บทกวี
- บทกวี : อย่า.!..ฆ่ากันเลยไทยมันไม่ดี
บทกวี : อย่า.!..ฆ่ากันเลยไทยมันไม่ดี
ทุกย่างก้าว มีนัย อะไรหนุ่ม ทุกแรงทุ่ม มีนัย อะไรสาว ทุกค่ำคืน มีนัย อะไรดาว ทุกสีขาว มีนัย อะไรครอง
ทุกแรงสู้ ผู้เฒ่า มิเปล่าว่าง ทุกแรงย่าง มีแรงกล้า ตาจับจ้อง ทุกแรงใจ มีแรงเหนี่ยว โน้มเกี่ยวดอง ทุกแรงกาย มีสมอง กับสองมือ
อย่าได้มี อะไร ที่ไกลเกิน อย่าเผชิญ อะไร ที่ไม่ซื่อ อย่าได้รุม สุมไม้ ให้ไฟฮือ อย่าได้ซื้อ อะไร ที่ไม่จริง
อย่าเป็นเหยื่อ เชื่อไหม นัยเหยื่อ เหตุผลเพื่อ ตัวกู ผู้เย่อหยิ่ง เป็นวานร เชื่อไหม นัยลิง เหตุผลวิ่ง หลอกเจ้า ทุกเช้าเย็น
ถอยเถอะพวก สะดวกดี ไม่มีกัก ถอยเถอะพรรค คืนฐาน นานจักเหม็น ถอยเถอะพ่อ รอไป ก็ไม่เป็น ถอยเถอะแม่ แค่ลำเค็ญ เข็นกันไป
โลกเขาคอย ความแจ่มใส ...อภัยเถิด โลกเขาเปิด เส้นทาง ...จงย่างใหม่ โลกที่หมอง หมายจักพริ้ม ยิ้มละไม ลืมได้ไหม ความบาดหมาง ลางนักเลง
ลบรอยเศร้า เสียที พี่น้องเอ๋ย จงกล้าเอ่ย คำขอโทษ โปรดอย่าเบ่ง เป็นเลือดเนื้อ เชื้อไข ไทยกันเอง ควรร้องเพลง ชาติไทย ให้ดังดัง
หันมาสร้าง หวนมาเสริม เติมความรัก กลับมาทัก คืนมาเพรียก ร้องเรียกสั่ง มาสู่เหย้า มาจับเข่า เล่าสู่ฟัง ถอยมายัง ครอบครัว โดยทั่วกัน
ครอบครัวไทย ในวันนี้ หรือวันไหน ควรเป็นไทย บริสุทธิ์ ดุจดังฝัน ถ้อยที ถ้อยอาศัย สายสัมพันธ์ อย่าฆ่ากัน เลยไทย มันไม่ดี
“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” น้ำใจ แพรวพราว ถิ่นไทย ทุกที่ เป็นยอด นักสู้ รู้รัก สามัคคี ชั่วนา ตาปี มีไทย นิรันดร์
กลมเกลียว ปรองดอง เถิดผอง เพื่อนไทย หากิน กันไป สนุก สุขสันต์ ขนบ ธรรมเนียม ที่ไทย มีนั้น ร่วมด้วย ช่วยกัน รักมั่น ยืนยาว
ทุกย่างก้าว มีนัย อะไรหนุ่ม ทุกแรงทุ่ม มีนัย อะไรสาว ทุกค่ำคืน มีนัย อะไรดาว ทุกสีขาว มีนัย อะไรพราง ฯ
ปรัชญ์ วลีพร
- ได้โปรดเถิด....ลูกไหหลำ...หยุดนำคนไปตาย
จับมหาฯ....คนไม่มา ( มาก ) อย่างที่คิด
พันธมิตร..คิดมุกใหม่...ได้แล้วหนอ
จะกู้ชาติทั้งที........อย่ารีรอ
จึงอยากขอ... 4 แกนนำ...รีบทำเลยคนต่อไป ลูกไหหลำ ต้องนำหน้า
วัดเลยว่าม็อบจะมา...มากไหมเอ๋ยยยย...
มันเป็นไพ่...ใบสุดท้าย...ใช่ไหมเอยยยย....
รีบทิ้ง ! เลย...เฉยอยู่ไย...ทำไม? มีคุณกล่าวก้อง...ต้องใช้หนี้ประเทศชาติ
คุณสิ...ขลาด...ล้มละลายไม่จ่ายหนี้
ยังมีหน้า.....มาชักชวนประชาชี
ใช้ ( AS ) ทีวีชี้นำ....ช้ำเหลือทนคนเป็นสื่อ ..แต่..Take Side…. ยังไงเนี่ย !!!???
เสี้ยม.!..กันเสีย..คนไทย..ให้สับสน
สื่อมวลชน....ดัน..ปลุก...ระดม...ชน
ป่วน...!.เสียคน..แตกแยก...สามัคคีหากปล่อยไว้อย่างนี้....นะพี่น้อง
ชาติอาจต้อง....ลุกเป็นไฟ...ใช่ไหมนี่ ?
รีบคลี่คลาย...กันก่อนหนา...ท่าจะดี
วอนผองพี่...พลังเงียบ..ออกมาไวมายืนยันว่าเหลืออด....กันแล้วว่ะ
พันธมิตร....จะ....ก่อหวอดไปถึงไหน
หยุดทีเถิด...ก่อนที่ไทย....จะฆ่าไทย
หยุดได้ไหม..?....ลูกไหหลำ....หยุดนำคน....
(ไปตายยยย !!!! เหมือนมหาห้าขัน.. ! )- บทกวี : อย่า ! เสี้ยมเขาโคให้ชนกัน
อย่า ! เสี้ยมเขาโคให้ชนกัน
พ่อเมฆบ้านเหนือ พ่อเสือบ้านใต้
เขานัดกันไว้ ว่ามีการแข่งขัน
ไอ้ถึกตัวเขื่อง ปราดเปรื่องเข้มขลัง
พ่อเมฆเขาสั่ง มาจากสุพรรณ
บักดำตัวดี ศักดิ์ศรีแชมป์เก่า
พ่อเสือเสียงกระเส่า โคราชกะบ่ยั่น
แม่หมอกแม่แมว เห็นแก้วแตกร้าว
ตะโกนปาวปาว อย่าเสี้ยมเขาชนกัน
มันบาปมันกรรม ระยำสิ้นดี
ทั้งผิดประเพณี อย่ามีเลยวันนั้น
ทิดเข้มมือซ้าย ทิดคล้ายมือขวา
เสี้ยมเขาโคกล้า พ่อเมฆยิ้มหยัน
บักเม้งมือดี บักมีมือฉมัง
พ่อเสือร้องสั่ง เขาต้องเหนียวมั่น
ถึงวันแข่งแล้ว แม่แมวแม่หมอก
น้ำตากระฉอก คงบอกไม่ทัน
หลวงพ่อจำศีล มิสิ้นกำหนด
ได้แต่สลด ฟังเสียงเขาฮาลั่น
ทรายใส่กะลา นำมาวางตั้ง
สิ้นเสียงร้องสั่ง โคก็วิ่งชนกัน
ไอ้ถึกบักดำ พุ่งตำขวิดขวิด
ฝุ่นตรลบฟุ้งปิด มิเห็นสองมัน
ชายฉกรรจ์สามสี่ หลาวตีกันผลัก
ให้สองศรีศักดิ์ สู่สนามโรมรัน
ตรงดินชุ่มน้ำ เจ้าดำเจ้าถึก
โหมแรงแกร่งคึก กรำศึกสนั่น
เสียงเชียร์ครึกโครม ต่างโถมแตกหัก
เลือดแดงทะลัก คนยิ่ง มัน มัน
ดำขวิดเข้าตา ถึกล้าถอยร่น
คลุ้งฝุ่นอลวน คนดูอกสั่น
เสียงดังเปรี้ยงโครม โหดโจมสุดท้าย
สิ้นเสียงฝุ่นหาย โคสองตัวนั้น
นิ่งหมอบซบดิน หลั่งเลือดอาบพื้น
รอบตัวเลือดลื้น ตอนจบสำคัญ
คนดูครุ่นคิด สะอิดสะเอียน
นี่แหละสังเวียน ของการแข่งขัน
คนดูสะใจ แต่ใครสาหัส
เรื่องราวของรัฐ ก็ไม่ต่างกัน
ส่วนใครเป็นไผ คิดให้รอบคอบ
คิดให้ถึงระบอบ ประชาธิปตัน ฯปรัชญ์ วลีพร
- บทกวี : บาดแผลเราต่างสรรค์สร้างโลก
บาดแผลเราต่างสรรค์สร้างโลก
ทางชีวิตผิดพลาดมีบาดแผล ชนะแพ้ใช่สิ่งวัดคำตัดสิน หลังศึกคุดุเดือดเลือดหลั่งริน คือทั้งสิ้นแห่งฝันอันสวยงาม โลกที่ใครได้สัมผัส ณ บัดนี้ เหมือนเป็นที่กรีฑากีฬาสนาม ให้ลำพองประลองยุทธ์จุดสงคราม เพื่อถึงนามความฝันอันระบือ เขาทำงานเพื่ออะไรใครก็รู้ เพื่อตัวกูเพื่อนพร้องพี่น้องหรือ เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศกฎเลื่องลือ เพื่อยึดถืออุดมการณ์ฐานมวลชน หากร่องรอยหลักฐานการมุ่งมั่น สื่อสร้างสรรค์พิเศษสมเหตุผล แลดูด้วยดวงตาก็น่ายล หรือด้วยกลการใดก็ใช่เลย ผลประโยชน์เพื่อส่วนรวมร่วมทุกข์สุข คอยปรับทุกข์เมื่อยากไร้ใช่เมินเฉย ความจริงใจไม่เลือกกาลหวานภิเปรย ความคุ้นเคยกันเองเพลงไมตรี นั่น.!.จึงคือผู้แทนแสนพิสุทธิ์ ผู้คอยจุดเทียนชัยให้สุกศรี มีดวงใจให้มวลชนท้นทวี โดยไม่มีเงื่อนไขให้คล้อยตาม หากเป็นเหลือบเคลือบแฝงแสร้งสรรค์สร้าง ทำทุกอย่างหวังผลคนเขาหยาม หงายหน้ามือสำรวยอ้างสวยงาม แต่หลังมือลุกลามโรคเรื้อรัง มิโปร่งใสใจคด...ทรยศชาติ แต่รวมญาติมิตรเค็มคล้ายเข้มขลัง สร้างเครือข่ายร้าวสรวมร่วมพลัง เพื่อถึงคลังอำนาจอุบาทว์ชน มีเหลี่ยมเล่ห์หลายหลากจนยากตริ มันชำนิจนเพทหลักเหตุผล “โยนิโสมนสิการ” อาจคร้านพล แต่ทุกคนแตกต่างย่อมห่างใจ จึงแบ่งพรรคกักพวกสะดวกจิต จึงแผลงฤทธิ์อิทธิแผ่แต่อยากได้ จึงมิรักสามัคคีคลี่ห่วงใย คล้ายอยากเห็นเลือดไทยไหลอาบดิน- 'ซีไรต์' ได้ประกาศผลเรื่องสั้นที่เข้ารอบสุดท้าย
วันพฤหัสบดีที่ 1 เดือนมกราคม พศ. 647
มติชน วันที่ 08 กรกฎาคม 2551 เวลา 19:36:11 น.
'บริษัทไทยไม่จำกัด' โดย สนั่น ชูสกุล สำนักพิมพ์มติชน ผ่านเข้ารอบ 9 เล่มสุดท้ายโดยคณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอา เซียน หรือ 'ซีไรต์' ชี้เรื่องสั้นไทยมาถึงจุดเปลี่ยน นักเขียนสร้างอัตลักษณ์แตกต่างผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม คณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ 'ซีไรต์' ได้ประกาศผลเรื่องสั้น ที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ประจำปี 2551 จำนวน 9 เล่ม จากหนังสือ 76 เล่มที่ส่งประกวด ได้แก่
- 'ข่าวการหายไปของอารีญาและเรื่องราวอื่นๆ' เขียนโดย ศิริวร แก้วกาญจน์ พิมพ์โดยสำนักพิมผจญภัย
- 'เคหะวัตถุ' เขียนและพิมพ์โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์
- 'ตามหาชั่วชีวิต' โดย เสาวรี สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น
- 'บริษัทไทยไม่จำกัด' โดย สนั่น ชูสกุล สำนักพิมพ์มติชน
- 'ปรารถนาแห่งแสงจันทร์' โดย เงาจันทร์ แพรวสำนักพิมพ์
- 'เราหลงลืมอะไรบางอย่าง' โดยวัชระ สัจจะสารสิน สำนักพิมพ์นาคร
- 'เรื่องบางเรื่องเหมาะที่จะเป็นเรื่องจริงมากกว่า' โดยจำลอง ฝั่งชลจิตร แมวบ้านสำนักพิมพ์
- 'วรรณกรรมตกสระ' โดย ภาณุ ตรัยเวช สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
- 'หมู่บ้านแอโรบิก' โดยทัศนาวดี แพรวสำนักพิมพ์
คณะกรรมการเห็นว่า เรื่องสั้นที่ส่งประกวดมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นประเด็นร้อนของยุคสมัย และโดดเด่นด้วยศิลปะการเล่าเรื่องที่หลากหลายและใช้ชั้นเชิงมาก ซึ่งเป็นลักษณะของนักเขียนในยุคนี้ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเรื่องสั้นไทยมาถึงจุดปรับเปลี่ยนวิธีสร้างเรื่อง และการมองสังคม นักเขียนพยายามค้นหาอัตลักษณ์ที่แตกต่าง เพื่อหาแง่มุมเล่าเรื่องเฉพาะแบบของตนเอง
- โลกกว้างยาวแค่สิบก้าวที่เราเดิน
เคยค้นพบอะไรบ้างในย่างก้าว
ขณะสาวเท้าเติ่งระเริงหลง
รู้สึกไหมใจฉุนแต่วุ่นวง
มิเคยปลง เพ่งพิศ...ทิศทางจร
รอนแรมเรื่อยไปหวั่นไหววกเพลินสะทกอกสะเทือนเกินเคลื่อนถอน
จนมิรู้การเคลื่อนไหว...ไม่อาทร
ใจถูกอ้อนจากลมจมตามแรง
เท้าที่ยกเยื้องย่างไปข้างหน้าจิตผู้รู้...รู้ท่าและรู้แหล่ง
ยกแล้ว...เหยียบ เหยียบแล้ว...ยก...ฉกเปลี่ยนแปลง
มันสำแดง เกิด-ดับ สลับกัน
ตามอาการเคลื่อนไหวใจผู้รู้มิลงสู่สิ่งใดมิไหวหวั่น
เป็นเพียงผู้ดูแลชะแง้งัน
จนรู้ทันความเป็นเช่นนั้นเอง
ฝึกยกหนอ เหยียบหนอ ไม่คิดหนอสิบก้าวย่างก็พอ...อย่าอวดเบ่ง
จักรวาลอันกว้างใหญ่ใจบรรเลง
แค่บทเพลงสิบก้าวก็ยาวเกิน
ฝึกได้แล้วแนวใดใจผู้รู้ย่อมแลดูอยู่ไม่ห่างแม้ทางเขิน
การเคลื่อนไหว กาย-จิต สะกิดเดิน
ก็เผชิญเป็นแต่ผู้แลดู
รับรู้ก็มัก....สักแต่ว่าเกิดเร็วช้าก็เห็นการเป็นอยู่
จะยุบ-พอง ฟุบ-แฟบ หรือฟ่องฟู
จิตคอยดูเฉยเฉยมิเผยเงา
จิตผู้รู้คือสติที่ผลิตื่นจะวัน-คืน...มิเคยหลับกระสับกระเส่า
การเคลื่อนไหวแห่งไตรลักษณ์หมุน หนัก-เบา
โลกของเราก็เท่านี้ไม่มีอะไร ฯ
- การรินไหลใดรู้จบ (กรณีศึกษาการอพยพข้ามแคว้นของแรงงานเพื่อนบ้าน)
การรินไหลใดรู้จบ
เปรียบชีวินรินไหลข้ามไทแคว้น มาสู่แดนเสรีที่สถาน มาจากความร้าวแรกหรือแหลกราญ จากเรือนบ้านเคหาวนาดร มาสู่ความใหม่แปลกความแตกต่าง มาเหยียบย่างต่างหาอุทาหรณ์ มาเถอะมาแต่งแต้มมาแรมรอน ไหว้ขอพรวอนไหว้เมื่อได้มา
อาจบางทีแตกต่าง บางอย่างใช่ เป็นอย่างไรในเร้นลึกรู้สึกรู้สา อาจบางอย่างอีกบางอย่างอาจค้างคา แตะต้องตาต้องใจ คลับคล้ายคล้ายคลึง ให้เจ้าหวนครวญนึกระลึกย้อน วันคืนก่อนเวียงวังคราครั้งหนึ่ง ต่างมิต่างถูกผูกมัดถูกรัดรึง ต่างเอิบอาบซาบซึ้งคะนึงครวญ อาจมีสิทธิ์คิดหวังดั่งใจคิด แต่มิอาจมีสิทธิ์แม้คิดหวน ณ แดนดินถิ่นไหนไม่คู่ควร จึ่งรัญจวนหวนไห้จึ่งไหลริน..- บทกวี : บนทางเดินนักฝัน
บนทางเดินนักฝัน
( 1 )
ควิวควิวลมคลื่นครื้น ครวญครวญ
พร่างพร่างฝนรัญจวน เรื่อยรี้
พยับแดดโหมหวน หักเมฆ ทอนา
เงาทุ่งทอดยาวลี้ ลับรุ้งมณีฉายสายแสงสุริเยศยิ้ม เยือนหา
แมกหมู่พรรณผกา ผลิแย้ม
เรไรหริ่งหรีดประสา สัตว์ยาก
ทุยย่ำโคลนตมแต้ม ติดต้อยรอยไถแลเห็นเท่าที่เห็น เป็นภาพจริงเป็นสิ่งใฝ่
วันเวียนหมุนเปลี่ยนไป มโนมุ่งประเทืองหมายเวลาเปลี่ยนนาที ภาพที่มีย่อมคลี่คลาย
เคยเห็นก็อาจหาย ชั่วขยับขยิบตาเห็นทุ่งเคยท่องจนทั่ว ใกล้ไกลแจ้งมัวกลัวกล้า
สัมผัสสัมพันธ์นำพา ชีวาปลดวางบางวันจึงเขียนคำร่ำความยามขื่น แม้ชื่นเพียรใฝ่ในฝัน
เก็บภาพในคำนิรันดร์ ยืนยันแม้ยากนานยาว ฯบนทางเดินนักฝัน
( 2 )
ราวโลกเอียงแต่ข้าง คนจน
ทุกข์ทะลักไหลปน ดอกหนี้
เจ็บปวดหมักหมมผล ผลาทุกข์ ผลิแล
เห็นยิ่งเห็นยิ่งชี้ ชีพแล้งแปลงฝันวันมนุษยชาติแย้ม ยินดี
ชนชื่นชมสันติวิธี ทั่วถ้วน
แบ่งปันเผื่อแผ่มี กุศลจิต เลิศแล
ซึมลึกในจิตล้วน เร่งร้องแรงหวังมนตร์ขลังกวีแต่งถ้อย แถลงนัย
จดจิตพิจพิสมัย ลึกล้ำ
งามคำเด่นภาพใจ จับจิต หลงแฮ
เพียรสดับซ้ำแล้วซ้ำ เล่ารู้หทัยถวิลจิตรภูมิศักดิ์
นายผี ยอดนัก ต่อสู้ผู้กวิน
อีกมากหลากนาม ทุกยามได้ยิน
ฉันจารแผ่นดิน ชื่นชมคมคำคิดใช้ปากกา
เป็นสื่อนำพา รอยยิ้มอิ่มหนำ
แอบเขียนอ่านยิ้ม แอบลิ้มอิ่มย้ำ
แอบจดแอบจำ แอบคำแอบฝัน ฯ
บนทางเดินนักฝัน( 3 )
พรรณจานพรรณจิกแจ้ง สีสัน
ประกาศทุ่งหฤหรรษ์ หมดไห้
พรรณอื่นพึ่งปลดวรรณ ละยอด ใบเฮย
ละเพื่อผลิใหม่ได้ ดอกแก้วใจถวิลหมอกเหมยป่าหญ้าทุ่งห้วยละหาน
เบ่งบานในชีวิตวิจิตรศิลป์
แทรกกายซุกหว่างกลางใจดิน
หลอมชีวินหล่อฝั้นเป็นอันเดียวกบเขียดปูปลาคณานก
โผผกโลดล่องเล่นท่องเที่ยว
ผีเสื้อแมลงปอซบช่อกระเจียว
ภู่ผึ้งแลเหลียวกลีบแก้วบุษบาพรรณไม้มากมี
จำปาจำปี ประดู่ขี้กา
พะยอมพะยูง มะแข่นมะค่า
มะข่วงฉำฉา เต็งรังชิงชันยางสูงเสียดฟ้า
รอบต้นสิบวา ร้อยหมื่นแสนพัน
มรดกยายตา ปู่ย่าให้ปัน
ลิขิตสวรรค์ ฉันสุขหัวใจทั้งจดทั้งจำ
เพียรเขียนถ้อยคำ ด้วยความหลงใหล
เขียนอ่านคนเดียว แสนเปลี่ยวหทัย
เกรงแผ่นดินไร้ ธรรมชาติงาม ฯ
บนทางเดินนักฝัน( 4 )
ยามมาลีแรกแย้ม ยวนตา
ฮึดฮัดอกทุกครา คบชู้
วิมานวาดเสน่หา โหมหัก เองเฮย
ปองเปรียบภุมรารู้ กลีบแก้มเกสรตะรอนตะล่อมแล้ง แปลงฝัน
เตลิดมุ่นหมกสรร เสกสร้าง
ตะรางเหล็กแสนตัน บ่ตื่น อกเอย
ตะละคนอาจล้าง โลกรื้อลือฉาวดอกไม้แรกแย้ม
สีชมพูแต้ม เติมสวยแก้มสาว
หนุ่มเริ่มอ่อนไหว ใจโลดแล่นราว
โคถึกดังกล่าว ในบทกวีวาดฝันวันสวย
เออออเห็นด้วย เพิ่มแสงทาสี
เขียวป่าฟ้าคราม น้ำเงินมณี
โชติแสงสุรีย์ ยิบยับวับวาวเห็นใบไม้หล่น
เพลินขันเสียจน มิรู้ร้อนหนาว
อารมณ์หวิวไหว ไม่ได้เรื่องราว
เกิดเองชั่วคราว พลันก็หายไปฝันมากหลากฝัน
วันผ่านนานวัน ใจมอบชอบใจ
หลงถ้อยร้อยหลง ในกายภายใน
ใหม่เก่าเล่าใหม่ ชมรื่นชื่นชม
บนทางเดินนักฝัน(5)
ร่มโพธิ์ร่มพุทธพื้น ดินอุดม
ร่มสงบเฉกเย็นพรหม ยื่นให้
พรรษาหนึ่งอบรม บ่มเพาะ ตนเฮย
บุญเก่ากรรมเก่าใช้ บาปหนี้บ่สูญอาดูรเทวศเว้น บ่วาย หนึ่งรา
ชีวิตตกแตกทลาย หมดสิ้น
ฆราวาสคาดรอบกาย วนจิต
วนว่ายวัฏจักรดิ้น ดิ่งกระพี้เหมือนเดิมเติมกรรมผูกบ่วงร้อย รัดรึง ตนเฮย
เมียลูกสายสวาทหึงส์ หับเกล้า
ประเลงชีวิตเกลียวตึง ยากกว่า เก่านอ
สว่างมืดค่ำแล้วเช้า บ่สิ้นเวราสิบปากว่าบ่เท่า ตาเห็น
เห็นจิตย่อมอยากเป็น เช่นนั้น
เห็นแต่เล่าร้อนเย็น คนบ่ ฟังนา
หมึกกระดาษวาดปั้น ปลดร้อนระบายจึงกลายเป็นเช่นผู้ จารคำ
คือจิตวิญญาณลำนำ เหนี่ยวคล้อง
สื่อคนสื่อคำธรรม สื่อภาพ
เก็บเกี่ยวอุดมการณ์ป้อง ปกคุ้มครองใจ ฯปรัชญ์ วลีพร
- บทกวี ละเลียดลมพร่างพรมพลิ้ว
ลมละเอียดใบไม้ละไล่หยอก ใบก็บอกประมาณการเคลื่อนไหว ใบน้ำตาลปลดระวางก็คว้างใบ ยอดใหม่ใหม่ผลิตูมชอุ่มคอย
หมอกเหมยเผยน้ำใจให้เช้าตรู่ น้ำค้างพรูสู้แดดก่อนหลับผล็อย มณีทุ่งทอรุ้งใสวับไหวลอย ช่วงเวลาน้อยน้อยแต่นิรันดร์ พอแดดยิ้มก็เห็นใยตาข่ายยื่น ตลอดคืนมีอะไรติดให้ฉัน แล้วแมงมุมก็เห็นหมองแมลงมัน ตาข่ายอันอลังการก็พล่านใย วิหคเหิรเพลินเพียงเสียงสวรรค์ สลัดเหงาเย้ากันกับวันใหม่ เย้ยกรงทองห้องขังกลางกรุงไกร ชมชื่นในเสรี...ที่พนา ลมเช้าเช้า เย้าหยอกมวลดอกไม้ จิก จาน ไหว เอิบอิ่ม...ยิ้มร่า มวลแมลงแข่งสีหลากลีลา เอื้อภาษารักกันวันโลกงาม ๒ พอแดดสายร้ายแรงร้อนแสงสูรย์ สายลมร่มอากูลกูลเกื้อขาม ร่มแมกไม้ร่มเย็นก็เย็นตาม สิ่งเคยทรามงามง่ายสบายบาน เด็กชาย ควายวัว ก็ว่องไว ร่มกวักไกวให้สู่อยู่สนาน ห่อข้าวก็เอาออกบอกกันทาน เพื่อนนอนอานเคี้ยวเอื้องเยื้องไม่ไกล ผ้าขาวม้าขึงไว้กิ่งไม้มั่น ซุกร่างอันเหนื่อยอ่อนผ่อนเอนไหว ลมก็โชยความเย็นเหมือนเป็นใจ เด็กก็ได้งีบหลับกับทุ่งนา ลมสายสาย บ่ายคล้อย มิน้อยจิต คอยจุมพิตปลอบโยนเหล่าคนกล้า กล้ายืนหยัดชัดเจนเป็นมรรคา มั่นเยียวยาท้องถิ่นแผ่นดินธรรม ๓ พอแดดรอนอ่อนแสงสุริยา นาฏกรรมอำลาเวลาค่ำ ฝูงวัวควายเด็กชายหญิงทิ้งลำนำ ภาพซ้ำซ้ำเริ่มเคลื่อนคล้อย...ค่อยลบเลือน ทุ่งก็โล่งโปร่งเปล่าไร้เงาร่าง เหงาอ้างว้างพรางค่ำด้วยจำเคลื่อน ไว้พรุ่งนี้จะตั้งหน้ากลับมาเยือน มาเป็นเพื่อนมาเป็นเราให้เหงาคลาย ลมเย็นเย็นสนธยาเวลาญาติ ทุ่งพิลาสก็ขาดผู้กู่ความหมาย บ้านครอบครัวอ้างรักเอ่ยทักทาย จึงชีวิตเคลื่อนย้ายคล้ายวงเวียน ได้ชิมรสโอสถทิพย์อาทรทัศน์ ได้ร้อยรัดสายใยให้เสถียร ได้อบอุ่นสูงสุดจุดแสงเทียน ได้คิดเขียนระบอบแห่งครอบครัว ๔ แล้วสีเทาก็ทาบทับเอากับทุ่ง ทุกโค้งคุ้งเคลือบเคล้าเงาสลัว ดาวบนฟ้าทำหน้าที่คลี่หม่นมัว เดือนยังกลัวไม่กล้าย่างเป็นข้างแรม เงาตะคุ่มซุ่มงันนั้นมีเสียง จิ้งหรีดเรียงร้องอาลัยไฟแอร่ม ซึ่งทอดทอจากหมู่บ้านนานจะแย้ม เพื่อแต่งแต้มทุ่งนายามราตรี แต่บางค่ำบ้านไม่เคลื่อนก็เหมือนขื่น ทุ่งกลางคืนอาจเหว่ว้าน้ำตาปรี่ มหรสพกบเขียด...ขับวลี มหกรรมดนตรีกล่อมทุ่งนา ลมยะเยือกเกลือกค่ำละล่ำลึก เพรียกไพรพฤกษ์ดึกดื่นให้คืนค่า หนาวน้ำค้างเยี่ยมเยือนเหมือนทุกครา ลมจากป่ามาทุ่งก็ทักทาย ลมก็ทอดทอรักสมัครสมัย ต่อสายใย คืน-วัน ให้ผันผาย คนที่เย็นโดยลมชื่นชมชาย กลับเหนื่อยหน่าย...อย่างไรก็ไม่รู้ ฯ ปรัชญ์ วลีพร- รำเพย...เผยเพื่อน
ดอกรำเพยต้องแสงงามไสว เหลืองสดใสไกวแกว่งแลงามสม ดอกสวยล้อแดดพลิ้วปลิวตามลม ดูน่าชมกลมกลืนดื่นละลาน
โดนแดดอ่อนส่งศรีเป็นสีสด ยิ่งงามงดกลีบแย้มแต้มประสาน สายลมโปรยกิ่งเอนเล่นตูมบาน อยู่รวมชานร่วมช่อล่อสายตา
ระริกไหวใยรักสมัครสมาน หากผสานก้านดอกออกกลีบหนา ต้านลมแรงแดดร้อนช่วยผ่อนพา มองดูดีมีค่าน่าชมเชย
ช่อรำเพยเผยจิตเมื่อคิดย้อน เหมือนจักสอนซ่อนนัยใคร่อยากเผย อวดกลีบเหลืองเฟื่องฟูอยู่ชิดเกย ทุกดอกเอยเผยงามเมื่อยามรวม
สายลมแรงแกล้งหยอกให้ดอกช้ำ ฝากรอยย้ำซ้ำหนักเมื่อหละหลวม อีกแดดร้อนหนอนยอกซอกกลีบบวม เจ้าคงอ่วมน่วมหนักหลักคลอนแคลน
เจ้ารำเผยเอ่ยรำพันนับวันหมอง ไม่สนองครองจิตมิตรหวงแหน อันดอกใดไหนเลยจักมาแทน มิเหมือนแม้นไม้อื่นดื่นสายพันธุ์
ริ้วรอยช้ำซ้ำปล่อยไมตรีเหงา คงเหลือเพียงภาพเงากับรอยฝัน ยอมไหวเอนเคลื่อนเบียดเสียดสีกัน แม้นถึงวันโรยราเหลือค่าใด...


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว