บทกวี
- บทกวี : นวัตกรรมใบไม้
ครูหยิบใบไม้มาหนึ่งใบ
เป็นใบไม้สีสวยขจีเขียว
กว่าเขาจะผลิงามไม่ง่ายเชียว
ไม่ถึงเสี้ยวนาทีถ้าเด็ดทิ้ง
ระยะกาล เกิด-ดับ ต่างลิบลิ่วเหตุปลิดปลิวสมค่าแล้วทุกสิ่ง
เช่นแก่หง่อมย่อมหลุดตามเป็นจริง
คำตอบน่าจะนิ่งอย่างแน่นอน
แต่เหตุดับกับเกิดจากมักง่ายแค่มือป่ายป่วนเล่นเป็นสังหรณ์
ไม่ไตร่ตรองถ่องท่าอนาทร
โลกเดือดร้อนไม่คำนึงซึ่งน่าคิด
คิดวิเคราะห์ไม่เป็น...เป็นเรื่องเศร้าโลกสวยงามอาจเน่าเข้าวิกฤต
ทำไฉนใจเองจะเพ่งพิศ
รู้ถูกผิดเลือกต่างสร้างสรรค์แทน
ความเคยชินซ้ำซ้ำทำลายของวันหนึ่งต้องเป็นนิสัยไหม้หมื่นแสน
ทุกครั้งทำต้องคิดพินิจแกน
จำเลือกแดนดีงามตามครรลอง
เด็ดใบไม้หนึ่งใบในวันนี้คิดให้ดีควรค่าว่าถูกต้อง
ทำอะไรฝึกทำให้ช่ำชอง
คือไตร่ตรองแน่นอนก่อนจึงทำ
อันความผิดเล็กเล็กที่เราหลุดมันจะฉุดสามสี่ห้าถ้าฝ่ายต่ำ
อันตรายหากคิดผิดซ้ำซ้ำ
จงน้อมนำพลิกใจขึ้นฝ่ายดี
ใบไม้ใบหนึ่งซึ่งค่าน้อยแต่ถ้าร้อยพันใบมากพอพี่
เราไม่หยุดกระทำการย่ำยี
ใบไม่มีกิ่งก็โกร๋นต้นก็ตาย
ครูหยิบใบไม้มาให้คิดฟอกดวงจิตให้งามเต็มความหมาย
โลกรอมือคุณธรรมใช่ทำลาย
เปล่งประกายแผ่นดินถิ่นร่มเย็น ฯ
ปรัชญ์ วลีพร- จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า
จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า
เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา เขาเป็นเพื่อน เวียนว่าย อยู่ในวัฎฎสงสาร ด้วยกันกะเรา เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจ กิเลส เหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง เขาก็มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราว เหมือนเรา เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่ เขาก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี – เด่น – ดัง เขาก็มักจะกอบโกย และ เอาเปรียบ เมื่อมีโอกาสเหมือนเรา เขามีสิทธิ ที่จะบ้าดี – เมาดี – หลงดี – จมดี เหมือนเรา เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่าง ๆ เหมือนเรา เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา เขาเป็นเพื่อน ร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา เขาก็ทำอะไร ด้วยความคิดชั่วแล่น และ ผลุนผลัน เหมือนเรา เขามีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเลือก ( แม้ศาสนา ) ตามพอใจของเขา เขามีสิทธิ ที่จะใช้สมบัติ สาธารณะ เท่ากันกับเรา เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ จากเรา เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัย จากเรา ตามควรแก่กรณี เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากับเรา สำหรับจะอยู่ในโลก
ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการ ขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น….ธรรมะ ท่านอาจารย์ “ พุทธทาส อินทปัญโญ “ แห่งวัดป่าสวนโมกข์พลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
ให้ไว้ วันที่ 22 พฤษภาคม 2531- บทกวี : เมื่อพี่ไทยไม่รักไทยใครจะรัก
เมื่อพี่ไทยไม่รักไทยใครจะรัก
เลือดทะลักกี่ทะเลาะจึงรู้สึก
กี่ดวงใจไทยช้ำจึงสำนึก
กว่าเป็นปึกแผ่นมาสาหัสแล้วเหมือนจะฆ่า..คล้ายจะเข่นให้เป็นศพ
ไทยจะรบกันทำไมดวงใจแก้ว
สักกี่คำสักกี่ก้าวตลอดแนว
ก็ไม่แคล้วเลือดใจไทยทั้งนั้นไม่เห็นว่าผู้ใดจะได้สุข
เห็นแต่ทุกข์โทมนัสขวางขัดกั้น
ทั้งน้ำตาสารพัดทั้งกัดฟัน
ล้วนยืนยันเลือดไทยไหลอาบดินไทยจะฆ่าไทยทำไมหรือ
หรือไทยซื้อด้วยอะไรก็ได้สิ้น
ไร้ศักดิ์ศรีไร้สง่าเปื้อนราคิน
ไม่ได้ยินเสียงเพลงชาติประกาศชวน“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโยฯ”เลือดเนื้อไทยสงวนค่ารักษาชาติ
ไม่น่าพลาดหยาดให้ใครว่าไอ้โง่
ทะเลาะกันราวเด็กเด็กยังไม่โต
ร้องเยโยเมื่อไม่ได้ดังใจตนเมื่อพี่ไทยไม่รักไทย...ใครจะรัก
เลือดทะลักกี่ทะเลาะสักปี้ป่น
กี่ความลวงที่จ้วงฆ่าประชาชน
จึงกลับกลายเป็นมงคล...รักสามัคคี...ฯปรัชญ์ วลีพร
- ร้อยกรอง สำหรับครูฝึกประสบการณ์
เวลาคือ เงื่อนไข ความสำเร็จ
การเบ็ดเสร็จ ทุกอย่าง ที่สร้างสรรค์
ครบกำหนด บททดลอง ต้องจากกัน
ฝากสัมพันธ์ วันผ่านมา ให้อาลัยพบเพื่อจาก ยากนัก จักหลีกหลบ
จากเพื่อพบ อยากจะรู้ มีอยู่ไหม
บางสิ่งที่ ดีงาม ความซึ้งใจ
พอจะให้ ครูคืน มาชื่นชมและลูกศิษย์ ทุกดวงใจ ในที่นี่
มีพื้นที่ ให้ครู อยู่สุขสม
เท่าที่ครู มีรัก จักเกลียวกลม
อยากให้ลม พัดครู คืนสู่เราสะพือวิทยาคาร สถานนี้
ถึงนาที ที่คน จะหม่นเศร้า
แต่หน้าที่ ที่จำเป็น เป็นเงื่อนเงา
เมื่อมีเหงา ก็เข้าใจ ในความจริงขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย
อวยพรให้ ครูสุข ในทุกสิ่ง
อุปสรรค ขวากใด ไม่ประวิง
ได้พักพิง ในสถาน สราญรมย์ให้ครูพบ ความสำเร็จ ในชีวิต
ขอดวงจิต ครูสดชื่น ไม่ขื่นขม
ศิษย์ทุกคน จะรอครู ด้วยนิยม
รอชื่นชม ความสำเร็จ ตลอดไป ฯนักเรียนโรงเรียนสะพือวิทยาคาร
ปรัชญ์ วลีพร (ร้อยกรอง)
- บทกวี คนเป็นเป็นควรอ่าน
มวลประสบการณ์
ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ไม่ว่าจะถูกหรือผิด
แต่ทั้งหมดคือบทเรียนบทเรียนการฝึกฝน
ให้อดทนและมีผลในพากเพียร
จากก้าวแรกจนเกษียณ
บอกคุณค่าความเข้มแข็งทดสอบความสงบ
การเป็นนักรบความเปลี่ยนแปลง
ไตรลักษณ์เป็นแสนแสง
ดับการปรุงแต่งแข่งสังคมหากอ่อนแอลงคราใด
ก็สิ้นไร้ความนิยม
ห่างออกไปจากความเหมาะสม
อาจซานซมกับเดรัจฉานพวกมากลากกันไป
เป็นไปได้ที่เราชอบคนพาล
โดยสังคมชี้ชักมีหลักฐาน
คือต้องการแบบเดียวกันบ่อยบ่อยเข้าผิดเป็นถูก
ต่างปลูกต้นกล้าว่าสำคัญ
ยอมรับกันว่าสร้างสรรค์
จนความดื้อรั้นถูกยอมรับสังคมก็เริ่มทราม
คนเกลือกกามกันไม่นับ
รอแต่วันโลกแตกดับ
เพราะโลกกลับคืนไม่เป็นน่าสงสารน่าสงสาร
ผู้ใหญ่ในบ้านก็เลือดเย็น
ปลาเน่าคับข้องเหม็น
ไม่เห็นจะมีใครกู้คืนมาประเทศชาติจะวิบัติ
เพราะว่ารัฐก็ไม่กล้า
ลางคนก็พูดแบบคุณนขา
เทวดายังละอายมวลประสบการณ์
ที่ผ่านเข้ามามีความหมาย
ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย
ให้ตายหรือจึงคิดเป็น...................................
...................................
ว่าโลกกำลังกลับกลาย
ละครฉากสุดท้ายใกล้จบลง ฯปรัชญ์ วลีพร
- เรือนกายดับกระหายซึ่งความใคร่
สาวร่างน้อยบอบบางสำอางค์ยิ่ง
เพริศพริ้งยั่วยวนเปี่ยมเสน่หา
ทอดร่างเหยียดยาวงามโสภา
สู่สายตาหื่นกระหายชายหลายคนหวังมุ่งหมายสู่ฝันอันยิ่งใหญ่
จากถิ่นไกลเข้าเมืองเพื่อหวังผล
หลงคารมชมชวนชายชอบเล่นกล
จำกระโจนสู่เวทีแห่งแสงไฟเจ็บช้ำปวดร้าวในดวงจิต
ยากจักคิดหลีกหนีไปหนไหน
โดดเดี่ยวเปลี่ยวเปล่าเศร้าหทัย
หวังพบใครคนหนึ่งได้พึ่งพิงเรือนกายดับกระหายซึ่งความใคร่
ถูกกระทำให้ย่ำยีถูกผูกขึง
นานาหลายอย่างคอยย้ำตรึง
ทนไว้ซึ่งเจ็บกายใจเฉื่อยชาอนาถหนาชีวิตแสนรันทด
จำต้องอดทนไปเพื่อรักษา
แม่น้องคอยอยู่ที่บ้านนา
รอท่าเงินตรามาจุนเจือจะมีใครบ้างไหมมาเห็นอก
ฉุดจากนรกจากปากเสือ
ขอเพียงอิงแอบดุจดั่งเรือ
ถึงคราวเมื่อนั้นมอบกายใจ- บทกวี : วันชื่นคืนโศก
ฉันเดินวนต้นวันกับต้นคืน
ได้นิ่งยืนพินิจคิดสร้างสรรค์
เห็นดอกเช้าเบ่งบานบนต้นวัน
ผลสำคัญสุกสว่างกระจ่างตาท่ามกลางดอกเช้าทุกเช้านั้น
มีดอกชื่นยืนยันเสน่หา
มวลกิ่งก้านเติบต่อลออตา
จนเวลาดอกค่ำเริ่มผลิบานดอกค่ำบานบนต้นคืนทุกคืนหรือ
ดอกโศกดื้อบานล้อมทุกหย่อมย่าน
กลีบสีดำพร่ำพรอดตลอดกาล
จนดอกชื่นเบ่งบานบนลานเช้าฉันอาจเห็นดอกเช้าบนต้นคืน
เห็นดอกชื่นบานค่ำงามเศร้าเศร้า
เห็นดอกไม้หลายดอกบอกเงื่อนเงา
อยู่ที่เรากำหนดปรากฏการณ์ ฯปรัชญ์ วลีพร
- บทกวี : ถึงเวลาแล้วแก้วใจไทยสยาม
มาจะกล่าวบทไป
ถึงสอสอหน้าใหญ่ในสภาสยาม
ทำตัวชั่วฉลราวโจรใจทราม
เกลือกกลกามกลั้วเกียรติเบียดเบียนโกงก่อนเขาจะเป็นสอสอ
หลอกลวงล่อไหว้ดะตะเข้ตะโขง
พยายามรวมญาติฉลาดโยง
เที่ยวเปิดโปงฝ่ายตรงข้ามความไม่ดี
เอาความดีใส่ตนเบี่ยงประเด็น
เปลี่ยนความเห็นเป็นความเชื่อในเสื้อสี
มอมเมาประชาชนปล้นคดี
เถื่อนเวทีสอสอสอพลอพาลครั้นเข้าเป็นสอสอ
โอละนอโอ้ละหน่ายกลายหน้าด้าน
เล่นละครอดสูเป็นหมู่มาร
สร้างเหตุการณ์ติฉินสิ้นปัญญา
ไม่รักกันไม่สรรค์สร้างต่างแก่งแย่ง
สวมเสื้อแดงเสื้อเหลืองขุ่นเคืองบ้า
ทำราวกับพี่น้องผองประชา
ไม่รู้ว่าพวกท่านทำการใด
เล่นละครน้ำเน่าเป็นเจ้าแค้น
เคล็ดเปลี่ยนแดนเปลี่ยนข้างยังใช้ได้
มรดกบ้านทรายทองใช่ของใคร
เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมาประชาจมมาจะกล่าวบทไป
เทวดาที่ไหนก็ถุยถ่ม
ฝนที่ไหนชะล้างหล่นพร่างพรม
ดาบด้านคมประชาธิปไตยไม่พลิกคืน
เงินทองจะเป็นใหญ่ในเบื้องหน้า
ศีลธรรมจรรยาหลับไม่ตื่น
คนดีจะถูกข่มล้มทั้งยืน
ดอกไม้กลายเป็นปืนดื่นธานิน
วัตถุจะทะลุทะลวงจิต
โลหิตจะกลั้วดอกบัวสิ้น
สุดโต่งแตกแยกแปลกแผ่นดิน
จะได้ยินเสียงตวาดปีศาจยักษ์
จะได้ยินเสียงคลื่นสะอื้นโหย
เสียงแส้โบยวิญญาณสะท้านกระอัก
จะไม่มีเมตตาอารีรัก
สิ้นเสียงทักสุดท้าย...ตายทั้งเป็น
.............ฯลฯ................โปรดหันหน้ามาปรองดองขอร้องเถอะครับ
ฝ่ายค้านจับมือรัฐบาลกันเห็นเห็น
เพื่อชาติเพื่อประชาชนคือประเด็น
ใจเย็นเย็นช่วยกันเถิดเปิดประตู
ประเทศไทยใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
ชาวไทยพึงเรียกกันปลุกลุกขึ้นสู้
ศึกไกลไม่เคยห่วงจ้วงศัตรู
ศึกใกล้ดูลำบากหากลุกลาม
เมื่อมีศึกต้องช่วยกันฝ่าฟันรบ
หนักก็นบขอร้องกันช่วยหาบหาม
เจ็ดสิบล้านขอนบมือกราบงามงาม
โปรดอย่าตามใจกิเลสเกิดเภทภัย
หันมารักสามัคคีเถิดพี่น้อง
ใจปรองดองใจจริงให้ยิ่งใหญ่
กู้ศักดิ์ศรีสยามนามว่าไทย
อย่าให้ใครดูแคลนว่าโคตรโกงรักพ่อหลวงห่วงลูกหลานเถิดท่านเอ๋ย
อย่าเกินเลยบ้าคลั่งทั้งโขยง
เศรษฐกิจพอเพียงพอเชื่อมโยง
ความสุดโต่งในใจได้ไหมครับ
คำของพ่อพระราชทานคิดอ่านเถิด
ใจที่เปิดจักเอื้อเมื่อสดับ
ทั้งดอกไม้ทั้งแก้มแฉล้มรับ
ไทยก็นับแต่จะโชติชัชวาล
รักเมืองไทยด้วยใจรักประจักษ์จิต
อย่าให้ฤทธิ์ใดแยกเลือดแตกพล่าน
รักกันเถิดจะฝ่ายไหนมิใช่พาล
คือมือสานให้บ้านสุขทุกคนเอย ฯปรัชญ์ วลีพร
๑๐ มกราคม ๒๕๕๓
- บทกวี : คำพรควรค่า
จง ดอกไม้แรกแย้มแต้มชีวิต
จง นิมิตความดีสุรีย์ฉาย
จง แสงรุ้งเพรียบพร้อมห้อมล้อมกาย
จง ความหมายสวัสดีแจ่มจีรัง
คิดสิ่งใดก็ได้สมอารมณ์คิด
หวังสิ่งใดก็สมจิตความคิดหวัง
ชอบสิ่งใดก็ได้ชมสมประดัง
รักปลูกฝังโชติช่วงทุกดวงใจ
คำพรนี้มีค่าทุกคราก่อ
ความเพียงพอปรากฏจึงสดใส
อยากให้พรประเสริฐเลิศเกรียงไกร
จงทำให้ใจงามตามคำพร ฯ
ปรัชญ์ วลีพร
- สวัสดีปีเก่าและปีใหม่
ครั้งยังจำไพเราะ เสนาะเสียง ด้วยสำเนียง เพราะพริ้ง ระรินหา
พรปีใหม่ ได้ฟังประจำมา ถึงอีกครา ไพเราะ เสนาะใจ
ครั้นปีเก่า โศกเคร้า หรือ เศร้าโศก ขอพบพรแห่งโชค ศกไฉน
ปีใหม่นี้ อวยพร ก่อนอวยชัย จึงขอให้พบทาง สว่างกาย
ด้วยสำหรับตัวข้าพเจ้านี้ ยี่สิบหกปี รื่นเริงเกษมสันต์
อาจจะมีทุกข์ครามาเยี่ยมพลัน หลังจากนั้นคือสุขทุก อารมณ์
ยี่สิบหกปี ที่เกิดเห็นปีใหม่ ปีต่อไปหวังไว้เป็นเช่นนี้
หากดินน้ำลมไฟเห็นเป็นดี ก็ช่วยต่อชีวีข้าต่อไป
ถึงอย่างไรปีใหม่ให้ใจเก่า ใจคอยเฝ้าร้อยรักสมัครสมาน
ประเทศไทยยืนยงประจงนาน ตราบอีกนานเท่านานชั่วฟ้าดิน
ขออำนาจสิ่งสรรพ สรรพสิ่ง ที่พึ่งพิงทุกครายามหาไหน
ขอจงดลบัลดาลให้ปลอดภัย อำนวยชัยแด่ท่านทุกท่านไป
ต้องไม่ลืมอุทิศตนเป็นที่ตั้ง ช่วยถือมั่นแห่งจิตคิดกุศล
ศีลธรรมคำสอนประดับตน อุทิศตน เพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริยตราNTY


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว
