Topic list
- เรื่องสั้น
- 1โ คาราวะผู้รอนแรมรักษาป่าทั้งหลาย ที่ให้กำเนิดเรื่องราวและตำนานอันเป็นที่โจษจันในใจฉัน โ แด่ผู้อพยพเพื่อการมีชีวิตอยู่ (สังขละบุรี2551) นานมาแล้วที่ฉันต้อง โอพยพโ จะเรียกมันว่าอะไรดีกับการที่ต้องหอบผ้าผ่อน หนังสือหนังหา ปากกา ดินสอ เดินทางไปเพื่อร่วมเรียนรู้กับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ เพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เพื่อตัวตน หากแต่เพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์เบี้ยหอยรายทางที่เก็บเกี่ยวได้จากการใช้ชีวิตอยู่ตามสังคมชายแดน บ้านป่า ห่างไกลจนสุดขอบดินแดนแห่งอารยะชน นั้นเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในสายตาของคนเขียนหนังสือ(อย่างฉัน) และอาจเป็นของใครอีกหลายๆคนที่หลงใหลใคร่รักที่จะทำงานศิลปะอยู่ร่ำไป ขอขอบพระคุณ สุนทร แสนสุข เจ้าพระยา นนท์ 2550 โ ฤาจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ ต้องอพยพ โ โฆโฆโฆโฆโฆโฆโฆ ละอองฝนร่วงโรยลงมาราวกับคนบนฟ้าได้โปรดปรายหยาดหยดแห่งการหล่อเลี้ยงและเติบโตมาสู่มนุษย์ ปุยเมฆสีเทาดำเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ แผ่ไพศาลจนสุดเส้นขอบฟ้า บดบังแสงแรกของวันใหม่อย่างไม่สนใจใยดี ฝนตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วและไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุดง่ายๆ ฉันยังคงนอนเฝ้าฝูงวัว อยู่ที่กระท่อมกลางป่าติดกับไร่ข้าวของพ่อ วัวหกตัวสมบัติสิ่งเดียวของพ่อที่ทิ้งไว้ให้ก่อนจากพวกเราไป พวกมันยังคงแทะเล็มหญ้าระบัดอยู่ในไร่อย่างสบายอารมณ์ ใช่ ! แค่วัวหกตัวนี้เท่านั้น ไร่ที่พ่อทึกทักเอาเองว่าเป็นเจ้าของหาใช่เป็นของพ่อเพียงคนเดียวแต่มันพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาหลายชั่วอายุคน เมื่อสองปีก่อนตอนที่พ่อยังอยู่ ครอบครัวเราก็ไม่ได้ปลูกข้าวในไร่ที่ฉันนอนอยู่ตอนนี้ พ่อกลับเลือกพื้นที่ที่อยู่ไกลออกไปในป่าผืนเดียวกันเพื่อที่จะปลูกข้าวเลี้ยงครอบครัวที่มีแม่และน้องๆอีกสี่คนมาในวันนี้ฉันก็ได้สืบทอดทั้งวิธีการและวิธีคิดที่พ่อได้เสี้ยมสอนมาตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กในการใช้ชีวิตอยู่กับป่า มีแต่เพียงคนข้างนอกเท่านั้นแหละที่ไม่เข้าใจและหาว่าพวกเราเป็นตัวการที่ทำให้ป่าเสียสมดุล ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม อยู่มาก็ยังไม่เคยฆ่าสัตว์สักตัวในป่านี้ พืชผักเราก็เก็บแต่พอกิน โ ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ โ หมู่บ้านเล็กๆซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่ ห่างไกลความเจริญและผู้คน หมู่บ้านทอดตัวยาวไปตามแนวสันเขาทั้งสองข้างขนาบ มันถูกโอบล้อมด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างอบอุ่นที่สุดที่นึ่ง ฉันเดินต้อนฝูงวัวลงมาตามภูเขาในย่ามมีผักที่หาเอาระหว่างทางเดินมาเต็มย่าม ทั้งผักกูด ผักหนาม มันหมู ฯลฯ เบื้องหน้ามองเห็นหลังคาบ้านตัวเองอยู่ไม่ไกล ควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าขจรไกลไปในอากาศ โแม่กำลังหุงข้าว โ ฉันรู้ทันทีเมื่อเห็นกลุ่มควันนั้นและน้องๆก็คงจะไปวิ่งเล่นที่ไหนสักแห่งในหมู่บ้าน โ ได้อะไ ร โ ลุงแก่เดินสวนทางมาถามขึ้น โ ผักทั้งนั้น โ ฉันตอบ โ ระวังหน่อยนะช่วงนี้ โ ลุงคนนั้นเตือนฉันด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก โ ทำไมเหรอลุง โ ฉันสวนกลับด้วยคำถามเต็มไปด้วยความสงสัย โ เห็นเขาว่าจะให้เราไป โ ลุงตอบฉันแล้วเดินสวนทางขึ้นไปบนยอดเขา ฉันเหลียวมองเห็นหลังไวๆของแกเดินหายเข้าไปในป .....
- โลกกว้างยาวแค่สิบก้าวที่เราเดิน
เคยค้นพบอะไรบ้างในย่างก้าว
ขณะสาวเท้าเติ่งระเริงหลง รู้สึกไหมใจฉุนแต่วุ่นวง มิเคยปลง เพ่งพิศ...ทิศทางจร รอนแรมเรื่อยไปหวั่นไหววก เพลินสะทกอกสะเทือนเกินเคลื่อนถอน จนมิรู้การเคลื่อนไหว...ไม่อาทร ใจถูกอ้อนจากลมจมตามแรง<br />
เท้าที่ยกเยื้องย่างไปข้างหน้าจิตผู้รู้...รู้ท่าและรู้แหล่ง ยกแล้ว...เหยียบ เหยียบแล้ว...ยก...ฉกเปลี่ยนแปลง มันสำแดง เกิด-ดับ สลับกัน<br />
ตามอาการเคลื่อนไหวใจผู้รู้มิลงสู่สิ่งใดมิไหวหวั่น เป็นเพียงผู้ดูแลชะแง้งัน จนรู้ทันความเป็นเช่นนั้นเอง<br />
ฝึกยกหนอ เหยียบหนอ ไม่คิดหนอสิบก้าวย่างก็พอ...อย่าอวดเบ่ง จักรวาลอันกว้างใหญ่ใจบรรเลง แค่บทเพลงสิบก้าวก็ยาวเกิน<br />
ฝึกได้แล้วแนวใดใจผู้รู้ย่อมแลดูอยู่ไม่ห่างแม้ทางเขิน การเคลื่อนไหว กาย-จิต สะกิดเดิน ก็เผชิญเป็นแต่ผู้แลดู<br />
รับรู้ก็มัก....สักแต่ว่าเกิดเร็วช้าก็เห็นการเป็นอยู่ จะยุบ-พอง ฟุบ-แฟบ หรือฟ่องฟู จิตคอยดูเฉยเฉยมิเผยเงา<br />
จิตผู้รู้คือสติที่ผลิตื่นจะวัน-คืน...มิเคยหลับกระสับกระเส่า การเคลื่อนไหวแห่งไตรลักษณ์หมุน หนัก-เบา โลกของเราก็เท่านี้ไม่มีอะไร ฯ- นำเข้าใต้ถุน
- น้ำเข้าใต้ถุน ...........................................................รัตนชัย มานะบุตร ราวกับว่าแม่ได้กลิ่นอนาคต... แม่ฝันว่า แม่และเพื่อนบ้านสวมชุดดำนั่งรถยนต์เต็มกระบะเดินทางไปงานศพที่วัด ทุกคนพกใบหน้าเศร้าสลดและด้วยความสงสัย และฝูงชนที่แห่กันไปที่วัดมีคนเกือบทุกชาติทุกภาษา ไปงานศพใครกันก็ไม่รู้? แม่ได้กลิ่นศพตอนสวมเสื้อดำก่อนออกเดินทาง โงานศพคนทั้งโลกโ ใครคนหนึ่งเอ่ย ที่วัดเสียงร้องร่ำระงมไปทั่ว ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงจะมีรถยนต์ขนศพเต็มคันมาส่ง มีหมอผมแดงคนดังและอาสาสมัครตรวจ ดี.เอ็น.เอ.และฝังไมโครชิพ ทุกระยะจะมีคนมาขอถ่ายรูปหมู่ร่วมกับศพ ศพที่ตรวจ ดี.เอ็น.เอ.และฝังไมโครชิพแล้ว ทุกคนจะถูกคืนชีวิตให้ พวกเขาลุกขึ้นยืนทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวเต่งตึงร่วมถ่ายรูปหมู่ ถ่ายรูปเสร็จทุกศพต่างเอ่ยปากขอบคุณ เสียงที่เปล่งออกไม่เต็มเสียงนักเพราะในปากของพวกเขามีแต่น้ำ แล้วเดินตัวแข็งเรียงแถวไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่จอดรออยู่ แล้วแต่ใครเลือกลำไหน มีไปสนามบิน ภูเก็ต พังงา กระบี่ เฮลิคอปเตอร์ลำใหม่ก็บินลงมาแทนที่ไม่รู้จักจบ น่าสงสารศพที่ไม่มีญาติมารับ พวกนี้ถูกบังคับให้เดินไปหลังวัดมีรถแทรกเตอร์กำลังขุดหลุมขนาดใหญ่ยาวเหยียด เตรียมฝังเพราะศพมากเกินไปไม่มีที่เก็บ ทหารกำลังลำเลียงศพลงไปยังก้นหลุม ศพบางศพประท้วงเรื่องผิดสัญชาติ ประท้วงจนพอใจจึงยอมลงนอนในหลุมแต่โดยดี บางศพไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นใครมาจากไหน แม้เจ้าตัวจะบอกชัดเจน แต่นั่นเป็นข้อมูลจากคนเสมือนสติไม่สมประกอบ ถูกบังคับให้ต้องลงไปนอนรอญาติมาพิสูจน์ก้นหลุม พวกเขาบ่นกันว่า รู้ว่ายุ่งยากแบบนี้ไม่น่ามาตายที่นี่เลย... โเราสัญญาจะขุดเมื่อญาติมาติดต่อ...เราสัญญาโ ที่ชายหาดทะเลราบเรียบเสียจนไม่มีที่ติ โรงแรม รีสอร์ท และบังกะโลพังยับเยิน ชายชาวจีนสามคนพี่น้อง จุดธูปเทียนกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้พบศพพี่ชาย เด็กชายคนหนึ่งที่รอดชีวิตเดินร่ำให้ เขามีภาพถ่ายมารดาที่ไม่รู้ชะตากรรม และมีคนจำนวนหนึ่งช่วยกันจับสาวญี่ปุ่นเครียดจัดกำลังปีนขึ้นต้นไม้หวังฆ่าตัวตาย เต็นท์พักชั่วคราวและบ้านน็อคดาวน์เรือนงามหลายร้อยหลังคากำลังก่อสร้างอย่างเร่งรีบ ถนนทุกเส้นสายมีแต่รถยนต์จากสารทิศเคลื่อนตัวเข้ามายังชายหาด เหมือนเที่ยวงานสวนสนุก เฮลีคอปเตอร์รับทุกคนที่ต้องการช่วยเหลือ ส่งไปยังโรงพยาบาล วัด สนามบิน โแกตายแล้วเหรอโ แม่ถาม โใช่โ โตายยังไงโ โตายติดอยู่บนหลังคารีสอร์ทโ โแล้วแกล่ะโ โตายเหมือนกัน ผมคลื่นซัดไปนอนตายอยู่บนรถเข็นโ โแล้วแกด้วยเหรอโ โผมอยู่บนกองขยะ ผมเหมือนกำลังพักผ่อนที่แสนคลาสสิคโ แม่กลับมาพร้อมกับความมืดและกลิ่นศพไฟจากรถสว่างและว่างเปล่าจนน่ากลัว พบหญิงชรายืนโบกมืออยู่ข้างทาง แกมีรูปร่างผอมหลังงองุ้ม รถยนต์จอดรับดึงแกขึ้นนั่งบนท้ายกระบะรวมกับคนอื่น ๆ แกบอกขออาศัยไปครึ่งทาง ถึงเชิงเขาให้จอดแกขอลง โยายจะไปไหน?โ เพื่อนแม่ถาม โยายจะขึ้นเขาโ โขึ้นทำไม บ้านยายอยู่บนนั้นหรือ?โ โไม่...ยายหนีคลื่นยักษ์โ โคลื่นยักษ์มันผ่านไปแล้ว คนตายเกลื่อนโ โผ่านไปแล้วแต่มันยังมีอีก...โ โโอ้...แค่นี้ยังไม่พออีกรึ!โ โใช่...จำข้าไว้ ให้อพยพขึ้นภูเขาโ โยายรู้ได้ไง?โ โทำไมไม่รู้...สมัยก่อนยังถล่มเมืองทั้งเมืองให้จมลงสู่ก้นทะเล อยากรู้มั้ยล่ะว่ามีเมืองอะไรบ้างโ รถยนต์จอดตรงเชิงภูเขา หญิงชราลง ดูแกค่อย ๆ เดิน ภูเขาตระหง่านตัดขอบฟ้า โดยมีกลุ่มดาวไถอยู่หลังฉาก เลยภูเขาอีกด้านเป็นทะเลอันดามันอันกว้างใหญ่ไพศาล แล้วยายก็หายไปในความมืด รุ่งเช้าแม่เล่าเล่าความฝันให้เธอฟัง แล้วเพื่อนบ้านคนหนึ่งก็เล่าว่าเมื่อวานคนเจอเต่าทะเลที่ชายหาดตั้งหลายตัว และมีมดแมลง ตะเข็บตะขาบอีกมากมายหนีขึ้นต้นไม้ ตอนกลางคืนเธอก็ฝันว่ามีหนุ่มฝรั่งมาขอเธอแต่งงาน เธอเก็บความฝันไว้คนเดียวเงียบ ๆ ในฝันแม่ปลื้ม ใบหน้าเปี่ยมด้วยความสุข โลูกสาวของฉัน...โ .......................................................................... แม่รู้ว่าหาดป่าตองเป็นแหล่งบันเทิง ให้ตายเถอะที่นั่นเป็นแหล่งค้าโลกีย์... ขณะที่แม่กำลังตีเส้นขนมเปียกปูนในถาดด้วยคมมีด แม่มองขนมเปียกปูนให้นึกถึงผืนนาเป็นบิ้ง ๆ อยู่ในถาดสี่เหลี่ยมสิบกว่าถาด เป็นงานศิลปะที่แสนธรรมดา ความจริงบิ้งนาที่ภูเก็ตกลายสภาพเป็นรีสอร์ทและบังกะโลไปหมดแ .....
- นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล
นัก(เขียน)สัญจร ธีรภาพ โลหิตกุล
ธีรภาพ โลหิตกุล:"ความจริงมันคงไม่ใช่เพียงสารคดีเท่านั้น แต่สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์แมกกาซีนทั้งหลายก็ถูกถาโถมเข้ามา เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งตัว ตั้งรับ และรุกรับกับสิ่งเหล่านี้ ก็คือต้องพัฒนางานให้เข้มแข็งขึ้น รักษาคุณภาพของงานให้ดีมากยิ่งขึ้น และอาจขยายงานไปสู่สื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น"กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แทบไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากมายสำหรับคนทำงานสารคดีที่ชื่อ ธีรภาพ โลหิตกุล ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในฐานะนักเขียนสารคดีมือฉมัง ทั้งที่เป็นข้อเขียนและบทโทรทัศน์
10 ปีแรกในภาระงานประจำ ก่อนเจ้าตัวจะปลดระวางตัวเองเพื่อ 'พักร้อน' และรับงานฟรีแลนซ์เลี้ยงตัวเองในช่วง 10 ปีหลัง ปัจจุบันนอกจากงานเขียนหนังสือ เขายังผันตัวไปเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของอุษาคเนย์บนหน้าปัดวิทยุที่คลื่น FM 96.5 ทุกวันอาทิตย์ บ่าย 2 และวิทยากรรับเชิญสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมของภูมิภาคแถบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังออกตัวว่าเป็น 'นักเดินทางมือสมัครเล่น' อยู่ดี
หลังจากอ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วลองมานิยามดูอีกทีว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นนักเดินทางประเภทไหนกันแน่...
- เขาและเรา (กรณีศึกษาด้ามขวานไทยประลัยกัลป์
เพราะใจเราเผาใจให้จำเจ็บ
ใจเราเก็บใจจำมาช้ำหมอง
ก็ใจเราอีกแหละชอบมาครอบครอง
โอ้ใจหมองก็ใจเราเผาไหม้ใจ
แต่ใจเขามิเคยจำย่ำและหยาบสันติภาพดูแล้วท่าจะหาไม่
ลอบและกัดก็ดำเกิงดั่งเพลิงไฟ
บุญและบาปก็อ้างไว้พอได้ทำ
เราสิซ่อนน้ำตาอันปร่าขมเขาขย่มไล่ล่าดาหน้าย่ำ
เราด่าเขาวอยวอยถ่อยริยำ
เขากระทำหน้าตายเหมือนทายท้า
เขาเป็นใครไม่รู้ดูไม่แท้แต่แน่ๆเราเป็นอยู่ดูเหมือนว่า
เขาเหมือนคนอย่างที่สุดมนุษย์-มนา
แต่ทว่าเรากับเขาเลิก-เผากัน
เราเป็นคนธรรมดาตั้งหน้ารับวันคืนลับล่วงลาแต่อาสัญ
ถ้านับศพก็ทบท่าวมิคราวครัน
ถ้านับวันสันติสุขทุกข์ระทม
เราและเขานั้นหรือต่างคือใครแล้วทำไมยิ่งวันคืนยิ่งขื่นขม
ที่เรามีมากมายพ่ายระบม
ต่างอกตรมหน้าชื่นทุกคืนวัน.
- เพียงแค่เพียง
ขอเพียงที่ทางได้สร้างทำ
ขอคำถ้อยคำสักหนึ่งเสียง
ขอใจเพียงพอแล้วก็เพียง
เดินเลี่ยงออกมาอีกครานึง
ฝากความทรงจำไว้รำลึกค่อยๆตรองตรึกสักเสี้ยวกึ่ง
ไม่คิดคาดหวังนั่งรำพึง
ฝากรอยเท้าหนึ่งในผืนทราย
ก่อนสายลมพรมพัดสะบัดพลิ้วประปรอยปลิวแผ่วๆแล้วลับหาย
ไม่เคยคิดไหวติงนิ่งดูดาย
เพียงสบายสบายย่างกรายไป
เพียงพบหน้าคนรักเพียงสักครั้งได้มานั่งแนบชิดพิสมัย
แม้ไม่พูดไม่เผยเอ่ยอันใด
แต่ที่ในตาสบเผลอหลบตา
เพียงเท่านั้นก็พอเติมต่อฝันให้คืนวันล่วงหายเปล่าดายค่า
กลับมามีความหมายให้มองมา
เพียงรู้ว่ามีบ้างไม่ว่างวาย
ถึงกระนั้นเราจะปันให้เป็นดังเส้นสาย
ถึงไม่มีก็จะมีไม่มากมาย
เป็นกระทายน้อยๆ จ้อยและเจียม.
- การรินไหลใดรู้จบ (กรณีศึกษาการอพยพข้ามแคว้นของแรงงานเพื่อนบ้าน)
การรินไหลใดรู้จบ
เปรียบชีวินรินไหลข้ามไทแคว้น มาสู่แดนเสรีที่สถาน มาจากความร้าวแรกหรือแหลกราญ จากเรือนบ้านเคหาวนาดร มาสู่ความใหม่แปลกความแตกต่าง มาเหยียบย่างต่างหาอุทาหรณ์ มาเถอะมาแต่งแต้มมาแรมรอน ไหว้ขอพรวอนไหว้เมื่อได้มา
อาจบางทีแตกต่าง บางอย่างใช่ เป็นอย่างไรในเร้นลึกรู้สึกรู้สา อาจบางอย่างอีกบางอย่างอาจค้างคา แตะต้องตาต้องใจ คลับคล้ายคล้ายคลึง ให้เจ้าหวนครวญนึกระลึกย้อน วันคืนก่อนเวียงวังคราครั้งหนึ่ง ต่างมิต่างถูกผูกมัดถูกรัดรึง ต่างเอิบอาบซาบซึ้งคะนึงครวญ อาจมีสิทธิ์คิดหวังดั่งใจคิด แต่มิอาจมีสิทธิ์แม้คิดหวน ณ แดนดินถิ่นไหนไม่คู่ควร จึ่งรัญจวนหวนไห้จึ่งไหลริน..- บันทึก 100 วัน (10)
29 เมษายน 2551
เรานัดหมายบังอาเส็มไว้ที่มัสยิดห้วยโอน ตอนที่ไปถึงเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำภาค 8 มาถึงแล้ว
พื้นที่ ม.9 ของบังอาเส็มมีปัญหาน้ำเสีย ชุมชนเดือดร้อนมานานแล้ว ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร นึกถึงปัญหาน้ำที่เกิดในหมู่บ้านของผมทำให้เข้าใจหัวอกคนใช้น้ำด้วยกันถึงความทุกข์
เราใช้เวลาพูดคุยกันไม่นานก็ได้ข้อสรุปแจงเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้
1.สภาพปัญหา น้ำประปาของม. 9 ต.กำแพงเพชรมีสภาพขุ่นข้น เนื่องจากใช้น้ำจากต้นน้ำที่มีการขุดสระขนาด 40 เมตร ยาว 100 เมตร ลึก 4 เมตร รองรับน้ำก่อนสูบขึ้นไปขึ้นถังผลิตประปา ทำให้เกิดการหมักหมมของขยะใบไม้ กิ่งไม้ สารเคมีการเกษตร ชุมชนประสบปัญหามาเป็นเวลากว่าสิบปี
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ใช้น้ำไประยะหนึ่งประสบต้นทุนการใช้สารส้มในอัตราสูงกว่าที่รายได้ของการจัดเก็บน้ำสามารถรองรับได้ กล่าวคือมีต้นทุนต่อหน่วยตกประมาณ 9-10 บาท ขณะที่ปัจจุบันมีการจัดเก็บค่าน้ำอยู่ยูนิตละ 5 บาท เมื่อชุมชนไม่ใช้สารส้มในการดักตะกอน ปรับสภาพน้ำที่มีความเป็นด่าง ทำให้วงจรการทำงานของระบบประปาติดขัด ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำโดยรวม
2. ต้นทุนการผลิต -ค่าจ้าง เดือนละ 6000 บาท -ค่าบำรุงรักษา เดือนละ 2500 บาท -ค่าไฟ 10-15 ชั่วโมง 10,800-20,000 บาท -ค่าสารส้ม เดือนละ 7500 บาท รวม 26,800 บาท ต่อเดือน
ประชากร 3000 คน รวมค่าใช้จ่ายต่อยูนิต 8.93 บาท
3. ทางแก้ไข ผู้เข้าร่วมเสนอแนะทางออกได้ข้อสรุปดังนี้
1.จัดประชุมชี้แจงคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามสภาพปัญหา ความต้องการและเชิญชวนตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ(ถือว่าดำเนินการแล้วในวันนี้)
จัดประชุมชี้แจงชุมชน 1 ครั้ง เพื่อสอบถามความสมัครใจ และชี้แจงต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าข้อเท็จจริง พร้อมกับเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา(นัดวันศุกร์ ที่ 16 พค.)
จัดซื้ออุปกรณ์ ทดลองปรับระบบการกรองน้ำที่ชุมชนตัดขั้นตอนการใช้สารส้มในการดักตะกอนออก โดยการกลับไปใช้ระบบการผลิตที่ครบวงจรอีกครั้งและดูผลคุณภาพของน้ำเป็นเวลา 1 เดือน
จัดเวทีชุมชนสอบถามประชามติในการแก้ปัญหาด้วยการกำหนดราคาน้ำที่ตรงกับความเป็นจริงและค้นหาแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
4. งบประมาณ 30,000 บาท จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสนับสนุนผ่านแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้
-จัดซื้ออุปกรณ์สารส้ม ปูนขาว และทราย จำนวน 10,000 บาท -จัดประชุมชี้แจงชุมชน 2 ครั้งและมีการถ่ายทอดสดทางสื่อ 20,000 บาทเราลงไปดูพื้นที่จริง บังอาเส็มขับรถนำไปถึงที่ สภาพป่าต้นน้ำของรัตภูมิ ว่าไปก็เหมือนที่อื่นๆ อยู่ใกล้ต้นน้ำแต่ก็ต้องซื้อน้ำดื่ม น้ำใช้ ไม่สามารถดึงน้ำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
สระน้ำที่ขุดไว้เป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาที่นี่ก็เป็นของเอกชน กรรมการประปาคนหนึ่งบอกว่าทำให้เขาไม่มั่นใจในอนาคต หากมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไปทำกิจกรรมอื่น ชาวบ้านจะเดือดร้อนไปหมด
"ผมอยากให้หาที่ดินขุดสระใหม่" เขาเสนอให้ชุมชนร่วมกันซื้อที่ ทำเป็นที่สาธารณะ
ผมนึกภาพ-เรื่องน้ำทำให้เราสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้ชุมชนเกิดความมั่นใจ หลังจากที่ฟิ้นระบบการผลิตน้ำเต็มรูปแบบ สร้างความมั่นใจให้พวกเขาแล้ว ต่อไป การแก้ปัญหาอื่นๆของชุมชนก็จะตามมา
ขอให้ทุกอย่างยืนอยู่บนฐานการเรียนรู้และมีส่วนร่วมเท่านั้น.
- บันทึก 100 วัน (9)
27 เมษายน 2551
24 เมษายน 2551
สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ใหม่ มาสมัคร 14 คน รับคนได้เพียง 2-3 คน ผ่านรอบแรกเราคัดไว้ 5 คน ผมส่งต่อให้อ.พงค์เทพ คุยต่อ
เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ความคิดอยู่ในกรอบ เหมาะที่จะทำงานในระบบมากกว่าที่จะมาฝ่าฟันกับงานที่จำเป็นต้องมีความมั่นใจ มั่นคงกับเป้าหมายที่มิใช่เพียงแค่ตัวเอง แถมถามความสนใจ ความฝันในชีวิต จำนวนหนึ่งตอบไม่ได้ ตอบได้แค่ว่าอยากได้งาน
25 เมษายน 2551
เดินทางไปสกลนคร มีโปรแกรมร่วมกับ 13 จังหวัดเรียนรู้ดูงานในพื้นที่ของเครือข่ายจ.สกลนคร
เราไปนั่งรออยู่ที่สุวรรณภูมิร่วม 3-4 ชั่วโมง กว่าเครื่องจะออก(ช้าไป 20 นาที) อากาศที่นั่นค่อนข้างหนาว หิวก็หิว ดีว่าเครื่องของ ppair มีบริการเลี้ยงข้าว เครื่องบินที่นี่มีขนาดเล็ก 60 ที่นั่ง ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษๆก็มาถึงสกลนคร
สามทุ่มเราก็มาถึง เดินออกมาจากเครื่อง พบตัวสนามบินที่นี่ออกแบบได้ดี โปร่งโล่ง โอ่โถง นำรูปแบบทางศิลปกรรมและวัตถุดิบท้องถิ่นมาประดับประดา ได้กลิ่นอายอิสาน (นึกถึงสนามบินหาดใหญ่-ไม่มีสิ่งใดส่อเค้าความเป็นภาคใต้ต้อนรับผู้มาเยือน) น่าเสียดายว่าอาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่นัก
มีเจ้าหน้าที่ของเครือจข่ายมารอรับ เราขึ้นรถสองคัน ขับไปนั่งคุยกันไป สกลนครใหญ่โตกว่าที่คิดมาก แถมทันสมัยน่าอยู่ การวางผังเมือง การออกแบบเมืองทำได้ยอดเยี่ยม บ้านเมืองดูสะอาด เงียบสงบ ประตูเมืองใหญ่โต นำเอารูปทรงสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ สกลเป็นเมืองใหญ่ มี 18 อำเภอ ประชากรกว่า 1 ล้านคน มีสส.ได้ 5 คน(แน่นอนว่าต้องพรรคพลังประชาชน) ถนนกว้างขวาง รถไม่พลุกพล่าน ดูแล้วรองรับการเติบโตของเมืองได้ร่วม 10-20 ปี (สร้างถนนก่อนสร้างเมือง)
26 เมษายน 2551
อ.พงค์เทพ ตื่นแต่เช้าตรู่นั่งสามล้อไปไหว้พระธาตุเชิงชุม ผมขี้เกียจตื่น สักราวๆ เจ็ดโมงครึ่งเราเดินทางออกจากโรงแรมเอ็มเจ.เดินทางเข้าสู่ราชภัฎสกลนคร(ต้องย้ายที่พักเนื่องจากที่ราชภัฎมีงานซ้อน โรงแรมที่นั้นเต็ม) มีเพื่อนฝูงจากอีก 13 จังหวัดทยอยกันเข้ามา ทั้งจากภาคเหนือ-เชียงใหม่ แพร่ น่าน ภาคกลาง-อ่างทอง พิจิตร เพชรบุรี สุพรรณบุรี เราเริ่มโปรแกรมดูงานวันแรกได้หลังเวลา 9 โมงเช้านิดหน่อย พิธีกรกล่าวต้อนรับ เขาบอกว่าจะพยายามสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่น
"คนอิสานนี่เขาบอกว่า ถ้าเข้าป่า ยกเว้นฤาษีเท่านั้น นอกนั้นกินได้หมด แต่ถ้าลงทะเล ยกเว้นสะพานเท่านั้น นอกนั้นก็กินได้หมด"
ประธานเปิดงานเป็นคณบดี มาถึงก็กางโพยอ่าน ทำให้บรรยากาศเป็นทางการไปหน่อยทำให้พวกเราดูเกร็งๆ(เหมือนมานั่งสอบปริญญาโท)
*ช่วงหัวค่ำ ทีมงานที่ถ่ายวีดีโอไว้ นำภาพพฤติกรรม อริยบทของแต่ละคนมาให้ดู-เรียกรอยยิ้ม-แต่ภาพช่วงเปิดงานเห็นได้ชัดว่านั่งกันแบบเกร็งๆฝืดๆ
พื้นที่ดูงานแรก อยู่ที่หมู่บ้านนาคำไฮ ที่นี่เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก ร้อยกว่าหลังคาเรือน ประชากรมาจาก 4 ตระกูลแตกลูกแตกหลานไปทั่ว ทำให้มีสายสัมพันธ์พร้อมจะทำกิจกรรมร่วมกัน ที่นี่ประสบปัญหาสืบเนื่องจากกองทุนเหล้า ซึ่งเดิมผู้คิดเจตนาดีต้องการช่วยเหลืองานศพ ด้วยการเรี่ยไรครัวเรือน เหล้า 1 ขวด พร้อมกับเงิน 20 บาท ช่วยเจ้าภาพงานศพ ทว่าผลที่ตามมาคือทำให้ชาวบ้านติดเหล้า ดื่มเหล้าจัด เมาสะเปะสะปะ(ตามคำของชาวบ้านที่เล่าให้ฟัง) มีเหตุทะเลาะวิวาท เสียเงินจากรายได้โดยใช่เหตุ ทำให้คิดที่จะแก้ปัญหา
การทำงานได้เจ้าหน้าที่อนามัยเข้ามาเป็นตัวหลัก จัดกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาของพื้นที่ จนได้ประเด็นการเลิกเหล้าซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและเป็นปัญหาระดับชาติที่ไม่ค่อยมีใครอยากยุ่งนัก ที่นี่เริ่มต้นด้วยการให้ชาวบ้านแต่ละคนสมัครใจเลือกที่จะลด-ละ-เลิกเหล้า จนกระทั่งนำมาสู่การยุบกองทุนเหล้าและพัฒนามาเป็นกองทุนอื่นๆ ร่วม 10 กองทุนในเวลาต่อมา (เช่น กองทุนข้าว กองทุนถั่วลิสง กองทุนวัว กองทุนหม่บ้านฯลฯ) จากพื้นฐานแนวคิดกองทุนที่ต้องการพึ่งตนเองและช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันนำมาสู่ความร่วมมือจัดตั้งกลุ่ม to be numberone ดึงเยาวชนและครอบครัวเข้าร่วม และต่อยอดด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงในชีวิต
เราลงจากรถตู้ ชาวบ้านยืนต้อนรับทั้งสองข้างทาง มีพวงมาลัยดอกคูน ดอกลั่นทม รอรับ สีหน้ายิ้มแย้ม อัธยาศัยในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของพวกเขาทำเอาตื้นตันใจ (มาภาคใต้ เห็นท่าจะทำได้ยาก)
ทุกบ้านมีการปลูกไ .....- บันทึก 100 วัน (8)

20 เมษายน 2551
เจีย โทรมาเตือนว่างานเลี้ยงน้ำชาของผู้ใหญ่เบีย จะจัดในวันนี้ มีกิจกรรมไปตั้งแต่ช่วงกลางวันไปถึงกลางคืน ทีแรกลังเลว่าจะไม่ไป แต่คิดดูอีกที วันนี้ไม่ได้ทำอะไร(ตั้งใจว่าจะพัก) อีกอย่างไปคูหาใต้ก็เดินทางไม่ไกลเลยตัดสินใจใหม่
อยากไปช่วยผู้ใหญ่ รู้จักพื้นที่ให้มากขึ้น ตอนไปเอ็กซ์ชวนพี่แป๋วครูข้างบ้านไปด้วย เราไปถึงวัดจุ้มปะช่วงเย็นแล้ว ไปถึงก็โทรหาเจียถามทางอีกเพราะว่าไปไม่ถูก
ระหว่างทางผ่านถนนใกล้สนามกีฬาเทศบาลตำบลกำแพงเพชร กำลังลงเตนท์จัดงานถนนคนเดินที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ไม่เคยมาร่วมกิจกรรม ท่าทางจะคึกคักไม่เบา
สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งกว้าง สลับเขาเป็นหย่อมๆ มีลำห้วย วัด บ้าน แทรกสลับเป็นช่วงๆ ดูแล้วก็เงียบสงบดี เราหาที่จอดรถ ด้านซ้ายมือเป็นท้องนากว้าง มีคนพลุกพล่านได้ยินเสียงโฆษกงานมาจากเต้นท์ใหญ่ เดินลงไปดูกิจกรรมที่มีการแข่งว่าว นัยว่ามาถึงรอบสดท้ายแล้ว ว่าวที่ผ่านเข้ารอบลึกๆกำลังเตรียมเข้าสู่ลานแข่งที่เป็นท่งนากว้างโล่ง มีเขาคูหาเป็นฉากหลัง ว่าวหลากสีโฉบเฉี่ยวอยู่บนฟ้ามองเห็นอยู่ไกลตา
มีคนมาร่วมงานไม่น้อยเลย บ้านของผู้ใหญ่เบีย มีงานเลี้ยงน้ำชาจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว แต่ปีนี้พิเศษตรงที่มีคอนเสิร์ตจากวงบาโรยมาสร้างสีสันในช่วงหัวค่ำ เรามาถึงก็เห็นรั้วผ้าใบขึงล้อมรอบชวนให้นึกถึงหนังกลางแปลงในวัดในอดีต
ใช้ทุ่งนาให้เป็นประโยชน์ ฟากหนึ่งแข่งว่าว อีกฟากหนึ่งล้อมรั้วจัดคอนเสิร์ต เจียพาไปหาผู้ใหญ่เบียที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมงาน เราไปถึงเห็นแต่โต๊ะวางเต็มไปหมด ยังไม่มีคน คอนเสิร์ตจะเริ่มช่วงหัวค่ำ มีแต่ทีมงานกำลังตระเตรียมน้ำแข็ง น้ำ มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น ช่วยกันขันแข็งดี
อ้อ มีนิทรรศการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีด้วย
เงินที่ได้จากการเลี้ยงน้ำชา จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณของหมู่บ้าน กลุ่มแกนนำที่มาช่วยผู้ใหญ่เบียส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บางส่วนมาจากกลุ่มอนรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี สมาชิกในกลุ่มเติบโตมาจากวัยรุ่นที่หลงผิดติดยาเสพติด ต่อมาคิดได้กลับตัวมาเป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือสังคมและตั้งใจที่จะทำกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ผลพวงจากการร่วมกิจกรรมรักษ์ป่าทำให้รู้จักกับอีกหลายๆกลุ่ม วงบาโรยก็มาจากสายสัมพันธ์การทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกัน
เท่ากับว่าเครือข่ายเติบโตและชักย่านความสัมพันธ์โยงไปถึงกิจกรรมอื่นๆ มีอะไรก็มาช่วยกันว่างั้น
นั่งฟังลุงนันท์แกนนำอีกคนเล่าให้ฟังเรื่องหนักอกของชุมชน นั่นคือการปกป้องเขาคูหาที่ถูกนายทุนสัมปทานต่อเนื่องระเบิดหินทำลายหายไปทุกวัน เขาคูหาเพี้ยนมาจากคำว่าโคหาย ที่นี่มีแร่ธาตุปนอยู่ในตัวภูเขาล้วนเป็นของดีหายาก แต่กำลังถูกทำลายไปอย่างไม่รู้คุณค่าและไม่มีใครกล้าที่จะส่งเสียงทัดทาน เนื่องจากนายทุนทำถูกต้องตามขั้นตอน และคงกลัวไม่อยากเสี่ยงกับผู้มีอิทธิพล(ชาวบ้านใกล้เนินเขาได้รับประโยชน์ด้วย) แม้นเสียงต่อต้านจะเริ่มมีมากขึ้น แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ รังแต่จะเร่งให้รีบระเบิดทำลายให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ
จัดงานเลี้ยงน้ำชา จัดคอนเสิร์ตใกล้ๆ อาจจะมีส่วนช่วยให้เสียงของชุมชนไปถึงหูนายทุนและผู้มีอำนาจบ้าง(ผมเดาเอา)
รัตภูมิเป็นพื้นที่เดือดในเรื่องของการทำบ่อทราย มีทั้งถูกต้องตามกฏหมายและลักลอบ สภาพโดยรวมเริ่มมีปัญหาด้านมลภาวะจากโรงงาน จากกลุ่มแรงงานอพยพ บางพื้นที่มีโรงงานจำนวนมาก ที่นี่มีจุดแข็งหลายเรื่อง กลุ่มองค์กรท้องถิ่นที่นี่ค่อนข้างเข้มแข็ง เป็นต้นแบบระดับชาติในหลายๆแห่ง ตำบลคูหาใต้เองก็มีสภาร้อยแปดเป็นองค์กรหลักของชุมชน แต่ก็นั่นแหละ ความเข้มแข็งดังกล่าว หากว่าไม่อาจปกป้องฐานทรัพยากรให้คงอยู่ต่อไปได้ ก็คงดูแปลกๆพิลึก
หมายเหตุ* ไม่ได้อยู่ฟังคอนเสิร์ต เพราะดึกเกินไป เรานั่งประเดิมงานเป็นโต๊ะแรก อยากจะบอกว่าปลาดุกย่างสดและอร่อยมาก.


ราหูอมจันทร์ นิตยสารเรื่องสั้นรายฤดูกาล Vol.1 กีตาร์ที่หายไป วางแผงแล้ว