ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

บทความ

126 items|« First « Prev 3 4 (5/13) 6 7 Next » Last »|
ชนบทในวรรณกรรม วาระครบรอบ 25 ปี "กลุ่มนาคร"
Submitted by Pookun on August,05 2007 18.36
ชนบทในวรรณกรรม วาระครบรอบ 25 ปี "กลุ่มนาคร" จุดประกาย วรรณกรรม ปีที่ 20 ฉบับที่ 6891 วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2550 จรูญ หยูทอง-แสงอุทัย : รายงานจากพื้นที่ วันที่ 27 กรกฎาคม 2550 'กลุ่มนาคร' ร่วมกับโครงการเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จัดสัมมนาทางวิชาการวรรณกรรม (ในวาระครบรอบ 25 ปี กลุ่มนาคร กลุ่มนักเขียนภาคใต้กลุ่มหนึ่งที่เคยมีบทบาทในแวดวงวรรณกรรมทั้งในเรื่องการก่อตั้งกลุ่มคนและการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านวรรณกรรมจนเป็นที่รับรู้ของคนในแวดวงนี้มาครบเสี้ยวศตวรรษ) ว่าด้วยเรื่อง 'การเขียนชนบทในวรรณกรรม' ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช โดยมีรายการอภิปรายเกี่ยวกับปมประเด็นในงานวรรณกรรมที่น่าสนใจยิ่ง (1) การอภิปรายเรื่อง แนวคิดว่าด้วยการเขียนชนบท วิทยากรประกอบด้วย รศ.ยงยุทธ ชูแว่น มหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม ประมวล มณีโรจน์ นักเขียนอิสระ ดำเนินรายการโดย พิเชฐ แสงทอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี การเขียนชนบท หมายถึง มโนทัศน์ที่แสดงออก/กล่าวถึงสภาพการณ์ทางสังคมในด้านความเชื่อ ความคิด อารมณ์และพฤติกรรมทางสังคมที่ผู้ผลิตงานด้านศิลปะวรรณกรรมนำเสนอต่อสาธารณะซึ่งผลผลิตดังกล่าวได้แสดงจุดยืน/มุมมองผ่านกระบวนทัศน์อันใดอันหนึ่งเพื่อร่วมวาทกรรมกับสังคมที่ตนเองสังกัด ซึ่งเป็นนิยามศัพท์ของเอกสารโครงการสัมมนาวรรณกรรม ในวาระ 25 ปี กลุ่มนาครในครั้งนี้ ยงยุทธ ชูแว่น ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ได้เท้าความย้อนหลังไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ว่าการเขียนถึงชนบทตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ยุคใหญ่ๆ คือ จากยุคของการมองชนบทในฐานะเป็นพื้นที่ที่ทุรกันดาร ล้าหลัง จนมาถึงการมองพื้นที่ชนบทในฐานะพื้นที่ทางสังคมที่จะต้องรองรับการพัฒนาตามนโยบายของส่วนกลางและชนบทที่โต้กลับอำนาจรัฐในยุคหลัง วิวัฒนาการของความคิด ปฏิบัติการโต้แย้งและความคลี่คลายของการเขียนชนบทเริ่มจากช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงปี 2500 การเขียนชนบทเป็นที่มั่นของส่วนกลางเพื่อเอื้อให้ต่อการปกครองแบบรวมศูนย์จากส่วนกลาง ช่วงปี 2500-2520 เป็นภาพชนบทที่เอื้อต่อการพัฒนาของแม่แบบคือส่วนกลาง มองชาวบ้านหรือชาวชนบทเป็นคนโง่ เป็นช่วงของการรับเอาแนวคิดในการพัฒนาจากฝรั่งมาใช้มองภาพชนบท และปี 2520 ถึงปัจจุบันมีความพยายามรื้อฟื้นอำนาจของชาวบ้านขึ้นมาโต้กลับ มีการเชิดชูชาวบ้าน ซึ่งตอนหลังนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นภาพชาวบ้านที่เพ้อฝัน ยงยุทธ ชูแว่น ฝากไว้ให้ตระหนักว่า "การเขียนชนบทเป็นเรื่องสำคัญ ให้มองชนบทจากหลายมุมหลายมิติ ภาระนี้ยิ่งใหญ่ให้ช่วยกันคิด" ประมวล มณีโรจน์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า... "ทุกวันนี้ภาพของหมู่บ้านชนบทค่อนข้างจะหลากหลาย มีความขัดแย้งกันอยู่ มีทั้งการพัฒนากระแสหลักและกระแสรอง การพัฒนากระแสหลักก็ดิ่งเดี่ยวและครอบงำ ในขณะที่การพัฒนากระแสรองต้องตั้งรับภาพชนบทในวรรณกรรมในอดีตไม่ขัดแย้งเหมือนในปัจจุบัน มีข้อกังขาว่าทฤษฎีภาพสะท้อนทางวรรณกรรมจะเหมือนภาพสะท้อนในกระจกหรือไม่ ทฤษฎีภาพสะท้อนที่เราเชื่อกันว่ามันสะท้อนหรือมันเป็นภาพแทนหรือภาพสร้าง ภาพแทนคือภาพที่ไม่ได้เป็นภาพจริงของชนบทเช่นเดียวกับภาพสร้าง" สังคมไทยถูกทำให้เชื่อว่า "อดีตเป็นความล้าหลัง อนาคตเป็นความก้าวหน้า" อีกทั้งเราไม่อาจจะบอกต้นปลายของปรากฏการณ์ได้เพียงหนึ่งชั่วอายุคน การเขียนและการบันทึกอยู่ในอำนาจของใคร เพื่ออะไรก็จะสามารถทำให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้ ถ้าการเขียนเป็นแสงสว่าง ประชาชนผู้ด้อยโอกาสก็จะถูกกำหนดให้อยู่ในเงามืด คนกลุ่มน้อยที่อยู่ในแสงสว่างก็จะปิดหูปิดตาประชาชนเอาไว้ แม้ว่าคนในเงามืดจะถูกเปิดให้ในที่สว่างแล้วแต่พวกเขากลับไม่มองตัวเอง การลำดับแวดวงวรรณกรรมไทย แรกๆ วรรณกรรมอยู่ในแวดวงของคนกลุ่มเล็กในเมืองหลวง ชนบทเข้ามาเป็นฉากผ่านของวรรณกรรม แต่การดำเนินเรื่องยังเป็นวิถีของคนเมืองอยู่เช่นเดิม ภาพกระท่อมเลี้ยงเป็ดคือภาพชนบทแบบโรแมนติกจากงานวรรณกรรมประเภทนี้ เช่น งานของ ไม้ เมืองเดิม งานที่ตัวละครขี่ม้า ยิงปืน ไปอยู่ชนบท แต่ยังไม่เป็นคนชนบทจริงๆ เหมือนกองถ่ายห .....
วิถีที่เลือก ชีวิตที่เป็น วรภ วรภา
Submitted by Pookun on July,07 2007 19.51
วิถีที่เลือก ชีวิตที่เป็น วรภ วรภา ใครบางคนเคยพูดไว้ว่าชะตาชีวิตของคน ถูกกำหนดจากมือที่มองไม่เห็นบนฟากฟ้า ใครคนนั้นยังบอกอีกว่าไม่มีทางหรอกที่เราจะฝืนลิขิตที่กำหนดไว้ได้ ระหว่างที่เขาพูดเราเองกลับรู้สึกโต้แย้งลึกในใจว่า ไม่จริงหรอก สิ่งที่กำหนดชะตาชีวิต คือความตั้งใจของแต่ละคนต่างหาก เหมือนอย่างที่นักเขียนจากแดนสะตอเมืองสตูล วรภ วรภา ตัดสินใจลิขิตอีกครึ่งของชีวิต ด้วยความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นของตัวเอง โดยเลือกที่จะละทิ้งหน้าที่การงานที่กำลังก้าวหน้าในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อก้าวเข้าสู่หนทางของนักเขียนอาชีพอย่างเต็มตัว และจากความสำเร็จของ หมอกฝัน ม่านฟ้า ห่าฝน ด้วยรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด,รวมเรื่องสั้นชุดอุบัติการณ์ ที่คว้ารางวัลดีเด่นสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ รวมถึงล่าสุด มหาชเล ที่ชนะใจกรรมการมาตรฐานสุดเคี่ยวของรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ก็น่าจะช่วยให้วรภมั่นอกมั่นใจได้ว่า การตัดสินใจ (ที่ดูเสี่ยง) ของเขานั้น ถูกต้อง! นักเขียนหนุ่มใหญ่ผู้มีรอยยิ้มอารมณ์ดีประดับบนใบหน้าเสมอ เล่าให้เราฟังว่า การตัดสินใจที่ (แอบ) บ้าบิ่นของเขา เกิดขึ้นเพราะต้องการให้อีกครึ่งหนึ่งของชีวิตที่เหลืออยู่ ได้ทำงานที่ตนรัก "รักที่จะเขียนหนังสือมานานแล้ว แต่มีช่วงหนึ่งที่หายไปเลยเกือบ 4-5 ปี เพราะภารกิจด้านการงานที่ต้องทุ่มเทมาก พลังงานหมดเลย แล้วต่อไปการงานก็จะมากขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น อาจจะเสียดายจนทิ้งไม่ได้ เลยถามตัวเองว่าชีวิตที่เหลือต้องการอะไร ก็ได้คำตอบมาว่า ทำในสิ่งที่รักคือเขียนหนังสือ ถ้ารอจนเกษียณจะเอาเวลาและพลังที่ไหนมาเขียนล่ะ" วรภย้อนถามกลับมาแบบขำๆ ด้วยเหตุผลข้างต้นทำให้วรภตัดสินใจลาออก ขณะที่กำลังจะก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ ซึ่งตามบริบทของสังคมไทยแล้ว คงยากนักที่ใครจะเข้าใจและยอมรับได้ โดยเฉพาะครอบครัว "อาศัยว่าภรรยาเข้าใจ เพราะเราจะคุยให้ฟังตลอด เขาเห็นเรามีความสุขกับการเขียน เลยยินดีร่วมเผชิญ ปัญหาหลักคือพ่อแม่ ซึ่งท่านก็เป็นห่วงความมั่นคง และคาดหวังในเกียรติยศเป็นธรรมดา" และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วรภมุ่งมั่นส่งงานเข้าประกวด ตามเวทีต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ "รางวัลที่ได้ช่วยผ่อนความรู้สึกไม่สบายใจของท่านได้มาก เพราะเห็นว่าถึงเราจะละทิ้งสิ่งที่เคยมีเคยเป็น แต่วิถีชีวิตเราก็มีความสุข และก็สามารถสร้างตัวตนตรงนี้ขึ้นมาให้คนยอมรับได้" อีกประการที่สำคัญก็คือ ต้องการให้แวดวงเกิดการขยับเขยื้อน และตื่นตัวในการสร้างสรรค์งานคุณภาพมากขึ้น "ยังเคยข้องใจอยู่เลยว่า ทำไมนักเขียนรุ่นที่โตๆ ใหญ่ๆ กันแล้ว ถึงไม่ส่งงานเข้ามาบ้างล่ะ ส่งเข้ามาก็น่าจะสนุกนะ นักเขียนจะได้สร้างผลงานมาประชันกัน นักเขียนใหม่ก็ไม่ต้องกลัว สองมือสองเท้า มันสมองเหมือนกัน นอกจากจะได้เคี่ยวกรำตัวเองแล้ว ยังช่วยกระตุ้นวงการ ทำให้รางวัลมีคุณค่าขึ้นมา" นอกจากจะมีส่วนช่วยให้วงการตื่นตัวแล้ว เวทีประกวดในสายตาของวรภ ยังสามารถช่วยเรื่องปากท้องของนักเขียน โดยเฉพาะนักเขียนรุ่นใหม่ได้ไม่น้อยเลย "การส่งประกวดเป็นคำตอบส่วนหนึ่งเหมือนกันในเรื่องของการครองชีพ โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัว เพราะลูกต้องเรียน เมียต้องใช้ สนามวรรณกรรมบ้านเรามันน้อย บางทีกว่าจะได้พิมพ์รอกันจนลืม เงินค่าเรื่องก็น้อย คนที่ยึดอาชีพเป็นนักเขียนอย่างเดียวอยู่ลำบาก แถมนิตยสารบางแห่งส่งค่าต้นฉบับเร็วที่สุดคือ 2 เดือน บางแห่งก็ไม่ส่งเบี้ยวค่าเรื่องไปเลย บางทีรวมเล่มแล้วสนพ.เบี้ยวก็มี นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องของพิมพ์เกิน และขโมยพิมพ์อยู่บ้าง บอกพิมพ์ 3 พันเล่ม จ่าย 3 พันเล่ม แต่พิมพ์จริงไป 4-5พันเล่ม" วรภเปิดเผยเรื่องจริงที่ทำเอาเราถึงกับอึ้งไปเลย แต่คำว่านักล่ารางวัล ก็ทำใครหลายคนหวาดๆ ไปเหมือนกัน แล้วนักเขียนรุ่นเก๋าอย่างวรภล่ะ คิดอย่างไร "ถ้ากลัวว่าจะโดนว่าเป็นนักล่ารางวัล แล้ววันหนึ่งรางวัลล้มหายตายจากไปจะเป็นไง หน้าที่ของเราคือทำงานให้มีคุณภาพ ใครได้ไม่ได้ก็เป็นเรื่องของกรรมการ แต่สำคัญที่สุดคืออย่าไปหลงมัน จนทะเลาะกันเอง มึงได้กูไม่ได้ กูอิจฉามึง มันไม่ใช่อย่างนั้น" อืม ชัดเจนจริงๆ ถ้าลองสังเกตตัวงานของวรภ จะเห็นได้ว่ามีลักษณะหลากหลายทั้งบทกวีและเรื่องสั้น แต่ถ้าถามถึงความถนั .....
ปรัชญาชีวิต
Submitted by Pookun on June,30 2007 23.32
ปรัชญาชีวิต คาลิล ยิบราน KHALIL GIBRAN                 คาลิล ยิบราน เกิดที่ Bechari ประเทศเลบานอน ในปี ค.ศ.๑๘๘๓ ตายที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. ๑๙๓๑ เป็นกวี นักเขียน และศิลปินที่ได้รับสมญานามว่า "วิลเลียมเบลคแห่งศตวรรษที่ ๒๐" บิดามารดาของยิบรานเป็นผู้มีการศึกษาและวัฒนธรรมดี ตระกูลทางมารดาได้ชื่อว่าเก่งดนตรีที่สุดในหมู่บ้าน ยิบรานได้แสดงฝีมือทางวาดเขียน ก่อสร้าง ปั้น และแต่เรียงความมาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่ออายุ ๘ ปีก็สนใจและเข้าใจซาบซึ้งในงานของไมเคิล แอนเยลโลและเลโอนารโดดารวินชิ ในปี ๑๘๙๕ ครอบครัวของเขาได้เดินทางไปตั้งรกรากยังสหรัฐอเมริกา แต่เมื่ออายุได้สิบสี่ปีครึ่ง ยิบรานก็เดินทางกลับมายังเลบานอนและเข้าเรียนในสถานศึกษาภาษาอาหรับของซีเรีย ต่อมาเขาได้เดินทางไปศึกษาศิลปะกับโรแดง ( Rodin) ปฏิมากรชาวฝรั่งเศสที่ Ecole des Beaux Arts ในกรุงปารีส ในปี ค.ศ. ๑๙๑๒ ยิบรานเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาและพำนักอยู่ในกรุงนิวยอร์ค และที่นั่นเอง เขาก็ได้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมนักเขียนชาวอาหรับ (Arabic P.E.N. Club) และได้เป็นนายกของสมาคมด้วย                 งานประพันธ์ของยิบรานได้มีอิทธิพลจูงใจคนรุ่นหลังมาก ทั้งผู้ใช้ภาษาอาเรบิคในประเทศอาหรับและในอเมริกา ตลอดทั้งยุโรป เอเชีย ตั้งแต่ประเทศจีนถึงสเปน งานชิ้นแรกๆ ของยิบราน เป็นบทเขียนและบทกวีภาษาอาหรับ งานเหล่านั้นแสดงทัศนะเห็นแจ้งในธรรมะ ความงดงามในท่วงทำนอง และแนวใหม่ที่จะเข้าแก้ปัญหาของชีวิต ยิบรานเริ่มใช้ภาษาอังกฤษในการเขียนของเขาตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี งานชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ ชิ้นที่ชื่อ "THE PROPHET" ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน งานชิ้นนี้ได้ถูกแปลถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆ ไม่น้อยกว่าสิบสามภาษา อ่านกันแพร่หลายอย่างยิ่งทั่วโลก ยิบรานได้บรรจุหลักสัจธรรมไว้ด้วยสำนวนกวีอ่านง่ายแต่ไพเราะ เข้าถึงชนทุกชั้น นับเป็นทั้งบทกวี ปรัชญาและธรรมะ พร้อมกันไปในตัว บุคคลในหลายเชื้อชาติและต่างลัทธิศาสนาจำนวนมากได้ยึดถือเอาคำสอนในงานชิ้นนี้เป็นเสมือนประทีป นำแนวทางแห่งการดำรงชีวิต ทั้งนี้เพราะสัจธรรมนั้นเป็นของกลาง แม้ว่าจะกล่าวออกมาในเปลือกหุ้มใดๆ ก็มีธรรมชาติอันแท้เป็นสมบัติของมนุษย์ทั่วไปไม่ว่าชาติ ภาษา หรือลัทธิใด ศาสนาใด                 ข้าพเจ้าแปลงานชิ้นนี้เป็นภาษาไทย ตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้คัดบางส่วนลงพิมพ์ในที่หลายแห่ง ต้นฉบับแปลสมบูรณ์หายไปในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๗ - ๘ จึงได้แปลใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตัวอัลมุสตาฟาในเรื่องตอบปัญหาหลักธรรมถึง ๒๖ หัวข้อด้วยกัน ล้วนบรรจุข้อปรัชญาอันลึกซึ้งและไพเราะด้วยลีลากวีไว้ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าได้พยายามถ่ายทอดความไพเราะของต้นฉบับเดิมออกมาอย่างเต็มที่แล้ว เชื่อว่าท่านที่สนใจคงจะได้รับรสและความซาบซึ้งจากฉบับแปลนี้ตามสมควร ระวี ภาวิไล มีนาคม ๒๕๐๔ คำนำผู้แปล               ข้าพเจ้ามีความยินดีที่สำนักพิมพ์ศึกษิตสยามดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือแปลสาธนา ปรัชญานิพนธ์ของท่านรพินทรนาถ ฐากูร และ ปรัชญาชีวิตของ กวี คาลิล ยิบราน พร้อมกัน ๒ เล่ม หนังสือเล่มแรกนั้นข้าพเจ้าได้จัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก แจกเป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพมารดาของข้าพเจ้าเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๐๘ สำหรับงานของคาลิล ยิบรานนั้นสำนักพิมพ์บริการทองได้จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ และในระยะหลังๆ นี้ได้มีผู้ปรารภต้องการได้ไว้เสมอๆ แม้ว่างานประพันธ์ทั้งสองจะแตกต่างด้วยพื้นเพวัฒนธรรมและขนบประเพณีของผู้รจนา เพราะเหตุด้วยชาติกำเนิด ผิวพรรณและภูมิศาสตร์ แต่เนื้อแท้ของงานทั้งสองนั้นก็กล่าวถึงเรื่องเดียวกันคือ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับชีวิตและสังคม               ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจในงานแปลทั้งสองนี้ประการหนึ่งคือ เป็นงานที่ได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่ายี่สิบปีด้วยความรัก อีกประการหนึ่งนั้น แม้กาลเวลาได้ผ่านมานานฉะนี้แล้ว เมื่อข้าพเจ้าย้อนมาอ่านทบทวนดูใหม่ ก็ยังไม่ได้พบว่าตนเองเติบโตเกินที่จะต้องการรับฟังความนึกคิดในบทประพันธ์ทั้งสองนี้ ในความนึกคิดส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว บทประพันธ์ทั้งสองบรรจุข้อคิดและคำสอนมากมายที่มีคุณค่าแก่ชีวิต และไม่เปลี่ยนแปรไปตามยุคและสมัย ขอท่านผู้สนใ .....
คำประกาศอิสรภาพของนักเขียนและศิลปินอินโดนีเซีย
Submitted by Pookun on June,30 2007 23.21
คำประกาศอิสรภาพของนักเขียนและศิลปินอินโดนีเซีย แถลงการณ์วัฒนธรรม: วรรณกรรมและการเมืองในอินโดนีเซียทศวรรษ ๑๙๖๐ คุณะวรรณ โมฮะหมัด ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม : แปล The "Cultural Manifesto" Affair: Literature and Politics in Indonesia in the 1960s A Signatory's View (Working Paper No. 45, The Centre of Southeast Asian Studies, Monash University : 198) Goenawan Mohamad หมายเหตุ : วรรณกรรมชิ้นนี้เคยเผยแพร่แล้วบนกระดานข่าวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และมีสมาชิกบางท่านเสนอให้นำมาเผยแพร่บนหน้าเว็บเพจ เพื่อความสะดวกในการอ่านและทำสำเนา ทางกองบรรณาธิการจึงใคร่ขออนุญาตผู้แปลนำงานวรรณกรรมนี้เผยแพร่ต่อสาธารณชนมา ณ ที่นี้ midnightuniv@yahoo.com (บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา) มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 979 เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙ (บทความทั้งหมดยาวประมาณ 15.5 หน้ากระดาษ A4) แถลงการณ์วัฒนธรรม: วรรณกรรมและการเมืองในอินโดนีเซียทศวรรษ ๑๙๖๐ ทัศนะของผู้ลงนาม โดย คุณะวรรณ โมฮะหมัด / ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม : แปล คำนำ คุณวรรณ โมฮะหมัด บรรณาธิการของนิตยสารรายสัปดาห์ทรงอิทธิพล เท็มโป (TEMPO) ได้มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโมนาชในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนมีนาคม ค.ศ. 1988 ในฐานะที่เป็นคนแรกที่รับทุนวิจัยซึ่งให้การเอื้อเฟื้ออย่างดี ที่จัดการบริหารโดยศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาโดยนักธุรกิจชาวออสเตรเลีย และนักอินโดนีเซียศึกษา George Hicks ได้มอบให้กับมหาวิทยาลัยใน ค.ศ. 1986 คุณวรรณ โมฮะหมัดเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในอินโดนีเซียในฐานะกวีและนักวิจารณ์วรรณกรรม งานวิจัยหมายเลข 45 เป็นผลลัพธ์ที่เป็นที่ประจักษ์ชัดของการมาเยือนอันมีคุณค่าของคุณวรรณ และมีที่มาจากงานสัมมนาที่เขาได้มอบให้แก่ศูนย์ในวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1988 ข้าพเจ้าต้องขอบคุณเขาไม่เพียงแค่ในเรื่องของการสัมมนาที่จุดประกายความคิดใหม่ๆ และการมาเยือนของเขาโดยรวม แต่ยังต้องขอบคุณต่อการทำงานอย่างหนักที่เขาได้กระทำเพื่อผลิตงานเขียนที่เฉียบคมชิ้นนี้ ซึ่งได้วางไว้บนโต๊ะของข้าพเจ้า ในฐานะสิ่งที่เป็นเหมือนกับของขวัญในการจากไกล ของเช้าวันที่เขาออกเดินทาง David Chandler 25 March 1988 แถลงการณ์วัฒนธรรม พวกเรา เหล่าศิลปินและปัญญาชน ขอประกาศแถลงการณ์วัฒนธรรม ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนของพวกเรา อุดมคติของพวกเรา และนโยบายของพวกเรา ต่อวัฒนธรรมแห่งชาติ สำหรับพวกเราแล้ว วัฒนธรรมเป็นเรื่องของการดิ้นรนเพื่อที่จะนำสภาพการดำรงอยู่ของมนุษย์ให้ไปสู่จุดที่สมบูรณ์แบบ เรามิได้คิดว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของวัฒนธรรมจะมีความเหนือกว่าส่วนอื่นๆ ทุกๆ ส่วนทำงานร่วมกันเพื่อให้วัฒนธรรมนี้มีสมรรถภาพสูงสุด ด้วยการตระหนักเช่นนี้ในเรื่องของวัฒนธรรมแห่งชาติ พวกเราจึงดิ้นรนเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์ที่แท้จริงและบริสุทธิ์ ในฐานะที่เป็นคุโณปการของพวกเราในการที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องและพัฒนาศักดิศรีของพวกเราในฐานะประชาชนอินโดนีเซียในประชาคมแห่งชาติต่างๆ ปัญจศีล จะเป็นพื้นฐานปรัชญาที่สำคัญของวัฒนธรรมของพวกเรา จาการ์ตา 17 สิงหาคม 1963 Drs. H.B. Jassin Ras Siregar Trisno Sumardjo Hartojo Andangdjaja Wiratmo Sukito Sjahwil Zaini Djufri Tanissan Bokor Hutasuhut Binsar Sitompul Goenawan Mohamad Drs. Taufiq A.G. Ismail A.Bastari Asnin M. Saribi Afn. Bur Rasuanto Poernawan Tjondronagoro Soe Hok Djin Dra. Boen S. Oemarjati D.S. Muljanto (Manifes Kebudajaan ตีพิมพ์ใน Sastra 9-10 1963 พร้อมกับการแสดงความเห็นและคำอธิบาย รวมทั้งดูที่ฉบับที่ตามออกมาของ Sastra และ Basis 13.3) คำแปลภาษาอังกฤษนำมาจาก H. Soebadio and C.A. Sarvaas (editors), Dynamic of Indonesian History Amsterdam 1978, pp. 339-340. 1. จุดมุ่งหมายของบทความนี้เพื่อที่จะบรรยายถึงประสบการณ์ของนักเขียนอินโดนีเซียคนหนึ่งในระหว่างช่วงความวุ่นวายสับสนที่เกิดขึ้นก่อน "Gestapu Affair" ใน ค.ศ. 1965 ส่วนใหญ่ของงานชิ้นนี้เป็นการย้อนระลึกความหลังโดยส่วนตัว อันมีความช่วยเหลือจากชุดเอกสารงานสะสมที่เป็นสิ่งพิมพ์ซึ่งมีความสำคัญมากหลายชิ้น อันปรากฏขึ้นในกรุงจาการ์ตาในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เพื่อที่จะเติมเต็มช่องว่างในความทรงจำของข้าพเจ้า หมายเหตุผู้เขียน: ข้าพเจ้าขอขอบคุณ คุณ Helen Sumardjo จากหอสมุดกลางมหาวิทยาลัยโมนาช ที่ให้โอกาสข้าพเจ้าได้ใช้แฟ้มเอกสารที่ข้าพเจ้าไม่สามารถหาได้ในจาการ์ตา สำหรับ Dewi Fortuna Anwar และ Greg Barton ซึ่งช่วยเหลือข้าพเจ้าในการต่อสู้เรื่องภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าก็ขอแสดง "terimankasih" ไว้ด้วย 2. ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1963 วารสารวรรณกรรมรายเดือน "ศาสตรา" (Sastra) ในจาการ์ตาได้ตีพิมพ์เอกสารสามหน้ากระดาษชื่อว่า "Manifes Kebudayaan" หรือ แถลงการณ์วัฒนธรรม เอกสารนี้ประกอบด้วยลำดับรายชื่อผู้ร่วมลงนาม ซึ่งประกอบไปด้ว .....
ปราโมทยา อนันตา ตูร์ พลังหมึกแห่งอุษาคเนย์
Submitted by Pookun on June,30 2007 23.18
ปราโมทยา อนันตา ตูร์ พลังหมึกแห่งอุษาคเนย์ สัจภูมิ ละออ -รายงาน ผลงานนักเขียนชื่อก้องโลก ปราโมทยา อนันตา ตูร์ ได้รับถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆ กว่า 20 ภาษา ผลงานอันทรงคุณค่า เปี่ยมพลังสร้างสรรค์นั้น ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลหลายปีซ้อน แม้จะพลาดรางวัล แต่นั่นไม่ใช่ว่าเป้าหมายในการเขียนของเขาจะพลาดไป ตรงกันข้าม ผลงานของเขากลับยิ่งรุก ยิ่งเร้า และเรียกร้องให้ชาวโลกได้รับรู้เรื่องราวในแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล และหลากหลายวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย เสียงที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของ ปราโมทยา อนันตา ตูร์ ถ่ายทอดมาเป็นนวนิยายหลายเรื่อง เฉพาะที่ ภัควดี วีระภาสพงษ์ ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยแล้วมีอยู่ 2 เรื่องคือ แผ่นดินของชีวิต ซึ่งแปลมาจาก This earth of mankind และ ผู้สืบทอด ซึ่งแปลมาจาก Child of all nation ผลงานอันเปี่ยมพลังสองเล่มนี้ โครงการจัดพิมพ์คบไฟ จัดพิมพ์ออกมาเรียบร้อยแล้ว เป็นหนังสือเล่มหนา เนื้อหาแน่น เหมาะงามอย่างยิ่ง สำหรับคนที่ต้องการเห็นภาพสังคม ชีวิต และจิตวิญญาณของชาวอินโดนีเซีย หากใครอยากอ่านฉบับภาษาอังกฤษ ผลงานของ Pramoedya Ananta Toer ก็มีแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Max Lane มีทั้งเรื่อง This Earth of Mankind; Child of All Nations; Footsteps; และ House of Glass สนพ. Penguin Books จัดพิมพ์ขายมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 แล้ว ผลงาน 4 เล่มนี้ มีชื่อเรียกขานกันว่า จตุรภาค บนเกาะบูรู เพราะสร้างสรรค์ระหว่างที่ถูกขังคุกบนเกาะบูรู หากจะเปรียบกับบ้านเรา อาจเป็นเกาะตะรุเตา ที่เคยขัง ส.เศรษฐบุตร ผู้ลำดับคำภาษาอังกฤษ หรือ "ดิกชินนารี" ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้นั่นเอง ผลงานของ ปราโมทยา อนันตา ตูร์ ชุด "จตุรภาค" โครงการจัดพิมพ์คบไฟ จะพิมพ์ภาคภาษาไทยออกมาทั้ง 4 เล่ม ในส่วนที่พิมพ์ออกมา 2 เล่มนั้น ทางสำนักพิมพ์ได้จุดประกายให้เห็นเนื้องานของปราโมทยา อนันตา ตูร์ ที่คณะศิลปศาสตร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นวงพูดจาประสาคนสนใจวรรณกรรม โดยเชื้อเชิญ อาจารย์วิทยา สุจริตธนารักษ์ อดีต ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องราวของอินโดนีเซีย มาฉายภาพสังคมอินโดนีเซีย สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการชื่อดัง นักคิด นักเขียน ผู้สันทัดทางวรรณกรรม มาบอกกล่าวเล่าขานด้านวรรณกรรม และขาดไม่ได้ก็คือ ภัควดี วีระภาสพงษ์ ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นภาษาไทย มาแสดงทรรศนะ เมื่อประวัติศาสตร์ สังคมอินโดฯ เกี่ยวข้องกับผลงานปราโมทยา อนันตา ตูร์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจารย์วิทยาจึงฉายภาพกว้างๆ ให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน สภาพสังคมอินโดนีเซียย่อมเกี่ยวข้องอยู่กับอุดมการณ์ แนวความคิด สังคมของอินโดฯ นั้นเปลี่ยนมาตั้งแต่ช่วงอาณานิคมเป็นต้นมา เรื่อยมาจนถึงสมัยกู้เอกราช แล้วก็พัฒนาประเทศ ทุกขั้นตอนมีอุดมการณ์เป็นส่วนกำกับแนวความคิดของผู้นำและปัญญาชน อันเป็นพลังหลักของสังคม ในสายอุดมการณ์มีอิสลาม มีสังคมนิยม และมีทุนนิยมข้ามชาติ ประเด็นนี้ เรื่องชาตินิยมสำคัญที่สุด ตามมาด้วยอิสลาม และสังคมนิยม เฉพาะในส่วนของชาตินิยม อุดมการณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องความเป็นมาสังคมอินโดฯค่อนข้างสูง ความเป็นชาตินิยมของอินโดฯจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่ไปเจอเข้ากับการปกครองของเนเธอร์แลนด์เป็นเวลานาน ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 มาจนถึงปี 1950 การปกครองของอาณานิคมดัตช์ การเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง การตักตวงผลประโยชน์จากอินโดนีเซียไปใช้ในเนเธอร์แลนด์นั้นมหาศาลนัก นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับบอกว่า เนเธอร์แลนด์จะพัฒนาไม่ได้มากมายนัก ถ้าไม่ได้อินโดนีเซียเป็นเมืองขึ้น คำพูดเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะว่า ความเจริญทั้งหลายทั้งปวงได้ผลประโยชน์ไปจากอินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นในช่วงตั้งแต่ 1920 เป็นต้นมา อินโดนีเซียจึงเกิดการต่อต้านอาณานิคมขึ้นมา เป็นการต่อต้านคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนตะวันตก ต่อต้านลัทธิอาณานิคม ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบหลัก อันเป็นปฏิกิริยาต่อการปกครองของเนเธอร์แลนด์ ในงานของปราโมทยา อาจารย์วิทยาชี้ว่า บางเรื่องสะท้อนให้เห็นภาพคนดัตช์เข้าไปอยู่ในอินโดนีเซีย เป็นผู้ปกครองอินโดนีเซีย แต่ขณะเดียวกันก็เอาวัฒนธรรมของคนชวามาใช้ เพื่อปรุงแต่งฐานะของตนเองให้ดูหรูหรา แบบที่คนชวาเข้าใจ แต่เพราะความไม่เข้าใจจึงดูกลายเป็นเรื่องตลกไป อย่างกรณีคนดัตช์จะไปไหน ก็มีคนกางร่ม หรือ .....
สุนทรภู่ กวีครู ผู้มากเมา (1)
Submitted by Pookun on June,28 2007 14.32
สุนทรภู่ กวีครู ผู้มากเมา (1) ตอน : เมาเหล้า /ปิ่น บุตรี โดย ปิ่น บุตรี 26 มิถุนายน 2550 16:42 น.       วันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 หรือวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 2 โมงเช้า(แปดนาฬิกา) ในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 4 ปี (26 มิ.ย.50 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสุนทรภู่)       สองผัวเมียที่เพิ่งตกล่องปล่องชิ้นเป็นครอบครัวกันใหม่ๆในย่านวังหลัง คลองบางกอกน้อย ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งขึ้นมา พร้อมๆกับตั้งชื่อบุตรชายคนนั้นว่า ยภู่ย               สุนทรภู่ครูฉัน      เกิดวันจันทร์ปีม้า       ยี่สิบหกมิถุนา              เมื่อเวลา 8 น.       จากหนังสือ สุนทรภู่ : มหากวีกระฎุมพี(ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ)       หลังเด็กชายภู่ถือกำเนิดได้มีผู้ผูกดวงชะตาพร้อมฟังธงว่า ดวงชะตาของเด็กคนนี้ตรงกับยอาลักษณ์ขี้เมาย ซึ่งก็แม่นไม่น้อยทีเดียว       เพราะดูเหมือนว่าเด็กชายภู่เมื่อเติบใหญ่ จนได้รับการยกย่องให้เป็นยพระสุนทรโวหารย หรือที่นิยมเรียกกันแบบสามัญว่ายสุนทรภู่ย หนึ่งในกวีเอกแห่งสยามประเทศนั้น ชั่วชีวิตของท่านล้วนต่างเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเมาๆอยู่เป็นนิจ       ดังคำที่ ยพระราชธรรมนิเทศยได้ร้อยรจนาบทกลอนด้วยความรักใคร่และยกย่องท่านสุนทรภู่ว่า               สุนทรภู่ครูกวีมีชื่อนัก       ว่าเมาเหล้าเมารักเมาอักษร       ทั้งสามเมาเข้าอิงสิง ยสุนทรย       ไม่มีวันพักผ่อน หย่อนใจกาย               ถ้าไม่เมาสุราหรือนารี       ก็เมาการกวีเป็นที่หมาย       ในชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงปลาย       ยภู่ยๆไม่วายว่างเว้นเป็นคนเมา       เมาเหล้า...       เป็นที่รู้กันดีในบรรดาผู้ที่ติดตามเรื่องราวของสุนทรภู่ว่า ท่านเป็นนักดื่มสุราตัวฉกาจชนิดหาตัวจับยาก และดื่มอยู่เป็นนิจตั้งแต่เริ่มหนุ่มไปจนถึงช่วงบั้นปลาย ประมาณว่าเป็นน้ำเมาเป็นน้ำทิพย์ จะมีว่างเว้นบ้างก็เห็นจะเป็นยามที่ท่านบวชเป็นพระเท่านั้น       แน่นอนว่าหากใครที่ดื่มเหล้าแบบมากมายเกินพอดี ผลเสียย่อมตกแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก สำหรับท่านสุนทรภู่ก็เช่นกัน ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าการเมาของสุนทรภู่ในหลายๆครั้งก็ถือว่าเป็นคุณต่อวงการกวีอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อท่านดื่มแบบกำลังดีจนเกิดอารมณ์กวีหรืออารมณ์ศิลปินลุกโชนท่านก็จะร้อยรจนาถ้อยคำออกมาเป็นบทกลอน บทกวี ยิ่งท่านเป็นนักเลงทางเพลงด้วยแล้ว พอเหล้าเข้าปากเมากรึ่มๆได้ที่ ก็คงด้นกลอนปร๋อทีเดียว ถึงขนาดมีคนว่ากันว่าในบางครั้งท่านสามารถบอกนิทานกลอนสองเรื่องสลับกันไป-มาได้ในครั้งเดียวแน่ะ       เรื่องการดื่มของสุนทรภู่นี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ในบันทึกประวัติสุนทรภู่ว่า เมื่อสุนทรภู่คิดกลอน ถ้าได้ดื่มเหล้าเข้าไป จะคิดกลอนคล่องถึงขนาดสองคนจดไม่ทัน นอกจากนี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯยังเล่าว่า เคยๆได้ยินผู้อื่นเล่าถึงวิธีการแต่งกลอนของสุนทรภู่ว่า มีข้าหลวงหรือชาววังถือเหล้าไปหาสุนทรภู่ขวดหนึ่ง แล้วบอกสุนทรภู่ว่า ยเสด็จให้มาเอาเรื่องย จากนั้นสุนทรภู่ก็เริ่มกินเหล้าพลาง บอกเรื่องพลาง แล้วข้าหลวงก็ได้เรื่องไปถวายทันที       นี่ย่อมแสดงให้ว่า สุนทรภู่ท่านเป็นอัจฉริยะด้านกาพย์กลอนอย่างแท้จริง แถมบางครั้งยิ่งเมามาย ความเป็นอัจฉริยะกลับยิ่งเพิ่มพูน       ส่วนหากพูดถึงความเป็นนักดื่มของท่านสุนทรภู่แล้ว ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ระบุว่าท่านดื่มหนักมากๆตอนที่มีอายุได้ราว 40 ปีเศษ เห็นจะได้ ส่วนที่ยังคลุมเครือก็เห็นจะเป็นเรื่องการเลิกเหล้าของสุนทรภู่ เพราะบันทึกบางเล่มก็ระบุว่าท่านดื่มไปตลอดชีวิต แม้กระทั่งถูกจับติดคุกในสมัยรัชกาลที่ 2 เพราะสุรา แต่พอออกมาก็ยังคงดื่มอยู่ ในขณะที่บางตำราระบุว่าสุนทรภู่ท่านน่าจะดื่มอย่างหนักในสมัยวัยหนุ่มที่กำลังคึกคะนอง และสามารถเลิกเหล้าได้เด็ดขาดในบั้นปลาย เพราะหากเป็นคนขี้เมาจริงๆก็คงไม่อาจสร้างสรรค์วรรณกรรมอันยอดเยี่ยมได้มากมาย       มีเรื่องน่าแปลกในความเป็นนักดื่มของสุนทรภู่อย่างหนึ่งก็คือ บทกวีที่ท่านแต่ง กลับกลายเป็นบทกวีเตือนใจเกี่ยวกับสุราเมรัยเสียมากกว่า เช่นในสุภาษิตสอนหญิงที่กล่าวว่า               คิดถึงตัว หาผัว นี .....
THE BOOK OF LAUGHTER AND FORGETTING : Milan Kundera
Submitted by Pookun on June,26 2007 12.37
THE BOOK OF LAUGHTER AND FORGETTING : Milan Kundera read by SleepyO  " The struggle of man against power is the struggle of memory against forgetting." มิลาน คุนเดราเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ในโลกวรรณกรรม แต่ความยิ่งใหญ่ของเขามีส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำอันเจ็บปวดของประวัติศาสตร์ประเทศเชกโกสโลวาเกีย ซึ่งคือบ้านเกิดเมืองนอนของเขาเอง ในเดือนสิงหาคม ปี 1968 เกิดเหตุการณ์ "ฤดูใบไม้ผลิในกรุงปราก" คือ การเข้ารุกรานและยึดครองประเทศเชกฯโดยรถถังรัสเซีย เพื่อลิดรอนอิสรภาพและการเติบโตแพร่ขยายของพรรคคอมมิวนิสต์ของชาวเชกฯ หลังจากนั้นมีการแต่งตั้งประธานาธิบดี Gustav Husak ภายใต้อำนาจของรัสเซีย ซึ่งเขาถูกขนานนามว่า "The President of Forgetting" ความคิดเผด็จการของรัสเซียมีอยู่ว่าต้องกวาดล้างแนวความคิดใหม่ๆที่กำลังเติบโตขึ้นในหัวสมองของประชาชน ดังนั้นเพื่อเป็นการหยุดคนรุ่นใหม่ รัสเซียจึงทำการลบ "ความทรงจำ" ของประชาชนด้วยวิธีการทุกรูปแบบ จนกรุงปรากกลายเป็นเมืองที่ไร้ความทรงจำ นักประวัติศาสตร์ นักวิจัย กว่า 145 คนที่มีชื่อเสียงต้องถูกแบนผลงาน หนังสือถูกนำไปเผาหรือโละออกจากหิ้งในห้องสมุดทั่วประเทศ เขาเหล่านั้นถูกขับออกจากงาน และไม่สามารถเผยแพร่วิชาความรู้ได้อีกต่อไป กลายเป็นคนที่ถูกลืมและไม่มีตัวตนในที่สาธารณะ แม้แต่บันทึก จดหมายของคนธรรมดาสามัญอื่นๆ ก็จะถูกนำมาเผาทั้งสิ้น คุนเดราก็เป็นหนึ่งในขบวนการทำ "ลืม" ของพวกรัสเซีย เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาสูญสิ้นทั้งหมด ไม่สามารถเขียนหนังสือและได้รับการตีพิมพ์ในประเทศเชกฯได้ มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาเขียนในปี 1973 ชื่อ Life is elsewhere ต้องนำไปตีพิมพ์ในฝรั่งเศส จนท้ายที่สุด ปี 1975 คุนเดราเนรเทศตัวเองออกไปอยู่ในฝรั่งเศสพร้อมภรรยา เวร่า เขาไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และปี 1978 หนังสือ The Book of Laughter and Forgetting เล่มนี้ ทำให้เขาถูกขับออกจากการเป็นพลเมืองของประเทศเชกโกสโลวาเกีย ภายหลังจากที่เขาเริ่มโด่งดังในโลกวรรณกรรม เขาไม่อนุญาตให้ใครนำหนังสือของเขาไปพิมพ์เพื่อวางจำหน่ายในประเทศเชกฯ (เพิ่งมาอนุญาตเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง และครบทุกเล่มในปี 1998) และเขาเริ่มหัดเขียนหนังสือในภาษาฝรั่งเศส จนปี 1986 Immortalityก็ปรากฎต้นฉบับภาษาแรกเป็นภาษาฝรั่งเศส เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ฝรั่งเศสคือบ้านของเขา เขาเป็นคนฝรั่งเศสทั้งกายและใจ... ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เพราะหนังสือเล่มนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์พอสมควร คุนเดราหยิบยกเรื่อง "ความทรงจำ" มาเป็นประเด็นหลักของหนังสือ ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตอนเรียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับยุโรปตะวันออก มันเป็นหนังสือประกอบการเรียนในหัวข้อ (ถ้าจำไม่ผิดคล้ายๆว่า) "History as a social memory" ซึ่งเป็นการอ่านที่สนุกมาก เพราะตัวหนังสือเองมีเทคนิคในการเล่าที่แสดงอัจฉริยะภาพของนักเขียนเต็มที่ ทั้งกึ่งประวัติศาสตร์ กึ่งชีวประวัติของนักเขียน เป็นกระทั่งท่อนดนตรีคลาสสิค บทวิจารณ์สังคม การเมือง วิจารณ์งานเขียน หรือเรื่องความรัก และสัมพันธภาพทางเพศ แต่ท้ายที่สุดทั้งหมดคือ"ชีวิต"ที่อยู่ภายใต้สังคมที่ถูกปิดไปแล้ว เนื้อหาของหนังสือถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดบท แต่ละบทใช้ตัวละครแตกต่างกัน โดยมีธีมของหนังสือเท่านั้นที่เป็นตัวยึดเนื้อหาทั้งหมดเข้าด้วยกัน แต่ละเรื่องจึงเป็นภาพสะท้อนของกันและกันเหมือนกระจก อย่างเช่นเรื่องแรก เขากล่าวถึงชายคนหนึ่งที่ชื่อ มิเรค กำลังจะไปหาภรรยาเก่าซีดีน่า เพื่อขอจดหมายรักคืน ซีดีน่าเป็นผู้หญิงที่ถือว่าหน้าตาน่าเกลียด แต่มิเรคอยู่ด้วยเพราะสถานการณ์ทางการเมือง เพราะซีดีน่ามีอิทธิพลทางสังคมในหมู่พวกรัสเซีย แต่หลังจากนั้นมิเรครู้สึกอาย พยายามจะกำจัดความทรงจำด้วยการลบซีดีน่าออก ด้วยการไปมีชู้ และในที่สุดเขาก็เลิกกับเธอด้วยเหตุผลทัศนะทางการเมืองและเรื่องส่วนตัวที่ต่างกัน และถึงแม้จะเลิกมานานแล้ว เขาก็ยังลืมไม่ลง เขาจึงคิดว่า การไปขอจดหมายรักคืน จะเป็นการลบสิ่งที่อยู่ในใจได้ เขามีจุดประสงค์ต้องการจะนำไปทิ้ง แต่พอซีดีถามว่าจะเอาไปทำไม มิเรคกลับตอบว่าจะเอาไปรำลึกว่า ความทรงจำที่เคยมีในช่วงไหนเป็นยังไง จะได้รื้อฟื้นสิ่งที่ตนเคยเป็น ซีดีน่าเหมือนรู้ทันปฎิเสธทั้งหมด เธอกล่าวเหน็บแนมว่า จดหมายนั้นไม่น่าเชื่อว่ามิเรคจะเขียนขึ้นได้ เธอจะเก็บไว้ ยังไงเธอก็ไม่ให้.. คุนเดรามีวิธีการเล่าที่มีเสน่ห์เหมือนเทพนิยายและช .....
คำป่าวร้องของขบวนการทางสังคมจากทั่วโลก
Submitted by Pookun on June,26 2007 12.26
คำป่าวร้องของขบวนการทางสังคมจากทั่วโลก ณ ปอร์โต อเลเกร ประเทศบราซิล 27 มกราคม 2546 เรามาประชุมกันที่เมืองปอร์โต อเลเกร ภายใต้เงาวิกฤตที่กำลังคุกคามโลก ความมุ่งร้ายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ตั้งป้อมจะทำสงครามกับอิรักเป็นอันตรายต่อพวกเราทุกคน และเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างลัทธิการทหารกับการครอบงำทางเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น ในเวลาเดียวกัน โลกาภิวัตน์แนวเสรีนิยมใหม่เองก็กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ดังจะเห็นได้จากความวิตกอยู่ทุกขณะว่าเศรษฐกิจจะถดถอยทั่วโลก ความทุจริตของบรรษัทเป็นข่าวอื้อฉาวอยู่ทุกวี่วัน และกำลังเปิดโปงความเป็นไปที่แท้จริงของลัทธิทุนนิยม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจกำลังขยายใหญ่ขึ้น เป็นอันตรายที่กำลังคุกคามโครงสร้างของสังคมและวัฒนธรรมของเรา สิทธิของเรา และชีวิตของเรา ความหลากหลายทางชีวภาพ อากาศ น้ำ ป่า ดิน และทะเล ถูกใช้เสมือนเป็นสินค้าที่นำออกขายกัน ทั้งหมดนี้กำลังคุกคามอนาคตของเราที่มีร่วมกัน เราไม่ต้องการให้เป็นเช่นนี้ เพื่ออนาคตร่วมของเรา เราคือขบวนการทางสังคมที่กำลังต่อสู้อยู่ทั่วโลก เพื่อต่อต้านโลกาภิวัตน์แนวเสรีนิยมใหม่ รวมทั้งต่อต้านสงคราม ลัทธิเหยียดผิว การแบ่งชั้นวรรณะ ความยากจน ระบบชายเป็นใหญ่ และการเลือกปฏิบัติและกีดกันทุกรูปแบบทางด้านเศรษฐกิจ ชาติพันธุ์ สังคม การเมือง วัฒนธรรม เพศ เราทุกคนกำลังต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมในสังคม ความเป็นพลเมือง ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม สิทธิสากล และสิทธิของประชาชนที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง เรายืนหยัดอยู่ข้างสันติภาพ ความร่วมมือกันระหว่างประเทศ สังคมที่ยั่งยืนซึ่งตอบสนองความจำเป็นของประชาชนด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย สุขภาพ การศึกษา ข้อมูล น้ำ พลังงาน การคมนาคมขนส่ง และสิทธิมนุษยชน เรามีความสมานฉันท์กับกลุ่มผู้หญิงที่กำลังต่อสู้กับความรุนแรงในสังคมระบบชายเป็นใหญ่ เราสนับสนุนการต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ คนงาน ขบวนการคนเมือง และทุกกลุ่มชนที่กำลังถูกคุกคามด้านที่อยู่อาศัย การมีงานทำ ที่ดิน และสิทธิของพวกเขา เราได้รวมพลังคนนับล้านเพื่อที่จะประกาศว่าอีกโลกหนึ่งเป็นไปได้ คำประกาศนี้เป็นความจริง และมีความเร่งด่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในอดีต ไม่เอาสงคราม ขบวนการทางสังคมไม่เห็นด้วยกับลัทธิการทหาร การจัดตั้งฐานทัพเพิ่มขึ้น และการปราบปรามที่รัฐเป็นผู้กระทำ ซึ่งก่อให้เกิดผู้อพยพลี้ภัยจำนวนที่ประมาณมิได้ และบิดเบือนให้การเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นอาชญากรรม และคนจนเป็นอาชญากร เราไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอิรัก การโจมตีประชาชนชาวปาเลสไตน์ ชาวเชเชนยา และชาวเคิร์ด การทำสงครามต่าง ๆ กับอาฟกานิสถาน กับโคลอมเบีย และอาฟริกา และเงาสงครามที่คุกคามเกาหลี เราคัดค้านการรุกรานเวเนซูเอล่าทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง และการปิดกั้นคิวบา และประเทศอื่น ๆ ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เราไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการทางการทหารและทางเศรษฐกิจที่มุ่งหวังจะครอบงำประเทศต่าง ๆ ด้วยลัทธิเสรีนิยมใหม่ และบั่นทอนอธิปไตยและสันติภาพของปวงประชาทั่วโลก สงครามได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการครอบงำโลกเชิงโครงสร้างอย่างถาวร โดยการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมประชาชนและทรัพยากรที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เช่น น้ำมัน รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรกำลังบังคับใช้สงครามเป็นวิธีการปกติทั่วไปในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เราประนามความพยายามของพวกจักรวรรดินิยมที่จะสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นระหว่างศาสนา ชาติพันธุ์ สีผิว ชนเผ่า และกลุ่มชนอื่น ๆ เพื่อที่จะบรรลุผลประโยชน์ส่วนตน ความเห็นส่วนใหญ่ของสาธารณชนทั่วโลกคัดค้านการทำสงครามกับอิรัก เราขอป่าวร้องให้ขบวนการทางสังคมและพลังก้าวหน้าต่าง ๆ ร่วมกันสนับสนุน เข้าร่วม และจัดการประท้วงสงครามทั่วโลกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ได้มีการวางแผนและประสานงานการประท้วงดังกล่าวกันแล้วในเมืองใหญ่ ๆ กว่า 30 เมืองทั่วโลก กดดันให้ดับเบิลยูทีโอตกราง องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เขตการค้าเสรีของทวีปอเมริกา (เอฟทีเอเอ) และข้อตกลงทางการค้าทวิภาคีและระดับภูมิภาคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย เช่น ข้อตกลงว่าด้วยการเติบโตและโอกาสของอาฟริกา และข้อเสนอการค้าเสรีอเมร .....
"สุนทรภู่" ยอดกวีนักเขียนสารคดีท่องเที่ยว
Submitted by Pookun on June,26 2007 00.00
"สุนทรภู่" ยอดกวีนักเขียนสารคดีท่องเที่ยว โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2550 18:04 น.       วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 หรือเมื่อ 221 ปีที่แล้ว "เด็กชายภู่" ได้ถือกำเนิดขึ้นในบ้านริมกำแพงวังหลัง ติดกับคลองบางกอกน้อย แม้ดวงชะตาของเด็กชายคนนี้จะมีผู้ทำนายว่าตกอยู่ใน "อาลักษณ์ขี้เมา' ก็ตาม แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา เด็กชายภู่ก็ได้กลายเป็น "พระสุนทรโวหาร" หรือ "สุนทรภู่" กวีเอกของกรุงรัตนโกสินทร์จากผลงานกวีนิพนธ์ชิ้นเยี่ยมมากมาย จนในยุคปัจจุบัน สุนทรภู่ยังได้รับยกย่องให้เป็นกวีเอกของโลกอีกด้วย       แต่นอกจากการเป็นกวี เป็นนักกลอนอันเลื่องชื่อแล้ว สุนทรภู่ก็ยังได้รับการยกย่องในอีกหนึ่งตำแหน่ง นั่นก็คือการเป็น "นักเขียนสารคดีท่องเที่ยว" ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย       สำหรับผู้ที่ยกย่องท่านสุนทรภู่เช่นนั้นก็คือ "ปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ" นักเขียนสารคดีท่องเที่ยวระดับคลาสสิคของเมืองไทย อดีตบรรณาธิการอนุสาร อสท. ผู้ล่วงลับ ได้กล่าวถึงท่านสุนทรภู่ไว้ในหนังสือ"เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ว่า       ยที่อาจหาญมาเขียนเรื่องสุนทรภู่ก็ไม่ใช่อะไรอื่น มันเป็นเรื่องอันเกี่ยวเนื่องกับหัวใจของผมแท้ๆ ผมรู้จักสุนทรภู่จากผลงานด้านนิราศของท่าน อ่านนิราศของท่านแล้ว ผมก็แทบจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ท่านเขียนไว้       ผมยกย่องสุนทรภู่ว่า ท่านเป็นนักท่องเที่ยวรุ่นบุกเบิกของเมืองไทยโดยแท้ เพราะนิราศต่างๆ ที่ท่านเขียนไว้คือสารคดีท่องเที่ยวดีๆ นี่เอง แต่เป็นการเขียนแบบร้อยกรอง ผมอ่านผลงานนิราศของสุนทรภู่แล้วก็รักท่านแต่นั้นมา มันนานมาแล้ว...นานกว่า 30 ปี       แม้กระทั่งทุกวันนี้(ช่วงที่ปราโมทย์ยังมีชีวิตอยู่) ผมก็ยังรักยังชอบนิราศสุนทรภู่อยู่ไม่เสื่อมคลาย ผมเชื่อว่าท่านเป็นครูคนหนึ่งในการเขียนสารคดีท่องเที่ยว"       โดยหากใครเคยได้อ่านผลงานนิราศของสุนทรภู่ก็คงจะเคยเห็น และเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวและภาพต่างๆ ที่บรรยายไว้ในนิราศมาแล้ว เช่น ตอนหนึ่งจากนิราศเมืองแกลง นิราศเรื่องแรกของสุนทรภู่ ที่กล่าวบรรยายถึง "ห้วยโป่ง" หรือบ้านห้วยโป่ง ปัจจุบันอยู่ในอำเภอเมืองระยองไว้ว่า       "...ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล       คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น       มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น       บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม..."       หรือจะเป็นนิราศเมืองเพชรตอนหนึ่งว่า       "...ข้างฝั่งซ้ายชายทะเลเป็นลมคลื่น       นภางค์พื้นเผือดแดงดังแสงเสน       แม่น้ำกว้างว้างเวิ้งเป็นเชิงเลน       ลำพูเอนอ่อนทอดยอดระย้า..."       ก็ล้วนแต่บรรยายสภาพบรรยากาศของแต่ละเมืองแต่ละแห่งที่สุนทรภู่ผ่านไปได้เป็นอย่างดี       ในขณะที่อาจารย์"เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" ศิลปินแห่งชาติ และประธานกรรมการกองทุนสุนทรภู่ กล่าวถึงบรมครูกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในแง่ของการเป็นนักเขียนสารคดีท่องเที่ยวว่า       "ถ้ากล่าวอย่างนั้นก็ถูกต้อง แต่ในรูปแบบการเขียนของท่านคือเขียนเป็นกลอน เป็นนิราศ เนื้อหานั้นก็แน่นอนว่าเท่ากับเป็นการเปิดโลกของการไปเห็นอะไรที่มันกว้างไปจากที่คนอื่นเขาเขียนกันอยู่ ไม่ใช่เฉพาะในจินตนาการเท่านั้น แต่ได้ไปเห็นสถานที่ต่างๆ จริงๆ"       อาจเป็นเพราะท่านสุนทรภู่ได้มีโอกาสได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง จึงมีโอกาสได้เห็นสิ่งต่างๆ มากกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่เหนือยิ่งกว่านั้น อาจารย์เนาวรัตน์กล่าวว่า       "คนอื่นก็อาจจะมีโอกาสไปท่องเที่ยวอย่างท่าน เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้เขียนออกมา แต่สุนทรภู่ท่านมีวรรณกรรมเป็นชีวิต เป็นทางเดินของท่าน ไม่ว่าไปไหนก็จะเขียนเป็นเรื่องราวออกมา มันก็เลยเป็นความสมบูรณ์ และตรงนี้ถือเป็นประโยชน์กับคนอื่นต่อมาด้วย" อาจารย์เนาวรัตน์กล่าว       แต่เนื่องจากการแต่งเรื่องราวของสุนทรภู่เป็นแบบนิราศ โคลง กลอน ไม่ได้เป็นร้อยแก้วเหมือนอย่างในสมัยนี้ ไม่แน่ว่าคนอ่านอาจจะไม่ได้อรรถรสในการอ่านหรือไม่ ในจุดนี้อาจารย์เนาวรัตน์มองว่า       "ร้อยกรองจะให้ภาพมากกว่าร้อยแก้ว เพราะถ้อยคำ สำนวนโวหารมันเปิดโลกของจินตนาการในใจคนมากกว่าร้อยแก้ว ความไพเราะ ความสละสลวยและโวหารในการใช้คำในกาพย์กลอนหรือกวีนิพนธ์นั้น คือการใช้ .....
ข้อคิดจากการกลับมาของนิตยสารช่อการะเกด...โดย พิเชฐ แสงทอง
Submitted by Pookun on June,20 2007 23.35
ข้อคิดจากการกลับมาของนิตยสารช่อการะเกด...โดย พิเชฐ แสงทอง « เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:39:32 PM » เวลานี้ดูเหมือนทุกอณูเนื้อขององค์อินทรีย์ทางวรรณกรรมจะเต้นตื่นกับการกลับมาครั้งใหม่ของช่อการะเกด เพราะพวกเราหวังว่า ช่อการะเกด จะสร้าง ยสิ่งดีๆย ให้กับวงการวรรณกรรมในสองระดับด้วยกัน  ระดับที่หนึ่งคือ นักเขียนในฐานะปัจเจกชน จะ ยผ่านเกิดย ขึ้นมาเป็นที่จับตามองของสังคมได้มากขึ้น อีกระดับหนึ่งคือ ช่อการะเกด จะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยวงการวรรณกรรมให้หลุดพ้นจากภาวะจิตเภทที่ (เราเข้าใจว่า) หลอกหลอนวงการวรรณกรรมมาอย่างน่าเป็นห่วง นั่นคืออาการจิตเภทที่เรียกกันว่า ยวิกฤติวรรณกรรมย ผมเองก็ดีใจที่ช่อการะเกดจะกลับมา และยิ่งมีความหวังในเชิงธุรกิจของนิตยสารหัวนี้มากขึ้นเมื่อกลับมาพร้อมกับลมใต้ปีกอันแรงจัดของสำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของทีวีบูรพา ผู้จัดรายการโทรทัศน์น้ำดีชื่อดังของเมืองไทย เพราะเชื่อว่าพิมพ์บูรพาจะทำให้หลุดพ้นจากภาระเรื่องผลประกอบการที่เคยฉุดให้ช่อการะเกดอำลามาแล้วทั้ง 2 ยุค แต่ผมก็อยากให้เราได้ตั้งสติ และคิดกับ ยสิ่งดีๆย ทั้ง 2 ซึ่งเราหวังจากช่อการะเกดให้จริงจังอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่ต้องสร้าง ยภาระทางใจ (อันหนักหน่วง)ย ให้กับสุชาติ สวัสดิ์ศรี และพิมพ์บูรพามากเกินไป สิ่งดีๆ สิ่งที่หนึ่ง เราหวังว่านักเขียนในฐานะปัจเจก เมื่อถูกโฟกัสจากช่อการะเกดแล้ว จะกลายเป็นนักเขียนที่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ เราอยากให้ช่อการะเกดเป็นโรงงานหรือแปลงเกษตรที่ส่งผลิตภัณฑ์ป้อนวงการวรรณกรรม  ความหวังข้อนี้สะท้อนให้เห็นว่าวงการเรารู้สึกว่า 8 ปีหลังจากช่อการะเกดฉบับที่ 41 ยุติไม่มี ยนักเขียนคุณภาพย หรือ ยนักเขียนรุ่นใหม่ย เกิดขึ้นมาประดับวงการเลย เป็น 8 ปีแห่งเหว่ว้าเดียวดายที่เรารู้สึกเหมือนชีวิตวรรณกรรมของเราแห้งเหี่ยวลงไปเรื่อยๆ แต่มันเป็นเช่นนั้นหรือ? ผมคิดว่ามันตรงกันข้ามกันเลย  8 ปีที่ช่อการะเกดหายไป ยังมีนักเขียนคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมาอย่างคับคั่ง จนผมเองซึ่งเริ่มสนใจอ่านและเขียนวรรณกรรมในช่วงต้นทศวรรษที่ 2530 รู้สึกเลยว่านักเขียนรุ่นทศวรรษที่ 2540 นั้นจะมากมายหลายหลากทั้งคุณภาพและปริมาณมากกว่าในรุ่น 2530 เสียอีก บรรยากาศที่ไร้ช่อการะเกดนี่เองที่ผลิตนักเขียนเชิงเสียดสีได้อย่างถึงแก่นอย่างชาติวุฒิ บุณยรักษ์ ผลิตนักเขียนแนวหลังสมัยใหม่อย่างปราบดา หยุ่น  อนุสรณ์ ติปยานนท์  นักเขียนที่ใช้กลวิธีกระแสสำนึกได้อย่างโดดเด่นอย่างอุทิศ เหมะมูล นักเขียนที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องที่เกลี้ยงเกลา รวบรัด กระชับ และง่ายอย่างภาณุ ตรัยเวช  อุเทน พรมแดง นักเขียนที่มีความคิดคมคายอย่างนก ปักษนาวิน  จรรยา อำนาจพันธุ์พงษ์  ปานศักดิ์ นาแสวง นักเขียนที่สะท้อนเหตุการณ์ความคิดด้วยการเล่าเรื่องที่ซื่อใสอย่างวิน วนาดร  แขคำ ยปั้นคำย แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า  ธาร ธรรมโฆษณ์  ยฉมังฉายย  จรัญ ยั่งยืน  นักเขียนที่ทดลองวิธีการนำเสนอที่ไม่เคยซ้ำผ่านมุมมองแบบมุสลิม (ซึ่งในสมัยช่อการะเกดแทบจะไม่มีเลย) เช่น อนุสิทธิ หวังเกษม ชุมพล ลาวัง และนักเขียนในกลุ่ม โรตีมะตะบะ  ตลอดจนนักเขียนหญิงที่สะท้อนมุมมองเชิงเพศสภาพได้ดีเด่นอย่างอุรุดา โควินท์ การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์  พิณประภา ขันธวุธ นักเขียนรุ่นหลังช่อการะเกดยุคที่สองเหล่านี้มีตัวตนขึ้นมาในช่วงที่สื่อหนังสือพิมพ์เริ่มลดพื้นที่ให้กับวรรณกรรม แต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องสั้น และบทกวี ขณะที่สื่ออินเตอร์เน็ตเริ่มแพร่หลาย พร้อมๆ กับรางวัลวรรณกรรมที่เกิดขึ้นมากมาย ตัวตนที่ชัดเจนแล้วในทุกวันนี้ของพวกเขายืนยันว่าวงการวรรณกรรมเองก็มีกลไกในการปรับตัวเพื่อตอบสนองกับพื้นที่ทางวรรณกรรมแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ตนั้นถือว่าเป็นพื้นที่ที่สำคัญมาก วงการวรรณกรรมรู้จักใช้พื้นที่แบบนี้ทดแทนภาวะโหยหาการรวมกลุ่ม รู้จักใช้เพื่อการเผยแพร่และขัดเกลาคุณภาพ อันชวนให้รู้สึกว่าคนหนุ่ม (สาว) ที่เฝ้ามองคนหนุ่ม (สาว) ด้วยกันเองมีความหมายมากกว่าในแง่ของการรู้จักอารมณ์ร่วมของยุคมากพอที่จะทำให้พวกเขาสร้างงานอันเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยของพวกเขาอย่างแท้จริงได้ สิ่งดีๆ สิ่งที่สอง คือเราหวังให้ ช่อการะเกด .....
126 items|« First « Prev 3 4 (5/13) 6 7 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว