ข่าว
- สมาคมผู้จัดพิมพ์เดินหน้าแผนกระตุ้นการอ่าน
สมาคมผู้จัดพิมพ์เดินหน้าแผนกระตุ้นการอ่าน
สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯเดินหน้ากระตุ้นพฤติกรรมการบริโภคหนังสือของคนไทย "ริสรวล อร่ามเจริญ" นายกสมาคมคนใหม่วางเป้าหมายผลักดันให้ทุก 365 วันเป็น HAPPY DAY ไม่ต้องตั้งตารอซื้อในงานมหกรรมหนังสือเพียงอย่างเดียว พร้อมผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ-เอกชนอย่างใกล้ชิดหวังช่วยสร้างสำนักพิมพ์กำหนดทิศทางผลิตหนังสือให้สอดรับกับความต้องการของตลาด มั่นใจปีนี้ธุรกิจรวมยังโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก
นางริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงเป้าหมายหลักของสมาคมในยุคนี้ว่า จะเดินนโยบายเชิงรุกในการผลักดันให้คนไทยมีปริมาณการบริโภคหนังสือในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ตลาดธุรกิจหนังสือของประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายว่าอยากทำให้ทั้ง 365 วันให้เป็น HAPPY DAY สำหรับธุรกิจหนังสือ กล่าวคือ ผู้บริโภคสามารถหาซื้อหนังสือดี มีคุณภาพ ได้ทุกๆ วัน ไม่ใช่รอซื้อหนังสือในช่วงเทศกาลหนังสือ หรืองานสัปดาห์หนังสือเท่านั้น
ขณะที่สำนักพิมพ์เองก็ควรที่จะต้องผลิตหนังสือดี มีคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่มองเพียงแค่ผลิตหนังสือใหม่ๆ ออกมาในช่วงเทศกาลหรืองานมหกรรมหนังสือต่างๆ เหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้กลุ่มคนอ่านเดินเข้าหาหนังสือได้ทุกวัน ที่สำคัญต้องสร้างดีมานด์ให้เกิดขึ้นในตลาดทุกวันให้ได้ ขณะที่ในฟากสำนักพิมพ์ซึ่งเป็นผู้ผลิตเองก็ต้องมีแผนที่จะสร้างตลาดใหม่ๆ และหาลูกค้าใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในทุกๆ วันด้วยเช่นกัน
โดยในแผนดังกล่าวนี้ สมาคมจะโฟกัสและให้น้ำหนักกับกลุ่มเด็กและเยาวชนก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่ในวัยเรียนรู้และปลูกฝังได้ง่าย ซึ่งที่ผ่านมาทางสมาคมได้ร่วมมือกับหน่วยงานหลักถึง 25 องค์กรและสำนักงานส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยรักการอ่านมากขึ้น และในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ทางสมาคมยังได้เตรียมจัดงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนเพื่อเป็นการกระตุ้นการอ่านอีกระลอกหนึ่ง ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะทำให้สมาคมบรรลุวัตถุประสงค์ได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกันยังมีแผนที่จะขยายยุทธศาสตร์หลักๆ อีก 4 ประการ คือ วางแผนยุทธศาสตร์ในการกระจายหนังสือให้เข้าถึงมือเด็กและเยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ง่ายขึ้น ทำความเข้าใจถึงเนื้อหาสาระของหนังสือให้ดีขึ้น ส่งเสริมให้มีหนังสือดีมีคุณภาพออกจำหน่ายในสัดส่วนที่ มากขึ้น และปกป้องเด็กและเยาวชนออกจากสิ่งที่เป็นภัย
"ตอนนี้เราทำแผนหลักที่จะเดินและทำเอกสารเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่าทุกกระทรวง ทบวง กรม ควรทำอย่างไรเพื่อตอบโจทย์ตรงนี้บ้าง เช่น ทุกหน่วยงานควรมีห้องสมุด หรือออกกำหนดว่าหน่วยงานที่มีจำนวนคนเกินกว่ากี่คนที่ควรจะมีห้องสมุด ซึ่งเราจะเสนอแผนในช่วงงานเทศกาลหนังสือเด็กนี้ เพื่อเป็นการปรับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีองค์ความรู้มากขึ้น" นางริสรวลกล่าว
นอกจากนี้ สมาคมยังจะให้ความสำคัญกับการหาพันธมิตรทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนเข้ามาร่วมทำการตลาด เพื่อช่วยกันวิเคราะห์ตลาดว่าหนังสือแนวไหนที่ยังขาดตลาดอยู่ หรือหนังสือแนวไหนที่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวได้ถึงในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำพันธมิตรที่จะมาช่วยกันกระตุ้นการอ่านให้แน่นยิ่งขึ้น อาทิ การทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น เพื่อให้สำนักพิมพ์สามารถผลิตหนังสือที่สอดรับกับความต้องการของกลุ่มคนอ่านในแต่ละกลุ่มได้อย่างแท้จริง และผู้อ่านสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับภาพรวมของธุรกิจหนังสือในปีนี้นั้น นางริสรวลกล่าวว่า แม้ว่าด้วยภาวะทางเศรษฐกิจจะไม่เอื้อนัก แต่คาดว่าน่าจะมีอัตราการขยายตัวได้เป็นตัวเลข 2 หลักได้ เพราะเชื่อว่าด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายไปบ้างน่าจะทำให้คนไทยมีอารมณ์ในการจับจ่ายมากกว่าในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ทั้งนี้ จะพบว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมายอดจำหน่ายหนังสือมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับปริมาณร้านหนังสือที่มีจำนวนสาขามากขึ้นเช่นกัน
- สมภารระดับ 8 ควง มหาชเล คว้านายอินทร์อะวอร์ด
- ยสมภารหมายเลข 8ย ควง ยมหาชเลย คว้านายอินทร์อะวอร์ด โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 มิถุนายน 2550 13:22 น. จัดต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 8 แล้ว สำหรับรางวัลเพื่อคนรักการอ่าน และรักงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ กับรางวัล ยนายอินทร์อะวอร์ดย ซึ่งจัดโดยร้านหนังสือในเครือบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์หรูที่ว่า ยมากกว่ารางวัล คือโอกาสย ซึ่งวัตถุประสงค์หลักก็คือ ต้องการเป็นเวทีให้นักเขียนหน้าใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ผ่านผลงานเขียนของตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้ก้าวเข้ามาสู่วงการวรรณกรรมอย่างสง่างาม ด้วยวัตถุประสงค์อย่างแน่วแน่เช่นนี้ จึงทำให้ปีนี้มีนักเขียนจากทั่วทุกสารทิศ สนใจส่งผลงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมากถึง 629 เรื่อง เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความหนักใจแก่คณะกรรมการ จึงได้แบ่งงานเขียนออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ สารคดี หนังสือภาพสำหรับเด็ก วรรณกรรมเยาวชน นวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ ในที่สุดก็มีเพียง 2 ผลงานเขียนที่โดนใจคณะกรรมการ คว้ารางวัลยอดเยี่ยมไปครองในปีนี้ ได้แก่ผลงานเรื่องสั้น เรื่อง "สมภารระดับ 8" จากเจ้าของนามปากกา ยทัศนาวดีย หรือ สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร และประเภทกวีนิพนธ์ยอดเยี่ยม เรื่อง มหาชเล ของ วรภ วรภา หนึ่งในเจ้าของนามปากกาของ ยฉลอง โหลสกุลย ขณะที่ประเภทอื่นๆ คณะกรรมการลงความเห็นว่ายังไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร อาจารย์หนุ่มสาขาวิชาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พกพาความเป็นครูด้านภาษาไทย และพรานอักษรตัวจริง มาเข้าประกวด เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดอารมณ์และภาษาของเรื่อง จึงเต็มไปด้วยความละเมียดละไมโดยใช้ชั้นเชิงทางภาษาที่งดงาม เสียดสีสถาบันหลักในสังคมได้อย่างกลมกลืนและลื่นไหล จึงทำให้ผลงานเข้าตาคณะกรรมการอย่างจัง เบียดเอาชนะผลงานเรื่องสั้นทั้ง 395 เรื่องไปได้ สุทัศน์ เล่าถึงแนวคิดของเรื่องสั้นเรื่องนี้ว่า ต้องการจะสะท้อนให้เห็นสภาพของปัญหาในสังคมที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันนี้ อันเนื่องมาจากสถาบันหลัก อย่างครอบครัว โรงเรียน และ ศาสนา ที่ได้ตกเป็นทาสของกระแสบริโภคนิยมอย่างบ้าคลั่งจนหลงลืมการทำหน้าที่แท้จริงของตัวเอง ในที่สุดก็สะสมกลายมาเป็นปัญหาสังคมที่ยากต่อการแก้ไข ยผมคิดว่า สังคมเราทุกวันนี้ยังมีความอ่อนแอ เพราะคนไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตัวเอง อันเนื่องมาจากคนยังขาดความรับผิดชอบต่อสังคมย สุทัศน์ยกตัวอย่างถึงสถาบันหลักที่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง เช่น พ่อควรทำหน้าที่สั่งสอนลูกก็ไม่ทำกลับส่งให้ลูกไปอยู่ในอีกที่ ส่วนอาจารย์มีหน้าที่ให้ความรู้เด็กนักเรียน แต่ปฏิบัติตนไม่เป็นแบบอย่างให้กับเด็กนักเรียน รวมถึงสถาบันศาสนามีหน้าที่จรรโลงจิตใจให้แก่คนในสังคม แต่กลับประพฤติตนไม่ให้เป็นที่เคารพ สำหรับผลงานกวีนิพนธ์ยอดเยี่ยมเป็นของหนุ่มลูกน้ำเค็มเมืองสตูล ฉลอง โหลสกุล ที่ได้นำประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดและจำความได้ก็อยู่กับทะเล มาถักทอเป็นภาษากวีได้อย่างละเมียดบรรจง ประกอบกับการนำเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของคลื่นในทะเล มาเปรียบเทียบให้เห็นถึงชีวิตของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง ฉลอง เล่าว่า ตั้งแต่เกิดและจำความได้ชีวิตก็เห็นท้องทะเลมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นชาวประมง แต่บ้านก็อยู่ติดริมทะเล จึงได้สัมผัสเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัฏสงสาร ซึ่งไม่ได้ต่างกับชีวิตของมนุษย์ที่ต้องแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตราบใดที่ลมหายใจยังไม่หยุดนิ่ง ยผมคิดว่าเรื่องราวเกี่ยวกับทะเล สามารถจะบอกอะไรกับชีวิตมนุษย์ได้บ้าง เช่นบางครั้งคลื่นในทะเลก็สงบ แต่บางครั้งก็เกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัว ซึ่งมันไม่ต่างอะไรไปจากชีวิตของมนุษย์ที่ยังคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามคลื่นของอารมณ์ย ฉลองแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ เจ้าของนามปากกา วรภ วรภา ยังได้ให้ข้อคิดว่า ความกว้างใหญ่ในท้องทะเลก็เปรียบเหมือนดังชีวิตมนุษย์ทุกคน ที่จะต้องเวียนว่ายอยู่ในห้วงแห่งวัฏสงสารนั้น ด้วยความรู้สึกต่างๆ นานัปการที่ถาโถมเข้ามาใส่อย่างหลีกพ้นไม่ได้ นี่เป็นอีกหยดน้ำหมึก ที่หวังฝากผลงานเพื่อใหเ .....
- 26 มิ.ย.รำลึก "สุนทรภู่" เชิดชูวรรณศิลป์
26 มิ.ย.รำลึก "สุนทรภู่" เชิดชูวรรณศิลป์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 มิถุนายน 2550 15:37 น.
กทม.เชิญคนกรุงย้อนยุคไปสัมผัสบรรยากาศชีวิตไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชมประวัติและผลงาน "สุนทรภู่" และเพลิดเพลินกิจกรรมรำลึกกวีเอกของโลก 26 มิ.ย.นี้ ณ วัดเทพธิดาราม
นายจำเริญ ศิริพงษ์ติกานนท์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กทม. เปิดเผยว่า เนื่องในวันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2550 เป็นวันคล้ายวันเกิดของสุนทรภู่ กทม.โดยสำนักการศึกษาได้กำหนดจัดงาน "รำลึกสุนทรภู่ เชิดชูวรรณศิลป์" ครั้งที่ 4 ณ วัดเทพธิดาราม ซึ่งเป็นวัดที่สุนทรภู่เคยจำพรรษาอยู่ และได้ผลิตผลงานต่างๆ ออกมาเป็นที่ยกย่อง กิจกรรมภายในงานมีการจำลองวิถีชีวิตไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งจำลองบรรยากาศตลาดยามเช้า นิทรรศการชีวประวัติและผลงานของสุนทรภู่
รวมทั้งเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การขับเสภา นาฏศิลป์ ชุด "รำลึกสุนทรภู่ เชิดชูมหากวีศรีรัตโกสินทร์" การขับร้องเพลง การสาธิตกลอนสด จินตลีลา ประกอบวรรณกรรมสุนทรภู่ การวาดภาพระบายสี การปั้น สร้างสรรค์งานศิลป์ ฝึกแต่งบทร้อยกรอง เล่นเกมสนุกๆ กับภาษาไทย ฯลฯ โดยมีกิจกรรมตลอดทั้งวัน
ทั้งนี้ สุนทรภู่ เป็นกวีเอกของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ประกาศยกย่องเกียรติคุณให้เป็นบุคคลดีเด่นในด้านศิลปวัฒนธรรม ในปี 2526 ซึ่งเป็นปีที่สุนทรภู่ มีอายุครบ 200 ปี ในขณะที่ชีวิตอยู่สุนทรภู่ได้สร้างสรรค์ผลงานไว้มากมาย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 ทั้งนิราศ บทละคร เสภา และสุภาษิต ซึ่งวรรณกรรมของสุนทรภู่ล้วนมีข้อคิดและคติธรรมสอดแทรกไว้ในผลงาน ซึ่งเปี่ยมไปด้วยจินตนาการอันสร้างสรรค์ ทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ควบคู่ไปกับความเพลิดเพลิน
ดังนั้น กทม.จึงขอเชิญชวนเด็ก เยาวชน และผู้สนใจเที่ยวชมงาน "รำลึกสุนทรภู่ เชิดชูวรรณศิลป์" ครั้งที่ 4 ณ วัดเทพธิดาราม ในวันที่ 26 มิถุนายน 2550 ได้ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น.- อนุสรณ์ มนัส จรรยงค์
มติชน วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10687
อนุสรณ์ มนัส จรรยงค์
คอลัมน์ งานเป็นเงา
โดย ลำแข
หากเป็นดังที่ "อาจินต์ ปัญจพรรค์" ว่า ถ้าหั่นชีวิตออกมาเป็นช่วงๆ ชีวิตแต่ละช่วงล้วนเป็นเรื่องสั้นได้ทั้งสิ้น ชีวิตของราชาเรื่องสั้น "มนัส จรรยงค์" เองแต่ละช่วง ก็เป็นเรื่องสั้นชั้นดีเช่นเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อล่วงลับไปแล้ว "อนุสรณ์ มนัส จรรยงค์" ที่มิตรน้ำหมึกร่วมกันเขียน ร่วมกันรวบรวมจนกลายเป็นหนังสือล้ำค่าเล่มหนึ่งในบรรณพิภพ ก็กลายเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นชั้นดีตามไปด้วย
ไม่เชื่อลองอ่านที่หมอ "เสนอ อินทรสุขศรี" เขียนถึงวาระแรกที่ได้พบราชาเรื่องสั้นผู้นี้ดู ว่าพิสดารพันลึกขนาดไหน
พอถึงเรื่องของหมอ "ทองน่าน วิภาตะวณิช" ยิ่งพิสดารหนักเข้าไปอีก เมื่อต้องยื้อชีวิตราชาเรื่องสั้นผู้นี้ จากที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว อ่านที่หมอรำพึงถึงวิกฤตคราวนั้นตอนท้าย ก็ชวนอกสั่นขวัญแขวนไม่แพ้เรื่องสั้นชั้นดีทีเดียว
หรือใครเคยได้ยินบ้างว่า ราชาผู้นี้เคยแสดงหนังไทย แถมเล่นเป็นผู้ร้ายเสียอีกด้วย หนังไทยเรื่องนั้นชื่ออะไรยังหาดูได้ไหม อ่านแล้วเผลอๆ หลายคนอาจหัวเราะขำอยู่คนเดียวได้
เช่นเดียวกับคนทำสื่อซึ่งมีมากมายปัจจุบัน ย่อมอยากรู้ว่ามนัสเสนอข่าวอะไรกับบรรณาธิการ ในวันที่ไม่มีข่าวพาดหัว ซึ่งในที่สุด ข่าวใหญ่ที่สร้างความขบขันให้คนสมัยนั้นได้ ประหลาดไม่แพ้ข่าวชวนหัวที่หมั่นหามาให้อ่านทุกวันนี้เช่นกัน
มนัสกินเหล้าหนักขนาดไหน, ทำไม "ยาขอบ" ต้องกินเหล้าไม่ให้มนัสเห็น และทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้
ยิ่งบั้นปลายชีวิตของครูดนตรีไทย นักฟุตบอล และราชาเรื่องสั้นผู้นี้ ยิ่งยืนยันถ้อยคำ "เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย" ไม่ต่างไปจากชีวิตรักซึ่งกลายเป็นตำนานไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว
ที่เมื่อพิจารณาว่า ผู้ซึ่งเขียนคำอุทิศเหล่านี้ ล้วนเป็นนักเขียนเลื่องชื่อร่วมยุคสมัยของผู้จากไปคือ สันต์ เทวรักษ์, พ.เนตรรังษี, เวทางค์, น.ประภาสถิต, ส.บุญเสนอ, เสนีย์ เสาวพงศ์, สมุท ศิริไข, พรานบูรพ์, ป.อินทรปาลิต, ประมูล อุณหธูป, สันตสิริ, เลียว ศรีเสวก, เจือ สตะเวทิน, อาจินต์ ปัญจพรรค์, "รงค์ วงษ์สวรรค์, นพพร บุญยฤทธิ์, วิทย์ ศิวะศรียานนท์, ชาญ หัตถกิจ, อมราวดี, เหม เวชกร, ประยูร จรรยาวงศ์ ฯลฯ เป็นต้นแล้ว
หนังสือเล่มนี้จึงมีคุณค่าในตัวเอง นอกเหนือจากคุณค่าด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ บอกเส้นทางโลกหนังสือไทย ให้เห็นภาพของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ระหว่างคนในวิชาชีพ ว่าเคารพและยกย่องกันและกันอย่างไร ขนาดไหน
คนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ซาบซึ้งกว่าคนอื่นบ้าง จึงเป็นคนที่อายุทันชื่อเสียงของบุคคลที่เขียนคำอุทิศเหล่านั้น ที่ได้รู้ว่าคนนั้นคนนี้เขียนถึงผู้ล่วงลับซึ่งมีชื่อเสียงเช่นเดียวกันอย่างไร โดยเฉพาะได้รู้ว่าต่างมีความสัมพันธ์กันลักษณะไหน
ถึงกระนั้น คนรุ่นหลังซึ่งมิได้ร่วมยุคสมัย ก็สามารถเรียนรู้ความซาบซึ้งได้เหมือนกันว่า คนรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่ตา ต่างนับถือฝีมือกันและกันอย่างใด นอกเหนือการได้เรียนรู้วิถีแวดวงวรรณกรรม อันชวนให้ประทับใจในความกลมเกลียว
งานชุมนุมนักเขียนที่มอบแก่นักเขียนผู้เป็นหนึ่งนามนี้ จึงเป็นงานเล่มที่ใครก็ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านหรือคนชอบเรียนรู้ทั่วไป เพราะหลากหลายด้วยรสชาติและสีสัน ราวกับมิตรน้ำหมึกเหล่านั้นได้ช่วยกันสร้างภาพชีวิตของมนัส ให้โลดแล่นขึ้นเพื่อผู้อ่านทั้งหลายเป็นการอำลาอีกครั้งทีเดียว
อ่าน "อนุสรณ์ มนัส จรรยงค์" เล่มนี้แล้ว ยากที่ใครจะไม่หาอ่านนานาเรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ อีกหน
- เมื่อหญ้ารกบนสนาม ช่อการะเกด ถูกถางถอน
- เมื่อหญ้ารกบนสนาม ยช่อการะเกดย ถูกถางถอน โดย ผู้จัดการรายวัน 31 พฤษภาคม 2550 21:41 น. ทุกช่วงต้นและปลายของรอบปี งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515 จะถูกจัดขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีผู้คนมากมายจากทั่วสารทิศแห่แหนหลั่งไหลมางานกันมากขึ้น และมากขึ้นทุกครั้ง หากนับดูจากยอดจำนวนประชาชนที่เดินทางมางานและยอดจำหน่ายหนังสือในแต่ละครั้ง ดูจะขัดผลการวิจัยที่ออกมาบ่งระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 6 บรรทัดอย่างสิ้นเชิง แต่ทว่าหากจำแนกแจกจ่ายประเภทของหนังสือที่ผู้คนสนใจซื้อหาลงไปให้ลึกแล้ว จะพบว่าหนังสือจำพวกจุดประกายทางปัญญา หรือที่เรียกขานในแวดวงว่า ยวรรณกรรมย นั้น กลับนอนแน่นิ่งหลบอยู่ตามหลืบชั้น ได้รับการหยิบพลิกจากผู้อ่านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น .......... แม้จะยังมีคนคิด ถึงจะยังมีผู้เขียน หากแต่พื้นที่และการต้อนรับสนับสนุนของสังคมกลับมืดหม่น วรรณกรรมกลายเป็นส่วนเกินของสังคมมักง่าย ที่ต้องการเพียงความสะดวกสบายสนุกสนาน ในวินาทีที่ช่องทางต่างๆ กำลังตีบตัน พื้นที่หนึ่งซึ่งเคยเป็นเสมือนลู่แนวให้คนวรรณกรรมได้ยืนเหยียด ซึ่งเคยถูกปล่อยให้หญ้าหนาขึ้นร้างรก กำลังได้รับการแผ้วถางจากคนสามคนให้เตียนโล่ง เปิดรอต้อนรับนักวรรณกรรมทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ พื้นที่ดังกล่าวคือ นิตยสารวรรณกรรม ที่ชื่อ ยช่อการะเกดย หากกล่าวคำว่า ยช่อการะเกดย นิตยสารวรรณกรรมรายสามเดือนที่มีอดีตอันยาวนานนั้น หนึ่งในผู้ลงเสาหมุด ซึ่งคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นเสมือนสัญลักษณ์คู่เคียงไปกับช่อการะเกดนั้น คือ ยสิงห์ สนามหลวงย หรือ ยสุชาติ สวัสดิ์ศรีย กว่า 9 ปีที่เขาปล่อยให้รกหญ้าขึ้นสูงกลบสนาม ยช่อการะเกดย บัดนี้ สุชาติกลับมาพร้อมการคืนสถานะและพื้นที่ให้แก่แวดวงวรรณกรรมอีกครั้งหนึ่งแล้ว สุชาติรำลึกกาลที่ผ่านเลยของช่อการะเกด ซึ่งเสมือนการต่อยอดจากโลกหนังสือรายเดือน ซึ่งเป็นหนังสือวรรณกรรมรายเดือนที่สุข สูงสว่าง หุ้นส่วนวรรณกรรมท่านแรกของเขาปูเปิดทางเอาไว้ ยย้อนไปช่วงปี 2521 หนังสือวรรณกรรมช่อการะเกดถือกำเนิดขึ้น ระยะแรกเป็นรายสะดวก เพราะตอนนั้นผมเป็นกองบรรณาธิการโลกหนังสือรายเดือนซึ่งเป็นหนังสือวรรณกรรมรายเดือนของบริษัทดวงกมลของคุณสุข สูงสว่างอยู่ ไม่มีเวลา คำว่าช่อการะเกดมันก็เกิดขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่เราทำโลกหนังสือรายเดือน จะเห็นว่าในช่อการะเกดนี่ เราใช้คำว่าโลกหนังสือฉบับเรื่องสั้น แต่ในนี้มีการประดับช่อการะเกดตั้งแต่เริ่มต้นช่วงปี 2521 คือหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2 ปี แล้วต่อมาผมไม่มีเวลา ต้องหยุดลงปี 2523 เพราะต้องเอาเวลาไปทำโลกหนังสือฉบับรายเดือนด้วย แต่ก็ต้องให้เครดิตคุณสุข ที่เขาเป็นเสมือนผู้ริเริ่มของหนังสือเรื่องสั้นช่อการะเกดด้วยนะครับย ยพอช่อการะเกดหยุดไปเมื่อปี 2523 ต่อมา โลกหนังสือรายเดือนก็ปิดตัวลง แล้วก็เว้นช่วงไปนาน จนกระทั่งผมมาเป็นที่ปรึกษาให้กับถนนหนังสือรายเดือน ของคุณเรืองเดช จันทรคีรี ตอนนั้นเขาเป็นบรรณาธิการถนนหนังสือ เราก็เลยชวนเขาทำช่อการะเกดขึ้นมาใหม่ โดยครั้งแรกคิดว่าจะให้สายส่งเป็นคนลงทุน คือให้เขาซื้อขาด แต่ก็ทำเช่นนั้นได้เพียงเล่มเดียวเขาก็ไม่เอา เลยมาลงขันกันกับคุณเรืองเดช ตั้งแต่ปี 2532 จากนั้นก็ทำเรื่อยมา ภายใต้ชื่อสำนักช่างวรรณกรรม ทำช่อการะเกดตั้งแต่ฉบับที่ 5 มาจนถึงฉบับที่ 41 กระทั่งมามีปัญหาขึ้นย ยช่อการะเกดที่ผ่านมามีทั้งหมด 41 เล่ม โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก 3 เล่ม แล้วก็เว้นไป 9 ปี ช่วงที่ 2 ตอนที่เราทำสำนักช่างวรรณกรรม แล้วครั้งใหม่ปี พ.ศ. 2550 นี้ถือเป็นช่วงที่ 3 เว้นมาอีก 9 ปีเหมือนกัน คือตอนนั้นเลิกต้นปี 2542 เพราะฉะนั้นถ้านับมาจนถึงปีนี้มันก็ 9 ปีพอดีย .......... ทางฝั่งฟากของบรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชนอย่าง ยเวียง-วชิระ บัวสินธิ์ย ซึ่งมักคุ้นกับช่อการะเกดตั้งแต่ก้าวแรกบนถนนวรรณกรรม ยอมรับว่านี่คือพื้นที่หนึ่งซึ่งมีบทบาทต่อการสร้างนักเขียนรุ่นใหม่ในอดีต ยผมรู้จักช่อการะเกดตั้งแต่เล่มแรก คือตั้งแต่ยุคโลกหนังสือ คือผมอ่านโลกหนังสือมาก่อน เพราะฉะนั้นช่วงที่พี่สุชาติทำช่อการะเกด 4 เล่มแรก ตั้งแต่ ยวันเวลาที่ผ่านเลยย เ .....
- ติช นัท ฮันห์ พลังแห่งสติ...ความสุขหนึ่งเดียว
- ติช นัท ฮันห์ พลังแห่งสติ...ความสุขหนึ่งเดียว สุทธาสินี จิตรกรรมไทย "หายใจเข้า...ให้ตระหนักรู้ว่าหายใจเข้า" "หายใจออก...ให้ตระหนักรู้ว่าหายใจออก" ดวงอาทิตย์ยังคงแผดแสงจ้าในยามบ่าย หากภายในอาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี สถานที่จัดกิจกรรม "วันแห่งสติ" กลับร่มเย็น เงียบ สงบ ด้วยผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกเพศวัย-หลายศาสนาหลายพันคนล้วนเจริญสติ ตระหนักรู้ถึงลมหายใจของตน สร้างบรรยากาศแห่งธรรมให้เกิดขึ้น หลังภิกษุและภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันขับขานบทเพลงแห่งสติแล้ว เป็นเวลาที่ ท่านติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายเซน ชาวเวียดนาม แสดงปาฐกถาธรรม "สู่ศานติสมานฉันท์ : ความสุขอันเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัวและสังคม" ท่านติช นัท ฮันห์ แสดงปาฐกถาธรรมด้วยใบหน้าอิ่มเอิบผ่องใสตอนหนึ่งว่า เมื่อร่างกายตึงเครียดใจก็หงุดหงิดง่าย เกิดการแสดงออกต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้าง พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องการตระหนักรู้ให้มนุษย์จัดการอารมณ์ตัวเอง เมื่อพลังแห่งความโกรธผุดขึ้นมาก็ต้องหาพลังแง่บวกมาจัดการ คือ พลังแห่งสติ จึงควรทำทุกอย่างอย่างมีสติ "เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งสติเจริญเติบโตก็จะดูแลความเจ็บปวดและความรู้สึกต่างๆ เมื่อปฏิบัติเช่นนั้นได้ก็ช่วยคนในครอบครัวปลดปล่อยความตึงเครียดได้ "เมื่อเรากลับมาดูแลสันติในตัวเราก็เป็นการง่ายที่จะเชิญผู้อื่นให้มีสันติ ความโกรธและความหงุดหงิดก็จะเกิดขึ้นได้ยาก" ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าว พอแดดร่มลมตกก็ถึงช่วงของ การเดินวิถีแห่งสติ ท่านติช นัท ฮันห์ พร้อมด้วยพระครูใบฎีกาพิทยา ฐานิสสโร ภิกษุณีนิรามิสา และภิกษุ-ภิกษุณีแห่งหมู่บ้านพลัมรูปอื่น เป็นผู้นำชาวไทยและชาวต่างชาติ "เดินสมาธิ" รอบสวนลุมพินี เป็นการเดินอย่างช้าๆ สัมผัสผืนดินผืนหญ้า แต่ละก้าวให้ตระหนักรู้ว่ากำลังสัมผัสแผ่นดินผู้ให้กำเนิด...เป็นแผ่นดินอันงดงาม เมื่อการเดินวิถีแห่งสติสิ้นสุดลง ความปีติก็งอกงามขึ้นในใจของใครหลายคน เพราะอย่างน้อยท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมโลกทุนนิยม-บริโภคนิยมในปัจจุบัน ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "สติ" ช่วยเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้หลงทาง ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านติช นัท ฮันห์ ฝึกการเจริญสติ และแสดงปาฐกถาธรรมเกี่ยวกับ "สันติ" แก่ผู้คนโดยไม่เลือกชาติศาสนา แต่ท่านได้กระทำเช่นนี้มานานต่อเนื่องหลายสิบปี ท่านติช นัท ฮันห์ มีนามเดิมว่า เหงียน ซวน เบ๋า เกิดเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2469 ในตอนกลางของประเทศเวียดนาม เมื่ออายุ 16 ปี บรรพชาเป็นสามเณร และอายุ 23 ปี ก็อุปสมบทเป็นภิกษุในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายเซน ฉายาของท่านเมื่อบวชแล้วคือ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) "ติช" เป็นคำเรียกพระ แปลว่า "แห่งศากยะ" คือ ผู้สืบทอดพุทธศาสนา "นัท ฮันห์" แปลว่า "สติอยู่กับปัจจุบันขณะ" ติช นัท ฮันห์ แสดงปาฐกถาธรรมที่อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี ท่านติช นัท ฮันห์ มีความคิดว่าพุทธศาสนาต้องรับใช้สังคม จะมัวเจริญสติเจริญภาวนาอยู่ในวัดอย่างเดียวไม่ได้ ท่านจึงช่วยเหลือผู้คนและสังคมด้วยวิถีแห่งสติและสันติตามแนวทางพุทธศาสนา ช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาให้เข้ากับยุคสมัย รวมทั้งเขียนบทความทางพุทธศาสนา แต่กลับถูกรัฐบาลเวียดนามต่อต้าน ต้นทศวรรษ 2500 ท่านเดินทางไปศึกษาต่อด้านศาสนาเปรียบเทียบที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้รับทุน จากนั้นท่านได้เป็นผู้บรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ราวปี 2506 ท่านติช นัท ฮันห์ ตัดสินใจกลับเวียดนาม เพื่อช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายานในเวียดนามใต้ ดำเนินการตั้งโรงเรียนยุวชนรับใช้สังคม ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามเวียดนาม และพยายามสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น เมื่อถึงปี 2509 ท่านได้จัดตั้ง "คณะเทียบหิน" เป็นกลุ่มสังฆะประกอบด้วยภิกษุ-ภิกษุณีและฆราวาส ปฏิบัติตนตามหลัก 14 ข้อ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินชีวิตในสังคมสมัยใหม่ ในปีเดียวกันท่านติช นัท ฮันห์ กลับไปสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง เพื่อร่วมการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับพุทธศาสนาในเวียดนามที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ รวมถึงพยายามทำให้สังคมมีสันติภาพ ด้วยการกระตุ้นให้คนไม่ว่าชาติใดก็ตามเห็นถึงความสำคัญของสันติภาพ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักเคลื่อนไ .....
- สุชาติ สวัสดิ์ศรี ช่อการะเกด ยุคที่ 3
- สุชาติ สวัสดิ์ศรี ช่อการะเกด ยุคที่ 3 พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com การประกาศปิดตัวนิตยสารวรรณกรรมเรื่องสั้น ช่อการะเกด ของบรรณาธิการเครางาม สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ สิงห์สนามหลวง เมื่อช่วงต้นปี 2542 ไม่เพียงส่งผลให้นักเขียนเรื่องสั้นของไทยต้องสูญเสียเวทีแสดงออกที่ได้รับความสนใจสูงสุดแห่งหนึ่งลงเท่านั้น หากยังทำให้วรรณกรรมเรื่องสั้นยุคหลังตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย เนื่องจากไม่มีเวทีให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้ 'ผ่านเกิด' เหมือนเช่นเวทีประดับช่อการะเกดอีก ย้อนกลับไปยุคเบ่งบาน รางวัลช่อการะเกด เป็นรางวัลที่มอบให้กับนักเขียนเรื่องสั้นดีเด่นเพื่อส่งเสริมนักเขียนเรื่องสั้นรุ่นใหม่ รางวัลนี้มีต้นกำเนิดจากนิตยสาร โลกหนังสือ ที่ก่อเกิดขึ้นเมื่อปี 2520 ซึ่งเป็นการรวบรวมเรื่องสั้นของนักเขียนร่วมสมัยมาจัดพิมพ์ไว้ในชุด โลกหนังสือฉบับเรื่องสั้น โดยมี สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ และมีการประดับ 'ช่อการะเกด' ให้เรื่องสั้นดีเด่น สร้างความคึกคักให้กับแวดวงวรรณกรรมเป็นอย่างมาก หนังสือ ช่อการะเกด ฉบับแรกตีพิมพ์เมื่อปี 2521 และหยุดชะงักไปเมื่อ 2523 หลังจากนั้นกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อปี 2532 และตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องจนยุติลงเมื่อต้นปี 2542 เนื่องจากเกิดวิกฤติฟองสบู่แตกและแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว ล่าสุดงานแถลงข่าวประกาศถึงการกลับมาอีกครั้งของ ช่อการะเกด หลังจากเว้นวรรคไปนานถึง 9 ปี โดยได้ทีมงานผู้ก่อตั้งชุดเดิมคือ สำนักช่างวรรณกรรม ของบรรณาธิการผู้มีรสนิยมส่วนตัว สุชาติ สวัสดิ์ศรี และทีมงานใหม่คือสำนักพิมพ์บูรพา สำนักพิมพ์สามัญชน นำโดยศิษย์เก่าช่อการะเกด เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ และเวียง-วชิระ บัวสนธ์ โดยงานแถลงข่าวเพื่อประกาศเปิดรับ 'ต้นฉบับ' เมื่อวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2550 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ นั้นมีคนในแวดวงวรรณกรรมและนักเขียนศิษย์เก่าช่อการะเกดไปให้กำลังใจอย่างคับคั่ง ต่อไปนี้เป็นถ้อยคำของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เกี่ยวกับความเป็นมาเป็นไปว่าทำไม ช่อการะเกด ถึงต้องเกิดใหม่อีกครั้ง เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยประกาศลาออกจากแวดวงวรรณกรรมเพราะความไม่เชื่อใน 'อำนาจวรรณกรรม' โดยหันไปวาดรูปแสดงผลงานศิลปะและทำหนังสั้นทดลองแทน 30 ปี ช่อการะเกด ช่วงระยะเวลาที่ ช่อการะเกด ห่างหายไปจากวงการวรรณกรรมนานถึง 9 ปี คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคนี้ส่วนหนึ่งแทบจะไม่รู้จัก 'ช่อการะเกด' ว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และการกลับมาครั้งนี้มีวาระสำคัญอะไร "ถามถึงการกลับมาครั้งนี้ผมไม่ค่อยเต็มใจเท่าไร เพราะผมเป็นห่วงสองคนนี้ เพราะว่าคนทำหนังสือวรรณกรรมโดยเฉพาะหนังสือที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่เรื่องสั้นโดยตรงมันอยู่ลำบาก แต่เมื่อทั้งสองคนมีใจรักอยากจะทำด้วยความผูกพันบางอย่าง การกลับมาวันนี้ถือว่าเป็นยุคที่สาม ส่วนช่อการะเกดยุคแรกคือช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ผมได้พบกับนายทุนท่านหนึ่งคือคุณสุข สูงสว่าง ตอนนั้นเขาทำร้านหนังสือดวงกมลอยู่ที่สยามสแควร์ ตอนนั้นผมหลบอยู่ ตัดสินใจไม่เข้าป่า ด้วยความสับสน ผมให้คนใกล้ชิดมาหาคุณสุขเพื่อขอยืมสตางค์ พอเขารู้ว่าผมยังอยู่ก็ให้สตางค์มา 6 พันบาท สำหรับสมัยนั้นถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก และฝากบอกมาว่าให้ผมไปทำหนังสือกับเขา ผมได้รู้จักกับคุณสุขตอนแรกคือตอนที่ผมเสนอหนังสือให้สำนักพิมพ์ดวงกมลพิมพ์ พอคุณสุขบอกว่าให้มาคุยกันเรื่องทำหนังสือ นั่นคือการก่อเกิดของ 'โลกหนังสือ' ออกฉบับแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2520 คือหลังเหตุการณ์ตุลาไม่เท่าไร โลกหนังสือฉบับแนะนำตัวจึงเกิดขึ้นเพื่อรอเวลาได้รับหัวหนังสืออย่างเป็นทางการ พอถึงเดือนตุลาคม 'โลกหนังสือ' ฉบับแรกหรือฉบับปฐมฤกษ์เกิดขึ้น ฉะนั้นปีนี้ครบรอบ 30 ปีของนิตยสารโลกหนังสือ และคุณสุข สูงสว่างเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสอันหนึ่งว่าถ้าจะทำอะไรก็ควรทำในวาระนี้ จุดสำคัญของโลกหนังสือยุคนั้น ผมได้ก่อเกิด 'ช่อการะเกด' คือตั้งชื่อว่า 'โลกหนังสือฉบับเรื่องสั้น' และเล่มแรกคือ 'วันเวลาที่ผ่านเลย' ถือเป็นการก่อกำเนิดช่อการะเกด เพราะต้องการให้เป็นพื้นที่สำหรับเรื่องสั้นของคนที่เขียนเรื่องส่งมาให้พิจารณา และจะมีการตั้งข้อสังเกตคล้ายๆ กับว่าเป็นข้อสังเกตส่วนตัวของบรรณาธิการโดยใช้ชื่อว่า 'ประกาศช่อการะเกด' เริ่มต้นไ .....
- อาลัยแด่ 4 ศิลปินฯ ผู้จากไป
- อาลัยแด่ 4 ศิลปินฯ ผู้จากไป โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤษภาคม 2550 12:00 น. ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสียบุคลากรระดับชั้นครูเลยทีเดียวสำหรับปีหมูในปีนี้ เมื่อเหล่าศิลปินแห่งชาติทั้งหลายต่างพากันจากโลกนี้ไปชนิดติดๆ กันหลายต่อหลายคน ไล่ไปตั้งแต่ผู้เป็นทั้ง "ครู" และ "พ่อ" ของคนในวงการนาฏศิลป์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงโขน อย่าง "อ.เสรี หวังในธรรม" ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวในช่วงค่ำคืนของวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาด้วยวัย 70 ปี "สิ่งที่เราเสียดายหรือหาไม่ได้อีกแล้ว คือความคิดความอ่านของพ่อเสรี เพราะถึงแม้เราจะอยู่จะทำงานกันต่อเนื่องต่อไป แต่ก็คงทำไม่ได้แบบที่ท่านทำ เพราะไม่ว่าท่านจะทำอะไรท่านจะมองอย่างรอบคอบ รอบด้าน ซึ่งความรู้ของท่านมีความพิเศษอยู่ในตัว และในตำราไม่มีสอน" "จึงน่าเสียดายที่สุดที่เราต้องสูญเสียคนเก่ง เพราะพ่อเสรีนั้น ท่านรู้ทุกอย่าง รู้แม้กระทั่งใจคนจึงเป็นเสน่ห์ของงานแสดงของพ่อเสรีที่คนอื่นทำไม่ได้ย...เป็นคำกล่าวของ "ปกรณ์ พรพิสุทธิ์" พระเอกเงินล้านของกรมศิลป์ฯ ในฐานะลูกศิษย์ที่ยืนยันได้ว่าการเสียชีวิตของบรมครูแห่งวงการนาฏศิลป์ไทยเจ้าของศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(ศิลปะการละคร)ท่านนี้ ไม่ต่างอะไรกับการสูญสิ้นร่มโพธิ์ร่มไทรของศิลปินแห่งกรมศิลปากรทุกคนเลยทีเดียว จากนั้นไม่นานในช่วงกลางเดือนเมษายน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ.2534 อย่าง "สุวัฒน์ วรดิลก" นักเขียนชื่อดังเจ้าของนามปากกา "รพีพร" รวมทั้งอื่นๆ อาทิ "ไพร วิษณุ" (ใช้เขียนเรื่องเกี่ยวกับป่าเขาลำเนาไพร), "ศิวะ รณชิต" (ใช้สำหรับเขียนสารคดีทั่วไป) ก็ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 84 ปี ที่บ้านพักในอำเภอศรีราชา ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ถือได้ว่าเป็นนักคิดและนักเขียนที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง มีผลงานออกมาแล้วมากมายหลากหลายรูปแบบและได้รับรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ มากมาย อาทิ นวนิยาย เรื่อง ขอจำจนวันตาย, นกขมิ้นบินถึงหิมาลัย และรวมเรื่องสั้น เหนือจอมพลยังมีจอมคน และอื่นๆ ทั้ง เปลวสุริยา ราชินีบอด นางไพร แผ่นดินเดียวกัน ลูกทาส ภูติพิษสวาท พิราบแดง เลือดในดิน นอกจากนี้เจ้าตัวยังเคยได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งชมรมนักเขียน 5 พฤษภาคม, สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยมาแล้ว "สุวัฒน์" จากไปได้ไม่นานเรื่องที่น่าสะเทือนใจก็ตามมา เมื่อนักร้องอาวุโสชื่อดังผู้เป็นภรรยาคู่ชีวิตของเขาและมีดีกรีศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) ประจำปีพุทธศักราช 2534 อย่าง "เพ็ญศรี พุ่มชูศรี" ก็ต้องมาเสียชีวิตตามผู้เป็นสามีไปด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในวัย 78 ปี สำหรับคู่รักคู่นี้ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตคู่ที่น่ายกย่องเป็นที่สุด ทั้งสองมีความรักและความผูกพันร่วมเสพสุขและทุกข์ชนิดที่ว่าต้องเผชิญกับชะตากรรมให้เข้าไปอยู่ในเรือนจำขาดอิสระภาพร่วมกันมาแล้วจากภัยของเรื่องการเมือง โดยหลังจากที่นักร้องอาวุโสซึ่งมีน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์หาใครเสมอเหมือนเสียชีวิตลงและมีพิธีไปแล้ว ศพของเธอก็ได้ถูกนำไปเก็บไว้เคียงคู่กับผู้เป็นสามีเพื่อรอทำการฌาปนกิจร่วมกันต่อไป "เป็นความประสงค์ของคุณพ่อเองว่าหากใครสิ้นลมก่อนก็ให้เก็บศพไว้เพื่อรอให้อีกคนเสียชีวิตแล้วจึงค่อยเผาพร้อมกัน..."..."เจี๊ยบ ฉัตรชัย วรดิลก" ผู้เป็นบุตรบุญธรรมเผยถึงความต้องการของผู้เป็นพ่อ แม้การเสียชีวิตของผู้เป็นสามีจะเป็นสิ่งที่ "เพ็ญศรี" ไม่สามารถรับรู้ได้กระทั่งวินาทีสุดท้ายที่ตัวเองสิ้นลมเพราะผลพวงของอาการป่วยจากโรคอัลไซเมอร์และการปกปิดของบรรดาญาติๆ ที่ไม่ต้องการให้เธอเกิดความสะเทือนใจ แต่ที่แน่ๆ ก็คือหลายคนเชื่อว่าวิญญาณของทั้งสองจะต้องได้อยู่เคียงข้างกันอย่างแน่นอน ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อการสูญเสียของศิลปินแห่งชาติทั้ง 3 ยังไม่ทันจาง ข่าวคราวล่าสุดต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของปรมาจารย์ทางด้านหุ่นละครเล็ก "สาคร ยังเขียวสด" หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ ยโจห .....
- ช่อการะเกด กลับมาแว้ว
30 ปี ช่อการะเกด "ผมกลับมาแล้วครับ" นกป่า อุษาคเนย์
หลังจาก "เว้นวรรค" ไป 9 ปี บัดนี้ นิตยสาร "ช่อการะเกด" กลับมาแล้วครับ!!! เป็นนิตยสาร "ช่อการะเกด" ฉบับ "กลับมาใหม่" ในยุค "นาโน"
กลับมาพร้อมทีมงานผู้ก่อตั้งชุดเดิม คือ "สำนักช่างวรรณกรรม" ของ "บรรณาธิการเครางาม" สุชาติ สวัสดิ์ศรี
และทีมงานใหม่คือสำนักพิมพ์บูรพา-สามัญชน ภายใต้การนำของ "สองศิษย์เก่าช่อฯ" เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ+เวียง-วชิระ บัวสนธ์
ในการนี้ นิตยสาร "ช่อการะเกด" ยุค "นาโน" จักได้จัดงานแถลงข่าว เพื่อประกาศ "เปิดรับต้นฉบับ" ในวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2550 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ซอยทองหล่อ หรือสุขุมวิท 55) ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป
จึงใคร่ขอเรียนเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่สื่อมวลชน มาร่วมพบปะกับ "ช่อการะเกด" ยุค "นาโน" และขอแจ้งข่าวดีไปยังมิตรน้ำหมึกทุกท่าน ว่าหากท่านมีต้นฉบับ "เรื่องสั้นที่ดีที่สุด" บัดนี้ สามารถส่งมาพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร "ช่อการะเกด" ฉบับ 42 ได้แล้วตั้งแต่บัดนี้...
ส่งต้นฉบับ เรื่องสั้นที่ดีที่สุด มายัง ตู้ ปณ.1143 ปท.ดอนเมือง กรุงเทพฯ 10211 เพื่อพิจารณานำลงตีพิมพ์ใน ช่อการะเกด 42
และขอเชิญ "ศิษย์เก่าช่อฯ" ร่วมงานแถลงข่าว การกลับมาของช่อการะเกด โดยพร้อมเพรียงกัน...
- ขอเชิญร่วมงานวันนักเขียนประจำปี
ขอเชิญร่วมงานวันนักเขียนประจำปี
กำหนดการวันนักเขียน
๕ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ภาคเช้า-ณ บ้านนักเขียน
๑๐.๐๐ พิธีสงฆ์สวดเจริญพุทธมนต์
ถวายภัตตาหารเพล
กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแด่เสาว์-ศรีสุดา บุญเสนอ และนักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้ว
๑๒.๐๐ รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน
ภาคบ่าย-ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์
๑๓.๑๕ ลงทะเบียนหน้าห้องเมจิก ๓ ชั้น ๒
๑๓.๔๕ นายกสมาคม ฯกล่าวต้อนรับ
การอภิปราย ๑๐๐ ปีเพชรงามสามนักเขียน:ยาขอบ มนัส จรรยงค์ นพ.บุญส่ง เลขะกุล โดย ผศ.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์/ผศ.ประทีป เหมือนนิล/คุณอาริยา สินธุจริวัตร ดำเนินรายการโดย อาจารย์ฐนธัช กองทอง
๑๕.๑๕ พัก-ดื่มน้ำชากาแฟ
๑๕.๓๐ กิจกรรมจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนศรีบูรพา
เสวนานักเขียน: ภาพรัก ภาพในใจ อาลัย รพีพร (สุวัฒน์ วรดิลก)
โดยเพื่อนพ้องน้องพี่จากแวดวงวรรณกรรม ดนตรี และละคร
๑๗.๐๐ พิธีมอบรางวัล ศรีบูรพา
สุนทรกถาจากวัฒน์ วรรลยางกูร
ภาคงานสังสันทน์
๑๘.๐๐ ย้ายห้องไปเมจิก ๒ (ห้องติดกัน)รับประทานอาหารร่วมกัน
๑๘.๓๐ คารวะนักเขียนอาวุโส
นายกสมาคมฯ กล่าวต้อนรับ
๑๙.๐๐ อ่านบทกวี มองสังคมผ่านสายตากวี โดยทายาทกวี-นักเขียนและกวี-นักเขียน
๒๐.๐๐ ร้องเพลงสังสันทน์ โดยนักเขียนที่มาร่วมงาน
๒๑.๐๐ ปิดงาน
----------------


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว