บทความ
- สวนโมกข์สมัยใหม่ จู พเนจร
-
เมื่อย้อนนึกไปถึงวันเวลาเหล่านั้น
มีความประทับใจหลายๆอย่างเกิดขึ้น
ประสบการณ์ชีวิตนั่นเอง คือความอิ่มเอิบใจ
บางทีธรรมะอาจเป็นเพียงกระพี้
แต่ความเป็นมิตรของเพื่อนใหม่ๆที่ได้พบ
กลับทำให้วันเวลาเหล่านั้นชื่นบานขึ้น
แง่มุมเล็กๆที่เราสะดุดเห็น
ทั้งเรื่องราวดีๆและไม่ดีที่รู้สึกชอบไม่ชอบ
นั่นคือโลกหนึ่ง
และแท้ที่จริงแล้วบางทีมันคือโลกภายในด้วย
บันทึกในคราวนั้น
(หรืออนุทิน อนุธรรม ในคราวนี้)
อย่างน้อยที่สุดทำให้เราได้มองเห็นเรื่องราว
และแง่มุมหนึ่งของเราย้อนกลับไป
ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนเขลาเบาปัญญา
และความดีความงามนิดๆหน่อย
นั่นก็ช่างมันเถอะ
ถ้าอ่านแล้วยิ้มได้(บ้าง)นั่นก็คงจะดี - อนุสรณ์ ติปยานนท์ กับ “ตัวตน” ร่วมสมัย
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 06:07 น.
“ใน โลกวัตถุนิยม มันคือโลกที่ “มนุษย์” ใช้ “วัตถุ” ยืนยันถึงการมี “ตัวตน” จึงไม่แปลกถ้าจะมีคนไปกางเต็นท์รอเพื่อซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจนเป็นข่าว เกรียวกราวไปทั่วโลก หรือผู้หญิงญี่ปุ่นยอมเข้าแถวต่อคิวเป็นวันๆ เพื่อซื้อกระเป๋าหลุยส์-วิตตอง เพราะสิ่งเหล่านั้นมันยืนยันความเป็นตัวเขาได้"
“ผมจึงคิดว่า การที่เราจะบรรยายถึงใครคนหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องพุ่งตรงไปที่ตัวเขา แต่เราพุ่งไปที่ “ของ” ของเขา มันก็น่าจะทำให้เรามองเห็น “ตัวตน” คนๆ นั้น ได้มากขึ้น”
....................
คงไม่เกินจริงไปสักกี่มากน้อย หากจะกล่าวว่าโมงยามนี้เนื้องานและนามของ อนุสรณ์ ติปยานนท์ ได้รับการกล่าวขานพอสมควรในแวดวงนักอ่านผู้นิยมความ “ร่วมสมัย” ลุ่มหลงบรรยากาศ “ ชวนค้นหา” ทั้งหลงใหล “พื้นที่ว่าง” ซึ่งนักเขียนทิ้งไว้ในงานมากกว่าจะนำพาผู้อ่านไปสู่บทสรุปชัดเจน
- นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล
นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล
ธีรภาพ โลหิตกุล:"ความจริงมันคงไม่ใช่เพียงสารคดีเท่านั้น แต่สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์แมกกาซีนทั้งหลายก็ถูกถาโถมเข้ามา เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งตัว ตั้งรับ และรุกรับกับสิ่งเหล่านี้ ก็คือต้องพัฒนางานให้เข้มแข็งขึ้น รักษาคุณภาพของงานให้ดีมากยิ่งขึ้น และอาจขยายงานไปสู่สื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น"กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แทบไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากมายสำหรับคนทำงานสารคดีที่ชื่อ ธีรภาพ โลหิตกุล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในฐานะนักเขียนสารคดีมือฉมัง ทั้งที่เป็นข้อเขียนและบทโทรทัศน์
10 ปีแรกในภาระงานประจำ ก่อนเจ้าตัวจะปลดระวางตัวเองเพื่อ 'พักร้อน' และรับงานฟรีแลนซ์เลี้ยงตัวเองในช่วง 10 ปีหลัง ปัจจุบันนอกจากงานเขียนหนังสือ เขายังผันตัวไปเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของอุษาคเนย์บนหน้าปัดวิทยุที่คลื่น FM 96.5 ทุกวันอาทิตย์ บ่าย 2 และวิทยากรรับเชิญสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมของภูมิภาคแถบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังออกตัวว่าเป็น 'นักเดินทางมือสมัครเล่น' อยู่ดี
หลังจากอ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วลองมานิยามดูอีกทีว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นนักเดินทางประเภทไหนกันแน่...
- เขาและเรา (กรณีศึกษาด้ามขวานไทยประลัยกัลป์
เพราะใจเราเผาใจให้จำเจ็บ
ใจเราเก็บใจจำมาช้ำหมอง
ก็ใจเราอีกแหละชอบมาครอบครอง
โอ้ใจหมองก็ใจเราเผาไหม้ใจ
แต่ใจเขามิเคยจำย่ำและหยาบสันติภาพดูเหมือนว่าต่างคว้าไขว่
ลอบและกัดก็ดำเกิงดั่งเพลิงไฟ
บุญและบาปก็อ้างไว้พอได้ทำ
เราสิซ่อนน้ำตาอันปร่าขมเขาขย่มไล่ล่าดาหน้าย่ำ
เราด่าเขาวอยวอยถ่อยริยำ
เขากระทำหน้าตายเหมือนทายท้า
เขาเป็นใครไม่รู้ดูไม่แท้แต่แน่ๆเราเป็นอยู่ดูเหมือนว่า
เขาเหมือนคนอย่างที่สุดมนุษย์-มนา
แต่ทว่าเรากับเขาเลิก-เผากัน
เราเป็นคนธรรมดาตั้งหน้ารับวันคืนลับล่วงลาแต่อาสัญ
ถ้านับศพก็ทบท่าวมิคราวครัน
ถ้านับวันสันติสุขทุกข์ระทม
เราและเขานั้นหรือต่างคือใครแล้วทำไมยิ่งวันคืนยิ่งขื่นขม
ที่เรามีมากมายพ่ายระบม
ต่างอกตรมหน้าชื่นต่างยืนยัน
กรณีที่หลากหลายก็คล้ายคลึเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้มีเช่นนั้น...
- เพียงแค่เพียง
ขอเพียงที่ทางได้สร้างทำ
ขอคำถ้อยคำสักหนึ่งเสียง
ขอใจเพียงพอแล้วก็เพียง
เดินเลี่ยงออกมาอีกครานึง
ฝากความทรงจำไว้รำลึกค่อยๆตรองตรึกสักเสี้ยวกึ่ง
ไม่คิดคาดหวังนั่งรำพึง
ฝากรอยเท้าหนึ่งในผืนทราย
ก่อนสายลมพรมพัดสะบัดพลิ้วประปรอยปลิวแผ่วๆแล้วลับหาย
ไม่เคยคิดไหวติงนิ่งดูดาย
เพียงสบายสบายย่างกรายไป
เพียงพบหน้าคนรักเพียงสักครั้งได้มานั่งแนบชิดพิสมัย
แม้ไม่พูดไม่เผยเอ่ยอันใด
แต่ที่ในตาสบเผลอหลบตา
เพียงเท่านั้นก็พอเติมต่อฝันให้คืนวันล่วงหายเปล่าดายค่า
กลับมามีความหมายให้มองมา
เพียงรู้ว่ามีบ้างไม่ว่างวาย
ถึงกระนั้นเราจะปันให้เป็นดังเส้นสาย
ถึงไม่มีก็จะมีไม่มากมาย
เป็นกระทายน้อยๆ จ้อยและเจียม.
- บันทึก 100 วัน (10)
29 เมษายน 2551
เรานัดหมายบังอาเส็มไว้ที่มัสยิดห้วยโอน ตอนที่ไปถึงเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำภาค 8 มาถึงแล้ว
พื้นที่ ม.9 ของบังอาเส็มมีปัญหาน้ำเสีย ชุมชนเดือดร้อนมานานแล้ว ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร นึกถึงปัญหาน้ำที่เกิดในหมู่บ้านของผมทำให้เข้าใจหัวอกคนใช้น้ำด้วยกันถึงความทุกข์
เราใช้เวลาพูดคุยกันไม่นานก็ได้ข้อสรุปแจงเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้
1.สภาพปัญหา น้ำประปาของม. 9 ต.กำแพงเพชรมีสภาพขุ่นข้น เนื่องจากใช้น้ำจากต้นน้ำที่มีการขุดสระขนาด 40 เมตร ยาว 100 เมตร ลึก 4 เมตร รองรับน้ำก่อนสูบขึ้นไปขึ้นถังผลิตประปา ทำให้เกิดการหมักหมมของขยะใบไม้ กิ่งไม้ สารเคมีการเกษตร ชุมชนประสบปัญหามาเป็นเวลากว่าสิบปี
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ใช้น้ำไประยะหนึ่งประสบต้นทุนการใช้สารส้มในอัตราสูงกว่าที่รายได้ของการจัดเก็บน้ำสามารถรองรับได้ กล่าวคือมีต้นทุนต่อหน่วยตกประมาณ 9-10 บาท ขณะที่ปัจจุบันมีการจัดเก็บค่าน้ำอยู่ยูนิตละ 5 บาท เมื่อชุมชนไม่ใช้สารส้มในการดักตะกอน ปรับสภาพน้ำที่มีความเป็นด่าง ทำให้วงจรการทำงานของระบบประปาติดขัด ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำโดยรวม
2. ต้นทุนการผลิต -ค่าจ้าง เดือนละ 6000 บาท -ค่าบำรุงรักษา เดือนละ 2500 บาท -ค่าไฟ 10-15 ชั่วโมง 10,800-20,000 บาท -ค่าสารส้ม เดือนละ 7500 บาท รวม 26,800 บาท ต่อเดือน
ประชากร 3000 คน รวมค่าใช้จ่ายต่อยูนิต 8.93 บาท
3. ทางแก้ไข ผู้เข้าร่วมเสนอแนะทางออกได้ข้อสรุปดังนี้
1.จัดประชุมชี้แจงคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามสภาพปัญหา ความต้องการและเชิญชวนตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ(ถือว่าดำเนินการแล้วในวันนี้)
จัดประชุมชี้แจงชุมชน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามความสมัครใจ และชี้แจงต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าข้อเท็จจริง พร้อมกับเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา(นัดวันศุกร์ ที่ 16 พค.)
จัดซื้ออุปกรณ์ ทดลองปรับระบบการกรองน้ำที่ชุมชนตัดขั้นตอนการใช้สารส้มในการดักตะกอนออก โดยการกลับไปใช้ระบบการผลิตที่ครบวงจรอีกครั้งและดูผลคุณภาพของน้ำเป็นเวลา 1 เดือน
จัดเวทีชุมชนสอบถามประชามติในการแก้ปัญหาด้วยการกำหนดราคาน้ำที่ตรงกับความเป็นจริงและค้นหาแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
4. งบประมาณ 30,000 บาท จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสนับสนุนผ่านแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้
-จัดซื้ออุปกรณ์สารส้ม ปูนขาว และทราย จำนวน 10,000 บาท -จัดประชุมชี้แจงชุมชน 2 ครั้งและมีการถ่ายทอดสดทางสื่อ 20,000 บาทเราลงไปดูพื้นที่จริง บังอาเส็มขับรถนำไปถึงที่ สภาพป่าต้นน้ำของรัตภูมิ ว่าไปก็เหมือนที่อื่นๆ อยู่ใกล้ต้นน้ำแต่ก็ต้องซื้อน้ำดื่ม น้ำใช้ ไม่สามารถดึงน้ำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
สระน้ำที่ขุดไว้เป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาที่นี่ก็เป็นของเอกชน กรรมการประปาคนหนึ่งบอกว่าทำให้เขาไม่มั่นใจในอนาคต หากมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไปทำกิจกรรมอื่น ชาวบ้านจะเดือดร้อนไปหมด
"ผมอยากให้หาที่ดินขุดสระใหม่" เขาเสนอให้ชุมชนร่วมกันซื้อที่ ทำเป็นที่สาธารณะ
ผมนึกภาพ-เรื่องน้ำทำให้เราสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้ชุมชนเกิดความมั่นใจ หลังจากที่ฟิ้นระบบการผลิตน้ำเต็มรูปแบบ สร้างความมั่นใจให้พวกเขาแล้ว ต่อไป การแก้ปัญหาอื่นๆของชุมชนก็จะตามมา
ขอให้ทุกอย่างยืนอยู่บนฐานการเรียนรู้และมีส่วนร่วมเท่านั้น.
- บันทึก 100 วัน (9)

27 เมษายน 2551
24 เมษายน 2551 สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ใหม่ มาสมัคร 14 คน รับคนได้เพียง 2-3 คน ผ่านรอบแรกเราคัดไว้ 5 คน ผมส่งต่อให้อ.พงค์เทพ คุยต่อ
เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ความคิดอยู่ในกรอบ เหมาะที่จะทำงานในระบบมากกว่าที่จะมาฝ่าฟันกับงานที่จำเป็นต้องมีความมั่นใจ มั่นคงกับเป้าหมายที่มิใช่เพียงแค่ตัวเอง แถมถามความสนใจ ความฝันในชีวิต จำนวนหนึ่งตอบไม่ได้ ตอบได้แค่ว่าอยากได้งาน
25 เมษายน 2551 เดินทางไปสกลนคร มีโปรแกรมร่วมกับ 13 จังหวัดเรียนรู้ดูงานในพื้นที่ของเครือข่ายจ.สกลนคร
เราไปนั่งรออยู่ที่สุวรรณภูมิร่วม 3-4 ชั่วโมง กว่าเครื่องจะออก(ช้าไป 20 นาที) อากาศที่นั่นค่อนข้างหนาว หิวก็หิว ดีว่าเครื่องของ ppair มีบริการเลี้ยงข้าว เครื่องบินที่นี่มีขนาดเล็ก 60 ที่นั่ง ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษๆก็มาถึงสกลนคร
สามทุ่มเราก็มาถึง เดินออกมาจากเครื่อง พบตัวสนามบินที่นี่ออกแบบได้ดี โปร่งโล่ง โอ่โถง นำรูปแบบทางศิลปกรรมและวัตถุดิบท้องถิ่นมาประดับประดา ได้กลิ่นอายอิสาน (นึกถึงสนามบินหาดใหญ่-ไม่มีสิ่งใดส่อเค้าความเป็นภาคใต้ต้อนรับผู้มาเยือน) น่าเสียดายว่าอาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่นัก
มีเจ้าหน้าที่ของเครือจข่ายมารอรับ เราขึ้นรถสองคัน ขับไปนั่งคุยกันไป สกลนครใหญ่โตกว่าที่คิดมาก แถมทันสมัยน่าอยู่ การวางผังเมือง การออกแบบเมืองทำได้ยอดเยี่ยม บ้านเมืองดูสะอาด เงียบสงบ ประตูเมืองใหญ่โต นำเอารูปทรงสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ สกลเป็นเมืองใหญ่ มี 18 อำเภอ ประชากรกว่า 1 ล้านคน มีสส.ได้ 5 คน(แน่นอนว่าต้องพรรคพลังประชาชน) ถนนกว้างขวาง รถไม่พลุกพล่าน ดูแล้วรองรับการเติบโตของเมืองได้ร่วม 10-20 ปี (สร้างถนนก่อนสร้างเมือง)
- บันทึก 100 วัน (8)

20 เมษายน 2551
เจีย โทรมาเตือนว่างานเลี้ยงน้ำชาของผู้ใหญ่เบีย จะจัดในวันนี้ มีกิจกรรมไปตั้งแต่ช่วงกลางวันไปถึงกลางคืน ทีแรกลังเลว่าจะไม่ไป แต่คิดดูอีกที วันนี้ไม่ได้ทำอะไร(ตั้งใจว่าจะพัก) อีกอย่างไปคูหาใต้ก็เดินทางไม่ไกลเลยตัดสินใจใหม่
อยากไปช่วยผู้ใหญ่ รู้จักพื้นที่ให้มากขึ้น ตอนไปเอ็กซ์ชวนพี่แป๋วครูข้างบ้านไปด้วย เราไปถึงวัดจุ้มปะช่วงเย็นแล้ว ไปถึงก็โทรหาเจียถามทางอีกเพราะว่าไปไม่ถูก
ระหว่างทางผ่านถนนใกล้สนามกีฬาเทศบาลตำบลกำแพงเพชร กำลังลงเตนท์จัดงานถนนคนเดินที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ไม่เคยมาร่วมกิจกรรม ท่าทางจะคึกคักไม่เบา
สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งกว้าง สลับเขาเป็นหย่อมๆ มีลำห้วย วัด บ้าน แทรกสลับเป็นช่วงๆ ดูแล้วก็เงียบสงบดี เราหาที่จอดรถ ด้านซ้ายมือเป็นท้องนากว้าง มีคนพลุกพล่านได้ยินเสียงโฆษกงานมาจากเต้นท์ใหญ่ เดินลงไปดูกิจกรรมที่มีการแข่งว่าว นัยว่ามาถึงรอบสดท้ายแล้ว ว่าวที่ผ่านเข้ารอบลึกๆกำลังเตรียมเข้าสู่ลานแข่งที่เป็นท่งนากว้างโล่ง มีเขาคูหาเป็นฉากหลัง ว่าวหลากสีโฉบเฉี่ยวอยู่บนฟ้ามองเห็นอยู่ไกลตา
มีคนมาร่วมงานไม่น้อยเลย บ้านของผู้ใหญ่เบีย มีงานเลี้ยงน้ำชาจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว แต่ปีนี้พิเศษตรงที่มีคอนเสิร์ตจากวงบาโรยมาสร้างสีสันในช่วงหัวค่ำ เรามาถึงก็เห็นรั้วผ้าใบขึงล้อมรอบชวนให้นึกถึงหนังกลางแปลงในวัดในอดีต
ใช้ทุ่งนาให้เป็นประโยชน์ ฟากหนึ่งแข่งว่าว อีกฟากหนึ่งล้อมรั้วจัดคอนเสิร์ต เจียพาไปหาผู้ใหญ่เบียที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมงาน เราไปถึงเห็นแต่โต๊ะวางเต็มไปหมด ยังไม่มีคน คอนเสิร์ตจะเริ่มช่วงหัวค่ำ มีแต่ทีมงานกำลังตระเตรียมน้ำแข็ง น้ำ มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น ช่วยกันขันแข็งดี
อ้อ มีนิทรรศการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีด้วย
เงินที่ได้จากการเลี้ยงน้ำชา จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณของหมู่บ้าน กลุ่มแกนนำที่มาช่วยผู้ใหญ่เบียส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บางส่วนมาจากกลุ่มอนรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี สมาชิกในกลุ่มเติบโตมาจากวัยรุ่นที่หลงผิดติดยาเสพติด ต่อมาคิดได้กลับตัวมาเป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือสังคมและตั้งใจที่จะทำกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ผลพวงจากการร่วมกิจกรรมรักษ์ป่าทำให้รู้จักกับอีกหลายๆกลุ่ม วงบาโรยก็มาจากสายสัมพันธ์การทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกัน
เท่ากับว่าเครือข่ายเติบโตและชักย่านความสัมพันธ์โยงไปถึงกิจกรรมอื่นๆ มีอะไรก็มาช่วยกันว่างั้น
นั่งฟังลุงนันท์แกนนำอีกคนเล่าให้ฟังเรื่องหนักอกของชุมชน นั่นคือการปกป้องเขาคูหาที่ถูกนายทุนสัมปทานต่อเนื่องระเบิดหินทำลายหายไปทุกวัน เขาคูหาเพี้ยนมาจากคำว่าโคหาย ที่นี่มีแร่ธาตุปนอยู่ในตัวภูเขาล้วนเป็นของดีหายาก แต่กำลังถูกทำลายไปอย่างไม่รู้คุณค่าและไม่มีใครกล้าที่จะส่งเสียงทัดทาน เนื่องจากนายทุนทำถูกต้องตามขั้นตอน และคงกลัวไม่อยากเสี่ยงกับผู้มีอิทธิพล(ชาวบ้านใกล้เนินเขาได้รับประโยชน์ด้วย) แม้นเสียงต่อต้านจะเริ่มมีมากขึ้น แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ รังแต่จะเร่งให้รีบระเบิดทำลายให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ
จัดงานเลี้ยงน้ำชา จัดคอนเสิร์ตใกล้ๆ อาจจะมีส่วนช่วยให้เสียงของชุมชนไปถึงหูนายทุนและผู้มีอำนาจบ้าง(ผมเดาเอา)
รัตภูมิเป็นพื้นที่เดือดในเรื่องของการทำบ่อทราย มีทั้งถูกต้องตามกฏหมายและลักลอบ สภาพโดยรวมเริ่มมีปัญหาด้านมลภาวะจากโรงงาน จากกลุ่มแรงงานอพยพ บางพื้นที่มีโรงงานจำนวนมาก ที่นี่มีจุดแข็งหลายเรื่อง กลุ่มองค์กรท้องถิ่นที่นี่ค่อนข้างเข้มแข็ง เป็นต้นแบบระดับชาติในหลายๆแห่ง ตำบลคูหาใต้เองก็มีสภาร้อยแปดเป็นองค์กรหลักของชุมชน แต่ก็นั่นแหละ ความเข้มแข็งดังกล่าว หากว่าไม่อาจปกป้องฐานทรัพยากรให้คงอยู่ต่อไปได้ ก็คงดูแปลกๆพิลึก
หมายเหตุ* ไม่ได้อยู่ฟังคอนเสิร์ต เพราะดึกเกินไป เรานั่งประเดิมงานเป็นโต๊ะแรก อยากจะบอกว่าปลาดุกย่างสดและอร่อยมาก.
- บันทึก 100 วัน (7)

16 เมษายน 2551
ต้อนรับสงกรานต์ด้วยโรคคางทูม เกิดมาเพิ่งรู้จัก...มาเป็นเอาก็ตอนโตเป็นผู้ใหญ่นี่แหละ วันหยุดติดต่อกันหลายวันแทนที่จะได้พักผ่อนให้หนำใจ กลายเป็นว่าต้องมาทรมานกับอาการปวดกราม แถมทำท่ามีไข้หน่อยๆ กรามสองข้างบวมตุ่ย ดูเผินๆไม่มีใครรู้ นึกว่าอ้วน คางหนาเป็นชั้นๆ ที่ไหนได้...
ปีนี้ชีวิตเสียศูนย์จริงๆ ป่วยแล้วป่วยอีก
ฟื้นไข้รอบนี้ตั้งใจว่าจะฟิตร่างกายใหม่ ที่สำคัญฟิตจิตใจที่เสียสมดุลเสียด้วย ตั้งใจไว้เช่นนั้น
ก่อนสงกรานต์วันเดียว ออกไปกินสุกี้กับหมี 2 ครัว พ่อแม่ลูก ตะรอนหาร้านอาหารอิสาน ที่ไหนได้ ไปที่ไหนก็หยุดหมด สุดท้ายไปแวะที่โรบินสัน
ขากลับออกมาเห็นขบวนแห่สงกรานต์ มีทีท่าว่าครึกครื้นจนทนไม่ได้ เราจอดรถลงไปดู ขบวนแห่ปีนี้ลงทุนเป็นพิเศษ เทศบาลปิดถนน มีกิจกรรมหลากหลายต้อนรับผู้มาเยือน นัยว่าหาดใหญ่ปีนี้คึกคัก ยอดนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นทะลักเข้ามามากมายเป็นประวัติการณ์ น่าดีใจแทนบรรดาโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารที่พากันเฉาแห้งเหี่ยวอยู่นาน
ต้องขอบคุณหลายฝ่ายที่มีส่วนช่วยกัน ส่วนหนึ่งก็มีผลมาจากการจัด event แต่ละครั้งก็เรียกลูกค้าได้มาก(แม้จะมีคนด่าอยู่บ้าง ตามประสาจัดงานลักษณะนี้ก็มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์)ที่สำคัญเรียกความมั่นใจจากต่างชาติคืนมาว่าหาดใหญ่ปลอดภัยแล้วนะ เว้นวรรคจากระเบิดไม่นานหาดใหญ่ก็ฟื้นได้...ศักยภาพที่นี่ว่ากันว่าภาครัฐไม่จำเป็นต้องช่วย ขอเพียงอย่าซ้ำเติมด้วยเงื่อนไขที่ไม่พึงประสงค์ก็แล้วกัน
เดินถ่ายภาพสาวๆ รวมทั้งสาวจริงและสาวปลอมที่วาดลวดลายดีดดิ้นบนขบวนพาเลซ ไทยมุงยืนดูกันเต็มไปหมด
- บันทึก 100 วัน (6)
8 เมษายน 2551
พี่เหมียว-อัจจิมา นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะไปหาผู้บริหารโรงเรียนมหาวชิราวุธ เรานัดพบกันก่อนที่สถานีตำรวจภูธร อ.เมือง ผมเข้าใจผิด เดินไปหน้าห้องของรองสาคร ทองมุณี ตำรวจหน้าห้องบอกว่าสงสัยจะมาผิดที่
พี่เหมียวเป็นแกนนำรับผิดชอบกิจกรรมลดอุบัติเหตุ ปกติทำงานเป็นนักวิชาการที่สสจ. ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณภัย รวมไปถึงงานด้านความมั่นคงที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ผมโทรหาพี่เหมียวทันทีที่ได้ยินเสียงรองสาครจากสถานีวิทยุที่มีการรายงานสดสถานการณ์การนับคะแนน การเลือกตั้งผู้บริหารเทศบาลนครหาดใหญ่ ทำท่าว่าจะมีการก่อม็อบยืดยาว รองสาครเข้ามาควบคุมสถานการณ์
"ผมมาในฐานะประชาชนคนหาดใหญ่ ไม่ใช่ตำรวจ ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆ ขอให้ส่งตัวแทนเข้ามาคุยกัน..." ผมพยายามเงี่ยหูฟังจับใจความได้สั้นๆ งานนี้ท่าทางจะยืดเยื้อ ผมคิด


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว