ก๊วนปาร์ตี้ [ BOOK Party Gang ]

Home ก๊วน Story Party หนังสือ ก๊วน Writer Party ไอเดีย Party Gang

Topic list

284 items(1/29) 2 3 4 5 Next » Last »|
เรื่องสั้น
Submitted by รัสตามาลี on June,17 2008 21.35
1โ  คาราวะผู้รอนแรมรักษาป่าทั้งหลาย ที่ให้กำเนิดเรื่องราวและตำนานอันเป็นที่โจษจันในใจฉัน โ                                                   แด่ผู้อพยพเพื่อการมีชีวิตอยู่ (สังขละบุรี2551)                                                                                       นานมาแล้วที่ฉันต้อง โอพยพโ    จะเรียกมันว่าอะไรดีกับการที่ต้องหอบผ้าผ่อน หนังสือหนังหา  ปากกา  ดินสอ เดินทางไปเพื่อร่วมเรียนรู้กับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์  เพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เพื่อตัวตน  หากแต่เพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์เบี้ยหอยรายทางที่เก็บเกี่ยวได้จากการใช้ชีวิตอยู่ตามสังคมชายแดน  บ้านป่า ห่างไกลจนสุดขอบดินแดนแห่งอารยะชน  นั้นเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในสายตาของคนเขียนหนังสือ(อย่างฉัน) และอาจเป็นของใครอีกหลายๆคนที่หลงใหลใคร่รักที่จะทำงานศิลปะอยู่ร่ำไป                                                                                                                                               ขอขอบพระคุณ                                                                                                                                               สุนทร  แสนสุข                                                                                                                                         เจ้าพระยา นนท์  2550     โ ฤาจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ ต้องอพยพ โ โฆโฆโฆโฆโฆโฆโฆ ละอองฝนร่วงโรยลงมาราวกับคนบนฟ้าได้โปรดปรายหยาดหยดแห่งการหล่อเลี้ยงและเติบโตมาสู่มนุษย์  ปุยเมฆสีเทาดำเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ แผ่ไพศาลจนสุดเส้นขอบฟ้า  บดบังแสงแรกของวันใหม่อย่างไม่สนใจใยดี     ฝนตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วและไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุดง่ายๆ  ฉันยังคงนอนเฝ้าฝูงวัว อยู่ที่กระท่อมกลางป่าติดกับไร่ข้าวของพ่อ  วัวหกตัวสมบัติสิ่งเดียวของพ่อที่ทิ้งไว้ให้ก่อนจากพวกเราไป พวกมันยังคงแทะเล็มหญ้าระบัดอยู่ในไร่อย่างสบายอารมณ์  ใช่ ! แค่วัวหกตัวนี้เท่านั้น ไร่ที่พ่อทึกทักเอาเองว่าเป็นเจ้าของหาใช่เป็นของพ่อเพียงคนเดียวแต่มันพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาหลายชั่วอายุคน    เมื่อสองปีก่อนตอนที่พ่อยังอยู่ ครอบครัวเราก็ไม่ได้ปลูกข้าวในไร่ที่ฉันนอนอยู่ตอนนี้    พ่อกลับเลือกพื้นที่ที่อยู่ไกลออกไปในป่าผืนเดียวกันเพื่อที่จะปลูกข้าวเลี้ยงครอบครัวที่มีแม่และน้องๆอีกสี่คนมาในวันนี้ฉันก็ได้สืบทอดทั้งวิธีการและวิธีคิดที่พ่อได้เสี้ยมสอนมาตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กในการใช้ชีวิตอยู่กับป่า  มีแต่เพียงคนข้างนอกเท่านั้นแหละที่ไม่เข้าใจและหาว่าพวกเราเป็นตัวการที่ทำให้ป่าเสียสมดุล  ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม    อยู่มาก็ยังไม่เคยฆ่าสัตว์สักตัวในป่านี้  พืชผักเราก็เก็บแต่พอกิน  โ ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ โ หมู่บ้านเล็กๆซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่  ห่างไกลความเจริญและผู้คน  หมู่บ้านทอดตัวยาวไปตามแนวสันเขาทั้งสองข้างขนาบ  มันถูกโอบล้อมด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างอบอุ่นที่สุดที่นึ่ง  ฉันเดินต้อนฝูงวัวลงมาตามภูเขาในย่ามมีผักที่หาเอาระหว่างทางเดินมาเต็มย่าม ทั้งผักกูด ผักหนาม มันหมู ฯลฯ  เบื้องหน้ามองเห็นหลังคาบ้านตัวเองอยู่ไม่ไกล  ควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าขจรไกลไปในอากาศ  โแม่กำลังหุงข้าว โ  ฉันรู้ทันทีเมื่อเห็นกลุ่มควันนั้นและน้องๆก็คงจะไปวิ่งเล่นที่ไหนสักแห่งในหมู่บ้าน                     โ ได้อะไ ร โ    ลุงแก่เดินสวนทางมาถามขึ้น                         โ ผักทั้งนั้น โ  ฉันตอบ                       โ  ระวังหน่อยนะช่วงนี้ โ  ลุงคนนั้นเตือนฉันด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก                   โ  ทำไมเหรอลุง โ ฉันสวนกลับด้วยคำถามเต็มไปด้วยความสงสัย                       โ  เห็นเขาว่าจะให้เราไป โ   ลุงตอบฉันแล้วเดินสวนทางขึ้นไปบนยอดเขา  ฉันเหลียวมองเห็นหลังไวๆของแกเดินหายเข้าไปในป .....
โลกกว้างยาวแค่สิบก้าวที่เราเดิน
Submitted by พีรมิตร on June,17 2008 12.32

เคยค้นพบอะไรบ้างในย่างก้าว

ขณะสาวเท้าเติ่งระเริงหลง

รู้สึกไหมใจฉุนแต่วุ่นวง

มิเคยปลง เพ่งพิศ...ทิศทางจร


รอนแรมเรื่อยไปหวั่นไหววก

เพลินสะทกอกสะเทือนเกินเคลื่อนถอน

จนมิรู้การเคลื่อนไหว...ไม่อาทร

ใจถูกอ้อนจากลมจมตามแรง<br />



เท้าที่ยกเยื้องย่างไปข้างหน้า

จิตผู้รู้...รู้ท่าและรู้แหล่ง

ยกแล้ว...เหยียบ&nbsp; เหยียบแล้ว...ยก...ฉกเปลี่ยนแปลง

มันสำแดง เกิด-ดับ&nbsp; สลับกัน<br />



ตามอาการเคลื่อนไหวใจผู้รู้

มิลงสู่สิ่งใดมิไหวหวั่น

เป็นเพียงผู้ดูแลชะแง้งัน

จนรู้ทันความเป็นเช่นนั้นเอง<br />



ฝึกยกหนอ เหยียบหนอ ไม่คิดหนอ

สิบก้าวย่างก็พอ...อย่าอวดเบ่ง

จักรวาลอันกว้างใหญ่ใจบรรเลง

แค่บทเพลงสิบก้าวก็ยาวเกิน<br />



ฝึกได้แล้วแนวใดใจผู้รู้

ย่อมแลดูอยู่ไม่ห่างแม้ทางเขิน

การเคลื่อนไหว กาย-จิต สะกิดเดิน

ก็เผชิญเป็นแต่ผู้แลดู<br />



รับรู้ก็มัก....สักแต่ว่า

เกิดเร็วช้าก็เห็นการเป็นอยู่

จะยุบ-พอง ฟุบ-แฟบ หรือฟ่องฟู

จิตคอยดูเฉยเฉยมิเผยเงา<br />



จิตผู้รู้คือสติที่ผลิตื่น

จะวัน-คืน...มิเคยหลับกระสับกระเส่า

การเคลื่อนไหวแห่งไตรลักษณ์หมุน หนัก-เบา

โลกของเราก็เท่านี้ไม่มีอะไร&nbsp; ฯ
นำเข้าใต้ถุน
Submitted by รัตนชัย มานะบุตร on June,14 2008 21.57
น้ำเข้าใต้ถุน ...........................................................รัตนชัย มานะบุตร ราวกับว่าแม่ได้กลิ่นอนาคต... แม่ฝันว่า แม่และเพื่อนบ้านสวมชุดดำนั่งรถยนต์เต็มกระบะเดินทางไปงานศพที่วัด  ทุกคนพกใบหน้าเศร้าสลดและด้วยความสงสัย  และฝูงชนที่แห่กันไปที่วัดมีคนเกือบทุกชาติทุกภาษา ไปงานศพใครกันก็ไม่รู้? แม่ได้กลิ่นศพตอนสวมเสื้อดำก่อนออกเดินทาง โงานศพคนทั้งโลกโ  ใครคนหนึ่งเอ่ย ที่วัดเสียงร้องร่ำระงมไปทั่ว ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงจะมีรถยนต์ขนศพเต็มคันมาส่ง  มีหมอผมแดงคนดังและอาสาสมัครตรวจ ดี.เอ็น.เอ.และฝังไมโครชิพ ทุกระยะจะมีคนมาขอถ่ายรูปหมู่ร่วมกับศพ ศพที่ตรวจ ดี.เอ็น.เอ.และฝังไมโครชิพแล้ว ทุกคนจะถูกคืนชีวิตให้ พวกเขาลุกขึ้นยืนทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวเต่งตึงร่วมถ่ายรูปหมู่ ถ่ายรูปเสร็จทุกศพต่างเอ่ยปากขอบคุณ เสียงที่เปล่งออกไม่เต็มเสียงนักเพราะในปากของพวกเขามีแต่น้ำ  แล้วเดินตัวแข็งเรียงแถวไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่จอดรออยู่ แล้วแต่ใครเลือกลำไหน มีไปสนามบิน ภูเก็ต พังงา กระบี่ เฮลิคอปเตอร์ลำใหม่ก็บินลงมาแทนที่ไม่รู้จักจบ น่าสงสารศพที่ไม่มีญาติมารับ พวกนี้ถูกบังคับให้เดินไปหลังวัดมีรถแทรกเตอร์กำลังขุดหลุมขนาดใหญ่ยาวเหยียด เตรียมฝังเพราะศพมากเกินไปไม่มีที่เก็บ ทหารกำลังลำเลียงศพลงไปยังก้นหลุม ศพบางศพประท้วงเรื่องผิดสัญชาติ ประท้วงจนพอใจจึงยอมลงนอนในหลุมแต่โดยดี บางศพไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นใครมาจากไหน แม้เจ้าตัวจะบอกชัดเจน แต่นั่นเป็นข้อมูลจากคนเสมือนสติไม่สมประกอบ ถูกบังคับให้ต้องลงไปนอนรอญาติมาพิสูจน์ก้นหลุม พวกเขาบ่นกันว่า รู้ว่ายุ่งยากแบบนี้ไม่น่ามาตายที่นี่เลย... โเราสัญญาจะขุดเมื่อญาติมาติดต่อ...เราสัญญาโ ที่ชายหาดทะเลราบเรียบเสียจนไม่มีที่ติ โรงแรม รีสอร์ท และบังกะโลพังยับเยิน ชายชาวจีนสามคนพี่น้อง จุดธูปเทียนกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้พบศพพี่ชาย  เด็กชายคนหนึ่งที่รอดชีวิตเดินร่ำให้ เขามีภาพถ่ายมารดาที่ไม่รู้ชะตากรรม และมีคนจำนวนหนึ่งช่วยกันจับสาวญี่ปุ่นเครียดจัดกำลังปีนขึ้นต้นไม้หวังฆ่าตัวตาย เต็นท์พักชั่วคราวและบ้านน็อคดาวน์เรือนงามหลายร้อยหลังคากำลังก่อสร้างอย่างเร่งรีบ ถนนทุกเส้นสายมีแต่รถยนต์จากสารทิศเคลื่อนตัวเข้ามายังชายหาด เหมือนเที่ยวงานสวนสนุก เฮลีคอปเตอร์รับทุกคนที่ต้องการช่วยเหลือ ส่งไปยังโรงพยาบาล วัด สนามบิน โแกตายแล้วเหรอโ แม่ถาม โใช่โ โตายยังไงโ โตายติดอยู่บนหลังคารีสอร์ทโ โแล้วแกล่ะโ โตายเหมือนกัน ผมคลื่นซัดไปนอนตายอยู่บนรถเข็นโ โแล้วแกด้วยเหรอโ โผมอยู่บนกองขยะ ผมเหมือนกำลังพักผ่อนที่แสนคลาสสิคโ แม่กลับมาพร้อมกับความมืดและกลิ่นศพไฟจากรถสว่างและว่างเปล่าจนน่ากลัว พบหญิงชรายืนโบกมืออยู่ข้างทาง แกมีรูปร่างผอมหลังงองุ้ม รถยนต์จอดรับดึงแกขึ้นนั่งบนท้ายกระบะรวมกับคนอื่น ๆ แกบอกขออาศัยไปครึ่งทาง ถึงเชิงเขาให้จอดแกขอลง โยายจะไปไหน?โ เพื่อนแม่ถาม โยายจะขึ้นเขาโ โขึ้นทำไม บ้านยายอยู่บนนั้นหรือ?โ โไม่...ยายหนีคลื่นยักษ์โ โคลื่นยักษ์มันผ่านไปแล้ว คนตายเกลื่อนโ โผ่านไปแล้วแต่มันยังมีอีก...โ โโอ้...แค่นี้ยังไม่พออีกรึ!โ โใช่...จำข้าไว้ ให้อพยพขึ้นภูเขาโ โยายรู้ได้ไง?โ โทำไมไม่รู้...สมัยก่อนยังถล่มเมืองทั้งเมืองให้จมลงสู่ก้นทะเล อยากรู้มั้ยล่ะว่ามีเมืองอะไรบ้างโ รถยนต์จอดตรงเชิงภูเขา หญิงชราลง ดูแกค่อย ๆ เดิน ภูเขาตระหง่านตัดขอบฟ้า โดยมีกลุ่มดาวไถอยู่หลังฉาก  เลยภูเขาอีกด้านเป็นทะเลอันดามันอันกว้างใหญ่ไพศาล แล้วยายก็หายไปในความมืด รุ่งเช้าแม่เล่าเล่าความฝันให้เธอฟัง แล้วเพื่อนบ้านคนหนึ่งก็เล่าว่าเมื่อวานคนเจอเต่าทะเลที่ชายหาดตั้งหลายตัว และมีมดแมลง  ตะเข็บตะขาบอีกมากมายหนีขึ้นต้นไม้ ตอนกลางคืนเธอก็ฝันว่ามีหนุ่มฝรั่งมาขอเธอแต่งงาน เธอเก็บความฝันไว้คนเดียวเงียบ ๆ  ในฝันแม่ปลื้ม ใบหน้าเปี่ยมด้วยความสุข โลูกสาวของฉัน...โ .......................................................................... แม่รู้ว่าหาดป่าตองเป็นแหล่งบันเทิง ให้ตายเถอะที่นั่นเป็นแหล่งค้าโลกีย์... ขณะที่แม่กำลังตีเส้นขนมเปียกปูนในถาดด้วยคมมีด    แม่มองขนมเปียกปูนให้นึกถึงผืนนาเป็นบิ้ง ๆ อยู่ในถาดสี่เหลี่ยมสิบกว่าถาด เป็นงานศิลปะที่แสนธรรมดา  ความจริงบิ้งนาที่ภูเก็ตกลายสภาพเป็นรีสอร์ทและบังกะโลไปหมดแ .....
นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล
Submitted by Pookun on June,01 2008 22.43

นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล


ธีรภาพ โลหิตกุล:"ความจริงมันคงไม่ใช่เพียงสารคดีเท่านั้น แต่สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์แมกกาซีนทั้งหลายก็ถูกถาโถมเข้ามา เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งตัว ตั้งรับ และรุกรับกับสิ่งเหล่านี้ ก็คือต้องพัฒนางานให้เข้มแข็งขึ้น รักษาคุณภาพของงานให้ดีมากยิ่งขึ้น และอาจขยายงานไปสู่สื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น"

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แทบไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากมายสำหรับคนทำงานสารคดีที่ชื่อ ธีรภาพ โลหิตกุล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในฐานะนักเขียนสารคดีมือฉมัง ทั้งที่เป็นข้อเขียนและบทโทรทัศน์

10 ปีแรกในภาระงานประจำ ก่อนเจ้าตัวจะปลดระวางตัวเองเพื่อ 'พักร้อน' และรับงานฟรีแลนซ์เลี้ยงตัวเองในช่วง 10 ปีหลัง ปัจจุบันนอกจากงานเขียนหนังสือ เขายังผันตัวไปเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของอุษาคเนย์บนหน้าปัดวิทยุที่คลื่น FM 96.5 ทุกวันอาทิตย์ บ่าย 2 และวิทยากรรับเชิญสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมของภูมิภาคแถบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังออกตัวว่าเป็น 'นักเดินทางมือสมัครเล่น' อยู่ดี

หลังจากอ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วลองมานิยามดูอีกทีว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นนักเดินทางประเภทไหนกันแน่...

เขาและเรา (กรณีศึกษาด้ามขวานไทยประลัยกัลป์
Submitted by จู พเนจร on May,20 2008 23.18

เพราะใจเราเผาใจให้จำเจ็บ

ใจเราเก็บใจจำมาช้ำหมอง

ก็ใจเราอีกแหละชอบมาครอบครอง

โอ้ใจหมองก็ใจเราเผาไหม้ใจ


แต่ใจเขามิเคยจำย่ำและหยาบ

สันติภาพดูแล้วท่าจะหาไม่

ลอบและกัดก็ดำเกิงดั่งเพลิงไฟ

บุญและบาปก็อ้างไว้พอได้ทำ


เราสิซ่อนน้ำตาอันปร่าขม

เขาขย่มไล่ล่าดาหน้าย่ำ

เราด่าเขาวอยวอยถ่อยริยำ

เขากระทำหน้าตายเหมือนทายท้า


เขาเป็นใครไม่รู้ดูไม่แท้

แต่แน่ๆเราเป็นอยู่ดูเหมือนว่า

เขาเหมือนคนอย่างที่สุดมนุษย์-มนา

แต่ทว่าเรากับเขาเลิก-เผากัน


เราเป็นคนธรรมดาตั้งหน้ารับ

วันคืนลับล่วงลาแต่อาสัญ

ถ้านับศพก็ทบท่าวมิคราวครัน

ถ้านับวันสันติสุขทุกข์ระทม


เราและเขานั้นหรือต่างคือใคร

แล้วทำไมยิ่งวันคืนยิ่งขื่นขม

ที่เรามีมากมายพ่ายระบม

ต่างอกตรมหน้าชื่นทุกคืนวัน.

เพียงแค่เพียง
Submitted by จู พเนจร on May,17 2008 15.35

ขอเพียงที่ทางได้สร้างทำ

ขอคำถ้อยคำสักหนึ่งเสียง

ขอใจเพียงพอแล้วก็เพียง

เดินเลี่ยงออกมาอีกครานึง


ฝากความทรงจำไว้รำลึก

ค่อยๆตรองตรึกสักเสี้ยวกึ่ง

ไม่คิดคาดหวังนั่งรำพึง

ฝากรอยเท้าหนึ่งในผืนทราย


ก่อนสายลมพรมพัดสะบัดพลิ้ว

ประปรอยปลิวแผ่วๆแล้วลับหาย

ไม่เคยคิดไหวติงนิ่งดูดาย

เพียงสบายสบายย่างกรายไป


เพียงพบหน้าคนรักเพียงสักครั้ง

ได้มานั่งแนบชิดพิสมัย

แม้ไม่พูดไม่เผยเอ่ยอันใด

แต่ที่ในตาสบเผลอหลบตา


เพียงเท่านั้นก็พอเติมต่อฝัน

ให้คืนวันล่วงหายเปล่าดายค่า

กลับมามีความหมายให้มองมา

เพียงรู้ว่ามีบ้างไม่ว่างวาย


ถึงกระนั้น

เราจะปันให้เป็นดังเส้นสาย

ถึงไม่มีก็จะมีไม่มากมาย

เป็นกระทายน้อยๆ จ้อยและเจียม.

การรินไหลใดรู้จบ (กรณีศึกษาการอพยพข้ามแคว้นของแรงงานเพื่อนบ้าน)
Submitted by จู พเนจร on May,16 2008 21.38

การรินไหลใดรู้จบ
เปรียบชีวินรินไหลข้ามไทแคว้น มาสู่แดนเสรีที่สถาน มาจากความร้าวแรกหรือแหลกราญ จากเรือนบ้านเคหาวนาดร มาสู่ความใหม่แปลกความแตกต่าง มาเหยียบย่างต่างหาอุทาหรณ์ มาเถอะมาแต่งแต้มมาแรมรอน ไหว้ขอพรวอนไหว้เมื่อได้มา
อาจบางทีแตกต่าง บางอย่างใช่ เป็นอย่างไรในเร้นลึกรู้สึกรู้สา อาจบางอย่างอีกบางอย่างอาจค้างคา แตะต้องตาต้องใจ คลับคล้ายคล้ายคลึง ให้เจ้าหวนครวญนึกระลึกย้อน วันคืนก่อนเวียงวังคราครั้งหนึ่ง ต่างมิต่างถูกผูกมัดถูกรัดรึง ต่างเอิบอาบซาบซึ้งคะนึงครวญ อาจมีสิทธิ์คิดหวังดั่งใจคิด แต่มิอาจมีสิทธิ์แม้คิดหวน ณ แดนดินถิ่นไหนไม่คู่ควร จึ่งรัญจวนหวนไห้จึ่งไหลริน..

บันทึก 100 วัน (10)
Submitted by Pookun on May,03 2008 12.30

29 เมษายน 2551

เรานัดหมายบังอาเส็มไว้ที่มัสยิดห้วยโอน ตอนที่ไปถึงเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำภาค 8 มาถึงแล้ว

พื้นที่ ม.9 ของบังอาเส็มมีปัญหาน้ำเสีย ชุมชนเดือดร้อนมานานแล้ว ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร นึกถึงปัญหาน้ำที่เกิดในหมู่บ้านของผมทำให้เข้าใจหัวอกคนใช้น้ำด้วยกันถึงความทุกข์

เราใช้เวลาพูดคุยกันไม่นานก็ได้ข้อสรุปแจงเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

1.สภาพปัญหา น้ำประปาของม. 9 ต.กำแพงเพชรมีสภาพขุ่นข้น เนื่องจากใช้น้ำจากต้นน้ำที่มีการขุดสระขนาด 40 เมตร ยาว 100 เมตร ลึก 4 เมตร รองรับน้ำก่อนสูบขึ้นไปขึ้นถังผลิตประปา ทำให้เกิดการหมักหมมของขยะใบไม้ กิ่งไม้ สารเคมีการเกษตร ชุมชนประสบปัญหามาเป็นเวลากว่าสิบปี

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ใช้น้ำไประยะหนึ่งประสบต้นทุนการใช้สารส้มในอัตราสูงกว่าที่รายได้ของการจัดเก็บน้ำสามารถรองรับได้ กล่าวคือมีต้นทุนต่อหน่วยตกประมาณ 9-10 บาท ขณะที่ปัจจุบันมีการจัดเก็บค่าน้ำอยู่ยูนิตละ 5 บาท เมื่อชุมชนไม่ใช้สารส้มในการดักตะกอน ปรับสภาพน้ำที่มีความเป็นด่าง ทำให้วงจรการทำงานของระบบประปาติดขัด ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำโดยรวม

2. ต้นทุนการผลิต -ค่าจ้าง เดือนละ 6000 บาท -ค่าบำรุงรักษา เดือนละ 2500 บาท -ค่าไฟ 10-15 ชั่วโมง 10,800-20,000  บาท -ค่าสารส้ม เดือนละ 7500 บาท รวม 26,800 บาท ต่อเดือน

ประชากร 3000 คน รวมค่าใช้จ่ายต่อยูนิต 8.93 บาท

3. ทางแก้ไข ผู้เข้าร่วมเสนอแนะทางออกได้ข้อสรุปดังนี้

1.จัดประชุมชี้แจงคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามสภาพปัญหา ความต้องการและเชิญชวนตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ(ถือว่าดำเนินการแล้วในวันนี้)

  1. จัดประชุมชี้แจงชุมชน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามความสมัครใจ และชี้แจงต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าข้อเท็จจริง พร้อมกับเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา(นัดวันศุกร์ ที่ 16 พค.)

  2. จัดซื้ออุปกรณ์ ทดลองปรับระบบการกรองน้ำที่ชุมชนตัดขั้นตอนการใช้สารส้มในการดักตะกอนออก โดยการกลับไปใช้ระบบการผลิตที่ครบวงจรอีกครั้งและดูผลคุณภาพของน้ำเป็นเวลา 1 เดือน

  3. จัดเวทีชุมชนสอบถามประชามติในการแก้ปัญหาด้วยการกำหนดราคาน้ำที่ตรงกับความเป็นจริงและค้นหาแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

4. งบประมาณ 30,000 บาท จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสนับสนุนผ่านแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้
-จัดซื้ออุปกรณ์สารส้ม ปูนขาว และทราย จำนวน 10,000 บาท -จัดประชุมชี้แจงชุมชน 2 ครั้งและมีการถ่ายทอดสดทางสื่อ 20,000 บาท

เราลงไปดูพื้นที่จริง บังอาเส็มขับรถนำไปถึงที่ สภาพป่าต้นน้ำของรัตภูมิ ว่าไปก็เหมือนที่อื่นๆ อยู่ใกล้ต้นน้ำแต่ก็ต้องซื้อน้ำดื่ม น้ำใช้ ไม่สามารถดึงน้ำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

สระน้ำที่ขุดไว้เป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาที่นี่ก็เป็นของเอกชน กรรมการประปาคนหนึ่งบอกว่าทำให้เขาไม่มั่นใจในอนาคต หากมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไปทำกิจกรรมอื่น ชาวบ้านจะเดือดร้อนไปหมด

"ผมอยากให้หาที่ดินขุดสระใหม่" เขาเสนอให้ชุมชนร่วมกันซื้อที่ ทำเป็นที่สาธารณะ

ผมนึกภาพ-เรื่องน้ำทำให้เราสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้ชุมชนเกิดความมั่นใจ หลังจากที่ฟิ้นระบบการผลิตน้ำเต็มรูปแบบ สร้างความมั่นใจให้พวกเขาแล้ว ต่อไป การแก้ปัญหาอื่นๆของชุมชนก็จะตามมา

ขอให้ทุกอย่างยืนอยู่บนฐานการเรียนรู้และมีส่วนร่วมเท่านั้น.

บันทึก 100 วัน (9)
Submitted by Pookun on April,29 2008 18.00
27 เมษายน 2551 24 เมษายน 2551 สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ใหม่ มาสมัคร 14 คน รับคนได้เพียง 2-3 คน ผ่านรอบแรกเราคัดไว้ 5 คน ผมส่งต่อให้อ.พงค์เทพ คุยต่อ เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ความคิดอยู่ในกรอบ เหมาะที่จะทำงานในระบบมากกว่าที่จะมาฝ่าฟันกับงานที่จำเป็นต้องมีความมั่นใจ มั่นคงกับเป้าหมายที่มิใช่เพียงแค่ตัวเอง แถมถามความสนใจ ความฝันในชีวิต จำนวนหนึ่งตอบไม่ได้ ตอบได้แค่ว่าอยากได้งาน 25 เมษายน 2551 เดินทางไปสกลนคร มีโปรแกรมร่วมกับ 13 จังหวัดเรียนรู้ดูงานในพื้นที่ของเครือข่ายจ.สกลนคร เราไปนั่งรออยู่ที่สุวรรณภูมิร่วม 3-4 ชั่วโมง กว่าเครื่องจะออก(ช้าไป 20 นาที) อากาศที่นั่นค่อนข้างหนาว หิวก็หิว ดีว่าเครื่องของ ppair มีบริการเลี้ยงข้าว เครื่องบินที่นี่มีขนาดเล็ก 60 ที่นั่ง ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษๆก็มาถึงสกลนคร สามทุ่มเราก็มาถึง เดินออกมาจากเครื่อง พบตัวสนามบินที่นี่ออกแบบได้ดี โปร่งโล่ง โอ่โถง นำรูปแบบทางศิลปกรรมและวัตถุดิบท้องถิ่นมาประดับประดา ได้กลิ่นอายอิสาน (นึกถึงสนามบินหาดใหญ่-ไม่มีสิ่งใดส่อเค้าความเป็นภาคใต้ต้อนรับผู้มาเยือน) น่าเสียดายว่าอาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่นัก มีเจ้าหน้าที่ของเครือจข่ายมารอรับ เราขึ้นรถสองคัน ขับไปนั่งคุยกันไป สกลนครใหญ่โตกว่าที่คิดมาก แถมทันสมัยน่าอยู่ การวางผังเมือง การออกแบบเมืองทำได้ยอดเยี่ยม บ้านเมืองดูสะอาด เงียบสงบ ประตูเมืองใหญ่โต นำเอารูปทรงสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ สกลเป็นเมืองใหญ่ มี 18 อำเภอ ประชากรกว่า 1 ล้านคน มีสส.ได้ 5 คน(แน่นอนว่าต้องพรรคพลังประชาชน) ถนนกว้างขวาง รถไม่พลุกพล่าน ดูแล้วรองรับการเติบโตของเมืองได้ร่วม 10-20 ปี (สร้างถนนก่อนสร้างเมือง) 26 เมษายน 2551 อ.พงค์เทพ ตื่นแต่เช้าตรู่นั่งสามล้อไปไหว้พระธาตุเชิงชุม ผมขี้เกียจตื่น สักราวๆ เจ็ดโมงครึ่งเราเดินทางออกจากโรงแรมเอ็มเจ.เดินทางเข้าสู่ราชภัฎสกลนคร(ต้องย้ายที่พักเนื่องจากที่ราชภัฎมีงานซ้อน โรงแรมที่นั้นเต็ม) มีเพื่อนฝูงจากอีก 13 จังหวัดทยอยกันเข้ามา ทั้งจากภาคเหนือ-เชียงใหม่ แพร่ น่าน ภาคกลาง-อ่างทอง พิจิตร เพชรบุรี สุพรรณบุรี เราเริ่มโปรแกรมดูงานวันแรกได้หลังเวลา 9 โมงเช้านิดหน่อย พิธีกรกล่าวต้อนรับ เขาบอกว่าจะพยายามสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่น "คนอิสานนี่เขาบอกว่า ถ้าเข้าป่า ยกเว้นฤาษีเท่านั้น นอกนั้นกินได้หมด แต่ถ้าลงทะเล ยกเว้นสะพานเท่านั้น นอกนั้นก็กินได้หมด" ประธานเปิดงานเป็นคณบดี มาถึงก็กางโพยอ่าน ทำให้บรรยากาศเป็นทางการไปหน่อยทำให้พวกเราดูเกร็งๆ(เหมือนมานั่งสอบปริญญาโท) *ช่วงหัวค่ำ ทีมงานที่ถ่ายวีดีโอไว้ นำภาพพฤติกรรม อริยบทของแต่ละคนมาให้ดู-เรียกรอยยิ้ม-แต่ภาพช่วงเปิดงานเห็นได้ชัดว่านั่งกันแบบเกร็งๆฝืดๆ พื้นที่ดูงานแรก อยู่ที่หมู่บ้านนาคำไฮ ที่นี่เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก ร้อยกว่าหลังคาเรือน ประชากรมาจาก 4 ตระกูลแตกลูกแตกหลานไปทั่ว ทำให้มีสายสัมพันธ์พร้อมจะทำกิจกรรมร่วมกัน ที่นี่ประสบปัญหาสืบเนื่องจากกองทุนเหล้า ซึ่งเดิมผู้คิดเจตนาดีต้องการช่วยเหลืองานศพ ด้วยการเรี่ยไรครัวเรือน เหล้า 1 ขวด พร้อมกับเงิน 20 บาท ช่วยเจ้าภาพงานศพ ทว่าผลที่ตามมาคือทำให้ชาวบ้านติดเหล้า ดื่มเหล้าจัด เมาสะเปะสะปะ(ตามคำของชาวบ้านที่เล่าให้ฟัง) มีเหตุทะเลาะวิวาท เสียเงินจากรายได้โดยใช่เหตุ ทำให้คิดที่จะแก้ปัญหา การทำงานได้เจ้าหน้าที่อนามัยเข้ามาเป็นตัวหลัก จัดกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาของพื้นที่ จนได้ประเด็นการเลิกเหล้าซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและเป็นปัญหาระดับชาติที่ไม่ค่อยมีใครอยากยุ่งนัก ที่นี่เริ่มต้นด้วยการให้ชาวบ้านแต่ละคนสมัครใจเลือกที่จะลด-ละ-เลิกเหล้า จนกระทั่งนำมาสู่การยุบกองทุนเหล้าและพัฒนามาเป็นกองทุนอื่นๆ ร่วม 10 กองทุนในเวลาต่อมา (เช่น กองทุนข้าว กองทุนถั่วลิสง กองทุนวัว กองทุนหม่บ้านฯลฯ) จากพื้นฐานแนวคิดกองทุนที่ต้องการพึ่งตนเองและช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันนำมาสู่ความร่วมมือจัดตั้งกลุ่ม to be numberone ดึงเยาวชนและครอบครัวเข้าร่วม และต่อยอดด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงในชีวิต เราลงจากรถตู้ ชาวบ้านยืนต้อนรับทั้งสองข้างทาง มีพวงมาลัยดอกคูน ดอกลั่นทม รอรับ สีหน้ายิ้มแย้ม อัธยาศัยในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของพวกเขาทำเอาตื้นตันใจ (มาภาคใต้ เห็นท่าจะทำได้ยาก) ทุกบ้านมีการปลูกไ .....
บันทึก 100 วัน (8)
Submitted by Pookun on April,28 2008 13.39

20 เมษายน 2551

เจีย โทรมาเตือนว่างานเลี้ยงน้ำชาของผู้ใหญ่เบีย จะจัดในวันนี้ มีกิจกรรมไปตั้งแต่ช่วงกลางวันไปถึงกลางคืน ทีแรกลังเลว่าจะไม่ไป แต่คิดดูอีกที วันนี้ไม่ได้ทำอะไร(ตั้งใจว่าจะพัก) อีกอย่างไปคูหาใต้ก็เดินทางไม่ไกลเลยตัดสินใจใหม่

อยากไปช่วยผู้ใหญ่ รู้จักพื้นที่ให้มากขึ้น ตอนไปเอ็กซ์ชวนพี่แป๋วครูข้างบ้านไปด้วย เราไปถึงวัดจุ้มปะช่วงเย็นแล้ว ไปถึงก็โทรหาเจียถามทางอีกเพราะว่าไปไม่ถูก

ระหว่างทางผ่านถนนใกล้สนามกีฬาเทศบาลตำบลกำแพงเพชร กำลังลงเตนท์จัดงานถนนคนเดินที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ไม่เคยมาร่วมกิจกรรม ท่าทางจะคึกคักไม่เบา

สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งกว้าง สลับเขาเป็นหย่อมๆ มีลำห้วย วัด บ้าน แทรกสลับเป็นช่วงๆ ดูแล้วก็เงียบสงบดี เราหาที่จอดรถ ด้านซ้ายมือเป็นท้องนากว้าง มีคนพลุกพล่านได้ยินเสียงโฆษกงานมาจากเต้นท์ใหญ่ เดินลงไปดูกิจกรรมที่มีการแข่งว่าว นัยว่ามาถึงรอบสดท้ายแล้ว ว่าวที่ผ่านเข้ารอบลึกๆกำลังเตรียมเข้าสู่ลานแข่งที่เป็นท่งนากว้างโล่ง มีเขาคูหาเป็นฉากหลัง ว่าวหลากสีโฉบเฉี่ยวอยู่บนฟ้ามองเห็นอยู่ไกลตา

มีคนมาร่วมงานไม่น้อยเลย บ้านของผู้ใหญ่เบีย มีงานเลี้ยงน้ำชาจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว แต่ปีนี้พิเศษตรงที่มีคอนเสิร์ตจากวงบาโรยมาสร้างสีสันในช่วงหัวค่ำ เรามาถึงก็เห็นรั้วผ้าใบขึงล้อมรอบชวนให้นึกถึงหนังกลางแปลงในวัดในอดีต

ใช้ทุ่งนาให้เป็นประโยชน์ ฟากหนึ่งแข่งว่าว อีกฟากหนึ่งล้อมรั้วจัดคอนเสิร์ต เจียพาไปหาผู้ใหญ่เบียที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมงาน เราไปถึงเห็นแต่โต๊ะวางเต็มไปหมด ยังไม่มีคน คอนเสิร์ตจะเริ่มช่วงหัวค่ำ มีแต่ทีมงานกำลังตระเตรียมน้ำแข็ง น้ำ มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น ช่วยกันขันแข็งดี

อ้อ มีนิทรรศการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีด้วย

เงินที่ได้จากการเลี้ยงน้ำชา จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณของหมู่บ้าน กลุ่มแกนนำที่มาช่วยผู้ใหญ่เบียส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บางส่วนมาจากกลุ่มอนรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี สมาชิกในกลุ่มเติบโตมาจากวัยรุ่นที่หลงผิดติดยาเสพติด ต่อมาคิดได้กลับตัวมาเป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือสังคมและตั้งใจที่จะทำกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ผลพวงจากการร่วมกิจกรรมรักษ์ป่าทำให้รู้จักกับอีกหลายๆกลุ่ม วงบาโรยก็มาจากสายสัมพันธ์การทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกัน

เท่ากับว่าเครือข่ายเติบโตและชักย่านความสัมพันธ์โยงไปถึงกิจกรรมอื่นๆ มีอะไรก็มาช่วยกันว่างั้น

นั่งฟังลุงนันท์แกนนำอีกคนเล่าให้ฟังเรื่องหนักอกของชุมชน นั่นคือการปกป้องเขาคูหาที่ถูกนายทุนสัมปทานต่อเนื่องระเบิดหินทำลายหายไปทุกวัน เขาคูหาเพี้ยนมาจากคำว่าโคหาย ที่นี่มีแร่ธาตุปนอยู่ในตัวภูเขาล้วนเป็นของดีหายาก แต่กำลังถูกทำลายไปอย่างไม่รู้คุณค่าและไม่มีใครกล้าที่จะส่งเสียงทัดทาน เนื่องจากนายทุนทำถูกต้องตามขั้นตอน และคงกลัวไม่อยากเสี่ยงกับผู้มีอิทธิพล(ชาวบ้านใกล้เนินเขาได้รับประโยชน์ด้วย) แม้นเสียงต่อต้านจะเริ่มมีมากขึ้น แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ รังแต่จะเร่งให้รีบระเบิดทำลายให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ

จัดงานเลี้ยงน้ำชา จัดคอนเสิร์ตใกล้ๆ อาจจะมีส่วนช่วยให้เสียงของชุมชนไปถึงหูนายทุนและผู้มีอำนาจบ้าง(ผมเดาเอา)

รัตภูมิเป็นพื้นที่เดือดในเรื่องของการทำบ่อทราย มีทั้งถูกต้องตามกฏหมายและลักลอบ สภาพโดยรวมเริ่มมีปัญหาด้านมลภาวะจากโรงงาน จากกลุ่มแรงงานอพยพ บางพื้นที่มีโรงงานจำนวนมาก ที่นี่มีจุดแข็งหลายเรื่อง กลุ่มองค์กรท้องถิ่นที่นี่ค่อนข้างเข้มแข็ง เป็นต้นแบบระดับชาติในหลายๆแห่ง ตำบลคูหาใต้เองก็มีสภาร้อยแปดเป็นองค์กรหลักของชุมชน แต่ก็นั่นแหละ ความเข้มแข็งดังกล่าว หากว่าไม่อาจปกป้องฐานทรัพยากรให้คงอยู่ต่อไปได้ ก็คงดูแปลกๆพิลึก

หมายเหตุ* ไม่ได้อยู่ฟังคอนเสิร์ต เพราะดึกเกินไป เรานั่งประเดิมงานเป็นโต๊ะแรก อยากจะบอกว่าปลาดุกย่างสดและอร่อยมาก.

284 items(1/29) 2 3 4 5 Next » Last »|

Member zone

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ
Last topic

Blogs

ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว