วรรณกรรม
- บทกวี : อย่า.!..ฆ่ากันเลยไทยมันไม่ดี
บทกวี : อย่า.!..ฆ่ากันเลยไทยมันไม่ดี
ทุกย่างก้าว มีนัย อะไรหนุ่ม ทุกแรงทุ่ม มีนัย อะไรสาว ทุกค่ำคืน มีนัย อะไรดาว ทุกสีขาว มีนัย อะไรครอง
ทุกแรงสู้ ผู้เฒ่า มิเปล่าว่าง ทุกแรงย่าง มีแรงกล้า ตาจับจ้อง ทุกแรงใจ มีแรงเหนี่ยว โน้มเกี่ยวดอง ทุกแรงกาย มีสมอง กับสองมือ
อย่าได้มี อะไร ที่ไกลเกิน อย่าเผชิญ อะไร ที่ไม่ซื่อ อย่าได้รุม สุมไม้ ให้ไฟฮือ อย่าได้ซื้อ อะไร ที่ไม่จริง
อย่าเป็นเหยื่อ เชื่อไหม นัยเหยื่อ เหตุผลเพื่อ ตัวกู ผู้เย่อหยิ่ง เป็นวานร เชื่อไหม นัยลิง เหตุผลวิ่ง หลอกเจ้า ทุกเช้าเย็น
ถอยเถอะพวก สะดวกดี ไม่มีกัก ถอยเถอะพรรค คืนฐาน นานจักเหม็น ถอยเถอะพ่อ รอไป ก็ไม่เป็น ถอยเถอะแม่ แค่ลำเค็ญ เข็นกันไป
โลกเขาคอย ความแจ่มใส ...อภัยเถิด โลกเขาเปิด เส้นทาง ...จงย่างใหม่ โลกที่หมอง หมายจักพริ้ม ยิ้มละไม ลืมได้ไหม ความบาดหมาง ลางนักเลง
ลบรอยเศร้า เสียที พี่น้องเอ๋ย จงกล้าเอ่ย คำขอโทษ โปรดอย่าเบ่ง เป็นเลือดเนื้อ เชื้อไข ไทยกันเอง ควรร้องเพลง ชาติไทย ให้ดังดัง
หันมาสร้าง หวนมาเสริม เติมความรัก กลับมาทัก คืนมาเพรียก ร้องเรียกสั่ง มาสู่เหย้า มาจับเข่า เล่าสู่ฟัง ถอยมายัง ครอบครัว โดยทั่วกัน
ครอบครัวไทย ในวันนี้ หรือวันไหน ควรเป็นไทย บริสุทธิ์ ดุจดังฝัน ถ้อยที ถ้อยอาศัย สายสัมพันธ์ อย่าฆ่ากัน เลยไทย มันไม่ดี
“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” น้ำใจ แพรวพราว ถิ่นไทย ทุกที่ เป็นยอด นักสู้ รู้รัก สามัคคี ชั่วนา ตาปี มีไทย นิรันดร์
กลมเกลียว ปรองดอง เถิดผอง เพื่อนไทย หากิน กันไป สนุก สุขสันต์ ขนบ ธรรมเนียม ที่ไทย มีนั้น ร่วมด้วย ช่วยกัน รักมั่น ยืนยาว
ทุกย่างก้าว มีนัย อะไรหนุ่ม ทุกแรงทุ่ม มีนัย อะไรสาว ทุกค่ำคืน มีนัย อะไรดาว ทุกสีขาว มีนัย อะไรพราง ฯ
ปรัชญ์ วลีพร
- ได้โปรดเถิด....ลูกไหหลำ...หยุดนำคนไปตาย
จับมหาฯ....คนไม่มา ( มาก ) อย่างที่คิด
พันธมิตร..คิดมุกใหม่...ได้แล้วหนอ
จะกู้ชาติทั้งที........อย่ารีรอ
จึงอยากขอ... 4 แกนนำ...รีบทำเลยคนต่อไป ลูกไหหลำ ต้องนำหน้า
วัดเลยว่าม็อบจะมา...มากไหมเอ๋ยยยย...
มันเป็นไพ่...ใบสุดท้าย...ใช่ไหมเอยยยย....
รีบทิ้ง ! เลย...เฉยอยู่ไย...ทำไม? มีคุณกล่าวก้อง...ต้องใช้หนี้ประเทศชาติ
คุณสิ...ขลาด...ล้มละลายไม่จ่ายหนี้
ยังมีหน้า.....มาชักชวนประชาชี
ใช้ ( AS ) ทีวีชี้นำ....ช้ำเหลือทนคนเป็นสื่อ ..แต่..Take Side…. ยังไงเนี่ย !!!???
เสี้ยม.!..กันเสีย..คนไทย..ให้สับสน
สื่อมวลชน....ดัน..ปลุก...ระดม...ชน
ป่วน...!.เสียคน..แตกแยก...สามัคคีหากปล่อยไว้อย่างนี้....นะพี่น้อง
ชาติอาจต้อง....ลุกเป็นไฟ...ใช่ไหมนี่ ?
รีบคลี่คลาย...กันก่อนหนา...ท่าจะดี
วอนผองพี่...พลังเงียบ..ออกมาไวมายืนยันว่าเหลืออด....กันแล้วว่ะ
พันธมิตร....จะ....ก่อหวอดไปถึงไหน
หยุดทีเถิด...ก่อนที่ไทย....จะฆ่าไทย
หยุดได้ไหม..?....ลูกไหหลำ....หยุดนำคน....
(ไปตายยยย !!!! เหมือนมหาห้าขัน.. ! )- มั่ว
บางครั้งก็ยังอยาก อยากไปชื่นชมในสีสรร สีสรรมันรวยรื่น ชุบชื้นชีวิตให้เหมือนฝัน แต่ฝันนั้นไกลกว่า กว่าใจฉันจะไปถึง บางครั้งก็เลยเบื่อ เบื่อมันวุ่นวายและสับสน หนทางนั้นไกลกว่า กว่าใจฉันจะหลุดพ้น หรือเป็นที่โลกหมุนชีวิตจึงเคว้งคว้าง ใฝ่หาจุดหมายแห่งตน เฝ้าค้นไม่พบทาง ห่างฝันใจจึงสับสน โลกนี้ช่างวกวน ไม่พ้นเบื่อเบื่ออยากอยาก
- บทกวี : อย่า ! เสี้ยมเขาโคให้ชนกัน
อย่า ! เสี้ยมเขาโคให้ชนกัน
พ่อเมฆบ้านเหนือ พ่อเสือบ้านใต้
เขานัดกันไว้ ว่ามีการแข่งขัน
ไอ้ถึกตัวเขื่อง ปราดเปรื่องเข้มขลัง
พ่อเมฆเขาสั่ง มาจากสุพรรณ
บักดำตัวดี ศักดิ์ศรีแชมป์เก่า
พ่อเสือเสียงกระเส่า โคราชกะบ่ยั่น
แม่หมอกแม่แมว เห็นแก้วแตกร้าว
ตะโกนปาวปาว อย่าเสี้ยมเขาชนกัน
มันบาปมันกรรม ระยำสิ้นดี
ทั้งผิดประเพณี อย่ามีเลยวันนั้น
ทิดเข้มมือซ้าย ทิดคล้ายมือขวา
เสี้ยมเขาโคกล้า พ่อเมฆยิ้มหยัน
บักเม้งมือดี บักมีมือฉมัง
พ่อเสือร้องสั่ง เขาต้องเหนียวมั่น
ถึงวันแข่งแล้ว แม่แมวแม่หมอก
น้ำตากระฉอก คงบอกไม่ทัน
หลวงพ่อจำศีล มิสิ้นกำหนด
ได้แต่สลด ฟังเสียงเขาฮาลั่น
ทรายใส่กะลา นำมาวางตั้ง
สิ้นเสียงร้องสั่ง โคก็วิ่งชนกัน
ไอ้ถึกบักดำ พุ่งตำขวิดขวิด
ฝุ่นตรลบฟุ้งปิด มิเห็นสองมัน
ชายฉกรรจ์สามสี่ หลาวตีกันผลัก
ให้สองศรีศักดิ์ สู่สนามโรมรัน
ตรงดินชุ่มน้ำ เจ้าดำเจ้าถึก
โหมแรงแกร่งคึก กรำศึกสนั่น
เสียงเชียร์ครึกโครม ต่างโถมแตกหัก
เลือดแดงทะลัก คนยิ่ง มัน มัน
ดำขวิดเข้าตา ถึกล้าถอยร่น
คลุ้งฝุ่นอลวน คนดูอกสั่น
เสียงดังเปรี้ยงโครม โหดโจมสุดท้าย
สิ้นเสียงฝุ่นหาย โคสองตัวนั้น
นิ่งหมอบซบดิน หลั่งเลือดอาบพื้น
รอบตัวเลือดลื้น ตอนจบสำคัญ
คนดูครุ่นคิด สะอิดสะเอียน
นี่แหละสังเวียน ของการแข่งขัน
คนดูสะใจ แต่ใครสาหัส
เรื่องราวของรัฐ ก็ไม่ต่างกัน
ส่วนใครเป็นไผ คิดให้รอบคอบ
คิดให้ถึงระบอบ ประชาธิปตัน ฯปรัชญ์ วลีพร
- สวนโมกข์สมัยใหม่ จู พเนจร
-
เมื่อย้อนนึกไปถึงวันเวลาเหล่านั้น
มีความประทับใจหลายๆอย่างเกิดขึ้น
ประสบการณ์ชีวิตนั่นเอง คือความอิ่มเอิบใจ
บางทีธรรมะอาจเป็นเพียงกระพี้
แต่ความเป็นมิตรของเพื่อนใหม่ๆที่ได้พบ
กลับทำให้วันเวลาเหล่านั้นชื่นบานขึ้น
แง่มุมเล็กๆที่เราสะดุดเห็น
ทั้งเรื่องราวดีๆและไม่ดีที่รู้สึกชอบไม่ชอบ
นั่นคือโลกหนึ่ง
และแท้ที่จริงแล้วบางทีมันคือโลกภายในด้วย
บันทึกในคราวนั้น
(หรืออนุทิน อนุธรรม ในคราวนี้)
อย่างน้อยที่สุดทำให้เราได้มองเห็นเรื่องราว
และแง่มุมหนึ่งของเราย้อนกลับไป
ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนเขลาเบาปัญญา
และความดีความงามนิดๆหน่อย
นั่นก็ช่างมันเถอะ
ถ้าอ่านแล้วยิ้มได้(บ้าง)นั่นก็คงจะดี - อนุสรณ์ ติปยานนท์ กับ “ตัวตน” ร่วมสมัย
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 06:07 น.
“ใน โลกวัตถุนิยม มันคือโลกที่ “มนุษย์” ใช้ “วัตถุ” ยืนยันถึงการมี “ตัวตน” จึงไม่แปลกถ้าจะมีคนไปกางเต็นท์รอเพื่อซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจนเป็นข่าว เกรียวกราวไปทั่วโลก หรือผู้หญิงญี่ปุ่นยอมเข้าแถวต่อคิวเป็นวันๆ เพื่อซื้อกระเป๋าหลุยส์-วิตตอง เพราะสิ่งเหล่านั้นมันยืนยันความเป็นตัวเขาได้"
“ผมจึงคิดว่า การที่เราจะบรรยายถึงใครคนหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องพุ่งตรงไปที่ตัวเขา แต่เราพุ่งไปที่ “ของ” ของเขา มันก็น่าจะทำให้เรามองเห็น “ตัวตน” คนๆ นั้น ได้มากขึ้น”
....................
คงไม่เกินจริงไปสักกี่มากน้อย หากจะกล่าวว่าโมงยามนี้เนื้องานและนามของ อนุสรณ์ ติปยานนท์ ได้รับการกล่าวขานพอสมควรในแวดวงนักอ่านผู้นิยมความ “ร่วมสมัย” ลุ่มหลงบรรยากาศ “ ชวนค้นหา” ทั้งหลงใหล “พื้นที่ว่าง” ซึ่งนักเขียนทิ้งไว้ในงานมากกว่าจะนำพาผู้อ่านไปสู่บทสรุปชัดเจน
- บทกวี : บาดแผลเราต่างสรรค์สร้างโลก
บาดแผลเราต่างสรรค์สร้างโลก
ทางชีวิตผิดพลาดมีบาดแผล ชนะแพ้ใช่สิ่งวัดคำตัดสิน หลังศึกคุดุเดือดเลือดหลั่งริน คือทั้งสิ้นแห่งฝันอันสวยงาม โลกที่ใครได้สัมผัส ณ บัดนี้ เหมือนเป็นที่กรีฑากีฬาสนาม ให้ลำพองประลองยุทธ์จุดสงคราม เพื่อถึงนามความฝันอันระบือ เขาทำงานเพื่ออะไรใครก็รู้ เพื่อตัวกูเพื่อนพร้องพี่น้องหรือ เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศกฎเลื่องลือ เพื่อยึดถืออุดมการณ์ฐานมวลชน หากร่องรอยหลักฐานการมุ่งมั่น สื่อสร้างสรรค์พิเศษสมเหตุผล แลดูด้วยดวงตาก็น่ายล หรือด้วยกลการใดก็ใช่เลย ผลประโยชน์เพื่อส่วนรวมร่วมทุกข์สุข คอยปรับทุกข์เมื่อยากไร้ใช่เมินเฉย ความจริงใจไม่เลือกกาลหวานภิเปรย ความคุ้นเคยกันเองเพลงไมตรี นั่น.!.จึงคือผู้แทนแสนพิสุทธิ์ ผู้คอยจุดเทียนชัยให้สุกศรี มีดวงใจให้มวลชนท้นทวี โดยไม่มีเงื่อนไขให้คล้อยตาม หากเป็นเหลือบเคลือบแฝงแสร้งสรรค์สร้าง ทำทุกอย่างหวังผลคนเขาหยาม หงายหน้ามือสำรวยอ้างสวยงาม แต่หลังมือลุกลามโรคเรื้อรัง มิโปร่งใสใจคด...ทรยศชาติ แต่รวมญาติมิตรเค็มคล้ายเข้มขลัง สร้างเครือข่ายร้าวสรวมร่วมพลัง เพื่อถึงคลังอำนาจอุบาทว์ชน มีเหลี่ยมเล่ห์หลายหลากจนยากตริ มันชำนิจนเพทหลักเหตุผล “โยนิโสมนสิการ” อาจคร้านพล แต่ทุกคนแตกต่างย่อมห่างใจ จึงแบ่งพรรคกักพวกสะดวกจิต จึงแผลงฤทธิ์อิทธิแผ่แต่อยากได้ จึงมิรักสามัคคีคลี่ห่วงใย คล้ายอยากเห็นเลือดไทยไหลอาบดิน- 'ซีไรต์' ได้ประกาศผลเรื่องสั้นที่เข้ารอบสุดท้าย
วันพฤหัสบดีที่ 1 เดือนมกราคม พศ. 647
มติชน วันที่ 08 กรกฎาคม 2551 เวลา 19:36:11 น.
'บริษัทไทยไม่จำกัด' โดย สนั่น ชูสกุล สำนักพิมพ์มติชน ผ่านเข้ารอบ 9 เล่มสุดท้ายโดยคณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอา เซียน หรือ 'ซีไรต์' ชี้เรื่องสั้นไทยมาถึงจุดเปลี่ยน นักเขียนสร้างอัตลักษณ์แตกต่างผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม คณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ 'ซีไรต์' ได้ประกาศผลเรื่องสั้น ที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ประจำปี 2551 จำนวน 9 เล่ม จากหนังสือ 76 เล่มที่ส่งประกวด ได้แก่
- 'ข่าวการหายไปของอารีญาและเรื่องราวอื่นๆ' เขียนโดย ศิริวร แก้วกาญจน์ พิมพ์โดยสำนักพิมผจญภัย
- 'เคหะวัตถุ' เขียนและพิมพ์โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์
- 'ตามหาชั่วชีวิต' โดย เสาวรี สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น
- 'บริษัทไทยไม่จำกัด' โดย สนั่น ชูสกุล สำนักพิมพ์มติชน
- 'ปรารถนาแห่งแสงจันทร์' โดย เงาจันทร์ แพรวสำนักพิมพ์
- 'เราหลงลืมอะไรบางอย่าง' โดยวัชระ สัจจะสารสิน สำนักพิมพ์นาคร
- 'เรื่องบางเรื่องเหมาะที่จะเป็นเรื่องจริงมากกว่า' โดยจำลอง ฝั่งชลจิตร แมวบ้านสำนักพิมพ์
- 'วรรณกรรมตกสระ' โดย ภาณุ ตรัยเวช สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
- 'หมู่บ้านแอโรบิก' โดยทัศนาวดี แพรวสำนักพิมพ์
คณะกรรมการเห็นว่า เรื่องสั้นที่ส่งประกวดมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นประเด็นร้อนของยุคสมัย และโดดเด่นด้วยศิลปะการเล่าเรื่องที่หลากหลายและใช้ชั้นเชิงมาก ซึ่งเป็นลักษณะของนักเขียนในยุคนี้ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเรื่องสั้นไทยมาถึงจุดปรับเปลี่ยนวิธีสร้างเรื่อง และการมองสังคม นักเขียนพยายามค้นหาอัตลักษณ์ที่แตกต่าง เพื่อหาแง่มุมเล่าเรื่องเฉพาะแบบของตนเอง
- เรื่องสั้น
1“ คาราวะผู้รอนแรมรักษาป่าทั้งหลาย ที่ให้กำเนิดเรื่องราวและตำนานอันเป็นที่โจษจันในใจฉัน ”
แด่ผู้อพยพเพื่อการมีชีวิตอยู่ (สังขละบุรี2551)นานมาแล้วที่ฉันต้อง “อพยพ” จะเรียกมันว่าอะไรดีกับการที่ต้องหอบผ้าผ่อน หนังสือหนังหา ปากกา ดินสอ เดินทางไปเพื่อร่วมเรียนรู้กับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ เพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เพื่อตัวตน หากแต่เพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์เบี้ยหอยรายทางที่เก็บเกี่ยวได้จากการใช้ชีวิตอยู่ตามสังคมชายแดน บ้านป่า ห่างไกลจนสุดขอบดินแดนแห่งอารยะชน นั้นเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในสายตาของคนเขียนหนังสือ(อย่างฉัน) และอาจเป็นของใครอีกหลายๆคนที่หลงใหลใคร่รักที่จะทำงานศิลปะอยู่ร่ำไป
ขอขอบพระคุณ สุนทร แสนสุข เจ้าพระยา นนท์ 2550- โลกกว้างยาวแค่สิบก้าวที่เราเดิน
เคยค้นพบอะไรบ้างในย่างก้าว
ขณะสาวเท้าเติ่งระเริงหลง
รู้สึกไหมใจฉุนแต่วุ่นวง
มิเคยปลง เพ่งพิศ...ทิศทางจร
รอนแรมเรื่อยไปหวั่นไหววกเพลินสะทกอกสะเทือนเกินเคลื่อนถอน
จนมิรู้การเคลื่อนไหว...ไม่อาทร
ใจถูกอ้อนจากลมจมตามแรง
เท้าที่ยกเยื้องย่างไปข้างหน้าจิตผู้รู้...รู้ท่าและรู้แหล่ง
ยกแล้ว...เหยียบ เหยียบแล้ว...ยก...ฉกเปลี่ยนแปลง
มันสำแดง เกิด-ดับ สลับกัน
ตามอาการเคลื่อนไหวใจผู้รู้มิลงสู่สิ่งใดมิไหวหวั่น
เป็นเพียงผู้ดูแลชะแง้งัน
จนรู้ทันความเป็นเช่นนั้นเอง
ฝึกยกหนอ เหยียบหนอ ไม่คิดหนอสิบก้าวย่างก็พอ...อย่าอวดเบ่ง
จักรวาลอันกว้างใหญ่ใจบรรเลง
แค่บทเพลงสิบก้าวก็ยาวเกิน
ฝึกได้แล้วแนวใดใจผู้รู้ย่อมแลดูอยู่ไม่ห่างแม้ทางเขิน
การเคลื่อนไหว กาย-จิต สะกิดเดิน
ก็เผชิญเป็นแต่ผู้แลดู
รับรู้ก็มัก....สักแต่ว่าเกิดเร็วช้าก็เห็นการเป็นอยู่
จะยุบ-พอง ฟุบ-แฟบ หรือฟ่องฟู
จิตคอยดูเฉยเฉยมิเผยเงา
จิตผู้รู้คือสติที่ผลิตื่นจะวัน-คืน...มิเคยหลับกระสับกระเส่า
การเคลื่อนไหวแห่งไตรลักษณ์หมุน หนัก-เบา
โลกของเราก็เท่านี้ไม่มีอะไร ฯ


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว