เคยชนกันถึงตาย (แม้กระทั่งสาหัส) มันรู้แพ้รู้ชนะตามประสาสัตว์ ที่จะตายก็คนดูนั่นละ เวลาลุ้นเมามัน คนถือเชือกกับอีกบางรายที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ ก็จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้วัวโดยไม่รู้ตัว จนกรรมการกลางสนามต้องเอาผ้า หรือไม้ใกล้มือไล่ฟาด พวกนั้นจึงถอยกลับด้วยท่าทีพร้อมจะเขยิบเข้าไปใหม่ทุกเวลา ชวนสงสัยว่าอะไรทำให้ต้องทุ่มเทเชียร์กันขนาดนี้ ? พอวัวชนะ บ้างก็ชูมือกระโดด...ตีลังกาลงในปลักขี้เลน แสดงอาการลิงโลด เข้าสวมกอดวัวทั้งกลิ่นคาวเลือด บางคนร่ำไห้ออกมาด้วยความหนำใจ "ได้แรงอก" ภาพต่อมาเป็นการคล้องพวงมาลัย ตกแต่งประดับประดาเขาด้วยปลอกที่มีพู่สีสดใส ตลอดจนเสื้อสามารถก็มีให้วัว ชาวบ้านร้านตลาดเห็นต้องรู้ว่า "วัวกูชนะ" โดยที่วัวไม่รู้ความหมายคุณค่าที่แท้ของสิ่งเหล่านี้เลย ด้านผู้แพ้พากันจูงออกทางด้านหลัง หน้าบอกบุญไม่รับ ชัยชนะหมายถึงเงินรางวัลตุงกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงเจ้าของวัว และพรรคพวก แต่ว่าไปแล้ว พิธีการประกาศชัยชนะนั้นสำคัญกว่า มีความหมายกว่าในสังคมชนวัว "ชนะ" เป็นเงินเท่าไหร่ไม่ต้องพูดถึง ขอให้ชนะเท่านั้นเป็นพอ อย่างน้อย ชัยชนะที่บ่อนบ้านเสาธงครั้งนี้ก็ทำให้ "โหนดนำโชค" วัวชาวบ้านจากลานสะกามีคนกล่าวขวัญถึงอีกนาน มีนายหัวสนใจอยากได้เป็นเจ้าของมากขึ้น และที่สำคัญสามารถทำให้มันยืนเป็นตัวหลักของวัวชน "รอบพิเศษ" ในรายการใหญ่ที่กำลังจะมาถึงได้สบาย ๆ ณ อีกมุมของบ่อนบ้านเสาธง นักเลงวัวชนคนหนึ่งเฝ้าดู "ทางชน" ของไอ้โหนดอย่างตื่นเต้น เขาเป็นเจ้าของโคขาวเพชฌฆาตจากอำเภอทุ่งใหญ่ ตื่นเต้นเพราะรู้เลยว่ามีโอกาสในการช่วงชิงชัยชนะจาก "โคโหนดนำโชค" ผู้ชนะในวันนี้ วัวใต้ ฝนโปรยรับงานเดือนสิบแต่เช้าวันต้นเทศกาล ดังคำท่านว่า "คนมีวาสนาทำบุญฝนตก ยาจกทำบุญแดดออก" ด้านคนต่างถิ่นก็เข้าถึงภาวะที่ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ของอากาศคาบสมุทรภาคใต้ไปพร้อมกัน ชนวัวเป็นส่วนหนึ่งของงานบุญ ? คงไม่ใช่เรื่องจะมาสอบถามกันเวลานี้ (มิฉะนั้นจะต้องลากไปถึงว่า "บุญ" คืออะไร) การชนวัวดำรงอยู่ควบคู่กับจังหวัดนครศรีธรรมราชมาช้านาน ในฐานะกีฬาพื้นบ้าน ในเทศกาลบุญเดือนสิบ ตรุษสงกรานต์ ปีใหม่ ถือว่าขาดวัวชนไม่ได้ ช่วงเทศกาลบุญเดือนสิบ (ราวปลายเดือนกันยายน) สนามชนวัวหรือบ่อนวัวบ้านยวนแหลของอำเภอเมือง จัดมหกรรมชนวัวต่อเนื่องกันเจ็ดแปดวัน เปิดฉากจากสาย ๆ ว่ากันไปจนใกล้ค่ำจึงแล้วเสร็จ ๑๘-๒๐ คู่ มีให้ดูกันจุใจขนาดนี้ บริเวณรอบ ๆ สนามชนวัวจึงกลายเป็นคอกขนาดใหญ่ให้โคถึกกว่า ๒๐๐ ตัวพักแรมรอลงสนาม พร้อมคนเลี้ยงวัว หุ้นส่วนชีวิตที่กินนอนด้วยกันนานแรมเดือน ชนวัวช่วงเทศกาลจัดว่าเป็นนัดพิเศษ วัวเก่งก็มีวัวใหม่ก็มาก เนื่องจากตลอดปี จังหวัดนครศรีธรรมราชมีชนวัวแทบทุกสัปดาห์ หมุนเวียนกันไปในหกสนามของอำเภอต่าง ๆ โดยแต่ละสนามได้รับอนุญาตให้จัดเดือนละครั้ง หากต้องการขยายภาพความนิยมใน "กีฬา" ชนิดนี้ ให้กว้างขึ้นจากเมืองคอน จะเห็นว่าพัทลุง ตรัง สงขลาก็มีบ่อนชนวัวของตัวเองจังหวัดละสองสามสนาม รวมเป็น ๒๒ สนามทั่วภาคใต้ในขอบเขตวัฒนธรรมชนวัว บางจังหวัดแม้ไม่มีบ่อนชนวัวเป็นการถาวร แต่ก็นิยมเลี้ยงไว้ขายและชนต่างถิ่น วัวดีที่สุดของภาคใต้ขณะนี้ นักเลงวัวยอมรับว่าเป็นวัวของบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี ซึ่งไม่มีสนามชนวัวของตัวเอง นอกจากนี้ การที่โคถึกวัยคะนอง ช่วงอายุระหว่าง ๕-๑๕ ปี ไม่อาจจะ .....
- สายใยแห่งภราดรภาพ: บนสายรากวัฒนธรรมไทยทักษิณกับมลายูตอนบน
- สายใยแห่งภราดรภาพ: บนสายรากวัฒนธรรมไทยทักษิณกับมลายูตอนบน สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ความเป็นตัวตนของผู้คน/ชุมชนย่อมผสานด้วยส่วนที่เป็นองคาพยพทางกายภาพและองคาพยพทางจิต อันได้แก่ส่วนที่เป็นรูป หรือรูปแบบ (Form) องค์ประกอบ (Element) บทบาท (Role) หน้าที่ ( Function) และความเข้มแข็ง (Strength) ความเป็นอัตลักษณ์ที่แท้จริงของชุมชนจึงประกอบด้วยองคาพยพ(อวัยวะ)น้อยใหญ่ที่เป็นรูปธรรมตามสายรากแห่งชาติพันธุ์ด้านพันธุกรรมหรือเชื้อชาติสายรากหนึ่ง และอีกสายรากหนึ่งคือส่วนที่เป็น ยบุคลิกภาพย ซึ่งสำแดงผ่านพฤติกรรมและวิถีคิดตามครรลองแห่งจารีตนิยมของกลุ่มอันอนุโลมว่าเป็นชาติพันธุ์ด้านวัฒนธรรมซึ่งมี ยเจตนาย หรือธรรมาพยพเป็นตัวกำกับและขับเคลื่อน ดังนั้นความเป็นตัวตนของผู้คน /ชุมชนจึงมีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว หรือพลวัตอยู่ตลอดเวลา ไม่มีการหยุดนิ่ง ความเป็นคนไทยภาคใต้ตอนล่างและความเป็นคนมาเลเซียตอนบนจึงต้องมองผ่านทั้ง๒ องคาพยพ โดยการมองทั้งส่วนที่ย้อนอดีต ส่วนที่กำลังก่อตัว และส่วนที่พึงพยากรณ์ได้ในอนาคต มองการร่วมสายรากแต่ดึกดำบรรพ์ ชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างและในมาเลเซียตอนบนมีโครงสร้างระดับรากเหง้าร่วมกันเพราะต่อ เขตแดนกันและตั้งอยู่ในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตรด้วยกัน ต่างก็มีสภาพอากาศร้อนชื้นและลมมรสุมพัดผ่านตลอดทั้งปี โครงสร้างทางกายภาพจึงเอื้อให้โครงสร้างทางชีวภาพเหมือนและคล้ายคลึงกัน เหมือนคนร่วมสายโลหิตกันมาและพลวัตเคียงคู่กันมาโดยตลอด เช่น ความหลากหลายคล้ายคลึงของประชากรพืช ประชากรสัตว์ และความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นปัจจัยให้เกิดความหลากหลายทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชน อันเนื่องแต่ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียง / เหมือนกัน มองในแง่ประวัติศาสตร์ทางชาติพันธุ์ ย้อนรอยประวัติศาสตร์ไปเมื่อประมาณ ๓๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาล จนถึงต้นพุทธศตวรรษแรก ดินแดนบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ตลอดจนถึงแหลมมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซียรวมทั้งเกาะบอเนียว และสุมาตรา ได้เป็นที่อาศัยของพวกมองโกลที่ผสมพันธุ์กับชนพื้นเมืองดั้งเดิมเกิดเป็นตระกูลโพลีนีเชียนขึ้น และต่อมาราว ๕๐๐ ปี ก่อนพุทธกาลได้ผสมพันธุ์ข้ามสายกับพวกอารยันซึ่งเป็นชนพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งของอินเดียที่อพยพมาสู่เอเชียใต้ นักวิชาการนิยมเรียกคนตระกูลโพลีนีเชียนซึ่งอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะมาดากัสการ์ในอัฟริกาตะวันออกรวมทั้งพวกมินังกะเบาและบาตัคในเกาะสุมาตราหรือพวกดยัคในเกาะกาลิมันตันและชาวชวาว่า ยมลายูย ซึ่งคำนี้มีนัยยะหมายถึงการอพยพข้ามฟากแม่น้ำ อันหมายถึงการอพยพของชาวชวาพวกหนึ่งสู่คาบสมุทรและหมู่เกาะอื่นๆ มลายูตามนัยยะนี้จึงสะท้อนแนวความเชื่อว่าเป็นกลุ่มชนที่แยกไปจากชวา จึงมักเรียกผู้คนและวัฒนธรรมของชุมชนกลุ่มนี้ว่า ยชวา ย มลายูย จากการร่วมสายรากทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของชุมชนดังกล่าวมาแล้ว จึงพลวัตเป็นกลุ่มคนสายชาติพันธุ์ใหม่ที่มีวัฒนธรรมร่วมเป็นตัวบ่งชี้อัตลักษณ์เหนือกว่าชาติพันธุ์อันมีเชื้อชาติหรือพันธุกรรมเป็นตัวหล่อหลอม โดยเฉพาะความแนบแน่นระหว่างคนไทยภาคใต้ตอนล่างซึ่งเคยมีปตานี เป็นศูนย์กลางกับมาเลเซียตอนบนซึ่งมีเคดาห์ และหัวเมืองใกล้เคียงเป็นศูนย์กลางทั้งการปกครอง การค้า และวัฒนธรรม เหล่านี้ทำให้เห็นเป็นความแนบแน่นของผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวที่เป็นรูปลักษณ์และจิตลักษณ์ทับซ้อนกันอย่างพิสดาร โดยอาจมองผ่านได้ทั้งภูมิปัญญาและขนบนิยมที่เกี่ยวกับการดำรงชีพแบบพื้นบ้าน การอาศัยสรรพศาสตร์ชาวบ้านและทฤษฎีชาวบ้าน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ ปัจจัยสี่อันเป็นปัจจัยพื้นฐานได้แก่ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมด้านโภชนาการ เช่น วัฒนธรรมการกิน หรือการผลิตและการบริโภค บูดู, จิ้งจัง เป็นต้น ด้านที่อยู่อาศัย เช่น การปลูกสร้างอาคารแบบมีตีนเสา การต่อเติมพาไล (Balai) เป็นต้น ด้านเครื่องนุ่งห่มและอาภรณ์ เช่น ความนิยมโสร่ง (Sarong) , ปาเต๊ะ (Batik) เป็นต้น ด้านการดูแลรักษาสุขภาพอนามัย เช่น การรักษาไข้ด้วยการแสดงมะเตอรีและลิมนตร์หรือโต๊ะครึม, การมีหมอตำแย หรือที่เรียกว่าโต๊ะบิดัน การมีค่าราด(ค่าตอบแทน) เป็นต้น เหล่านี้ล้วน .....
- กวีคีตายังอยู่ : คมทวน เพื่อคมไท คมใจ เพื่อคมทวน*
- กวีคีตายังอยู่ : คมทวน เพื่อคมไท คมใจ เพื่อคมทวน* โดย ผู้จัดการรายวัน 11 มิถุนายน 2550 06:20 น. ในโลกของตัวหนังสือ ชื่อของ "ประสาทพร ภูสุศิลป์ธร" อาจไม่คุ้นหูเท่าอีกนามหนึ่ง อันเป็นนามปากกาของกวีหนุ่มใหญ่ ผู้ที่มีสำนวนการเขียนคมคาย ดุดันดุจเพลงทวน หากทว่าก็พลิ้วไหวโลดแล่วดุจธนูที่พุ่งทะยานออกจากแล่ง นาม "คมทวน คันธนู" เจ้าของบทกวีนิพนธ์ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี พ.ศ.2526 อย่าง "นาฏกรรมบนลานกว้าง" ที่หลายคนยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานกวีซีไรต์ในดวงใจ ด้วยฉันทลักษณ์ที่โดดเด่น และอหังการ์กล้าแกร่งที่แสดงถึงปณิธานกวีผู้นี้ กลับเป็นคนที่เก็บตัวและใช้ชีวิตสมถะอย่างยิ่ง นับตั้งแต่หนังสือรวมบทกวี "จตุรงคมาลา" ในปี 2546 เราก็มีโอกาสได้พบเห็นบทกวีของเขาเพียงประปรายตามหน้านิตยสารบางฉบับ ก่อนที่เขาจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับวิธีการประพันธ์อย่าง "เขียนให้ดีต้องมีเคล็ดลับ" กับสำนักพิมพ์แม่โพสพ พิมพ์ออกมาในเดือนเมษายน 2549 เป็นเล่มล่าสุด หลังจากนั้นหนอนวรรณกรรมก็แทบไม่พบกับผลงานใหม่จากปลายปากกาของเขาอีกเลย รวมทั้งข่าวคราวในแวดวงสังคม ไม่ว่างานเลี้ยงในแวดวงวรรณกรรมหรือวงการไหนๆ กวีซีไรต์ผู้ไม่นิยมชมชอบการออกงานผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวเลยสักครั้ง "คุณคมทวนกำลังทำงานใหญ่" คนใกล้ชิดกระซิบบอก "งานใหญ่" ชิ้นที่ว่านั่นคือ ข้อเขียนเกี่ยวกับ "พระไตรปิฎก" และนวนิยายประวัติศาสตร์มหากาพย์เรื่องยาว ที่ดึงดูดทั้งเวลาและสรรพกำลังจากนักเขียนวัย 57 ปีผู้นี้ไปจนหมดสิ้น จนกระทั่งเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ปรากฏข่าวคราวที่ทำให้คนในแวดวงวรรณกรรมต้องรู้สึกตกใจและเป็นห่วง เมื่อมีข่าวว่า คมทวน คันธนู ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดสมองฉุกเฉิน เนื่องจากเส้นเลือดในสมองเกิดอาการโป่งบวมจนอาจเป็นอันตราย! ท่ามกลางความห่วงใยของมิตรสหายในแวดวงน้ำหมึกและนักอ่านจำนวนไม่น้อย กำลังใจทั้งจากครอบครัว เพื่อนฝูงคนใกล้ชิด ตลอดจนแฟนหนังสือของคมทวน คันธนู ต่างหลั่งไหลสู่ห้องผ่าตัดฉุกเฉินของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์เป็นจุดเดียว จนกระทั่งเมื่อการผ่าตัดสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ห้องพักผู้ป่วยตึก 6 ห้อง 605 ของโรงพยาบาลแห่งนี้ก็เนืองแน่นด้วยผู้คนมากมายที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเยี่ยมเยียน ขณะที่อาการของคมทวนนั้นก็ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ นายแพทย์ทางด้านศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ผู้เป็นเจ้าของไข้เปิดเผยว่า อาการของนักเขียนหนุ่มใหญ่เกิดจากสาเหตุที่เส้นเลือดในสมองมีลักษณะผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยบางคนเป็นมาตั้งแต่กำเนิด แต่เป็นโชคดีของคมทวนที่คนใกล้ชิดอยู่ด้วยระหว่างเกิดเหตุและสามารถนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดช้าไปกว่านี้อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ณ ปัจจุบันนี้ คมทวน คันธนู พ้นขีดอันตราย อาการปลอดภัยแล้ว เขาสามารถรับรู้ รับฟัง ตลอดจนพูดคุยกับผู้ที่มาเยี่ยมเยียนได้ หากแต่ยังคงต้องทำกายภาพบำบัดร่างกายซีกซ้ายที่ยังคงชาไร้ความรู้สึกอยู่ วันที่ 9 หลังจากการผ่าตัด เมื่อเราเดินทางไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลนั้น คมทวนกำลังพักผ่อนท่ามกลางการดูแลอย่างใกล้ชิดของกุณฑลี ภรรยาและ "ไญยฎา" บุตรสาว เขารับไหว้และสนทนากับเราอย่างเต็มอกเต็มใจ แม้สีหน้าจะยังอ่อนเพลีย และไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายซีกซ้ายได้ด้วยตนเองก็ตาม "พอนอนนานๆ เขาจะเมื่อย ต้องมีคนคอยประคองให้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ" ภรรยาของกวีซีไรต์เผย แม้ร่างกายทั้งหมดจะยังไม่ฟื้นคืนกลับมาเต็มที่หลังการผ่าตัด แต่ทางครอบครัวและตัวคมทวนเองนั้นยังมีกำลังใจดีเยี่ยม เนื่องด้วยความหวังเปี่ยมล้นว่าหัวหน้าครอบครัวจะต้องหายกลับมาเป็นปกติ "ค่าใช้จ่ายในการรักษาตอนนี้เราใช้บัตรประกันสุขภาพ แต่ว่ามันจะมียาบางตัวที่เราต้องเพิ่ม " ซึ่งตัวยาดังกล่าวนั้น ไม่ครอบคลุมอยู่ในหลักเกณฑ์ของบัตรประกันสุขภาพ "เช่นว่าช่วงที่ผ่านมาคุณคมทวนเขาจะกระสับกระส่ายทุรนทุราย เหมือนกับคนหลับแล้วฝันร้าย คุณหมอก็เลยเปลี่ยนยาให้ ทีนี้ยาบางตัวมันแพงมาก แต่คุณหมอให้เปลี่ยนยาก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งถ้าหากเป็นยานอกเหนือจากที่เขากำหนดไว้เราต้องจ่ายเพิ่ม" โดยทางครอบค .....
- เรื่องสั้นหัวใจ...ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
- เรื่องสั้นหัวใจ...ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2550 17:31 น. เสน่ห์ของเรื่องสั้นนั้นอยู่ที่การเดินเรื่องที่สนุกกระชับ ทำให้เราสามารถรู้แนวคิดของผู้เขียนได้เร็วขึ้น และสามารถให้แง่คิดกับการใช้ชีวิตได้ โดยเฉพาะ ผู้ที่อยากรู้เรื่องการดำเนินชีวิตของคนในอดีตจะต้องอ่านเรื่องสั้นเพราะสามารถบรรยายให้บรรยากาศท้องทุ่งซึ่งในปัจจุบันนี้ไม่มีหลงเหลือไว้ให้เห็นอีกต่อไป เป็นคำกล่าวของนักวิชาการผู้คร่ำวอดในวงการวรรณกรรมอย่าง พิเชฐ แสงทอง ที่ได้เอ่ยวลีนี้ออกมาเพื่อประกาศชัดว่าเสน่ห์ของเรื่องสั้นยังคงความสวยงามอยู่เสมอ แต่หลังจากที่วงการวรรณกรรมบ้านเราได้สูญเสียพญาอินทรีย์เรื่องสั้นผู้ยิ่งใหญ่อย่าง มนัส จรรยงค์ ไปแล้วนั้นก็ดูเหมือนว่าเส้นทางสายนี้จะถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปพร้อมๆ กับพญาพฤกษาผู้นี้ไปด้วย ถึงแม้ว่าในแต่ละปีจะมีทั้งนักเขียนและนักอ่านหนังสือหน้าใหม่ผุดขึ้นมาทำให้วงการหนังสือมีสีสันคึกคักก็ตามที แต่ทว่าจำนวนคนอ่านเรื่องสั้นนั้นกลับมีปริมาณที่น้อยลงจนทำให้หนังสือประเภทนี้ต้องนอนแน่นิ่งอยู่เพียงลำพังในมุมหนังสืออันแสนคับแคบ หรือการเข้าไปซุกซ่อนอยู่เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสารบางฉบับจนยากที่จะมาปรากฏกายให้คนได้เห็น สาเหตุที่ทำให้เรื่องสั้นต้องกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวนิยายแนวประชานิยมหรือต้องเข้าไปซ่อนตัวเป็นเพียงส่วนน้อยของนิตยสารบางฉบับเท่านั้น ประทีป เหมือนนิล ผู้เชี่ยวชาญด้านวงการวรรณกรรม และในฐานะเป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องราวและวิวัฒนาการของเรื่องสั้น ได้ให้เหตุผลพร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงสถานการณ์เรื่องสั้นว่า การเขียนเรื่องสั้นนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากแต่ประการใด แต่การที่จะให้เขียนแล้วให้เข้าไปประทับอยู่ในความทรงจำของคนนั้นเป็นเรื่องที่อยาก แม้แต่พญาอินทรีย์ราชาเรื่องสั้นผู้ยิ่งใหญ่อย่างมนัส จรรยงค์ ที่มีผลงานเขียนเรื่องสั้นมาหลายพันเรื่องแต่มีเรื่องที่คนอ่านสามารถจดจำได้มีเพียงไม่กี่สิบเรื่องเท่านั้น หรือแม้แต่กระทั่งบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบรมครูด้านงานเขียนก็ไม่สามารถที่จะเขียนเรื่องสั้นให้เป็นที่ติดตรึงได้ ย เรื่องสั้นเปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกที่นักเขียนหน้าใหม่จะใช้เขียนเพราะคิดว่าเป็นการเขียนในถ้อยคำสั้นๆ ไม่ต้องคำนึงถึงอะไรมาก หรือที่เรียกว่าการเขียนแบบฉาบฉวยไม่ได้ใส่รายละเอียดลงไปให้คนเห็นภาพ พอเขียนออกมาวางขายก็มีเสียงฮือฮาตามกระแสอยู่เพียงชั่วครู่ประเดี๋ยวก็ต้องเลือนหายไปจากความทรงจำของคนอ่าน การเขียนเรื่องสั้นของนักเขียนสมัยนี้จะนำรูปแบบแปลกๆมาใช้ในการเขียนซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งก็หลงลืมเสน่ห์อันแท้จริงของเรื่องสั้นออกไป เพราะเรื่องสั้นต้องเป็นการเขียนแนวสะเทือนอารมณ์ได้อย่างชัดเจน แต่นักเขียนในปัจจุบันอาจจะขาดตรงนี้ไปเลยทำให้เรื่องสั้นไม่ได้รับการจดจำ ซึ่งก็เป็นสาเหตุทำให้นักเขียนรู้สึกหมดหวังที่จะเขียนแนวนี้ จึงหันไปจับปากการ่าย นวนิยายแทน ย เมื่อถามถึงเรื่องสั้นว่าทำไมถึงไม่ค่อยโตในสายงานวรรณกรรม ประทีป อธิบายว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรื่องสั้นไม่ค่อยโต เพราะเสน่ห์ของเรื่องสั้นอยู่ที่การใช้ชั้นเชิงในการเขียน โดยเฉพาะการเขียนที่ต้องทำให้คนอ่านสงสัยว่าจะมีการดำเนินเรื่องอย่างไรต่อไป และต้องสามารถสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมได้ หรืออาจจะมีจุดจบที่หักมุมอย่างที่คาดไม่ถึง ซึ่งนักเขียนสมัยนี้ไม่สามารถที่จะเข้าถึง ได้ โดยประทีป ได้ยกตัวอย่างเรื่องสั้นของ มนัส ที่ยังคงอยู่ในห้วงความทรงจำของผู้อ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ว่า ยเรื่องสั้นของมนัส เป็นเรื่องสั้นที่ยังคงเป็นปัญหาที่เราดำรงชีวิตประจำวันอยู่ อย่างเช่นเรื่อง ยแม่ยังไม่กลับมาย ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของนักเขียนทั้งในอดีตและปัจจุบันว่านักเขียนเป็นอาชีพที่แร้นแค้นเมื่อคนอ่านแล้วรู้สึกสะเทือนอารมณ์ ซึ่งปฐมเหตุของเรื่องนี้ก็ได้เกิดมาจาก มนัสได้ให้คุณอ้อมผู้เป็นภรรยานำเอาต้นฉบับที่เขียนเสร็จแล้วไปส่งโรงพิมพ์ ซึ่งคุณอ้อมออกเดินทางจากบ้านไปตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่สาดประโลมโลกดี จนเจ .....
- "ละไมหมอกพร่างพิภพพนาวัน" รวมบทกวีคัดสรรในรอบ ๑๕ ปี กวีหนุ่ม "ธารเมฆ"
- ก่อนอ่าน ยละไมหมอกพร่างพิภพพนาวันย รวมบทกวีคัดสรรในรอบ ๑๕ ปี รู้จักสักนิด กับ กวีหนุ่ม ยธารเมฆย (๑) ผมรู้จักชื่อของ ยธารเมฆย ทางหน้านิตยสารมานาน แต่เพิ่งได้รู้จักตัวเขาจริงๆเมื่อไม่นานมานี้ ยกวีถั่วงอกย เพื่อนมิตรวรรณกรรมคนหนึ่งบอกกับผมในค่ำคืนนั้น ก่อนที่เราจะนัดเจอะเจอกินกาแฟกัน ว่าเป็นเพราะตัวเขาขาวซีด ชอบหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ใคร่เจอแสงเดือนแสงตะวันเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา มโนภาพของเขาสำหรับผมเป็นเช่นนั้นทันที ตามคำบอกเล่าของเพื่อน หากแต่เจอตัวจริง เขากลับดูมีสง่าราศี หน้าตาดีกว่าที่คาดไว้มาก ออกจะดูอ่อนกว่าวัยด้วยซ้ำ แต่เพียงเขาเป็น ลูกจีน สูงโปร่ง ไว้ผมเป๋ ชอบใส่เสื้อแบบฮาวายลายดอก ไม่ก็ใส่เสื้อยืดที่เพ้นท์รูปเองสีขาว เขามักเดินห่อไหล่ที่กว้างของเขามากับตัวเปล่าๆ ไม่เดินสะพายย่าม กระเป๋า ถือหนังสือ หรือไม่ก็สมุดปากกา ไปไหนมาไหน เหมือนบุคลิกของกวีหรือนักเขียนทั่วไป บุคลิกของเขาน่าจะขับเก๋งหรูเสียด้วยซ้ำ เขามีเก๋งขับ แต่เขาขับมอเตอร์ไซค์ธรรมดาไปไหนมาไหนเหมือนคนทั่วไป ผิดแต่ว่าจะมีอิฐอยู่ก้อนหนึ่งบนตะแกรงหน้ารถของเขาเสมอ ยเอาไว้ปาหมาแถวบ้านย นั่นคือข้อมูลส่วนตัวอีกอย่างที่ผมรับรู้มาจากเพื่อนก่อนจะได้เจอกัน มักเป็นกลางคืน เวลาที่เรานัดดื่มหรือกินน้ำชากาแฟคุยกัน เขาอาจจะประเดิมด้วยกาแฟสักถ้วยก่อน ถ้านึกครึ้มเขาอาจจะดื่มเบียร์ต่อ โดยขอรินใส่ถ้วยกาแฟ ๒ หรือ ๓ ถ้วย ไม่มากไปกว่านั้น ละเลียดละไล้ แล้วถ้าติดลมกันขึ้นมาเขาจะเรียกขอเมนู ถามน้องๆเด็กเสิร์ฟถึงเครื่องดื่มอะไรที่ชื่อแปลกๆ แล้วเขาก็จะพูดว่า ยเอ่อ เอามาลองดูย เป็นเช่นนี้เสมอ เขามีสำนวนภาษาการพูดการจาเป็นของตัวเอง เขามักไม่สั่งอะไรซ้ำๆ เขาคุยไม่มาก พูดไม่มาก และไม่อยู่นาน ยชอบใครก็ชอบเลย ไม่ชอบใครก็ไม่ชอบเลยย นั่นคือบุคลิกอีกอย่างที่ผมรู้มาจากเพื่อน เขาจะมีเพื่อนไม่มากคนด้วยหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าเขาเป็นคนหนึ่งในประดาเพื่อนที่ตามตัวยากที่สุด ไม่ใช่เขาหยิ่ง เล่นตัว หรือเก็บตัว แต่ไม่มีใครรู้เวล่ำเวลานอนเวลาตื่นที่แท้จริงของเขาตะหาก ยตื่นหรือนอนย คำถามแรกๆเมื่อโทรไปแล้วเขารับสาย หมายถึงเขาเพิ่งตื่น หรือกำลังจะเข้านอน และนั่นไม่ได้หมายถึงเวลาเช้าหรือเวลาค่ำด้วย แต่อาจจะเป็นเวลาเที่ยง ไม่เที่ยงวันก็เที่ยงคืน เพราะนั่นหากจะเป็นเวลานอนของเขาก็หมายถึงว่า ๒ วันล่วง หรือ ๔๘ ชั่วยามมาแล้วที่เขาไม่ได้นอน และถ้าหากว่านั่นคือเวลาที่ตื่นอยู่ของเขา ก็ไม่แน่ว่าอาจจะหมายถึงเขาเพิ่งจะตื่น หรือใกล้เวลานอนเต็มแก่ของเขาแล้ว เขาเป็นมนุษย์ที่นอน ๑ วัน และตื่น ๒ วันเต็ม โดยเฉลี่ย มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว เขาบอกว่านับแต่เขาริเขียนเรื่องสั้นแล้วติดพันไปจนข้ามวันข้ามคืนอยู่ช่วงหนึ่ง ด้วยติดใจในอรรถรสของอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างหรืออะไรก็ตาม จากวันนั้นมาวันนี้ เขาจึง ยเดินข้ามคืนย อยู่เสมอจนเป็นกิจวัตร แม้ว่าตอนนี้จะเปลี่ยนมาเขียนแต่บทกวีเป็นหลัก แต่ก็ยังตื่นและนอนไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนอยู่เหมือนเดิม (ยกเว้นเวลาไปเที่ยวค้างอ้างแรมต่างจังหวัดเขาจะตื่นจะนอนเหมือนคนปกติ) ยโทรมาทำไมวะป่านนี้ กูจะนอนย ยอ้าว แล้วใครจะรู้ว่ามึงตื่นหรือนอนวะย ยจะนอนแล้วโว้ยย นั่นหมายความว่าไม่รู้อีกเมื่อไรที่จะติดต่อเขาได้ นัดเจอะเจอกันได้อีกตอนไหน ว่ากันว่าบ่อยครั้งเขาจะเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ครั้งหนึ่งเขาแค่ขัดคอกับเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง เขาไม่พูดไม่จากันเลย ตลอด ๒ วันที่ไปเที่ยวเกาะด้วยกัน หรือกับเพื่อนกวีและนักเขียนอีกคนที่อยู่บ้านใกล้กันคนละไม่กี่ฟากถนนก็ไม่เคยแวะเวียนไปหากันเลย เพียงแค่ไม่มีอารมณ์จะพูดคุย แฟนเพื่อนอีกคนตั้งข้อสังเกตว่าคนที่มีสัมมาอาชีพอย่างเขานั้นเป็นคนเหลี่ยมจัดหรือเปล่า หากแต่เพื่อนเราบางคนกลับบอกว่าเขาออกจะใสซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กๆ อย่างนั้น อย่างไรก็ตาม บทกวีหลายบทของเขากลับโรแมนติ๊กโรแมนติก เขาน่าจะได้รับอีกสักฉายาว่า ยกวีโรแมนติ๊คซึ่มย ด้วยซ้ำไป เขาเขียนบทกวีเกี่ยวแก่ผู้หญิง สะท้อนโลกย์ ชีวิต สัจจะ ปรัชญา อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของชายหญิง มนุษย์ และสังคม ก็เหมือนกับใครที่เขียนบทกวีทำนองนี้ แต่เขาเขียนเยอะเขียนมาก นับเป็นเรื่อ .....
- วิกฤติโลกาภิวัตน์ในสังคมไทย มองผ่านรวมเรื่องสั้นหลัง "แผ่นดินอื่น"
- วิกฤติโลกาภิวัตน์ในสังคมไทย มองผ่านรวมเรื่องสั้นหลัง "แผ่นดินอื่น" ธัญญา สังขพันธานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๒๕๒ เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ความนำ โลกาภิวัตน์ (Globalization ) มีรากมาจากเศรษฐกิจและผลของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ส่งผลอย่างมากต่อมิติทางวัฒนธรรม ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อวัฒนธรรมเป็นประเด็นอภิปรายที่หลากหลาย (2) การนิยามความหมายของโลกาภิวัตน์ก็เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะที่สำคัญของโลกาภิวัตน์ คือการการแผ่ขยายของพหุวัฒนธรรม มีช่องทางเข้าไปสู่ความความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น ผ่านสินค้าของภาพยนตร์ฮอลลีวูด ระบบการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ การไหลบ่าของวัฒนธรรมสากลได้เข้าไปแทนที่วัฒนธรรมท้องถิ่น อันเป็นสาเหตุของการเกิดวัฒนธรรมลูกผสม นอกจากนี้แล้วโฉมหน้าของโลกาภิวัตน์ ยังเห็นได้จาก การขยายตัวของการท่องเที่ยวที่เป็นสากล การอพยพย้ายถิ่นครั้งใหญ่ รวมถึงการอพยพที่ผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าว การแผ่ขยายของวัฒนธรรมบริโภค วัฒนธรรมประชานิยม และการบ้าคลั่งเรื่องไร้สาระ เช่น การเล่นเกมโปเกม่อน การขยายตัวของการแข่งกีฬาครั้งสำคัญ เช่น ฟุตบอลโลก การสร้างหรือการพัฒนากลุ่มค่านิยมสากล การเติบโตของระบบโทรคมนาคมโลก การไหลบ่าท่วมทะลักของข้อมูลข่าวสาร ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น อินเตอร์เน็ต ดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร และโทรศัพท์ไร้สาย เป็นต้น คุณลักษณะเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดโลกและสังคมแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง เป็นไปทั้งในทางบวกและทางลบ อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่า โลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อปริมณฑลทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และผลกระทบนี้มักจะถูกมองด้วยทัศนะในเชิงลบที่อยู่ในแบบแผนตายตัว เช่น การมองว่า โลกาภิวัตน์ทำลายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การทำให้เป็นตะวันตก และทำให้เป็นวัฒนธรรมบริโภคนิยม (3) อาจกล่าวได้ว่า โลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางสังคม เท่าๆ กับที่ได้สร้างคุณูปการสำคัญๆ ต่อชีวิตของมนุษยชาติ วิกฤติโลกาภิวัตน์ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่มันยังได้ถูกผลิตซ้ำในสื่อแขนงต่างๆ รวมไปถึงศิลปวรรณกรรม ในฐานะการสะท้อนภาพหรือการนำเสนอภาพแทนวิกฤติดังกล่าว บทความเรื่องนี้ สนใจที่จะศึกษาปัญหาหรือวิกฤตโลกาภิวัตน์ในสังคมไทย ซึ่งได้รับการนำเสนอผ่านวรรณกรรมร่วมสมัยที่เขียนขึ้นหลังปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา โดยผู้เขียนได้เลือกเรื่องสั้นของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์จำนวน 3 เล่ม คือ "โลกหมุนรอบตัวเอง, นิทานประเทศ, และรอบบ้านทั้งสี่ทิศ" ซึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นชุดสุดท้ายในชีวิตการเขียนของเขา. เรื่อสั้น 2 เล่มหลังได้รับการตีพิมพ์รวมเล่มภายหลังการเสียชีวิตของกนกพงศ์ ในต้นปี 2549 (4) รวมเรื่องสั้นทั้งสามเล่ม ถือได้ว่าเป็นงานเขียนที่สืบต่อจากรวมเรื่องสั้นชุด "แผ่นดินอื่น" ที่เคยได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2539 และเป็นผลงานช่วงสุดท้ายในชีวิตของนักเขียนหนุ่มผู้นี้ที่ฝากไว้ให้กับวงวรรณกรรมร่วมสมัยของไทย ดังนั้นนอกจากสร้างข้อถกเถียงทางวิชาการในประเด็นเกี่ยวกับวิกฤติโลกาภิวัตน์ในวรรณกรรมแล้ว บทความนี้ยังจะเป็นการรำลึกถึงการจากไปครอบรอบหนึ่งปีของนักเขียนหนุ่มตลอดกาลนาม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์อีกทางหนึ่ง วรรณกรรมกับการนำเสนอภาพแทนทางสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับสังคม เป็นหัวข้อสำคัญที่ได้รับการนำเสนออยู่เสมอในการศึกษาและวิเคราะห์วรรณกรรม แนวการศึกษาที่เป็นขนบและได้รับการยอมรับมาโดยตลอดคือการศึกษาภาพสะท้อนทางสังคมจากวรรณกรรม นั่นคือการมองในเชิงอุปมาว่า วรรณกรรมเปรียบเสมือนกระจกเงา ที่ฉายสะท้อนให้เห็นภาพต่างๆ ของสังคม หรือดังคำขวัญที่ได้รับการยึดถือมานานที่ว่า "ดูวรรณคดีจากสังคม ดูสังคมจากวรรณคดี" (5) การศึกษาวรรณกรรมตามแนวคิดนี้ ส่วนใหญ่จะพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับสังคมในฐานะที่มีอิทธิพลต่อกัน ซึ่งเป็นแนวการวิจารณ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีปฏิฐานนิยม (positivism) ที่ถือว่าวรรณกรรมแม้จะเป็นข้อเขียนเชิงจินตนาการแต่ก็เป็นภาพสะท้อน (reflection) ของสังคมแวดล้อมและของยุคสมัย การวิจารณ์ส่วนใหญ่จะให้ควา .....
- 100 ปี 3 นักเขียนไทย หยดน้ำหมึกที่ไม่มีวันจาง
- 100 ปี 3 นักเขียนไทย หยดน้ำหมึกที่ไม่มีวันจาง โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤษภาคม 2550 17:13 น. เรือน้อยลำหนึ่งลอยอยู่กลางท้องมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เดินทางผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน จนถึงวันนี้ก็ยังคงไม่ได้หยุดพัก แต่ก็จะยังคงลอยต่อไปเพื่อสร้างความทรงจำให้อยู่ในใจแก่ผู้ที่พบเห็นได้ต่อไป เฉกเช่นดังวงการวรรณกรรมบ้านเราที่ทุกวันนี้ยังคงเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านเส้นทางมาหลายยุคหลากสมัย ดังเช่นกับ 3 เพชรน้ำหนึ่งแห่งวงการนักเขียนไทย ที่ถึงแม้ว่าวันนี้พวกเขาจะหยุดพายเรืออย่างถาวรเพื่อกลับไปสู่อ้อมกอดธรรมชาติที่สวยงามแล้ว แต่ผลงานของราชานักเขียนไทยทั้ง 3 กลับยังประทับอยู่ในความทรงจำของนักอ่านทุกคนเสมอมา ถึงแม้ว่าวันนี้วันเวลาจะล่วงเลยไปถึง 100 ปีก็ตาม พื่อรำลึกถึงนักเขียนไทยทั้ง 3 ท่านนี้ ชีวี ชีวา ผู้ช่วยบรรณาธิการอำนวยการฝ่ายวรรณ กรรมไทย สนพ.อมรินทร์ ผู้ติดตามศึกษางานของท่านทั้ง 3 ได้มาย้อนรอยน้ำหมึกให้ฟังดังนี้ โชติ แพร่พันธ์ หรือเจ้าของนามปากกาที่ไปติดอยู่ที่ริมฝีปากของนักอ่านว่า ยยาขอบย และอีกฉายาหนึ่งที่รุ่นน้องในวงการวรรณกรรมตั้งให้กับพญาอินทรีผู้นี้ด้วยความยกย่องว่า ยสุภาพบุรุษยาขอบย ยาขอบถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีจิตใจกว้างปานมหาสมุทร ยามใดที่พี่น้องได้รับความทุกข์ท้อหรือเดือดร้อนยาขอบก็จะให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนทุกครั้งไป จากคำบอกเล่าของ ชีวี ชีวา บอกเล่าถึงชีวิตและผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับยาขอบว่า บุคลิกส่วนตัวของยาขอบจะเป็นคนที่อารมณ์ดีหรือคนที่ชื่นชมในชีวิต รักความสนุกสนาน ชอบที่จะหาความเพลิดเพลินให้กับชีวิต และบวกกับที่เป็นคนที่มีจิตใจดีใครเดือดร้อนก็มักจะชอบช่วยเหลืออยู่เสมอ จึงทำให้ยาขอบเป็นสุภาพบุรุษอยู่ในใจของทุกคนเสมอมา ด้วยบุคลิกที่เป็นคนรักความสนุกและเป็นผู้ที่มีคารมอันเฉียบคมและแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน จึงได้ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวหนังสือเป็นส่วนใหญ่ เพราะเขาได้เริ่มเขียนหนังสือเรื่องแรกด้วยเรื่องตลกสั้นๆ สองสามเรื่อง จากเรื่องสั้นๆ ไม่กี่เรื่องนี้เองผู้อ่านก็เริ่มสนใจในตัวของนักเขียนผู้มีฝีปากคมคายผู้นี้ แต่ดูเหมือนว่าผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับยาขอบมากที่สุดก็คงจะเป็น ยผู้ชนะสิบทิศย ที่ได้ใส่ชีวิตและจิตใจของยาขอบไว้ในนวนิยายปลอมพงศาวดารพม่าที่ยาขอบมีโอกาสได้อ่านเพียง 8 บรรทัดเท่านั้น แต่ความเป็นอัจฉริยะทางวรรณกรรมกลับถ่ายทอดได้อย่างหลากอรรถรส มากถึง 8 เล่ม ยหลายคนคิดว่าผู้ชนะสิบทิศเป็นแต่เพียงคู่มือจีบสาวสำหรับผู้ชายเจ้าชู้ มีโวหารเกี้ยวพาราสี แต่ถ้าได้อ่านจริงๆ จนจบ 8 เล่ม จะทำให้รู้จักยาขอบมากขึ้น ถึงความเป็นสุภาพบุรุษของตัวละครที่ยาขอบได้ถ่ายทอดผ่านตัวจะเด็ด ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักรบผู้เก่งกาจและนักรักผู้อ่อนโยน ไม่เคยข่มเหงรังแกน้ำใจของอิสตรีผู้อ่อนแอกว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจ นี่จึงถือได้ว่าเป็นตัวตนของยาขอบที่มีความเป็นสุภาพบุรุษไม่เคยรังแกผู้ใด แต่พร้อมเป็นผู้ให้เสมอมาย ชีวี อธิบาย นอกจากนี้ ยาขอบยังได้มีผลงานอีกหลากหลายเรื่องที่ได้จรดน้ำหมึกฝากไว้ให้คนรุ่นหลังยึดถือเป็นแนวทางต่อไป ไม่ว่าจะเป็นผลงานเรื่องสั้นชื่อ ย เพื่อนแพงย วรรณกรรมเรื่องยาวอย่าง สามก๊ก (ฉบับวณิพก) ความเรียงปกิณกะเรื่องสินในหมึก เป็นต้น ผลงานทั้งหมดของยาขอบผู้หลงใหลในตัววรรณกรรมสามารถไปหาชมผลงานกันได้ที่ร้านหนังสือดอกหญ้าทุกสาขา และขณะนี้ทางดอกหญ้าได้เรียบเรียงละครเรื่องรัก 3 เล่มอมตะนิยายรักของยาขอบทั้งหมด 40 เรื่อง อาทิ มุมมืด และเพื่อนแพง ไว้ให้คนรักวรรณกรรมไทยได้สะสมกันไว้เป็นที่ระลึกถึงบรมครูชั้นเยี่ยมด้านวรรณกรรมไทย มาถึงเพื่อนสนิทของยาขอบ ที่ปีนี้ก็จะมีครบ 100 ปี กับเจ้าของฉายา ยราชาเรื่องสั้นลูกทุ่งไทยย มนัส จรรยงค์ ผู้ที่จุดประกายทำให้คนได้หันกลับมาหลงใหลในอรรถรสของท้องดินกลิ่นทุ่งอีกครั้งโดยผ่านปลายปากกา ในเรื่องสั้นของมนัส จะสื่อให้เห็นฉากและชีวิตลูกทุ่งไทยที่เด่นชัดมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ยิ่งวันคืนที่ผันผ่านจนทำให้ระบบทุนนินยมเข้ามาแทรกซึมอยู่ในสังคมไทยจนทำให้มองไม่เห็นความเป็นท้องทุ่งอีกต่อไป เพราะฉะนั้น เรื่องสั้น .....
- สมานฉันท์ ปักษ์ใต้ และน้ำมันดีเซล
- สมานฉันท์ ปักษ์ใต้ และน้ำมันดีเซล นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้ เป็นการรวบรวมผลงานที่เคยตีพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ 1. สมานฉันท์กับสังคมไทย : จาก มติชน วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2548 2. ปักษ์ใต้บ้านเรา : จากมติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 3. ความสามารถทางการเมือง : จากมติชน วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2548 (บทความทั้งหมดยาวประมาณ 10 หน้ากระดาษ A4) สมานฉันท์กับสังคมไทย มติชน วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2548 รายชื่อคณะกรรมการสมานฉันท์เป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย ดังที่ท่านนายกฯพูดเองว่ามีความหลากหลาย อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวแทนของทุกฝ่ายที่ใส่ใจกับสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ แม้จะมีความแตกต่างกันในด้านการตีความเหตุการณ์และแนวทางแก้ปัญหา แต่เมื่อมีโอกาสนั่งลงอย่างเสมอภาคในคณะกรรมการ ก็คงทำให้ความแตกต่างดังกล่าวกลายเป็นจุดแข็ง นำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายในสังคมพอจะรับได้ แต่สิ่งที่น่ายินดีเสียกว่าการมีคณะกรรมการสมานฉันท์คือ บรรยากาศสมานฉันท์ ซึ่งมองเห็นได้ชัดขึ้นในสังคมเวลานี้ โดยเฉพาะท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ยอมรับข้อเสนอของท่านประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ ว่าความรุนแรงไม่อาจตอบโต้ด้วยความรุนแรงได้ วันรุ่งขึ้นหลังจากลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการ ท่านนายกฯก็ประกาศจะใช้เงิน 30 ล้านบาท เพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณีตากใบ แต่เงินอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ได้ เหตุฉะนั้นท่านจึงสัญญาว่าจะเปิดเผยผลการสอบสวนกรณีตากใบ ในขณะเดียวกันก็สั่งให้ข้าราชการที่ทำงานในพื้นที่ใช้ความนุ่มนวลกับราษฎรมากขึ้น นี่เป็นสัญญาณสำคัญที่หัวหน้ารัฐบาลน่าจะส่งอย่างชัดเจนและแข็งขัน หากยังไม่เกิดผลก็จำเป็นต้องส่งสัญญาณให้หนักแน่นยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก เพื่อให้ข้าราชการในพื้นที่เข้าใจอย่างไม่มีทางคลาดเคลื่อนได้ว่า รัฐบาลได้เปลี่ยนนโยบายไปสู่แนวทางสมานฉันท์อย่างแท้จริงแล้ว การเปิดเผยผลการสอบสวนทั้งกรณีกรือเซะและตากใบ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการสมานฉันท์ เพราะสมานฉันท์(ถ้าเป็นคำบาลีแบบไทย) ก็น่าจะแปลว่าร่วมใจรักกัน จะร่วมใจรักกันได้ก็ต้องยอมให้อภัยแก่ความผิดพลาดที่แล้วมาของอีกฝ่ายหนึ่ง การให้อภัยเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่เริ่มจากการเปิดเผยความผิดพลาดของทุกฝ่ายอย่างไม่อำพราง เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งสำนึกว่าได้ทำผิดไปแล้ว จึงสามารถให้อภัยแก่เขาได้ ยิ่งกว่านี้ สมานฉันท์ยังต้องการพื้นฐานบางอย่างที่จะทำให้มีความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย และตรงนี้คณะกรรมการสมานฉันท์อาจมีส่วนช่วยให้สังคมไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่เอื้อต่อความสมานฉันท์ในพื้นที่ภาคใต้ได้มากทีเดียว ความสมานฉันท์ไม่ว่าในสังคมใด หรือระหว่างกลุ่มใดๆ ในโลกนี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะไม่มีความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียม(disparity) แต่เราไม่จำเป็นต้องมองความเหลื่อมล้ำในเชิงเปรียบเทียบระหว่างกันเสมอไป อมรรตยะ เซน กล่าวว่า มีโอกาสหรือสิทธิ(ซึ่งเขาเรียกว่า entitlement) พื้นฐานสี่อย่างที่ชีวิตของทุกคนต้องการ นั่นก็คือ มีโอกาสได้รับอาหารเพียงพอแก่การดำรงชีพ, ได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน, ได้รับการศึกษาพออ่านออกเขียนได้และมีงานทำ, เข้าถึงสื่อและสามารถมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะได้ ฉะนั้นความเหลื่อมล้ำที่เกิดแก่ประชาชนในภาคใต้จึงมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งมักถูกตีความอย่างผิวเผินเพียงแค่รวย-จน แต่รวมถึงสิ่งอื่นๆ ซึ่งมีความสำคัญสำหรับสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อย่างที่เซนพูดถึงด้วย เช่นส่วนใหญ่ของประชากรอ่านออกเขียนได้ แต่การศึกษาของเขากลับไม่นำไปสู่การมีงานทำ(การจ้างงาน) เพราะระบบการจ้างงานไม่เปิดให้แก่ระบบการศึกษาแบบของเขา อันที่จริงชุมชนมลายูมุสลิมในภาคใต้ เป็นชุมชนเดียวที่เหลืออยู่ในประเทศไทยที่สามารถจัดการศึกษาให้แก่บุตรหลานได้ทั่วถึง(universal) โดยผ่านตาดีกาและปอเนาะ เป็นประสบการณ์ที่ชุมชนไทยในที่อื่นๆ ในประเทศน่าจะเรียนรู้ด้วยซ้ำ หรือความไร้อำนาจทางการเมือง(ดังกรณีตากใบ) คือไร้สิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะนั่นเอง ก็เป็นเหตุให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากเสียกว่ามีรายได้น้อย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเหลื่อมล้ำด้าน "อำนาจ" กีดขวางความสมานฉันท์เสียยิ่งกว .....
- ทฤษฎีวิพากษ์สังคม - ทฤษฎีวิพากษ์วรรณกรรม
- ทฤษฎีวิพากษ์สังคม - ทฤษฎีวิพากษ์วรรณกรรม สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของตำราเรื่อง ทฤษฎีวิพากษ์ร่วมสมัย กับ การวิจารณ์ศิลปะ (ภาคทฤษฎี) (บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา) บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนลำดับที่ 669 เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๘ (บทความทั้งหมดยาวประมาณ 13.5 หน้ากระดาษ A4) บทนำ ในทางมนุษยศาสตร์และทางสังคมศาสตร์ ทฤษฎีวิพากษ์มีความหมายที่แตกต่างกันเลยทีเดียว ทั้งกำเนิดและประวัติศาสตร์ที่ต่างกันไป. แม้ว่าเป็นเวลานานที่ความหมายทั้งสองนี้มีความเกี่ยวข้องกันน้อยมาก และในหลายๆทางไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย - พูดอีกอย่างก็คือ ทฤษฎีวิพากษ์ไม่ใช่ปรากฏกาณ์โดดๆอย่างชัดเจน - แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีวิพากษ์ทั้งสองก็มีบางอย่างที่ทับซ้อนกันอยู่หรือปะทะกัน นับจากทศวรรษที่ 1970s เป็นต้นมา ในประเด็นที่ว่า บางคนในปัจจุบันได้นำเอาศัพท์คำนี้ไปใช้ในความหมายเครื่องหุ้มห่อทฤษฎีต่างๆทุกวันนี้ในทางด้านมนุษยศาสตร์โดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่ามันมีคุณลักษณ์ในทางสหวิทยาการหรือความเกี่ยวพันกันต่างๆ ความหมายแรก เกี่ยวกับศัพท์คำว่า "ทฤษฎีวิพากษ์" ได้รับการให้นิยามความหมายโดย Max Horkheimer ซึ่งเป็นนักสังคมศาสตร์ Frankfurt School(1) ในความเรียงของเขาปี 1937 เรื่อง Traditional and Critical Theory (ทฤษฎีวิพากษ์และทฤษฎีแบบจารีต) และได้ถูกนำมาสนทนาอย่างละเอียดภายใต้หัวข้อ critical theory (Frankfurt School) นั่นคือ ทฤษฎีวิพากษ์(critical theory) เป็นทฤษฎีทางสังคมที่ปรับไปสู่การวิจารณ์และการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งในทางตรงข้ามกับทฤษฎีแบบจารีต(traditional theory) ที่มุ่งเพียงทำความเข้าใจและอธิบายสังคมเท่านั้น. Horkheimer ต้องการแยกแยะทฤษฎีวิพากษ์ออกมา ในฐานะรูปแบบที่สุดขั้วของการปลดปล่อยอย่างเป็นอิสระจากทฤษฎีมาร์กเซียน ทั้งจากแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกนำเสนอโดยลัทธิปฏิฐานเชิงตรรก(logical positivism) และจากสิ่งที่เขาและเพื่อนร่วมงานรับรู้ ในฐานะที่เป็นลัทธิปฏิฐานแอบแฝง(covert positivism) และลัทธิอำนาจนิยมของลัทธิมาร์กซ์ออร์ธอด็อกซ์ รวมถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยแก่นแกนความคิดนี้นี่เอง ที่ทำให้ทฤษฎีวิพากษ์ทางสังคมถูกเพ่งเล็งไปที่ทั้งหมดของสังคม ในลักษณะที่ชี้เฉพาะทางประวัติศาสตร์ของมัน นั่นคือ ในทางที่มันกลายเป็นการตระเตรียมอันหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ที่เจาะจงในช่วงเวลาดังกล่าว และนั่นได้ไปบูรณาการทฤษฎีต่างๆทางสังคมศาสตร์ที่สำคัญหลายหลากเอาไว้ ซึ่งจะช่วยทำความเข้าใจมิติต่างๆที่มีความสำคัญต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิติทางเศรษฐศาสตร์, สังคมวิทยา, ประวัติศาสตร์, รัฐศาสตร์, มานุษยวิทยา, และจิตวิทยาเอาไว้ด้วยกัน แม้ว่าแนวความคิดนี้เกี่ยวกับทฤษฎีวิพากษ์จะถือกำเนิดจากกลุ่มความคิดแฟรงค์เฟริทสคูล แต่มันก็แพร่หลายท่ามกลางนักสังคมศาสตร์เมื่อเร็วๆนี้บางคนด้วย อย่างเช่น Pierre Bourdieu และ(ที่ถกเถียงกันได้) Michel Foucault รวมถึงบรรดานักทฤษฎีสตรีนิยม(feminist) บางคนและนักสังคมศาสตร์อื่นๆ ความหมายที่สอง "ทฤษฎีวิพากษ์" คือ ทฤษฎีที่ถูกนำมาใช้ในการวิจารณ์วรรณกรรม - เช่น ทฤษฎีการวิจารณ์ - และในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานวรรณกรรมและที่จะถูกพูดถึงกันต่อไป. ในรายละเอียดโดยพิศดารซึ่งหากสนใจ สามารถหาอ่านได้ในทฤษฎีวรรณกรรม(literary theory) [สำหรับผู้สนใจ สามารถคลิกอ่านได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Literary_theory)] อันที่จริงแล้ว ทฤษฎีวิพากษ์ในความหมายที่สองนี้ไม่ได้มุ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างถึงราก หรือกระทั่งการปรับไปสู่การวิเคราะห์เกี่ยวกับสังคม แต่มันถูกโฟกัสลงไปที่การวิเคราะห์ตัวบทหรือเนื้อหาและปรากฏการณ์เป็นอันดับแรก. มันถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางนักวิชาการทางวรรณกรรม และในสาขาวิชาทางด้านวรรณคดีในช่วงปีทศวรรษที่ 1960s และ 1970s และที่จริงได้นำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่ปีทศวรรษที่ 1980s เป็นต้นมาเท่านั้น ความหมายแรกของทฤษฎีวิพากษ์ ถือกำเนิดขึ้นมาภายในความรู้ทางด้านทางสังคมศาสตร์ และมีผลงานต่างๆเกี่ยวกับทฤษฎีวิพากษ์สังคมอยู่หลายชิ้น และสังคมศาสตร์เชิงวิพากษ์(critical social science) ก็ไม่ได้ให้ความสนใจ และไม่แสดงถึงการรับรู้หรือรับทราบเกี่ยวกับเรื่องราวทฤษฎีวิพากษ์ทางวรรณกรรมและมนุษยศาสตร์แต่อย่างใดเลย ส่วนความหม .....


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว